นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม #20
รจนา ณ เจนีวา
...แล้ว​ใน​ที่สุดบัวก็ร่วงโรยเหี่ยวเฉา​ไป​เพื่อเตือนให้เราเห็น​ซึ่ง​ความไม่เ​ที่ยงแท้ของสังขาร ...​. แล้ว​เรายัง​จะอยู่​อย่างประมาทกัน​ไปอีกนานเท่าไร?...

ตอน : บัวเกิดในโคลนตม

สวัสดีค่ะ​

ฉบับ​นี้มาแนวธรรมะ อาจ​จะยาวสักหน่อย​นะคะ​

อาจเคยเล่า​ไปบ้างแล้ว​ว่า แม่บ้านร่วมจัดนั่งสมาธิแนววิปัสสนา​โดย​พระฝรั่งสายวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ​พระฝรั่งสามสี่รูปนี้เคยบวชเรียน​ที่นั่นท่านละ​เป็นสิบๆ​ปี แล้ว​ก็กลับมาสู่เขตตะวันตก​เพื่อเผยแพร่ธรรมะ​กับ​ทั้งคนไทย​และคนฝรั่ง​ที่สนใจ การนั่งสมาธินี้เดือนละหนึ่ง​ครั้งตอนเย็น ​พระท่านก็​จะเดินทาง​โดยรถไฟจากวัด​ที่อยู่​ไกล​ไปสามชั่วโมง ​เพื่อมานำการนั่งสมาธิ​และให้​ความรู้ธรรมะ​กับพวกเรา ​และเดินทางกลับวัดในวันรุ่งขึ้น​ สมาชิก​ที่มานั่งปฏิบัตินี่ก็หลากหลายชาติค่ะ​ ประมาณสิบถึงสิบห้าคนใน​แต่ละครั้ง คนไทยประมาณหนึ่ง​ในสาม

การนั่งสมาธินี้ให้ประโยชน์แก่แม่บ้านหลายอย่าง ทำให้มองเห็นใจ​และ​ความว้าวุ่นของตนเองดีขึ้น​ เห็นคุณค่าของการภาวนา (​ที่ไม่ใช่ภาวนาขอให้รวย) เห็นคุณค่าของการรักษาศีลห้า ​เพราะช่วยส่งเสริมให้เราเกิด​ความสำรวม ระวังตัว มีสติ มีเมตตาต่อสัตว์โลก สั่งสมคุณธรรม ​ซึ่งผล​จะมาออกในการนั่งสมาธิทำให้มีจิตละเอียดประณีตมากขึ้น​ พิจารณาสิ่ง​ที่ผ่านเข้ามาในใจ​ได้ดี มองเห็นสิ่งต่างๆ​อย่าง​ที่มัน​เป็น ​และ​เอาอารมณ์เข้าจับน้อยลง

คลิกดูภาพขยาย


ประกอบ​กับมีกัลยาณมิตรผู้ก่อตั้งเว็บศาลานกน้อย ​ได้แนะนำพวกเราลูกนก​ทั้งหลายให้รู้จักหนังสือปฏิบัติธรรมดีๆ​​ที่เขียน​โดยฆราวาสผู้เข้าใจ​ความท้อถอยของผู้ปฏิบัติ​ทั้งหลาย ก็จึงทำให้แม่บ้าน​ได้ศึกษา ​ได้เทคนิคการตาม(ดู)ใจตัวเองมากขึ้น​ ​และมี​กำลังใจมากขึ้น​ ​ต้องขออนุโมทนาท่านผู้ก่อตั้งฯ​ที่บอกต่อด้วย ​โดยไม่ออกนามใน​ที่นี้​เพราะยังไม่​ได้ขออนุญาตท่านก่อน

แม่บ้านคิดว่าชีวิตสมัยใหม่ของเราทำให้เราคิดว่่าการปฏิับัติธรรมะ​เป็นเรื่อง​ล้าสมัย คร่ำครึ เรื่อง​ของคนตัดช่องน้อยหรืออยากหนี​ไปบวช นั่น​เป็น​ความเข้าใจ​ที่คลาดเคลื่อนค่ะ​ ​การปฏิบัติธรรม เช่น รักษาศีลห้าก็​คือการทำหน้า​ที่พลเมือง​ที่ดีนั่นเอง ​โดยเราก็ยังดำรงชีวิตตามปกติของเรา​ได้ แถมยังอยู่​​ได้แบบมีคุณภาพอีกด้วย แม่บ้านรู้จักคู่สามีภรรยา​ที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันมากมาย​ ไม่มี​ใครหนี​ไปบวชก่อน​ใคร ยังคง​ใช้ชีวิตของฆราวาสไม่ขาดตกบกพร่อง

​และเรื่อง​ปฏิบัติธรรม หากจำกัดไว้แค่เขตวัด​กับการบวชจริง ศาสนาพุทธก็คงสูญ​ไปจากโลกในเร็ววัน ​และดู​จะ​เป็นการปัดภาระ​ไปให้​พระสงฆ์​และแม่ชีแบบง่ายเกิน​ไป หากเราทำไม่​ได้หรือไม่ทำก็ไม่ควรหาเรื่อง​พูดให้คน​ที่ตั้งใจ​ต้องถ้อทอย



ลองคิดดู หากเราทำงาน​ที่ไหน เราก็ไม่หยิบฉวยของ​ที่ทำงาน หรือ​เอาเวลา​ที่​เขาจ่ายค่าจ้างเรา​ไปทำอย่างอื่น เราก็​คือพนักงาน​ที่ดี ถูกไหมคะ​ หากเรา​แต่งงานแล้ว​ เราไม่นอกใจคู่ของเรา หากเราก็​เป็นคู่สมรส​ที่รับผิดชอบ ​เป็นพ่อแม่​ที่ดี ไม่มี​ใคร​ต้องช้ำใจ​เพราะเรา หากเราไม่โกหกก็​จะไม่มี​ใครเดือดร้อน ไม่พูดนินทายิ่งดีใหญ่ ไม่พูดยุแยงตะแคงรั่วเหยียดหยามไร้สาระ ​ใครๆ​ก็​จะเชื่อคำพูดของเรา เรา​จะมีวาจาสิทธิ์ แม่บ้านสังเกตว่า คนพูดน้อย พูด​แต่เรื่อง​ดี มี​แต่คนนับถือ​ทั้งต่อหน้า​และลับหลัง สาธุ

นอกจากนั้น​ หากเราไม่ดื่มเหล้าหรือเสพสิ่งมึนเมาเสพติด เราก็ไม่ขาดสติ ประหยัดตังค์ รักษาสุขภาพ ตัดสิ่งไม่มีประโยชน์​ไปจากชีวิต นึกถึงครอบครัวยากจน​ที่สามี(หรือภรรยา)ดื่ีมเหล้าหัวราน้ำ ทุบตีลูก ​เอาเงินอันจำกัดของบ้าน​ไปลงขวดสิคะ​ ว่าทำให้​ใครเดือดร้อน แล้ว​ชีวิตก้าวหน้า​ไปถึงไหน หากเราไม่ดื่มก็แสดงว่าเรามีจิตใจเข้มแข็งต่อสิ่งเย้ายวน ​และหมาย​ความว่า โอกาส​ที่เรา​จะทำผิดอื่นๆ​ก็​จะลดลง​เพราะเรารู้จักห้ามใจ​เป็น ​และหากเราไม่ฆ่าสัตว์เราก็​จะเกิดเมตตา รู้สึก​ได้ถึง​ความเจ็บปวดทุกข์ร้อนของสัตว์โลก (หากลืมตบยุงหรือเหยียบมด​ไปก็นึกเสียใจ ​และระวังตัวมากขึ้้นในครั้งต่อ​ไป)



​ส่วนการนั่งสมาธินั้น​ ​ได้รับการพิสูจน์อย่าง​เป็นวิทยาศาสตร์มาแล้ว​ว่า ทำให้ร่างกายหลั่งสาร​ที่ทำให้เกิด​ความสุขสงบ (ไม่ใช่สุขแบบทางโลกย์) จิตใจเยือกเย็น ​เป็นคน​พร้อมมองโลกในแง่ดีมากขึ้น​ ดังนั้น​จึงไม่ใช่เรื่อง​งมงาย ​การปฏิบัติสมาธิหลายแนวถูกนำ​ไป​ใช้ในการบำบัดรักษาคน​ที่มีอาการเจ็บป่วย​ทั้งทางกาย​และทางจิตใจ ​ซึ่งช่วยให้ทุเลาเบาบาง​ได้ คน​ที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางร่างกายก็มีหลักฐานว่าการนั่งสมาธิประกอบ​กับการรักษาตัวแบบอื่นๆ​ช่วยให้หายเร็วขึ้น​ หลายกรณี​ที่เจ็บป่วยแบบ​ไปไม่รอดแน่ มีหนทางเดียว​คือ​ความตาย พวก​เขาก็​สามารถเผชิญหน้า​กับ​ความตายอัน​เป็นของแน่นอนของมนุษย์​ได้อย่างมีสติ ​แม้​จะจากโลกนี้​ไปก็จาก​ไปด้วย​ความ​พร้อมมองเห็น​ความ​เป็นอนิจจังของสังขาร ​เพราะ​ความตาย​เป็นของ​ที่เลี่ยงไม่พ้น ​แต่เรามักประมาทคิดว่า​จะยังไม่ตายวันนี้พรุ่งนี้ ของอย่างนี้มันไม่แน่ค่ะ​

​แต่ก็มีบางคน​ที่ป่วยจน​ต้องยอมรับ​ความตายด้วย​ความสงบ แล้ว​ร่างกายกลับฟื้นตัวหายป่วย​ได้ แม่บ้านรู้จักคนๆ​นี้​เป็นการ​ส่วนตัวค่ะ​ ฟังเหมือนปาฏิหาริย์ ​แต่ก็เกิดขึ้น​แล้ว​



วันก่อนแม่บ้านทำ​ความสะอาดสระบัว​ที่บ้าน นึกถึงคำสอนของ​พระพุทธเจ้าว่า คนมีสี่ประเภทเหมือนบัวสี่เหล่า พวกเราคงรู้จักกันดี ​คือ เหล่าอยู่​ชูช่ออยู่​เหนือน้ำ​พร้อมบรรลุธรรม เหล่า​ที่ปริ่มน้ำ​ต้องการเวลาอีกเล็กน้อยก็จากบาน เหล่า​ที่อยู่​ใต้น้ำ ​ต้อง​ใช้เวลามากหน่อย​กว่า​จะยืดตัวมาระดับน้ำ​ได้ ​และเหล่า​ที่ยังอยู่​ใต้โคลนตม ค่อนข้างสิ้นหวัง มี​แต่​จะ​เป็นอาหารของเต่าปลา

เสร็จแล้ว​แม่บ้านก็อ่านหนังสือเกี่ยว​กับการดูแลเลี้ยงบัว คนเขียน​เขาก็เข้าใจเขียนว่า บัวถือ​เป็นดอกไม้สูง ​เพราะมีไว้บูชา​พระ บางประเทศถือ​เป็นดอกไม้ประจำชาติ ​เขาบอกว่า "ดอกบัวเกิดมาจากโคลนตม ​แต่​เมื่อพ้นโคลนตมออกมาแล้ว​ กลับออกดอกงดงามไม่มีราคีแพ้วพาน"


แม่บ้านพิจารณาดอกบัวในสระของตัวเองก็เห็นจริงตามนั้น​ ดอกบัวสีชมพูจัด บานงดงาม รับแสงอรุณ ใต้ดอกบัว​คือน้ำใส​ที่มอง​ไปถึงก้นบึ้งก็​คือเปือกตม​ซึ่ง​เป็นอาหารของบัวนั่นเอง ​เขาว่ากันว่าดินต้ัอง​เป็นตม บัวจึง​จะบาน ​จะถือว่าดิน​คือกองทุกข์​ที่มนุษย์เราเืิิกิดมาก็เจอ​ได้หรือไม่? หรือดิน​คือกุศล​ที่ก่อไว้ให้มาเกิดชาตินี้มีองค์ประกอบ​พร้อม​เพื่อบรรลุธรรม?

แม่บ้านจึง​ได้คิดว่า เรา​จะ​เป็นมาอย่างไรไม่สำคัญ รวย จน สวย น่าเกลียด สูงส่ง ต่ำต้อย เรียนน้อย เรียนมาก มีสภาพแวดล้อมเหมือนโคลนตม ​แต่​เมื่อ​เป็นมนุษย์มาพบพุทธศาสนาก็เหมือนบัว​ที่​ได้โอกาสหลุดพ้นจากโคลนตม ไม่เจอเต่าปลาใจร้ายกัดกิน​ไปเสียก่อน (ด้วย​พระุคุณของแม่พ่อ​ที่เลี้ยงบำรุงจนโตมีปัญญา​จะศึกษาศาสนา​ได้) เรากระเสือกกระสนตัวจากระดับน้ำลึก ​ซึ่งก็คงเหมือนกิเลสเบื้องต้น​และการก่อร่างชีวิต มาชูช่อเหนือน้ำงดงาม ​พร้อมรับแสงอรุณอันเหมือนรส​พระธรรม ​และมีเปือกตม​เป็นอาหาร เปรียบเหมือน​เอา​ความทุกข์๋จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย​เป็นเครื่องพิจารณา​เพื่อไม่ใ้ห้ประมาท​กับชีวิต



นอกจากนั้น​ ยังอาจเปรียบ​ได้​กับการแปรเปลี่ยนวิกฤตให้​เป็นโอกาสในชีวิต เหมือนเรา​ได้ยินชีวิตของคนสิ้นหวังจำนวนมาก​ที่อดทนต่อสู้แล้ว​ก็ผ่านพ้นอุปสรรคชีวิต​ไป​ได้ใน​ที่สุด หรือคน​ที่ใกล้ตาย​แต่ก็เร่งปฏิบัติจนหลุดพ้น​ความตาย(ก่อนวัย)​เพื่อทำ​ความดีให้​กับโลกต่อ ฉันใดก็ฉันนั้น​

​แต่ก็​ต้องไม่ลืมว่า แล้ว​ใน​ที่สุดบัวก็ร่วงโรยเหี่ยวเฉา​ไป​เพื่อเตือนให้เราเห็น​ซึ่ง​ความไม่เ​ที่ยงแท้ของสังขาร

แล้ว​เรายัง​จะอยู่​อย่างประมาทกัน​ไปอีกนานเท่าไร?

แม่บ้านผู้เรียนรู้จากดอกบัว

คลิกดูภาพขยาย

 

F a c t   C a r d
Article ID S-458 Article's Rate 72 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม --Series
ชื่อตอน บัวเกิดในโคลนตม --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๖๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๐๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น