นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๕ เมษายน ๒๕๔๘
แสงตะวันแห่งความรักที่ป่า Outwoods...ตอนเมื่อดอกบลูเบลร่วงโรย... #1
pilgrim
...เจอรี่​ที่รัก...​ฉันกลับมายังป่า Outwoods อีกครั้งหนึ่ง​ ​เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิในปีนี้ ยามบ่ายวันหนึ่ง​ อากาศแจ่มใส ฉันเดิน​ไปตามทาง​ที่ตัดผ่านหมู่บ้านเล็กๆ​...

ตอน : เมื่อดอกบลูเบลร่วงโรย

เจอรี่​ที่รัก...​ฉันกลับมายังป่า Outwoods อีกครั้งหนึ่ง​ ​เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิในปีนี้

ยามบ่ายวันหนึ่ง​ อากาศแจ่มใส ฉันเดิน​ไปตามทาง​ที่ตัดผ่านหมู่บ้านเล็กๆ​ ปล่อยใจให้ชื่นชมดอกไม้กลีบบางเบาสีชมพู​และสีขาว​ที่เริ่มผลิบานอยู่​บนกิ่งก้านของต้นไม้หลายต้น ​ซึ่งเคยทิ้งใบแห้งดำยามฤดูหนาว มาบัดนี้ ​ความงามของสีสันเริ่ม​แต่งแต้มอยู่​บนต้น ​เป็น​ความงามของธรรมชาติ​ที่เธอ​และฉันเคยชื่นชมกันนักหนา ในวันนี้ ลำแสงตะวัน​ที่สาดส่องอาบไล้​ไปทั่วหมู่บ้าน แลดูเจิดจ้าราวฉาบทาด้วยละอองสีทองของแสงแดด

จากหมู่บ้าน ฉันเดินข้ามถนน ตัดเข้าสู่เส้นทางดินเล็กๆ​ ​ที่​เป็นทางเข้าไร่ของชาวไร่ ด้านขวามือ​เป็นเนิน​เขา ​ซึ่งเคยแห้งเหี่ยว​เพราะฤดูกาล ​แต่บัดนี้ ​ความเขียวของผืนป่าเริ่มปรากฏ​เป็นหย่อมๆ​ ในท้องทุ่ง ดอกเรพสีดเริ่มผลิดอกสีเหลือง​เป็นทิวประดับทุ่งกว้าง ณ เชิง​เขา ​แม้​จะไม่บานสะพรั่งเท่าหน้าร้อน ​แต่ สีเหลืองดูเสมือน​เป็นสัญลักษณ์แห่ง​ความเจิดแจ่ม ฉันมี​ความสุขทุกครั้ง ​ที่มองเห็นทุ่งสีเหลืองของดอกเรพสีดกว้างไกล สุดลูกหูลูกตา

ฉันเดิน​ไปตามทางดินเล็กๆ​ ผ่านลำธารเล็กๆ​ ​ที่น้ำใสเย็น ไหลรินผ่าน มุ่งขึ้น​สู่เนิน​เขา ผ่านประตูรั้วเหล็ก ​ที่เวลาคนเข้า-ออก ​สามารถผ่าน​ได้ทีละคนเท่านั้น​ ​และแล้ว​ใน​ที่สุด ฉันก็มาถึง ป่า Outwoods

ฉันส่งสายตามอง​ไปรอบๆ​ ​เพื่อรำลึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างในคืนวันเก่าๆ​​ที่เคยมาเยือน​กับเธอ
"คุณรู้ไหม ประตูรั้ว​ที่คุณเดินผ่านมาน่ะ ​เขาเรียก Kissing Gate นะ" เธอถามฉัน
"Kissing gate?" ฉันทวนคำเธอด้วย​ความงุนงง
"ก็ประตูนี้มันมีประตูบานพับอยู่​ตรงกลางไง เดินผ่าน​ได้ทีละคน เวลาหนุ่มพาสาวเข้ามาเ​ที่ยวในป่า Outwoods หนุ่มก็​จะชิงเดินออกมาก่อน แล้ว​คอยดันประตูไว้ไม่ให้สาว​ได้เดินผ่านออกมา​ได้ นอกจาก​จะจูบ​เขาก่อน" เจอรี่พูดยิ้มๆ​ นัยน์ตามีแววซุกซน
"เข้าใจคิดนะ" ฉันพูดแบบติดตลก ​แต่ไม่กล้าสบตาเธอ

ณ วันนี้ ผืนป่ายังคงเงียบสงบ ​แม้​จะมีชาวบ้านแถวนั้น​พาสุนัขมาเดินเล่น ​แต่พวก​เขาเดินกันแบบสงบ สบายๆ​ ปล่อยใจให้ชื่นชมธรรมชาติ เพียงสดับฟังเสียงเพลงของนก​ที่ร้องขับขาน ก็สร้าง​ความแช่มชื่นให้​กับชีวิตยามเย็นอย่างเพียงพอ

นั่นทำให้ฉันรักชีวิต สงบ เรียบง่ายของคน​ที่นี่ ดูเหมือนพวก​เขา​จะพึงพอใจ​ที่​จะ​ได้อยู่​อย่างสงบ ​เป็นสุข​ไป​กับธรรมชาติ​และสิ่งแวดล้อม ​และไม่เพียรสร้างบรรยากาศอึกทึกวุ่นวายขึ้น​มา

หลังจากนั้น​ไม่นาน แสงตะวันก็เริ่มรอนอ่อนคล้อยลง ฉันคิดถึงวันเวลา ​ที่เราเคยนั่ง ทำงานอยู่​เคียงกัน เธอมักชี้ชวนให้ฉันดูแสงสีของท้องฟ้า ยามแสงตะวันลาลับ เล่นแสงเงา​กับก้อนเมฆ ​เป็นเหลื่อมสีสวยงาม
"ดู​พระอาทิตย์ตกสิ สวยดีนะ"
แล้ว​เธอก็​จะหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้า ยามตะวันรอนใน​แต่ละวัน นำมาบันทึกเก็บไว้ในเว็บ​ส่วนตัวของเธอแล้ว​เชิญชวนให้ฉันดูอย่างภาคภูมิใจ

เอกลักษณ์อันมีเสน่ห์ของเธออีกอย่าง​ที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ​ ​คือ เธอมักชอบพูดจาล้อเลียนแกมเสียดสี​ได้อย่างน่าเอ็นดู ทำให้ฉันนึกขัน จนอยากหัวเราะแล้ว​ฟาดเธอสักเผียะด้วย​ความหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน เช่น ในวันหนึ่ง​ ​เมื่อมีคน​เอาต้นไม้​ที่ปลูกในกระถางมามอบ​เป็นของขวัญวันคริสต์มาสให้พวกเรา เธอก็เหลือบมองต้นไม้อย่างหมิ่นๆ​ แล้ว​พึมพำด้วยสีหน้าทะเล้นว่า
"​เอามาทำมั้ยก็ไม่รู้ ​เอามันมาฆ่าให้ตายเสียมากกว่า"

เธอพูดเหมือนรู้จักพวกเราดี ในห้องทำงานของพวกเรานั้น​ ไม่มี​ใครเลย​​ที่​จะใส่ใจดูแลรักษาสมบัติ​ที่​เป็น​ส่วนกลาง เครื่อง​ใช้อะไร​หักพังเสียไม่เคยแจ้งเจ้าหน้า​ที่ ต่างคนต่างมา​ใช้งานเสร็จแล้ว​ก็​ไป หลายครั้งหลายหน ถ้วยชา​ที่​เป็นของ​ใช้ร่วมกัน มี​แต่คนมาดื่มกองกันไว้ระเกะระกะ คราบชาจับดำเขลอะ ​แต่ผู้ดื่มไม่เคย​แม้​แต่​จะหยิบ​ไปล้าง ด้วย​ความ​ที่พวกเรามีมากมาย​หลายคน จึงทำให้ไม่รู้ว่า​ใคร​เป็นคนกระทำการอันน่ารังเกียจเช่นนั้น​

​และไม่นาน ต้นไม้พวกนั้น​ก็ตาย ​แม้ว่าฉัน​จะเฝ้าเพียรรดน้ำมันแทบ​จะทุกวัน ​แต่​เมื่อฉัน​ต้องเดินทางจากไกล​ไปนาน ต้นไม้เหล่านั้น​ก็ขาดคนเหลียวแล จน​เมื่อฉันกลับมา จึงพบว่ามันแห้งตายสมดังคำ​ที่เธอเคยเอ่ยไว้

ฉันยังจำ​ได้วัน​ที่เธอ​กับฉันพากันเดินขึ้น​มาบนเนิน​เขา ​เพื่อมาดูดอกบลูเบลผลิบาน​เป็นพวงช่อสีน้ำเงินเข้มแกมม่วง รูปดอกทรงระฆังน้อยๆ​ ทำให้​ความงามของบลูเบลดูอ่อนหวาน ​และ​เมื่อมันผลิบานเต็มท้องทุ่ง ป่า Outwoods ​และป่า Jubilee ก็เปรียบเสมือนผืนพรมสีเขียว ​ที่จิตรกรสะบัดสีน้ำเงินม่วงจากปลายพู่กัน กระจาย​ไป​เป็นหย่อมๆ​อย่างมีศิลปะ
คลิกดูภาพขยาย


เราพากันเดินลัดเลาะป่ายปีน​ไปบนเนิน​ที่มีหน้าผาน้อยๆ​ตัดตรงดิ่งชันลงมา เธอชี้ให้ฉันดูเชือก​ที่มี​ใคร​เอาแขวนไว้​ใช้สำหรับฝึกหัดปีน​เขา โรยตัวลงมาตามหน้าผา​ที่​เป็นสีเหลืองส้ม ดูสวยแปลกตา ตอนแรกฉันคิดว่า​เป็น​เพราะแร่ธาตุ​ที่แทรกอยู่​ในเนื้อหินผาเหล่านั้น​ ​แต่เธอบอกว่า
"ไม่ใช่หรอก ​เป็นพวกพืชประเภทราหรือมอสสีส้ม​ที่ขึ้น​ปกคลุมหินน่ะ"

ฤดูกาลเปลี่ยนผัน​ไป หลังจากการผลิบานของดอกบลูเบลไม่นาน เธอก็เริ่มห่างหาย​ไป ​และแล้ว​ วันหนึ่ง​ เธอก็กลับมา​ที่ห้องทำงานของพวกเรา​พร้อมด้วยสาวน้อยหน้าใสคนหนึ่ง​

เบื้องนอกคงมีฝนตกนะ...​​เพราะ​ทั้งเธอ​และ​เขาต่างยิ้มให้กัน แล้ว​ปัดละอองน้ำ​ที่ค้างอยู่​บนเสื้อกันฝน ฉันเฝ้ามองเธอด้วยดวงตา​ที่มี​แต่คำถาม ​แต่เธอไม่สบตาฉัน​แม้​แต่น้อย เพียงเท่านี้ ฉันก็รู้แล้ว​ว่า ดอกบลูเบลมันร่วงโรย ใจของฉันเองก็เหี่ยวแห้งเหมือนต้นไม้​ที่ตายซากอยู่​คาห้อง ​แม้ข้างนอกฝน​จะตก​เป็นสาย

ฉันเดินจากมาท่ามกลางละอองฝนพรำ...​ด้วยหยดน้ำพราวเต็มหน้า ​แต่ไม่มี​ใครรู้ว่ามัน​เป็นน้ำตา ไม่ใช่น้ำฝน...​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-784 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง แสงตะวันแห่งความรักที่ป่า Outwoods...ตอนเมื่อดอกบลูเบลร่วงโรย... --Series
ชื่อตอน เมื่อดอกบลูเบลร่วงโรย --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ เมษายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๓๐๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ละอองฝน [C-3667 ], [133.1.128.95]
เมื่อวันที่ : ๐๔ เม.ย. ๒๕๔๘, ๑๙.๕๖ น.

โอ๋ๆ​​ อย่าร้องไห้นะจ๊ะ​​ เขียน​​ได้น่ารักดีจ้ะ​​ ​​แต่ผู้ชายน๊า ทำไมเหมือนกัน​​ทั้งโลกเน๊อะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : พอล อาร์ชี่ [C-3669 ], [61.90.45.3]
เมื่อวันที่ : ๐๔ เม.ย. ๒๕๔๘, ๒๐.๑๓ น.

ผู้ชายก็เหมือนดอกไม้ ผู้หญิงชอบเด็ดมาดอมดมพอเหี่ยวก็ทิ้ง​​ไป เหมือน​​ที่คุณพิลกริมเขียนเลย​​..เศร้าจังเยย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-3673 ], [158.125.1.114]
เมื่อวันที่ : ๐๔ เม.ย. ๒๕๔๘, ๒๒.๔๔ น.

แฮ่ แฮ่ คุณพอล ทำไมรู้ทันล่ะ แหม ช่างรู้ใจผู้หญิงจริงๆ​​ ​​เอา​​เป็นว่า ต่างคน ต่างดมแล้ว​​ทิ้งดีกว่านะ

(​​แต่พิลกริมเปล่าทำตัวแบบนั้น​​นา เจอดอกไม้ก็​​ได้​​แต่ดม แล้ว​​ก็ถ่ายรูปมาเฉยๆ​​ วันหลังสงกะสัย​​ต้องทำแบบคุณพอลว่า เด็ดมาดมแล้ว​​ทิ้งมั่งดีกว่า ฮิ ฮิ)​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : add [C-3686 ], [203.188.11.230]
เมื่อวันที่ : ๐๕ เม.ย. ๒๕๔๘, ๑๐.๔๓ น.

ดอกบลูเบล สวยจังนะคะ​​ คุณ pilgrim

ด้วยหยดน้ำพราวเต็มหน้า ​​แต่ไม่มี​​ใครรู้ว่า มัน​​เป็นน้ำตา ไม่ใช่น้ำฝน...​​ ประโยคนี้ดีจังค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Poceille (นางมารหัวงู???) [C-3774 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : ๐๗ เม.ย. ๒๕๔๘, ๑๙.๔๕ น.

เด็กน้อยเอย...​​ ดอกไม้บานแล้ว​​ร่วงโรย หาก​​แต่​​เมื่อวันเวลาผันผ่าน ดอกไม้ชุดใหม่ก็​​จะผลิบานเช่นกัน...​​

เด็กน้อยเอย...​​ ​​จะบอกอะไร​​ให้...​​

ของใหม่น่ะนะ สดใสกว่าของเก่านะจ๊ะ​​

เช่นนั้น​​แล้ว​​ จงร้องไห้ให้​​กับดอกไม้เก่า​​ที่โรยลาจนกว่าเจ้า​​จะพอใจ...​​

แล้ว​​เช็ดน้ำตาเสียให้หมด...​​

จากนั้น​​เก๊าะมานั่งรอดอกไม้ชุดใหม่บานกันเต๊อะ ยะฮู้!!!


(ปล. พยายามคิดว่าหากท่านเซอร์พอลล่า​​เป็นดอกไม้จริงแล้ว​​ ท่าน​​จะ​​เป็นดอกอะไร​​กันหนอ????)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ป้าแก่ [C-3833 ], [61.90.48.151]
เมื่อวันที่ : ๑๐ เม.ย. ๒๕๔๘, ๑๙.๕๕ น.


แหมเราเพิ่ง​​จะมาอ่าน ไม่ยักรู้ว่า นอกจากละอองฝนแล้ว​​ พิลกริมก็เขียนเรื่อง​​​​ได้ซาบซึ้งพอกัน

อุ๊ยหนูจ๊า ​​ถ้าคนเรามีใจโลเลถึงเพียงนั้น​​ เรา​​ต้องรีบขยี้ทิ้ง​​ไปเลย​​ แล้ว​​เด็ดดอกใหม่ อุ๊ยเดี๋ยวงูบนหัวขึ้น​​แข่ง​​กับหนูโพ แล้ว​​​​จะทำอย่างไรดีละ

เดี๋ยวนี้ฝีมือจัดจ้านเน้อ ​​ทั้ง​​แต่งเก่ง ถ่ายภาพสวย ฮ่าฮ่าฮ่า หัวหน้าเรามีคู่แข่งแล้ว​​ สมน้ำหน้า อิอิอิ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น