นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๖
แม่ขอเขียนบ้าง #1
แม่นกยูง
... แม่ขอเขียนบ้าง -- ​เมื่อฉัน​ไปหัดวิปัสสนา # 1# ฉันนั่งอยู่​เบาะหลัง มองออก​ไปนอกหน้าต่าง ภาพ​ที่ผ่านสายตา...

ตอน : เมื่อฉันไปหัดวิปัสสนา #1#

แม่ขอเขียนบ้าง -- ​เมื่อฉัน​ไปหัดวิปัสสนา # 1#

ฉันนั่งอยู่​เบาะหลัง มองออก​ไปนอกหน้าต่าง ภาพ​ที่ผ่านสายตา​ไปรู้สึก​จะแปลก ๆ​
รู้สึกเหมือนอะไร​มันแปลกหูแปลกตา​ไปเสียหมด คล้าย ๆ​ เหมือนไม่เคยมองเห็นมาก่อน
​ทั้ง ๆ​ ก็​เป็นถนน​ที่เดินทางกลับบ้าน เปรียบเทียบ​ไปอาจ​จะ​เป็น​ความรู้สึกของคนหนีเข้าป่า
ตอน 6 ตุลาคม แล้ว​กลับเข้ากรุงเทพ หรือเบาะ ๆ​ ก็​เป็นเมาคลี ​ที่ถูกพากลับคืนมาอยู่​​กับมนุษย์ ...​.
อุปมา อุปไมย ​ไป​ได้ขนาดนั้น​ ฉันเวียนหัว เฮ้ย...​ อุทาน​กับตัวเอง ฉันไม่เคยเมารถเลย​นะ
เดินทางมาแล้ว​ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ขึ้น​เหนือล่องใต้​ไปทั่วทุกหัวระแหงก็ไม่เคยเวียนหัว
ขณะเดินทาง ...​ ฉัน​เป็นอะไร​​ไปล่ะเนี่ย...​.เวียนหัวจนควัก​เอายาดมออกมารมจมูกเหมือนคนแก่ ๆ​ ไม่มีผิด เฮ้อ...​..

...​..นั่น​คือ​ความรู้สึกของฉัน​เมื่อกลับจากสถานปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน...​...​

กลับถึงบ้านแล้ว​ กราบแม่​ที่ตัก แล้ว​หอมแก้มแม่​ทั้งซ้ายขวา จริง ๆ​ อยากกราบเท้า
​แต่เขิน ...​ เกิดมาไม่เคยทำ แม่บอกว่า​เป็นห่วง​เพราะติดต่อก็ไม่​ได้ ไม่รู้​จะกิน​จะนอน
​เป็นยังไง อากาศก็​พอดีหนาวจัดหลังจากวัน​ที่ฉัน​ไป เสื้อผ้า​จะพอไหม (แหม...​เฉพาะ
​ที่สะสมไว้​กับตัวก็เยอะจนอุ่นแล้ว​ล่ะแม่) โชคดี​ที่ ๆ​ ฉัน​ไปอยู่​ไม่ใช่วัดชานเมือง เหมือน​ที่
มูลนิธิศูนย์วิปัสสนามัก​ไปจัด​เป็นประจำ จึงไม่หนาวจัดนัก อีก​ทั้งเจ้าของบ้านผู้แสนมีน้ำใจ
ก็เกณฑ์บริวารช่วยกันหาเสื้อกันหนาวมาแจกจ่ายกันทั่วถึง ...​. ซึ้ง​ทั้งใจ ซึ้ง​ทั้งกาย

วันแรก​ที่​ไปถึง ฉันก็ตกตะลึง​ไปครึ่งค่อน ค่า​ที่มันสวยงาม​ไปเสียทุกซอกทุกมุม
ฉันเพิ่งรู้ในภายหลังว่า​ที่นี่​เป็น "วัง" ​เพราะเจ้าของบ้าน​เป็น "เจ้า" องค์หนึ่ง​ทางเหนือ
​และ​ได้เสียสละบ้านให้​เป็นสถาน​ที่จัดวิปัสสนา เนื้อ​ที่บริเวณกว้างขวาง สวยงามชนิด
รีสอร์ทบางแห่งยัง​ต้องอาย มีแม่น้ำปิงไหลผ่าน มี​ส่วนสำคัญ​คือบ้าน ---​ แบบล้านนาโบราณ
​ที่ท่านเจ้าบอกว่าเหลืออยู่​ไม่กี่หลังในเชียงใหม่ ​ได้ขึ้น​​เป็นสถาน​ที่สำคัญของล้านนา
เดือน​ที่แล้ว​มีทัวร์ฝรั่งมาลงขออนุญาตมาดู แบบไม่​ได้บอกล่วงหน้า ทำ​เอาท่านเจ้าท่าน
ตกใจ​เพราะมา​เป็นรถทัวร์ยาวเหยียดเกือบ ๆ​ ร้อยคน ​เพราะมีคน​เอา​ไปลงในหนังสือท่องเ​ที่ยว
ของต่างประเทศ ​เขาก็เลย​มาดูกัน คงไม่​ได้นึกว่า​เป็นบ้าน​ที่มีคนอาศัยอยู่​ นึกว่า​เป็นพิพิธภัณฑ์

บ้านนี้หลังคายัง​เป็นลักษณะ "ดินขอ" อัน​เป็นลักษณะเฉพาะของบ้านล้านนา จั่วกาแลยัง
​เป็นลายแบบเดิม ๆ​ ฝาผนัง รูปเขียน รูปถ่าย โบราณ มี​พระบรมสาทิสลักษณ์ ​พระบรมฉายาลักษณ์
มากมาย​ ​ทั้งของสมเด็จ​พระบรมราชินีนารถ​และ​พระบรมวงศ์สานุวงศ์​ที่​ได้เสด็จ​เป็นการ​ส่วน
​พระองค์​ที่นี่ ฉันเห็นรูป​ที่สมเด็จฯ ท่านประทับ​ที่​พระเก้าอี้ตัวหนึ่ง​ในห้องรับแขกด้านหน้า ..
เหลียวซ้ายแลขวาไม่มี​ใครเลย​ ผู้ปฏิบัติธรรมยังไม่มีมามากนัก ฉันเลย​ขอลองนั่งดูหน่อย​ ...​.
ตัวนี้เคย​เป็น​พระเก้าอี้เชียวนะนี่...​. ตื่นเต้นจัง!!

ตอนเข้าห้องพักฉัน​ได้​เพื่อนร่วมห้องนอน​เป็นเด็กสาวสองคน หญิงไม่สาวแล้ว​สองคน
​ที่ว่าไม่สาวแล้ว​อย่านึกว่าสาวใหญ่ ​เพราะคุณยายมา​เป็น​เพื่อนกัน วัย 70 เศษแล้ว​​ทั้งคู่
คุณยายแข็งแรงมาก แล้ว​ก็น่ารักมาก มุขเยอะมาก เยอะยังไงเดี๋ยว​จะค่อย ๆ​ เล่าให้ฟัง
เข้า​ไปประชุม​เพื่อฟังคำชี้แจงว่าตลอด 7 วัน 8 คืนนี้ ทุกคน​ต้องไม่พูดกัน​โดยเด็ดขาด
​เพื่อรักษาสมาธิ ​ต้องไม่ติดต่อโลกภายนอก ไม่ดูทีวี ไม่ฟังวิทยุ ไม่อ่านหรือเขียนหนังสือ
ไม่​แต่งหน้า​แต่งตา ไม่ใส่เครื่องประดับ เวลาเดิน​ต้องเนิบช้า ไม่เหลียวซ้ายแลขวา สายตา
ต่ำลงเบื้องหน้าประมาณเมตรครึ่ง อะโห ฉันไม่อึดอัดใจแย่รึเนี่ย---​นึกอุทานอยู่​ในใจ

อยากเล่าให้ฟังกิจวัตรประจำวันของฉัน มันก็นับว่าสาหัสสำหรับคน​ที่เคยอยู่​สบาย ๆ​
ทำอะไร​ตามใจ ปฏิบัติเหมือนภิกษุไม่มีผิด ​เพราะ​ต้องตื่นตี 4 มาทำวัตรเช้า​ สวดมนต์ ไหว้​พระ
ฟังบรรยายธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ แล้ว​ลง​ไปกินอาหารเช้า​ (​เป็นมังสวิรัติล้วน ๆ​)
เจ็ดโมงเวลาเดียว​กับภิกษุ ขึ้น​มาเดินจงกรม นั่งสมาธิแล้ว​ลง​ไปกินข้าว 11.30 น. เวลาเดียว
​กับภิกษุฉันเพล กลับขึ้น​มาเดินจงกรม นั่งสมาธิอีกรอบแล้ว​บ่ายสามโมงพักดื่มน้ำปานะ
(น้ำผลไม้ต่างๆ​ บางวันก็​เป็นน้ำกระเจี๊ยบ น้ำเก็กฮวย น้ำสัปปะรด ฯ) พักแล้ว​ขึ้น​มาเดินจงกรม
นั่งสมาธิแล้ว​พักอาบน้ำสี่โมงครึ่งแล้ว​กลับมาทำวัตรเย็น สวดมนต์ ไหว้​พระ ฟังบรรยายธรรม
เดินจงกรม นั่งสมาธิอีกหนึ่ง​รอบแล้ว​เข้านอนสามทุ่มครึ่ง ...​. ​เป็นอย่างนี้ทุกวันเหมือน ๆ​กัน

วันแรกฉันก็ร้องจ๊ากกกกก เกิดมาเคยตื่นตีสี่กี่หนกันล่ะนี่ นอกจากตอนภูไทนอนแบเบาะกินนม
ผ่านมาสองวันมีเด็กสาววัยรุ่นลากลับ ไม่รู้อ้าง​กับครูอย่างไร ครูก็ไม่ให้​ไป หว่านล้อมให้
อดทน ​แต่เธอก็ไม่ฟัง การทำอะไร​แบบนี้มันคงสุดโต่ง​กับชีวิตวัยรุ่นของเธอมาก จนทนไม่ไหว
เธอก็ดึงดันกลับ​ไปจน​ได้ ฉันสังเกตเห็นวัยรุ่น​ที่เหลือเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คงนึกไม่ถึงว่า​จะ
มาเจออะไร​แบบนี้ (ฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันแหละ​ ​แต่​ความอดทนก็มีมากกว่าหน่อย​ แฮ่ม)
เดี๋ยวก่อน---​- ขอเบรกบรรยายธรรมหน่อย​ ครูบอกว่าสิ่ง​ที่ฉัน​กำลังทำอยู่​นี้เรียกว่า
การเจริญสติปัฏฐาน 4 ​คือการทำให้สติออกมากำหนดทวาร​ทั้ง 6 อัน​ได้แก่ ตา จมูก หู ลิ้น กาย ​และใจ ...​.
ทำไม​ต้อง​เป็นทวาร​ทั้ง 6 ​เพราะทวาร​ทั้ง 6 ​เป็นตัวก่อให้เกิดกิเลสไงคะ​
​เมื่อสติเข้ากำ​กับทุกอย่าง เช่น​เมื่อตามองเห็น ก็ให้กำหนด ---​ เห็นหนอ
จมูก​ได้กลิ่น ---​ กลิ่นหนอ
หู​ได้ยิน ---​ เสียงหนอ
ลิ้น​ได้ลิ้มรส ---​ รสหนอ
กาย​ได้สัมผัส ---​ เย็นหนอ ร้อนหนอ แข็งหนอ อ่อนหนอ ฯ
ใจ​ได้สัมผัส ---​ (รับ)รู้หนอ โกรธหนอ เครียดหนอ คิดหนอ ฯ

คำว่า "หนอ" ​เป็นเหมือน full stop ​คือหยุดไม่ให้คิดอะไร​ต่อ ให้รู้แค่นั้น​ว่ามีอะไร​มา
กระทบผัสสะบ้าง ​เมื่อกำหนดรู้อะไร​แล้ว​ไม่คิดต่อก็​จะไม่เกิดการปรุง​แต่ง อันพาให้เกิดกิเลส
เดี๋ยวฉันยกตัวอย่างให้ฟัง ครูไม่​ได้ยกตัวอย่างให้​แต่ฉันก็พอ​จะคิดออกมาให้ดู​ได้บ้าง
อย่างนี้ค่ะ​

ตา ---​ เห็นเสื้อแบรนด์เนม ชื่อดังตัวสวยในตู้โชว์ ---​ สวยจัง ---​ ชอบ ---​ อยาก​ได้ (กิเลส) ---​
ราคา 3,000 บาท​ ดูตังค์ในกระเป๋า ไม่พอ ซื้อไม่​ได้ (ทุกข์)---​ ดูตังค์มีพอ ซื้อ​ได้ (สุข)
​แต่​จะ​เป็นสุขแบบชั่วคราวน่ะค่ะ​ อาจ​จะทุกข์อีกทีตอนสลิปบัตรเครดิตมาเรียกเก็บ (ฮา)
​โดยลืมนึกถึงแก่นของเสื้อผ้า ว่าจริงๆ​ มัน​เป็นเครื่องนุ่งห่ม อันประโยชน์หลัก​คือการ
ปกปิดรักษาร่างกายให้อบอุ่น ​ความสวยงาม​เป็นผลพลอย​ได้ ​แต่แบรนด์เนมนั้น​ไม่ใช่
สาระ ทำไม​ต้องจ่ายแพง ๆ​ ​เพื่อสิ่งอันไม่ใช่สาระ ...​. ซื้อตัวละ 300 ก็อุ่น​ได้เหมือนกันล่ะน่ะ
​แต่​ถ้ากำหนดจิตว่า ตา---​ เห็นหนอ ---​ จบ จิตไม่ปรุง​แต่งคิดต่อ มันก็ไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​

หรือ​ถ้า​เป็นทวารจมูก ...​. ​ได้กลิ่นหอมข้างบ้านลอยมา​เป็นกลิ่นไข่เจียว ของโปรด
จมูก---​กลิ่นอะไร​---​-กลิ่นไข่เจียว---​หอมจัง---​อยากกิน (กิเลส) ---​ ลุก​ไปดูในตู้เย็น
ไข่ไม่มี (ผิดหวัง ทุกข์) ---​ไข่มี ก็เจียวมานั่งกิน (สมหวัง สุข)
​แต่หากจมูก​ได้กลิ่น ---​ กลิ่นหนอ---​ จบ ไม่คิดอะไร​ต่อ ถึงเวลาอาหาร
ก็​ไปกินตามปกติ เลือกอาหาร​ที่ดี ​ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ​และกิน​แต่พออิ่มค่ะ​
กินแบบแรก​เขาเรียกกิน​เพื่อบำรุงกิเลส ตัณหา อุปาทาน
​แต่กินแบบ​ที่สอง​คือการกินอย่างมีสติค่ะ​ (​จะทำ​ได้มั้ยเนี่ย)
ยกตัวอย่างแบบนี้ก็คงพอนึกออกนะคะ​ว่าเรากำหนดสติ​ไปทำอะไร​

ครูเรียกพวกเราทุกคน​ที่เข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานว่า "โยคี"
อันมี​ความหมายว่า "ผู้เพ่งเพียร เผากิเลส" ​เป็นคำกลาง ๆ​ ไม่มีเพศ
จึงเรียก​ได้​ทั้งผู้ชาย​และผู้หญิง ครูบอกว่าการ​ที่เรากำหนดสติใน​แต่ละ
ขณะหนึ่ง​ ๆ​ เรียกว่า "ขณิกะสมาธิ" ​คือสมาธิชั่วคราว สมาธิในระยะเวลาสั้นๆ​
​แต่​ต้องทำให้ต่อ​เนื่อง​เมื่อเปลี่ยนแปลง สมาธิชนิดนี้​ต้องการให้เราเห็น
ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ​เป็น "​พระไตรลักษณ์" ​คือการเกิดขึ้น​-ตั้งอยู่​-ดับ​ไป

การกำหนดอิริยาบทย่อย ​เป็นปัญหาสำหรับฉันมาก ​เพราะการ​ที่ทำกิริยาช้าๆ​
​จะทำให้​สามารถกำหนดจิต​ได้ทันท่วงที ​แต่ฉันทำอะไร​รวดเร็วมา​แต่ไหน​แต่ไร
(ฉัน​เป็นลูกทหารค่ะ​ ทำอะไร​ช้าพ่อ​จะดุ ​จะทานข้าวก็​ต้อง รวดเร็ว—เรียบร้อย​—
ฉับไว ขืนช้าข้าศึกก็เข้ามากัน​พอดี -- พ่อว่างั้น) เปรียบ​ไปก็คล้าย ๆ​ โยคีคนอื่น ๆ​
ในเวลาปกติ ​เขามีกริยา step 3 ฉันก็​จะ​เป็น step 2 ​คือเร็วกว่า​เขาหน่อย​ ...​ พอมา
กำหนดจิตแบบนี้คนอื่นๆ​ ​เขาก็​จะ low speed ​เป็น step 4 ฉันก็พยายาม low
เหมือนกัน ​แต่ก็ทำ​ได้แค่ step 3 (​คือเท่าคนอื่น ๆ​ ในเวลาปกติ) พอ​จะนึกออกไหม...​
​ใคร​ที่เคยเลี้ยงลูกอ่อน คงรู้ดีว่าทำไมจึง​ต้อง ทำอะไร​ให้รวดเร็ว ไม่อย่างนั้น​ก็ทำอะไร​
ไม่ทันน่ะซีคะ​ ...​. เคยไหม อาบน้ำ 3 นาที กินข้าว 1 นาที ฉี่นี่นะ ​ต้องไม่เกิน 30 วิ' (ฮา)


ตอนเข้า​ที่รับประทานอาหาร ฉันก็พยายามกำหนดจิตอย่าง​ที่ครูบอก
* ยก(มือ)-​ไป-จับ(ช้อน)-คน-คน-ตัก(​กับข้าว)-มา(ยกเข้าปาก)-อ้า(ปาก)-อม(งับช้อน)-
วาง(ช้อน)-ยก(มือ)-มา-วาง(บนตัก)-เคี้ยว-เคี้ยว-กลืน แล้ว​ก็กลับ​ไปเริ่ม * ใหม่
การกินแบบนี้ทำให้เราไม่​ได้คิดเลย​ว่ากินอะไร​เข้า​ไป ​เมื่อก่อนเคย​ได้ยินว่ามี​พระภิกษุ
บางรูปเทอาหาร​ที่ญาติโยมถวายรวมกันในบาตรแล้ว​ฉัน ท่านก็คงทำแบบนี้​เพราะ
ไม่รู้​จะ​เอา​ความสวยงามของอาหาร​ไปทำอะไร​ กินเข้า​ไปแล้ว​ก็​ไปรวมในกระเพาะ
เหมือน ๆ​ ​กับในบาตร ฉันเองลองทำอย่างครูบอก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้น​กินอะไร​
รู้​แต่ว่า​เป็นน้ำ ๆ​ ​จะราดหน้าหรือก๋วยเตี๋ยวยังนึกไม่ออก (​แต่วันหลัง ๆ​ ก็ดูเหมือนกันล่ะค่ะ​
ว่า​เขาทำอะไร​ให้กิน แฮ่ม...​)

ครูว่าทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ​ ในโลกนี้​เป็น​พระไตรลักษณ์ ไม่มียกเว้น เพียง​แต่ระยะ
เวลาการตั้งอยู่​​จะยาวนานมากน้อยเท่านั้น​เอง ครูยกตัวอย่างว่า​ถ้าเราซื้อเสื้อสีขาว
มาสักตัวหนึ่ง​ ใส่​ไปก็​ต้องซัก​เพราะเปื้อนเหงื่อไคล ซักแล้ว​ใส่อยู่​อย่างนี้สักพักเสื้อ
สีขาวก็หมองคล้ำ​ใช้ต่อ ๆ​ ​ไปก็เปื่อย ยุ่ย ขาด กลาย​เป็นผ้าขี้ริ้ว หรือไม่ก็ค่อย ๆ​
ฉีกขาด​ไปทีละน้อยจนกระทั่งไม่เหลือ​เป็นเสื้อตัวนั้น​อีกต่อ​ไป
แหม...​ ตัวอย่างของครูเชยจัง ​เอาแบบของฉันดีกว่า ...​..

ฉันชอบหนังไททานิค ก็เลย​ขอ​เอาเรือไททานิค​เป็นตัวอย่าง​พระไตรลักษณ์ดีกว่า
การเกิดขึ้น​ของเรือ ก็​เพราะอู่ต่อเรือ​ได้ต่อเรือขึ้น​ ​และมาลอยลำสง่างามอยู่​​ที่ท่าเรือ
ดูยิ่งใหญ่นัก จนไททานิคมีฉายาว่า "เรือ​ที่ไม่มีวันจม" ​ที่ไหน​ได้ ออกเ​ที่ยวแรก
ก็ลง​ไปนอนดูปลา​ที่ก้นทะเลซะแล้ว​ ...​. หรือหากเรือไททานิคไม่​ได้จม ​แต่​ใช้เดินสมุทร
​ไปสัก 50-60 ปี เรือก็เก่าเครื่องก็เริ่มพัง ซ่อมจนซ่อมไม่ไหวก็​ต้องรื้อเรือ​เอาชิ้น​ส่วน
​แต่ละชิ้น ​ไปทำประโยชน์อื่น ๆ​ ต่อ​ไป เรือไททานิคก็ไม่มีอีกต่อ​ไป
นี่...​​เป็นไงบ้างตัวอย่างของฉัน จ๊าบมั้ย

​ความ​ที่ step กิริยาของฉันมันเร็วกว่าคนอื่น ๆ​ นี่แหละ​ (​ทั้ง​ที่ไม่​ได้ตั้งใจเลย​จริงๆ​)
ฉันจึงแล้ว​เสร็จก่อนคนอื่น ๆ​ พอมีเวลาว่างช่วงเช้า​ประมาณ 10 นาที​ที่​ได้พัก​เป็น
ตัวของตัวเอง ฉันชอบแอบแว้บเข้า​ไปในสวนใกล้ ๆ​ ดูต้นไม้ใบหญ้าให้ชื่นใจบ้าง
แฮ่ม จริง ๆ​ ฉัน​ไปดู​พระไตรลักษณ์อย่าง​ที่ครูสอนน่ะ นั่งยอง ๆ​ ดูน้ำค้างบนยอดหญ้า
น้ำค้างนี้เกิดขึ้น​ตั้งแต่​เมื่อคืน ตอนนี้แดด​กำลังสาดแสงมามันก็เริ่มระเหยกลาย​เป็นไอ
เม็ดเล็กลง ๆ​ จนหาย​ไปใน​ที่สุด ...​นี่ เห็นมั้ย​พระไตรลักษณ์ของน้ำค้าง เกิดขึ้น​-ตั้งอยู่​-
ดับ​ไป ...​ ไม่​ได้​ไปดูซุ้มดอกเข็ม ไม่​ได้ดูต้นลั่นทม ไม่​ได้ดูแม่น้ำปิงเลย​จริง ๆ​ นะเชื่อหน่อย​

ตอนขึ้น​ห้องวิปัสสนา หลังจากเดินจงกรมแล้ว​ ครูก็​จะให้นั่งสมาธิ ใจฉันมันไม่สมาธิหรอก
(คิดว่าคนอื่น ๆ​ ก็คงมีบ้างเหมือนกัน) ​โดยเฉพาะวันแรก ๆ​ นั่งทีไร หน้าเจ้าภูไทก็ลอยมา
​เอาจิต​ไปจับ​ที่ท้องดูอาการพอง-ยุบ ก็หาไม่ค่อยเจอ​โดยเฉพาะตอนเช้า​ๆ​ พุงฉันมันหนามั้ง
​พอดีวัน​ที่สอง​ที่​ไปถึงอากาศเย็นจัด ลม​ที่สูดเข้าจมูกก็เย็นเจี๊ยบ ลมหายใจออกก็อุ่น​เป็นควัน
ฉันเลย​​เอาจิต​ไปจับจมูก ​เพราะมันมี​ความรู้สึกให้จับ​ได้ง่ายกว่า ...​ นึกถึงเจ้าบอย (MacroArt)
​เขาเขียนในไดอารี่ว่า ​เขานับลมหายใจเข้าออก-พอง-ยุบ-1 พอง-ยุบ-2 ...​. ​ไปเรื่อย ๆ​ ​เพื่อ
ให้จิตไม่ว่อกแว่ก ​จะ​ได้รู้ว่านับ​ไปถึงไหนแล้ว​ในลมหายใจ​เมื่อกี๊ ...​ ฉันลองทำดูบ้าง...​ ก็ดีเหมือนกัน

การนั่งสมาธินี้ ​เมื่อผ่าน​ไปสองวัน ครู​จะเรียก​ไป "สอบอารมณ์" ก็​คือให้เราเล่าให้ครูฟังว่า
เวลานั่งสมาธิมีสภาวะอย่างไรบ้าง​ ครู​จะ​ได้รู้​และให้คำแนะนำ​ได้ถูก​ต้อง ฉันก็เลย​เล่าให้ครูฟัง
ว่าฉันมีวิธีแบบนี้​เพื่อไม่ให้จิตฟุ้ง ...​ ครูบอกว่าผิดแล้ว​ ​เพราะขณิกะสมาธิ ​เป็นสมาธิปัจจุบัน
​ซึ่ง​เป็นแบบของวิปัสสนากรรมฐาน หากมัว​ไปนึกถึงลมหายใจ​ที่ผ่านมาว่านับ​ได้เท่าไร ​เขาเรียกว่า
สมถะกรรมฐาน ไม่ใช่แบบ​ที่เรา​กำลังฝึกอยู่​...​ ซวยล่ะสิ!! หมด​ไป 1 บัลลังก์แล้ว​ ทำผิด​ไปแล้ว​นี่
(บัลลังก์-​ใช้เรียกช่วง​ที่เริ่มนั่งสมาธิจนกระทั่งถอนสมาธิออก) แฮ่ะ!!

ฉันคุย​กับครูว่านั่งแล้ว​มันปวดขาจังเลย​ ครูบอกว่าให้อดทน ปวดก็คิดว่าปวดหนอ ปวดหนอ
​แต่อย่าขยับ ​เพราะนี่​เป็นการสอนให้เรารู้ว่าการ​ที่เรามี "กาย" นั้น​ ​เขาเรียกว่ามีทุกข์ ชีวิตปกติ
เราติดสุข ​เมื่อยก็ขยับ หิวก็กิน ง่วงก็นอน ​ไปไหนมาไหนพากาย​ไปกินอาหารอร่อย ๆ​ ​ไปเ​ที่ยว
สถาน​ที่สวย ๆ​ ก็เลย​เข้าใจว่าการมีกายนั้น​สุข ...​ ​เมื่อมานั่งวิปัสสนา ขา​จะปวด ทำให้เรารู้ว่า
ทุกขเวทนา (ทุก-ขะ-เว-ทะ-นา) นั้น​มีอยู่​ในกาย เรา​จะ​ต้องข้ามเวทนานี้​ไปให้​ได้
ฉันบอกครูว่า มันปวดหนัก ๆ​ เข้า ก็บริกรรมว่า ปวดหนอไม่ไหวค่ะ​ เสียงมันหวาน​ไป
หนูเลย​บอกว่า ปวดโว้ยยยย ปวดจังโว้ยยยย ยังเงี้ยะค่ะ​ บาปหรือเปล่าคะ​ครู
ครูบอกว่าสมัย​ที่ครูมาฝึกวิปัสสนาใหม่ ๆ​ ก็​เป็นเหมือนกัน เบื่อก็คิดว่า เบื่อโว้ย
เซ็งก็คิดว่า เซ็งโว้ย ...​ ​ถ้ามัน​เป็นคำ​ที่ทำให้เรากำหนดจิต​ได้ว่า​กำลังรู้สึกอย่างไร
ก็ไม่บาปหรอก ​เพราะว่า มันไม่ใช่ผรุสวาจา (ผะ-รุ-สะ-วา-จา- คำด่าทอ)
คุยกัน​ไป ฉันก็ขำครู ครูก็ขำฉัน เรามองหน้ากันแล้ว​หัวเราะเบา ๆ​

มีเรื่อง​แปลก​ที่อยากเล่าให้ฟัง ​เพราะมีอยู่​วันหนึ่ง​จำไม่​ได้แล้ว​ว่า​เป็นวัน​ที่ 4 หรือวัน​ที่ 5
ฉันนั่งสมาธิแล้ว​รู้สึกปวดขามาก ๆ​ ปวดเหมือนมัน​จะหลุดออก​ไปเลย​ ​แต่ก็ยอมสู้อดทนไว้
ดูซิว่ามัน​จะปวด​ไป​ได้ถึงไหน อดทนจนรู้สึกจวน​จะทนไม่ไหวแล้ว​ ถึง​กับถอนสะอื้นออกมา
นาทีนั้น​ก็เหมือนมีปาฏิหารย์​เพราะจู่ ๆ​ ก็มีเสียงในหัวดัง "คลึ่ก" คล้าย ๆ​ เหมือนเรานั่งอยู่​แล้ว​
​เพื่อนมาทักทายด้วยการตบหลังน่ะค่ะ​ อาการเจ็บปวดก็วูบลงจนแทบ​จะหาย​ไปเลย​
นั่งพิจารณาอยู่​สักครู่ ก็รู้สึกสบาย เบา จน​สามารถนั่งสมาธิต่อ​ไป​ได้จนหมดบัลลังก์
​จะเปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ​ เหมือนเราต้มน้ำ​จะกินกาแฟด้วยกระติกน้ำอัตโนมัติ ​เมื่อเสียบปลั๊กแล้ว​
ปุ่ม BOIL ก็ทำงาน น้ำก็ต้ม​ไปร้อนขึ้น​ ร้อนขึ้น​ ร้อนขึ้น​ จนกระทั่งเดือด ก็ตัดไฟ​เป็น WARM
ยังไงยังงั้นเลย​ ...​. หลังจากวันนั้น​แล้ว​ก็​สามารถนั่งสมาธิ​ได้​โดยแทบไม่มีอาการเจ็บปวดให้
​ได้รู้สึกอีกค่ะ​

ตั้งแต่วันแรก​ที่เข้า​ไปเริ่มปฏิบัติธรรม ครู​ได้เล่าท้าว​ความว่าก่อนหน้านั้น​ครูก็นับถือศาสนาอื่น
​แต่​การปฏิบัติวิปัสสนา ​เพื่อเจริญสตินั้น​ไม่​ได้ขัด​กับศาสนา​ที่ครูนับถืออยู่​ ช่วง​ที่คนอื่น ๆ​
ทำวัตรเช้า​ วัตรเย็น (ไหว้​พระ สวดมนต์ ฟังธรรม) ครูก็อยู่​ในห้องพักเสีย ถึงเวลาเดินจงกรม
​และนั่งสมาธิ ครูจึงออกมาปฏิบัติรวม​กับคนอื่น ๆ​ การเจริญสติให้​เป็น "มหาสติ"
จึงไม่ใช่หลักเฉพาะศาสนาพุทธ

ตอน​ที่เริ่มนั่งสมาธิวันแรก ๆ​ จิตมันก็ฟุ้ง (เหมือนกัน​ทั้งนั้น​แหละ​เชื่อสิ) ครูบอกว่าจิตนั้น​
มันวิ่งแล่นเหมือนลิงวิ่งอยู่​บนต้นไม้ ​ไปทางโน้นที ทางนี้ที ยาก​ที่​จะจับตัว​ได้ จึง​ต้องหา
อุบายจับลิงตัวนี้ คล้าย ๆ​ ​เอากรงเปิดฝา​ไปแขวนไว้แล้ว​วางกล้วยไว้ข้างในนั่นแหละ​ ...​
​แต่การจับจิตก็​คือการ​เอาจิต​ไปเพ่งอยู่​​ที่ลมหายใจเข้าออก​ที่ท้องพอง พอง ยุบ ยุบ นั่นล่ะ
ฉันเองก็ฟุ้ง บอกตรง ๆ​ (ไม่อายหรอก) เดี๋ยว ๆ​ หน้าภูไทก็ลอยมา ...​. คิดถึงแก้มป่อง ๆ​
หอมแป้งฟุ้ง คิดถึงปากเล็ก ๆ​มีกลิ่นขนมนมเนย ​ที่เคยจูจุ๊บกันอยู่​ทุกวัน
อูย...​กิเลสหนอ กิเลสหนอ <---​ จ้องมันเข้า​ไป เผามันเข้า​ไป เอิ๊กกกกก


ในเช้า​วัน​ที่ 4 มีพิธีขออโหสิกรรมต่อบิดา มารดา ​และแสดง​ความกตัญญูกตเวฑิตา
ครู​ได้บรรยายว่า พ่อแม่นั้น​มีพรหมวิหาร 4 ต่อลูก ​คือ เมตตา - อยากให้ลูก​เป็นสุข,
กรุณา - ช่วยเหลือลูกให้​เป็นสุข, มุทิตา - ยินดี​เมื่อลูก​เป็นสุข ...​ ​ทั้งสามประการแรกนี้
พ่อแม่ทุกคน​ได้คะแนนเต็ม 100 หมด ​เพราะ​ความรู้สึก​ทั้งสามนั้น​ไม่มีสิ่งใดเจือปน
​เป็น​ความรู้สึกจากเนื้อแท้ ลองนึกว่า​ถ้าเราบอก​เพื่อนร่วมงานว่าเรา​ได้เลื่อนตำแหน่ง
มุทิตาของ​เพื่อนร่วมงาน​ที่มีต่อเราอาจ​จะแค่ยินดีแค่ปาก ​แต่ใจเจือด้วย​ความอิจฉา
อยู่​ภายในก็​เป็น​ได้ ​แต่พ่อแม่นั้น​ ไม่มี​ความอิจฉาริษยาใด ๆ​ ต่อลูกเลย​ ​เมื่อลูก​ได้รับใน
สิ่ง​ที่ดีในชีวิต มี​แต่​ความยินดีเท่านั้น​ ​แต่ข้อสุดท้าย อุเบกขา - ข้อนี้พ่อแม่สอบตกหมด
​เพราะยาก​จะหาพ่อแม่คนไหนวางเฉยใน​ความทุกข์ของลูก, วางเฉย​เมื่อลูก​ได้รับ​ความ
เดือดร้อน, วางเฉยให้คิดว่าลูกก็มีกรรม​เป็นของตน .-- หายากมาก
​ซึ่งฉันก็เห็นด้วย ในฐานะ​ที่​เป็น​ทั้งลูก ​และ​เป็น​ทั้งแม่ ...​ ครูบรรยาย​ได้ซาบซึ้ง
ทุกคนน้ำตาร่วงหมด ไม่เว้น​แม้​แต่คุณอาตัวโต ๆ​ ​ที่​ได้ข่าวว่า​เป็นนักธุรกิจร้อยล้าน
ร้องไห้โฮ ๆ​ อย่างไม่อาย ...​. ​แม้​แต่ครู​ซึ่ง​เป็นผู้ชาย ก็ยังร้องไห้ ครูผู้หญิง​ซึ่งอ่าน
บทกลอนบรรยาย​พระคุณของแม่ก็เสียงสั่น บรรยากาศขลัง ​และเยียบเย็นจนขนลุก​ไปหมดเลย​ค่ะ​

ครูให้ตั้งจิตอธิษฐานในการ​ที่มาปฏิบัติธรรม ว่าอยาก​จะมอบผลบุญกุศลจาก
การบำเพ็ญเพียรนี้ให้ผู้ใดบ้าง ...​ แน่นอน นอกจากญาต-ติ พี่น้อง ​เพื่อนร่วมงาน
เจ้ากรรมนายเวรของฉันเองแล้ว​ ฉันก็ยังอธิษฐานให้​เป็นพิเศษสำหรับบุคคลอีก 6 คน
​เป็นชายต่างวัยสามคน -- วัย 1 ปี คนหนึ่ง​, วัย 4 ปี คนหนึ่ง​, วัย 35 ปีคนหนึ่ง​ ​และ
หญิงอีกสามวัย 32 ปีคนหนึ่ง​, 60 ปีคนหนึ่ง​, ​ส่วนคนสุดท้ายไม่รู้วัย ...​ ​แต่​เป็นกัลยาณมิตร
​ที่แสนน่ารัก ผู้แนะนำให้ฉัน​ไปปฏิบัติธรรมนี่เอง

ห้อง​ที่ฉัน​ใช้พักนอน ​เป็นห้อง​ที่ไม่กว้างแล้ว​​ต้องนอนกันถึง 5 คน นอนก็นอนแบบภิกษุ​คือ
ฟูกบาง ๆ​ ปู​กับพื้น​และมีหมอน​และผ้าห่มอย่างละชิ้น โชคดี​ที่บ้านค่อนข้างอุ่น กลางคืนจึง
ไม่หนาวมากนัก ฟูก​ที่ปูเรียง​เป็นตับ ขัด​กับเฟอร์นิเจอร์ในห้อง​เป็นอย่างยิ่ง เช่น คริสตัล
โคมระย้ากลางห้อง แอร์คอนดิชั่น ตู้เสื้อผ้าไม้สักอย่างดีสูงจรดเพดาน โซฟาสีแดงแปร๊ด
​เป็นรูปริมฝีปากอิ่ม น่านั่ง​เป็น​ที่สุด ...​. ยามอยู่​ในห้องก็กระซิบกันเบา ๆ​ ในเรื่อง​​ที่จำ​เป็นบ้าง
​เพราะคุณยาย 2 คน​ที่นอนห้องเดียว​กับฉัน ลุกนั่งไม่ค่อย​จะไหว ...​ คุณยายน่ารักมาก
หลังจากปฏิบัติธรรมกัน​ทั้งวัน ก่อน​จะอาบน้ำก็มาผลัดบีบนวดหลังไหล่ให้กัน ไล่ลม
เรอ เอิ้ก เรอ เอิ้ก น่ารักดี คุณยายมุขเยอะค่ะ​ แกเห็นฉันพับเสื้อผ้า​ใช้แล้ว​ใส่ถุงพลาสติก
ก็มายืนดู กระเซ้าว่า "ไง...​ไม่ไหวแล้ว​เรอะ ​จะกลับแล้ว​เรอะ" แล้ว​ก็หัวเราะคิก คิก
ฉันเลย​หลุดหัวเราะพรืดดดด ออกมาจน​ได้ อีกวันหนึ่ง​แอบเห็นคุณยายหยิบรองเท้าออกมา ...​..
ฉันเลย​ลง​ไปนอนหัวเราะกลิ้งบนฟูก​ที่นอน มีอย่าง​ที่ไหน ใส่ผ้าถุงสีขาว เสื้อผ้าป่านก็สีขาว
ถุงเท้าก็สีขาว ​แต่ใส่รองเท้า รีบ็อกค์ !! ---​ก๊ากกกกกก--

ว่าง ๆ​ ​จะมาต่อภาค 2 ค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-008 Article's Rate 34 votes
ชื่อเรื่อง แม่ขอเขียนบ้าง --Series
ชื่อตอน เมื่อฉันไปหัดวิปัสสนา #1# --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง แม่นกยูง
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๑๖๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : พิมพ์ [C-258 ], [203.107.130.10]
เมื่อวันที่ : ๑๕ เม.ย. ๒๕๔๖, ๑๕.๒๓ น.

อ่านแล้ว​​รู้สึกอยาก​​ไปนั่งบ้างจัง ​​แต่คงทำไม่​​ได้ คิดถึงลูกค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-813 ], [169.210.18.191]
เมื่อวันที่ : ๐๗ ก.ย. ๒๕๔๖, ๑๐.๒๔ น.

ฮ่าๆ​​ๆ​​ๆ​​ๆ​​ ขอขำด้วยคน เอิ๊กๆ​​ๆ​​ๆ​​ๆ​​
สนุกดีค่ะ​​ วิปัสนาแบบนี้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : dharma [C-7024 ], [221.128.107.189]
เมื่อวันที่ : ๑๕ ก.พ. ๒๕๔๙, ๒๓.๒๖ น.

อ่านแล้ว​​สนุกดีครับ​​.. แทรกตัวอย่างไว้แบบทำให้เห็นภาพว่า คติธรรม นั้น​​ๆ​​​​คืออะไร​​.. อย่างอารมณ์ ผัสสะ ผ่านทวาร​​ทั้งหก ...​​

เดี๋ยว​​จะตาม​​ไปอ่านภาค 2 ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ก้อย สังคมฯ [C-8957 ], [202.28.27.6]
เมื่อวันที่ : ๒๒ ส.ค. ๒๕๔๙, ๑๕.๑๖ น.

ขอบคุณ​​ที่ให้ประสบการณ์ดี ๆ​​ สำหรับคน​​ที่ไม่เคย​​ได้ลองเข้าร่วมทำกิจกรรมมากเลย​​
ขอ​​เป็น​​กำลังใจให้นะจ๊ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : วิม [C-18754 ], [202.28.24.119]
เมื่อวันที่ : ๒๙ เม.ย. ๒๕๕๕, ๑๗.๑๐ น.

ปะ เขียนปี 49 แล้ว​​ ​​ได้อารมณ์ดีจริงๆ​​ ใสๆ​​ น่ารัก ทำให้อยาก​​จะทำบ้าง (​​แต่อดไว้ก่อน ..ฮ่า)

นับถือ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น