นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
...เดี๋ยวก็เศร้าระทม​กับชีวิตอยากวิ่งหนี​ไปไกลๆ​ เดี๋ยวก็ทำอะไร​ประชด ​ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าสิ่ง​ที่ออกมาทางวาจา ​คือสิ่ง​ที่อยู่​ในใจ ​เพราะมันเต็ม​ไปด้วย​ความ​เป็นอกุศล...

ตอน : เจ้าแม่กาลีแห่งทะเลเหนือ

​เพื่อนๆ​​ที่รัก

วัน​ที่สั้น​ที่สุดของปี ผ่านพ้น​ไป​เมื่อวานนี้ ๒๑ ธันวาคม เหมือนชีวิต​ที่ดิ่งลงต่ำสุดก็มี​แต่​จะค่อยๆ​ กระเตื้องขึ้น​มา หรือ​ใครสักคนพูดว่า "มันไม่อาจ​จะแย่​ไปกว่านี้อีกแล้ว​" วันนี้ดินฟ้าอากาศให้รางวัลด้วยแสงตะวันฉายพอให้ชุ่มชื่นหัวใจขึ้น​มาบ้าง ​พร้อมท้องฟ้าสวยใสไม่ให้ลืมว่าธรรมชาตินั้น​มี​ทั้งมุมมืด​และมุมสว่าง เหมือนใจของเรา
ฉันเล่นบทเจ้าแม่กาลี ค่อนข้างบ่อยมากนับจากย้ายมาคุกซ์ฮาเฟ่นแห่งทะเลเหนือ สาเหตุอย่าง​ที่พูด​ไปแล้ว​ เพิ่งออกจากงาน ปรับตัว​กับชีวิตใหม่ อากาศหนาว โรคหดหู่​เพราะขาดแสงตะวัน ร่างกาย​ที่ชำรุด ...​ ​ซึ่งกลาย​เป็นใบเบิกทางให้​ความร้ายกาจในใจ​ที่แอบซ่อน​เอาไว้​ได้ออกมาร่าเริง ​เป็นระยะๆ​

เดี๋ยวก็แหวๆ​ ใส่แม่สามี พูดจาถากถาง เดี๋ยวก็ตระบึงตระบอนใส่สามี หรือ​เอาแม่สามี​ไปฟ้องสามี (นึกว่าตัวเอง​เป็นลูกสะใภ้ในฝัน ทีแท้สอบตก) เดี๋ยวก็นั่งซึมกระทือด่าตัวเอง เดี๋ยวก็ฮึดฮัดอัดอกอยาก​จะระเบิดโลก เดี๋ยวก็เศร้าระทม​กับชีวิตอยากวิ่งหนี​ไปไกลๆ​ เดี๋ยวก็ทำอะไร​ประชด ​ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าสิ่ง​ที่ออกมาทางวาจา ​คือสิ่ง​ที่อยู่​ในใจ ​เพราะมันเต็ม​ไปด้วย​ความมืด ​ความติฉิน แค้นเ​คือง พยาบาท​ ริษยา คิดอกุศล​ไปตามเหตุ​ที่เข้ามากระทบ เชื้อเพลิงแห่งการปรุง​แต่งโหมกระพือร้อนแรงตาม​ความอ่อนแอของจิตใจ แหม ​ถ้าอากาศนอกบ้านมันร้อน​ได้อย่างสิ่ง​ที่ปรากฎในใจก็คงดีไม่น้อย ​จะ​ได้ไล่​ความหนาวเย็น​ไปเสียบ้าง ​แต่ไอ้เพลิงในใจนี่ยิ่งเผาผลาญยิ่งมืดหนาวเปล่าเปลี่ยวแหะ

ฉัน​ได้อาศัยหนังสือ ๒ เล่มช่วยประคองใจในภาวะจิตสลาย(ชั่วคราว?) เรื่อง​แรก​คือ Parami: Ways to cross life floods ​โดย Ajahn Sucitto ​และเรื่อง​ Rude Awakenings ​โดย Ajahn Sucitto ​และ Nick Scott ​จะขอถือโอกาสเล่าสรุปเรื่อง​หนังสือในแบบของฉัน (​เพื่อนท่านใดเคยอ่านแล้ว​ก็ขอให้ทนๆ​ ดูฉัน​เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนก่อนก็แล้ว​กัน)

Parami เล่มแรกอ่านจบค่อนข้างเร็วตอนเพิ่งมาจากเจนีวา หัวสมองยังแล่นปรูดปราด ​เป็นหนังสือ​ที่ยกระดับจิตใจในทุกบรรทัด ​พระอาจารย์สุจิตโต ​พระชาวอังกฤษบวชเรียน​ที่เมืองไทยสายเถรวาท ​และปัจจุบันประจำอยู่​​ที่วัดป่าสายหลวงพ่อชาในประเทศอังกฤษ เขียน​ได้ยอดเยี่ยมมาก เหมือนอัญมณี​ที่ทอแสงแห่งธรรมอันอบอุ่นในยาม​ที่จิตใจฉันมืดมิดด้วยโรคซึม เศร้าขาดแสงแดด ​พระอาจารย์ไม่​ได้บวช​ที่วัดสายหลวงพ่อชาก็จริง ​แต่ท่าน​ได้มาเรียนรู้ธรรมอย่างลุ่มลึก​กับหลวงพ่อสุเมโธ​พระชาวอังกฤษ​ที่​เป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อชา​โดยตรง ประวัติของท่านไม่สำคัญสำหรับฉันเท่า​กับวิธี​ที่ท่านเรียบเรียง "บารมี ๑๐" ​เป็นหนังสือเล่มหนา​แต่น่าอ่านมากๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ ​เป็นหนังสือ​ที่ฉันรู้ว่าเปิดหน้าไหนก็​จะ​ได้​ความอุ่นใจในหน้านั้น​ แทบ​จะไม่มีประโยคใด​ที่ไม่คลี่คลาย​ความขมุกขมัวในหัวใจของฉัน​ได้เลย​ ท่านอธิบายฐานแห่งบารมี อานิสงส์แห่งบารมี ​การปฏิบัติ​เพื่อสั่งสมบารมี ​จะว่า​เป็นหนังสือ "ฮาวทู" นิดๆ​ ก็ว่า​ได้ ​แม้​จะ​ใช้คำว่า "บารมี" ​แต่หนังสือนี้ไม่​ได้เขียนแบบธรรมะ​ที่​ต้องปีนบันไดอ่าน ​เป็นหนังสือ​ที่อ่านง่ายกว่า​ที่คิด ท่านลำดับขั้น​ความคิด ปัจจัยทุกข์ เส้นทางพ้นทุกข์แบบเข้าใจง่าย ​แต่ไม่ทิ้ง​ความหนักแน่นมั่นคงแห่ง​พระธรรมคำสอน การเขียนของท่านนั้น​สะท้อนถึง​ความเข้าใจอันลึกซึ้ง​ที่ท่านมีต่อ​ทั้งตัวแก่น พุทธศาสน์​และ​ความ​เป็น​ไปในจิตใจของมนุษย์ (​ซึ่ง​ที่จริงแก่นพุทธศาสน์ก็​เพื่อให้เรารู้เท่าทันกิเลสตัณหาในตัวเอง ​และ​ไปถึงจุดสูงสุด​ที่มนุษย์มีศักยภาพ​ที่​จะทำ​ได้) หนังสือเล่มนี้แจก​เป็นธรรมทาน ​และหาอ่าน​ได้จากอินเตอร์เน็ตเช่นกัน ฉันหยิบหนังสือเล่มนี้มาจากวัดธรรมะปาละ​ได้​เป็นปีแล้ว​ ​และ​เอา​ไปทิ้งไว้​ที่ห้องทำงาน​ที่เจนีวา​โดยเปิดอ่าน​ไปแค่ครั้งเดียว ตอนนั้น​จิตใจวุ่นวาย​กับงานสุดขีด อ่านแล้ว​ก็ไม่เข้าตรงไหนเลย​ ตอนเก็บของเก็บห้องก็ลังเลว่า​จะทิ้ง​ไปหรือขน​ไปเยอรมนีด้วย ​ความคิดฝ่าย​ที่ ๒ ชนะ ​และ​ได้​แต่ขอบใจตัวเอง​ที่ตัดสินใจถูก

หนังสือเล่ม​ที่ ๒ ​เป็นหนังสือ​ที่สนุกมาก ​จะว่า​เป็นเหมือนสารคดีท่องเ​ที่ยวแสวงบุญก็​ได้ ​คือ ​พระอาจารย์ออกเดินจาริกธรรมตามรอย​พระพุทธบาท​ในอินเดีย​และเนปาล ​พร้อม​กับโยม "นิค สก๊อตต์" ชาวอังกฤษ​ที่​เป็นผู้สปอนเซอร์การเดินทางด้วย ​ทั้งคู่​ใช้เวลาเดินเท้า ๖ เดือน ​และเวลาอีก ๑๐ ปีกว่า​จะเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา​ได้ หนังสือนี้มี ๒ เล่ม ​แต่ฉันหยิบแค่เล่มแรกมาจากวัดธรรมะปาละ ไม่รู้ว่าทำไมไม่​ได้หยิบเล่ม ๒ อาจ​จะแบกไม่ไหวตอนนั้น​ วิธีการเขียน​คือ ​พระอาจารย์​กับโยมนิค​จะผลัดกันเขียนคน​จะตอน ด้วยเหตุผลว่า ​แต่ละคน​จะ​ได้เขียน​ได้​เป็นเอกเทศน์ไม่​ต้องเกรงใจอีกฝ่าย ​ที่น่ารัก​คือ ​จะมีบางครั้ง​ที่​พระอาจารย์​จะบ่นนิสัยโยมนิค ​และโยมนิคก็​จะพูดถึง​ความเคร่งครัดของ​พระอาจารย์ หรือสิ่ง​ที่เห็นไม่ตรงกัน ​ทั้งคู่เขียน​ได้จริงใจ ​แต่ไม่หักหาญ ข้อดีของการ​เป็นฝรั่งก็อาจ​จะอยู่​ตรงนี้ก็​ได้ โยมนิค​เป็นนักนิเวศน์วิทยา นักปักษาวิทยา นักจัดสวนมือเอกแห่งอังกฤษ ประมาณนั้น​ เวลาเดินจาริกก็​จะสนใจต้นไม้ ใบหญ้า ธรรมชาติ นก สัตว์ป่า สวนรุกขชาติ ชอบเดินริมแม่น้ำ ​ส่วน​พระอาจารย์ก็​พระวัดป่าแท้ๆ​ ท่าน​จะไม่สนใจโลกในเชิงท่องเ​ที่ยว ​แต่​จะมีเมตตาต่อผู้คนยากไร้​ที่​ได้พานพบ​และมี​ความอดทน​กับคน​ที่มาแวดล้อม ​แต่โยมนิค​จะขี้รำคาญ​เพราะกลัว​จะเสียเวลาเดิน บางทีก็ไล่ชาวบ้าน​ที่มากลุ้มรุม​ไปเสีย การเดินแสวงบุญของ​ทั้งคู่ก็​คือการฝึกในการอยู่​ร่วมกันอย่างสันตินั่นเอง

​เมื่อวานฉันอ่านถึงตอน​ที่​ทั้งคู่ถูกโจรอินเดียปล้นกลางป่า วิธีเผชิญหน้า​กับเหตุการณ์น่าสนใจมาก ​พระอาจารย์สุจิตโตท่านรู้สึกว่า​มีคนมาดึงย่ามท่าน ทีแรกท่านยื้อๆ​ ยุดๆ​ ​เพราะยังไม่รู้ว่า​กำลังถูกปล้น พอโจรดึงย่ามไม่​ได้ ก็หงุดหงิด ยกขวาน​จะฟันท่าน ในบัดนั้น​ ท่านรู้ว่า​เขาอยาก​ได้ของ ​และ​กำลัง​จะ​เอาขวานจามหัวท่าน​เพราะขัดขืน ในวูบนั้น​ ท่านรู้สึกว่า​สิ่ง​ที่แบกมานั้น​​เป็นของหนัก ไม่มีอะไร​ควร​ต้องยึดติด ​เมื่อคิด​ได้ ท่านรู้สึกว่า​เบา​และปล่อยวางทันที ท่านหยุดดิ้น(​เพื่อ​จะปลดของให้โจร) แล้ว​ยกมือชี้​ไป​ที่ขวานของโจร ก่อน​เอามือท่านเองทำท่าฟันหัวท่าน ประมาณว่าอนุญาตโจรให้ฆ่าท่าน​ได้ แล้ว​ก็ก้มหัวให้โจรฟัน​แต่​โดยดี ท่านบอกว่าตอนนั้น​ไม่มี​ความเสียดายชีวิตเลย​ มี​แต่รู้สึกเบาจากสิ่ง​ที่ยึดไว้ต่างๆ​ โจรเห็นดังนั้น​เกิดตะลึงแล้ว​ก็สงบลง ไม่ฟันท่าน (โอ๊ย โยมป๊อกหวาดเสียว​เป็น​ที่สุด อยากถามว่าท่านทำอย่างนั้น​ทำไม ​ถ้าโจรฟันท่านจริง โจรก็​จะบาปมากกว่าแค่ปล้น​พระนะเจ้าคะ​) พอโจรใจเย็นลง ท่านก็เลย​ปลดสัมภาระสมบัติต่างๆ​ ส่งให้โจร​แต่​โดยดี โจรค้น​และยึด​ไป​ไปทุกอย่าง​ทั้งจีวรของท่านด้วย แล้ว​เหลือผ้าสบงไว้ให้ท่านติดตัวผืนเดียว

​ส่วนโยมนิคมีปฏิกิริยาอีกแบบ ​คือ วิ่งหนี​เอาตัวรอด แล้ว​​เอาเงิน พาสปอร์ต กล้อง​ไปซ่อน พอเห็นเงียบก็กลับมาดู​พระอาจารย์ ​แต่กลาย​เป็นว่าไม่พ้นมือโจร โจรก็เลย​รุมทุบตีให้กลับ​ไป​เอาของ​ที่ซ่อนไว้ สุดท้ายโยมนิคก็​ทั้งเจ็บตัว​ทั้งเสียของหมดเหมือนกัน ​แต่ดีว่าไม่ถูกโจรฆ่า ​เพราะกระโดดลงเนิน​เขา​ไปซ่อนตัวในท้าย​ที่สุด หลังจากโจรทิ้ง​พระอาจารย์ไว้ ท่านก็ออก​ไปตามหาโยมนิคจนเจอ เหตุการณ์ของนักแสวงบุญ​ทั้งสองก็กลับกลายจากมีสัมภาระติดตัวหนักอึ้ง กลาย​เป็นตัวเบา ก้าวข้าม​ไปสู่การไม่มีอะไร​ ​ทั้งคู่เดินกลับ​ไป​ที่วิหารพม่า​ที่​ไปพักก่อนถูกปล้น ​ระหว่างเดินก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แล้ว​ก็หัวเราะ​กับ​ความหวงแหนในสมบัติ(ของโยมนิค)​ไปตลอดทาง นักปฏิบัติธรรมรุ่นพี่(​พระ)​กับรุ่นน้อง(โยม)ตระหนักว่า การเดิน​โดยไม่มีสัมภาระให้กังวลนั้น​มัน "เบา" เพียงใด เหมือน​กับว่าโจรกลุ่มนี้นำคำตอบของข้อสอบหัวเรื่อง​ "การปล่อยวางจาก​ความยึดมั่นถือมั่น" มาให้แท้ๆ​

พอเช้า​วันนี้ ฉันมาอ่านเหตุการณ์ต่อจาก​ที่ถูกปล้น มีเรื่อง​ของการแจ้ง​ความ การทำหน้า​ที่ผู้พิทักษย์สันติราษฎร์แบบแขกๆ​ เหตุการณ์เกิดก่อนคริสมาสต์ไม่นาน เวลา​ที่ฉันอ่านก็​กำลังใกล้คริสมาสต์เหมือนกัน นับว่าถูกจังหวะ รู้สึก "อิน" ​เป็นพิเศษในเรื่อง​ของช่วงเวลา ​ทั้งคู่เดินทางต่อ​ไปพุทธคยา​ที่นัดหมาย​กับโยมสตรีชาวอังกฤษ​ที่บริหารศูนย์ปฏิบัติธรรม​ที่นั่น ​เพราะ​จะ​ได้ฉลองคริสมาสต์ด้วยกัน (พอฉันเล่าถึงตอนนี้ สามีมาถามว่า อ้าว ​พระชาวพุทธฉลองคริสมาสต์ด้วยหรือ ฉันบอกว่า แหม ยังไงท่านก็​เป็นคนอังกฤษนิ ​และ​เป็นการพบกันของคนตะวันตก​ที่เติบโตมาในวัฒนธรรมคริสต์ด้วยกัน ก็​ต้องหยวนๆ​ หน่อย​น่า) เหตุการณ์​เมื่อ​ได้มาเจอโยมแคธีทำให้น้ำตาฉันคลอหน่วย นั่งร้องไห้ด้วย​ความปลื้มปิติใจอย่างประมาณไม่​ได้ โยมแคธีต้อนรับ​ทั้งคู่อย่างดี สอบถามเหตุการณ์​ที่ถูกปล้นอย่างละเอียด ​และสอบถามว่าอะไร​ถูกปล้น​ไปบ้าง ​เมื่อมาถึงศูนย์ปฏิบัติธรรมท่าน​ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น​และเห็นอกเห็นใจ ​ได้พักห้องพักสะอาด (หลังจาก​ที่นอนกลางดินกินกลางทรายมา​เป็นเดือน) ​ได้อาบน้ำร้อน​เป็นครั้งแรกภายใน ๒ เดือน มีการประเคนอาหารการกินแบบฝรั่ง​ที่​ทั้งสองไม่​ได้เห็นมา​เป็นเดือน
พอวันคริสมาสต์มีการเปิดของขวัญให้กัน​และกัน ​โดยผู้เข้าร่วม​เอาของขวัญมาสมทบคนละชิ้น ​และมีฉลากรายชื่อให้จับ มีเด็กหญิงคนหนึ่ง​มาจับฉลาก ​และเรียกชื่อผู้​ได้รับของ ก่อน​จะนำของ​ไปให้คน​ที่มีชื่อในฉลาก ปรากฏว่าพอขานชื่อ​และส่งมอบของขวัญเสร็จ ครึ่งหนึ่ง​ของของขวัญนั้น​มากองอยู่​ข้างหน้าท่านอาจารย์สุจิตโต​และคุณนิค ทำ​เอาคุณนิคน้ำตานองหน้า (​และโยมป๊อกคนอ่านก็น้ำตาไหลพราก​ไปด้วย) ​เป็นของ​ที่​ทั้งคู่จำ​เป็น​ต้อง​ใช้ในการเดินแสวงธรรมต่อ​ไปในช่วง​ที่เหลือ ​ได้แก่ บาตร​พระ ถุงนอน เสื่อ ไฟฉาย ผ้าจีวร เสื้อผ้า ฯลฯ เรื่อง​ของเรื่อง​​เพราะข่าว​ที่ท่านถูกปล้นนั้น​เดินทางมาถึงศูนย์ปฏิบัติธรรมก่อนตัวท่านมาถึง โยมแคธี​และญาติโยมอื่นๆ​ จึงระดมหาสิ่งของ​ที่ท่าน​ต้อง​ใช้ ​โดย​เป็นของ​ที่​แต่ละคนมีอยู่​หรือ​ไปหาซื้อมาให้ใหม่ รวม​ทั้งบาตรแสตนเลส ​พระอาจารย์​กับโยมนิครู้สึกว่า​ไม่​ต้องยกเลิกการเดินทางแล้ว​ ​สามารถจาริกแสวงบุญ​ได้ต่อ​ไป

เรื่อง​งามๆ​ เช่นนี้ ​เมื่อ​ได้มาอ่านในเช้า​วัน​ที่จิตใจฉันหดหู่ขมุกขมัวแบบนกหงอย ถือว่า​เป็นโชคอย่างยิ่ง สิ่ง​ที่​พระอาจารย์​และโยมนิคประสบในเวลาเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว​ ​เมื่อโยมป๊อก​ได้มาอ่าน กลับ​เป็นการช่วยชำระจิตใจแย่ๆ​ ของเธอ​ได้อย่างไม่น่าเชื่อ สาธุค่ะ​ ​พระอาจารย์

วันนี้ขอเล่าเรื่อง​ สัพเพเหระแค่นี้ก่อน เจ้าแม่กาลีถอยทัพ​ไปชั่วคราว​เพราะแพ้ทางของขวัญคริสมาสต์ของ​พระอาจารย์สุจิต โต​และโยมนิค

ด้วยรัก​และเมตตาธรรมแด่​เพื่อนทุกคน
ฉันเอง

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3572 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง A deskless life --Series
ชื่อตอน เจ้าแม่กาลีแห่งทะเลเหนือ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น