นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
ริมฝั่งฝัน #5
วิจิตร จินตนา
..."...​หลานสาวฉันเอง สวยไหมล่ะ เห็นตัวเล็กๆ​ แค่นี้​แต่เก่งนะ ​เป็นจิตรกรด้วยนะจ๊ะ​ ถึงบางที​จะทำอะไร​แปลกๆ​ อย่าง​ที่ขังฉันไว้ในรถ แล้ว​บอกว่า​จะมาไล่ตุ๊กแกอะไร​นั่น ​แต่เชื่อเถอะว่า หลานสาวฉันคนนี้ ​เป็นคนดีจริงๆ​...​"...

ตอน : บทที่ ๕

ฉัน​ต้องกัดฟันสู้​กับ​ความรู้สึกของตัวเอง หากกระโจนพรวดให้พ้นจากตรงนี้ ไอ้เจ้าปิศาจใต้เตียง อาจผวาออกมาทำร้าย ตัวคนเดียวอาจพอสู้ไหว ​แต่ตอนนี้ยาย​กำลังเดินเข้าสมทบ

"หนูว่าเราลง​ไปขนของกันก่อนดีกว่า"

พยายามรักษาระดับเสียงให้ราบเรียบไร้พิรุธ

"ข้าวของแค่นั้น​ คนเดียวก็ไหวนะชื่น"

คงใกล้เกิน​ไป ​ที่ยาย​จะสังเกตเห็นแววตาประหวั่งพรั่นพรึงของฉัน ท่านขยับเท้าเข้า​ไปใกล้หัวเตียง ทำท่า​จะเปิดหน้าต่าง คงอยากให้มีสายลมเข้ามาช่วยระบาย​ความอบอ้าว

"เหนื่อยมา​ทั้งวัน หนูกลัว​จะทำเตาอบยายหล่นน่ะซีคะ​"

ฉันปดสดๆ​ พยายามส่งสายตาให้ยายรู้ว่า ควร​จะลงจากชั้นสองนี้ให้เร็ว​ที่สุด ​และไม่ว่ายาย​จะเข้าใจเจตนา​ที่แท้จริงของฉัน หรือแค่ห่วงเตาอบแสนรักนั่นสุดชีวิต ​แต่ใน​ที่สุดยายก็ยอมตามลงมา​แต่​โดยดี

เห็นไหมล่ะ ​ใครบอกว่าไอ้พวกภูตผี​ที่ชอบแอบอยู่​ใต้​ที่นอนไม่มีจริง ตั้งแต่​เมื่อตอนสามขวบนั่นแล้ว​ ​ที่ฉัน​ต้องฉี่รด​ที่นอน ​เพราะไม่กล้าลุกให้พ้นจากเบาะ ด้วยกลัวว่าใต้ร่องกระดาน ​จะมีไอ้ปิศาจพรรค์อย่างนี้แหละ​ คอยแกล้งแหย่ทำร้าย

ก็ตอนนั้น​เรานอนพื้นมีเบาะปู ทับไม้กระดาน​ที่ตี​เป็นร่องห่างพอให้นิ้วก้อยรอด​ได้ ผีนั่น​ต้องอยู่​ใต้ถุนตรงใต้​ที่นอน ​แต่นี้มีเตียงแบบยกพื้น ก็ถูกแล้ว​ละ​ที่มัน​ต้องซ่อนอยู่​ใต้เตียง

ฉัน​กำลังหลอกตัวเอง ให้เข้าใจว่ามัน​เป็นแค่ผีหลอกกลางวัน ​จะ​ได้แค่เพียงหวาดกลัวสยองขวัญ ไม่ถึง​กับ​ต้องถูกทำร้ายให้บาดเจ็บหรืออาจถึงตาย หากมือใหญ่สกปรก​ที่เห็นนั่น ​เป็นโจรผู้ร้าย​ที่หนีมากบดาน

"ยายว่าเราน่า​จะรีบทำ​ที่หลับ​ที่นอนให้เรียบร้อย​เสียก่อน"

ท่านพูดเรื่อยๆ​ ไม่เชิงต่อว่ากระไรนัก ตอนเราเดินพ้นระเบียงหน้าบ้านลงมา

​จะร้องกรี๊ดเลย​ดีไหม กรี๊ดขอ​ความช่วยเหลือ...​ ​แต่...​ จาก​ใครล่ะ

หรือ​จะรีบวิ่งขึ้น​รถ แจ้น​ไปแจ้ง​ความว่า...​ ฉันเห็นมือดำๆ​ ใหญ่ๆ​ ผลุบหายเข้า​ไปใต้เตียง ​ใคร​จะเชื่อ ​ใคร​จะรับแจ้ง ​ที่สำคัญ​คือ ยังไม่รู้เลย​ว่า ​จะ​ไปแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย​ได้​ที่ไหน

ฉันกวาดสายตาสำรวจหาอาวุธ เสียมเหล็กอันหนึ่ง​วางพิงอยู่​​กับเพิงไม้ มีคันเบ็ดเก่ากร่อนวางสุมไว้ใกล้กัน มีเรือแคนนูหมดสภาพสองลำนอนแห้งอยู่​กลางแดด มีด้ามพายหักๆ​ คาอยู่​​กับหูร้อย

"ยายขึ้น​​ไปอยู่​บนรถก่อนนะจ๊ะ​ ล็อคประตูด้วย เดี๋ยวหนูมา"

ยายทำท่าแปลกใจ ​และคล้าย​จะไม่ยอมกลับขึ้น​รถจริงๆ​ จนฉัน​ต้องยกปัญหาสำคัญมาข่มขู่

"มีตุ๊กแกอยู่​ตรงหัวเตียงใหญ่น่ะค่ะ​ ให้หนู​ไปไล่มันก่อนนะ"

เท่านั้น​ละ ยายก็รีบผลุบกลับขึ้น​​ไปบน​ที่นั่ง หน้าตาขนพองสยองเกล้า​ได้จริงจัง

"แค่ไล่ก็พอนะ มีกระต๊อบตั้งหลายหลัง ให้​เขา​ไปอยู่​ข้างนอกบ้านก็พอ"

ถึง​จะเมตตา​กับอะไร​ต่อมิอะไร​​ได้แค่ไหน ​แต่​กับตุ๊กแก ยายไม่มีทางยอมให้อยู่​ร่วมชายคาเดียวกัน​เป็นอันขาด

ฉันบอกให้ยายเลื่อนกระจกขึ้น​​ทั้งสองด้าน ขยับปาก​พร้อมชี้​ที่ปุ่มกดว่า ให้ล็อกประตู แล้ว​ฉันก็โผ​ไปทางด้ามพายหักๆ​ อาวุธ​ที่น่า​จะเหมาะมือ​ที่สุดเท่า​ที่​จะหา​ได้ในเวลาฉุกเฉินเช่นนี้

โชคดี​ที่มันแค่หัก ไม่​ได้ผุจนเปราะยุ่ย ยังแข็งแรงพอ​จะฟาดเจ้าปิศาจใต้เตียง​ได้อีกหลายเปรี้ยง

ฉันตวัดซ้อมมือในอากาศ ขณะมุ่งกลับเข้าบ้านของฉัน ท่าทางเหมือน​จะ​ไปออกรบอย่างนั้น​ เดา​ได้​โดยไม่​ต้องหันมองเลย​ว่า ยายคงงงหนัก​กับสิ่ง​ที่หลานสาวของท่าน​กำลัง​จะทำ

ฉันย่องกริบขึ้น​บันไดระเบียง เงื้อด้ามพายไว้สุดล้า กะว่า​ถ้ามันโผนลงมา​เมื่อไหร่ ก็มีอันฟาด​ได้เหมาะเหม็ง

ฉันยังไม่คิดถึงการ​จะแทงให้มันตายดับ​ไปหรอก แค่วิญญาณเจ้าของบ้านคนเดียว ก็ไม่รู้​จะเซ่นสรวงบวงควักอย่างไรแล้ว​

​ที่จริงฉันไม่​ได้กล้าหาญอะไร​มากมาย​ ​เป็นแบบกลางๆ​ ​ระหว่างการ​เป็นคนเจ้าแผนการ ​แต่ไม่กล้าลงมือ ​ซึ่งหมาย​ความว่า ขาฉัน​กำลังสั่นจนแทบก้าวไม่ออก ​แต่​กับสมบัติชิ้นสำคัญของเรา ​และ​ถ้าฉันพลาด​ไป ยายก็คง​ต้อง​ได้รับอันตราย ดังนั้น​ฉันจำ​เป็น​ต้องเรียก​ความกล้าจากมวลอากาศ​ที่ว่างเปล่า มาเพิ่ม​กำลังให้ตัวเองเต็ม​ที่

เพิ่งสังเกตว่า รองเท้าลำลองส้นเตี้ย ส่งเสียงต๊อกแต๊กอยู่​ตลอดทุกย่างก้าว ฉัน​ต้องตัดใจสลัดทิ้ง ​เพื่อไม่ให้อะไร​ก็ตามข้างบน จับ​ได้ว่าฉันเข้าใกล้มันถึงขนาดไหน

แล้ว​ขั้นบันไดขึ้น​ชั้นสอง ก็ดันส่งเสียงลั่น​ได้อีก ​ทั้ง​ที่ก่อนหน้า ฉันแทบไม่​ได้ยินเสียงมันมาก่อน ​ต้องขยับชิดริมด้านหนึ่ง​ พยายามยึดแนวหัวตะปูแล้ว​ค่อยก้าวขึ้น​​ไปเหมือนเดิม ​ซึ่งมัน​ได้ผล ขั้นอื่นๆ​ ไม่ส่งเสียงให้วายร้ายข้างบนรู้แกว​ได้อีก

หาก​ใครมาเห็นฉันตอนนี้คง​ต้องขำ ​กับอาการเงื้อด้ามพาย​พร้อมรบ ​กับเสียงข่มขู่​ที่ไม่เคยถูกฝึกมาก่อน จนขนาดตัวฉันเองยังรู้สึกว่า​ มันฟังดูตลกพิกล

ฉันหยุดตัวเองไว้ในระยะ​ที่ปลอดภัยจากการจู่โจม เคาะด้ามพาย​กับ​กับเสาต้นหนึ่ง​ พยายามทำเสียงให้หนักๆ​ แน่นๆ​ ​ที่สุด

"ออกมา​ได้แล้ว​!...​"

เกือบหลุด​ไปต่อ​ไปว่า "...​ไอ้ปิศาจใต้เตียง" ​แต่คง​จะทำให้อะไร​ใต้นั้น​ ขำกลิ้ง​ไปเท่านั้น​เอง

​และ...​ เงียบ...​ ปราศจากเสียงตอบรับจากสิ่ง​ที่ฉันเรียก...​

"ออกมาซะดีๆ​ ฉันรู้ว่านายอยู่​ใต้เตียง"

มือหยาบใหญ่ดำเขรอะขนาดนั้น​ ทำให้ฉันระบุเพศของอะไร​ใต้เตียง​ได้เสร็จสรรพ

ฉันสูดหายใจลึก เตรียม​พร้อมรับอันตราย​ที่​ต้องเผชิญ ถึงสภาพของ​ที่นี้​จะเหมือนสมรภูมิหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ​แต่ฉันก็​จะรักษามันไว้ด้วยชีวิต

ระยะขนาดนี้ หากมันถลาเข้ามา ฉันอาจทันฟาดมัน​ได้สักสองเปรี้ยง ​และ​ถ้ามันช้าเกินหรือฉันเร็วพอ ก็อาจ​ได้ถึงสาม นั่นคงพอให้มันทรุดลง​ไปกอง​กับพื้น

หรือ​จะมุดหนี​ไปอีกด้าน

ฉันรีบสาวเท้าเข้าใกล้ แหย่ด้ามไม้กราด​ไปใต้เตียง กระทบ​กับบางอย่าง​ที่เลื่อน​ได้ตามแรง เดาว่าคง​เป็นกองหนังสืออีกนั่นละ ใน​ที่สุดฉันก็​ต้องลงทุนก้มสำรวจ

ใต้เตียง...​ ว่างเปล่า...​

แก๊ก! กึก!ๆ​ๆ​ ๆ​ ๆ​

หัวใจฉันแทบหยุดเต้น ​กับเสียงนั้น​ ​ถ้าในมือ​เป็นปืน เจ้าขวดยา​ที่ถูกแรงลมจากหน้าต่าง พัดให้ตกแล้ว​กลิ้งใกล้เข้ามานี้ อาจมีอัน​ต้องแหลก​เป็นจุญ

แล้ว​​ความเงียบยิ่งกว่าเงียบ ก็กลับมาครอบคลุมอีกครั้ง ​ความตื่นเต้นเหือดหาย รู้สึก​ได้เลย​ว่า กาแฟมื้อกลางวันเริ่มหมดฤทธิ์ บวก​กับการอดนอนมาตั้งแต่รู้ข่าวเรื่อง​มรดก ทำให้วิญญาณนักรบวีรสตรี กลับกลาย​เป็นหญิงชราไร้ฝัน​ไปในสองสามนาทีถัดมา

หรือว่าฟุ้งซ่านจนตาลาย เพ้อพก​เพราะกังวล ​กับของ​ที่​ได้มาอย่างไม่น่า​จะถูก​ต้องนัก ฉันอาจเห็นแค่เงาของหนังสือ ​ที่พลิกผัน​เพราะแรงลม ไม่ใช่สัตว์ประหลาดใต้เตียง หรือมือของแขกไม่​ได้รับเชิญคนไหน​ทั้งสิ้น

ฉันลากปลายด้ามพายระพื้น​ไปเรื่อยๆ​ ​ระหว่างตรวจดูทุกซอกทุกมุมของชั้นบน ถึง​กับลงทุนพลิก​ที่นอนขึ้น​พิงไว้​กับข้างฝา นึกอยากให้สิ่ง​ที่เห็น​เป็นเรื่อง​จริงเสียมากกว่า การ​ที่​ทั้งหมด​เป็นแค่สิ่ง​ที่มาจากจินตนาการ

มองผ่านบานหน้าต่างออก​ไป ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติ นอกจาก​ความรกร้างเปล่าเปลี่ยว ​แม้ในมุมไกลของสายตา ​จะคลับคล้ายคลับคลาว่าสดชื่น ​แต่ตรง​ที่รอบๆ​ ตัวฉันต่างหาก​คือ​ความจริง ​เป็น​ความจริง​ที่อุดม​ไปด้วย​ความสกปรกรกรุงรัง ซ้ำยังอาจมี​ใครก็ไม่รู้มาคอยรังควานเสียอีกด้วย

​ที่จริง ​แต่ก่อนฉันชอบการเขียนรูปแบบมีสีสันนะ รูป​ที่เคย​ได้รับรางวัล ​ได้คำชมพ่วงมาด้วยว่า จินตนาการแห่งสีสันช่างบรรเจิด ​แต่นั่นมันก็นานจนลืม​ไปแล้ว​ว่า​เมื่อไหร่ ทุกวันนี้ทุกครั้ง​ที่อารมณ์อยากระบายบางสิ่งบางอย่างลงบนหน้ากระดาษ มันก็​จะ​เป็นเพียงภาพเขียนสีถ่านเท่านั้น​ ​ที่ฉัน​พร้อม​และยินดี​จะลงมือบรรเลง

​กับสภาพจิตใจตอนนี้ มันคงเหมือนการถูๆ​ ฝนๆ​ วนๆ​ ดินสอถ่าน​ไปมาบนกระดาษวาดเขียน จนแทบไม่เหลือ​ส่วนใดๆ​ ให้เห็นว่า​เป็นเนื้อกระดาษ มันมี​แต่สีดำ ดำมืด​ที่เกิดจาก​ความยุ่งเหยิงในชีวิต

เหมือนหมดเรี่ยวแรง​เอาดื้อๆ​ จนฉัน​ต้องทรุดนั่งลงบนเตียงตัวใหญ่ ตั้งสติทบทวนดูอีกครั้งว่า ​ที่เห็น​เป็นมือใหญ่ๆ​ ดำๆ​ นั่น ​เป็นเพียงแค่ภาพหลอนในจินตนาการใช่หรือไม่ ​แต่ว่า ฉันน่ะหรือ​จะมีจินตนาการหลงเหลือ อย่าว่า​แต่​ความฝันเลย​ กระทั่ง​ความหวัง ก่อนหน้านี้ก็แทบไม่ค่อย​จะมี

​เอาอีกแล้ว​สินะ นี่ฉัน​กำลังปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่​​กับ​ความหมองหม่นอีกแล้ว​ ​ทั้ง​ที่มันเคย​จะดีแล้ว​เชียว ตอน​ที่เรา​ได้รับกุญแจมาจากสำนักงานทนาย​ความ

ฉันยังแอบคิดว่า​ที่นี้​จะดีกว่า​ที่อื่นๆ​ ​ทว่ากลับมาพบเพียงเศษซากของอดีตกาล ​ที่​แม้​จะพยายามกอบกู้มันให้กลับสภาพเดิม​ได้ ก็ไม่ต่างจากการ​ที่ฉัน​ต้องหลงมาติดอยู่​ในพิพิธภัณฑ์ย้อนยุค ชีวิตต่อ​แต่นี้ มี​แต่​จะหยุดนิ่ง​กับผุพังลง​ไป เพียงเท่านั้น​

​ถ้ายายรู้ว่าฉันกลับมาหมกมุ่นวิตกกังวล​และหมดอาลัยตายอยากอีกแล้ว​ ยาย​จะว่าอย่างไรบ้าง​นะ

ใช่...​ ยายก็​ต้องบอกให้ฉันยิ้ม ยิ้มสู้ สู้ชีวิตต่อ​ไป ​แม้​จะท้อแท้​แต่อย่าหยุดเดิน ​เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าโชคดีอาจ​จะรอเราอยู่​ในวันข้างหน้า ชั่วโมงถัด​ไป หรือกระทั่งนาที​ที่​จะมาถึง

"ยาย!"

ฉันผุดลุก ด้ามพายพลัดจากหน้าตัก...​ ฉันทิ้งยายไว้คนเดียว!

กว่า​จะรู้ตัวไม่​ได้สวมรองเท้า ฉันก็ถลาพ้นลงมาจากบันไดระเบียงหน้าบ้านเรียบร้อย​แล้ว​ หญ้าเจ้าชู้ครูดเกาะ​ไปตามหน้าแข้ง หนามต้นสาบเสือก็ทิ่มแทง ช่างมันเถอะ...​

ฉันกระโจนข้ามบรรดาดงอุปสรรค มาถึงรถตู้​ได้ภายในไม่กี่ช่วงโดด

​แต่ในรถไม่มียาย!

หันรีหันขวาง ไม่มียายอยู่​ตรงไหนเลย​สักแห่ง ฉันรีบอ้อมเปิดท้ายรถตู้ คว้ารองเท้าแตะเก่าๆ​ มา​ได้คู่หนึ่ง​ สวม​ไปวิ่ง​ไป ​ต้องลองดูทางสะพานท่าน้ำ ยายอาจ​ไปสำรวจทางนั้น​

​แต่ท่าราชสงวนก็ว่างเปล่า มีร่องรอยรองเท้าเปื้อนโคลน ยังใหม่หมาด ​ซึ่งไม่ใช่ของยายแน่ๆ​ ​และนั่นทำให้ฉันยิ่งตระหนก

เรือยนต์ลำเล็กแล่นเลี้ยวกลับมา ​เมื่อเห็นแน่ๆ​ ว่าฉันยืนหมุนเหมือน​กำลังหาอะไร​สักอย่างอยู่​กลางสะพาน

"ชื่นใจใช่ไหมน่ะ"

ชายชราผิวคล้ำ ผมหงอกขาว​ไป​ทั้งศีรษะ ​และท่าทางไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง ตะโกนถาม

ครั้น​จะตอบว่าไม่ใช่...​ แล้ว​ฉัน​จะ​เป็น​ใคร​ได้ล่ะ

"ค่ะ​...​ ใช่ค่ะ​คุณลุง"

ลองเดา​ไปในทางดีบ้างก็​ได้ว่า นายศักรินทร์​ต้องบอก​ใครๆ​ ในละแวกนี้ไว้เรียบร้อย​แล้ว​ว่า ฉัน​กำลัง​จะมาอยู่​​ที่บ้านท่าราชสงวนหลังนี้

"ดี ดีแล้ว​ละ ลุง​จะ​ได้​ไปบอก​กับหม่อมชุลี หม่อมก็ถามหาอยู่​หลายวันแล้ว​...​"

ตอนตะโกนทัก ลุงแค่เบาเครื่องยนต์ พอ​ได้คำตอบจากฉัน ​เขาก็เร่งเครื่อง แล้ว​ก็ตีวงเลี้ยวกลับ จนคำสุดท้าย​ที่ตะโกนมานั่น ฉันแทบไม่​ได้ยิน

หรือว่าคน​ทั้งหมู่บ้าน​จะรู้อยู่​ก่อนแล้ว​ ว่าฉัน​จะ​ต้องมา​ที่นี่...​ ​เป็น​ไป​ได้อย่างไร

นั่น​ต้องหมาย​ความว่า นายศักรินทร์ไม่​ได้มั่วชื่อฉันขึ้น​มาจากสมุดโทรศัพท์สินะ

พอเรือยนต์ลำเล็กนั้น​ห่างออก​ไป ​พร้อม​กับเสียงเครื่องยนต์​ที่ค่อยๆ​ จางหาย ทิ้งไว้เพียงคลื่นลูกเล็กๆ​ ​ที่ซัดเข้าสู่ฝั่ง เสียงหัวเราะถูกอกถูกใจของยายก็ดังผ่านเข้ามา

ฉันหันหาต้นเสียง ค่อยๆ​ เดินตามกลับมา​ที่ตัวเรือนใหญ่

คง​เป็นในครัวนั่นละ ห้อง​ที่ยายโปรดปราน​ที่สุด ​กับทุก​ที่​ที่เราเคย​ไปอยู่​

ฉันผลักบานประตูเหวี่ยงรูปโค้ง​และปิดกั้น​เอาไว้แค่ช่วงกลางลำตัว เข้า​ไปยัง​ส่วน​ที่น่า​จะ​เป็นห้องครัว ภาพแรก​ที่เห็น​คือยาย​กำลังยิ้มรื่น ส่งกล่องแยมโรลให้อีกคน...​

อีกคน​ที่​เป็นเจ้าของมือใหญ่ๆ​ ดำๆ​ ​ที่ใต้เตียง เจ้าของมือปิศาจ​ที่ทำให้ฉันแทบ​เป็นบ้า​เมื่อห้านาที​ที่แล้ว​

"รองท้อง​ไปก่อนนะ"

เสียงของยาย แสดงว่าถูกอัธยาศัยกัน​เป็นอย่างยิ่ง ​กับเจ้าปิศาจหน้าตารุงรังนั่น

ฉันระบายลมหายใจยาว แรง​และบอกชัดว่า อารมณ์ไม่​ได้บรรเจิด​ไป​กับมิตรภาพแรกพบเลย​สักนิด

​และเสียงของฉัน ก็ทำให้เจ้าของร่างสูงใหญ่ หน้ารก​ไปด้วยหนวดเคราหันมามอง

​เป็นดวงตาคู่สวย​ที่สุด เท่า​ที่ฉันเคยเห็นจากผู้ชายคนใด แดดบ่ายจัด​ได้มุม​พอดี​กับการสะท้อนแสงนัยน์ตาวาว นั่นไม่ใช่สีดำสนิท ​แต่​เป็นอมประกายน้ำเงินล้ำลึก คมกริบ ​และมองมา​ที่ฉันอย่างพินิจพิจารณาเช่นกัน

"มาแล้ว​หรือจ๊ะ​ชื่น เห็นไหมล่ะ ยายบอกแล้ว​...​"

คำหลัง ท่านหันกลับ​ไปคุย​กับนายนั่นอีกครั้ง

"...​หลานสาวฉันเอง สวยไหมล่ะ เห็นตัวเล็กๆ​ แค่นี้​แต่เก่งนะ ​เป็นจิตรกรด้วยนะจ๊ะ​ ถึงบางที​จะทำอะไร​แปลกๆ​ อย่าง​ที่ขังฉันไว้ในรถ แล้ว​บอกว่า​จะมาไล่ตุ๊กแกอะไร​นั่น ​แต่เชื่อเถอะว่า หลานสาวฉันคนนี้ ​เป็นคนดีจริงๆ​...​"

ยายมักแนะนำ​กับคนแปลกหน้าเช่นนี้เสมอ ​และฉันก็​กำลังเดือดปุดๆ​ อยู่​มากกว่า​จะมีอารมณ์เขินอาย

"พ่อสิงขร ทักทายกันหน่อย​สิจ้ะ​ นี้น้องชื่นใจ ชื่นใจ ประสานไมตรี"

ยายวนกลับมา​ที่คำทักทาย​ได้ใน​ที่สุด

ยังทีดี​ที่เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มจัดนั่น ไม่​ได้พยายาม​จะลุกขึ้น​มาทักทาย เราจ้องตากันอยู่​อึดใจใหญ่ ก่อน​ที่​เขา​จะหันกลับ​ไปหายาย

​เพื่อนใหม่ของยาย อายุเกินสามสิบ​ไปไม่เท่าไหร่ ใบหน้าคมเข้มอันประกอบ​ไปด้วยคิ้วตรงดกหนา ​กับดวงตาคู่สวย จมูกโด่ง​เป็นสัน ​กับรูปหน้า​ที่มีแนวกรามชัดเจน ​ทั้งหมดไม่พอ​จะบอกว่า ​เขาหล่อเข้าขั้นเทพบุตร ​ส่วนทรงผมนั่นก็คงถึงเวลาตัดแต่ง​ได้แล้ว​

คน​ที่ยายแนะนำว่าชื่อสิงขร ดูตลก​กับการพยายามขดตัว เก็บรูปร่างใหญ่โตไว้ในเก้าอี้ไม้มีพนักตัวเล็กเกิน​พอดี มองออกเลย​ว่า ฉันน่า​จะสูงเพียงหัวไหล่ของ​เขาเท่านั้น​

ฉันนึกอยากถามว่า ทำไมถึงขึ้น​​ไปอยู่​ใต้เตียงข้างบน ​แต่​เอาเข้าจริง ฉันก็คงไม่กล้าฟัง หาก​เขาคิด​จะตอบขึ้น​มาจริงๆ​

"สิงขร เห็นเรามา เลย​มาทักทาย ​เขาอยู่​ถัด​ไปนี้เอง" ยายชี้​ไปทางดงไม้รกๆ​ ด้านหลังบ้าน "ยังมีน้ำใจบอกว่า ​ถ้าอยาก​จะเก็บกวาดอะไร​ ก็บอก​เขา​ได้"

"ไม่​ต้องมี​ใครมาช่วย เราก็ทำกันเอง​ได้ค่ะ​ยาย"

​ที่จริง​เพราะฉัน​ต้องประหยัดค่า​ใช้จ่าย ไว้ให้​ได้มาก​ที่สุดต่างหาก ​และลืมสังเกต​ไปว่าคำ​ที่พูดออก​ไป ดูไม่สุภาพเท่าไรนัก

​เขาลุกขึ้น​ง่ายๆ​ รูปร่าง​ทั้งสูงใหญ่​และบึกบึน ​แต่การ​แต่งตัวดูรุ่มร่ามพิกล ​เพราะมี​ทั้งเสื้อตัวใน เสื้อกั๊กตัวนอก กางเกงยีนตัวเก่าฟิต​และขาด​เป็นแนวๆ​

"ผม​ไปก่อนดีกว่า"

ชายตรงหน้าพูด​โดยไม่หันมามองฉันอีก เดินเหมือนลอยผ่านประตูหลังออก​ไป อย่างเงียบเชียบ

"เราก็ทำกันเองมาตลอดนะคะ​ยาย ไม่​ต้องการแรงงานอีกหรอก"

แค่ย้ำอีกครั้ง ก็​เป็นอันรู้กันว่า ​ที่จริง​เพราะเหตุใด เราถึงไม่​ต้องการคนช่วยเหลือ

จากนั้น​เราก็ช่วยกันเก็บล้าง​ส่วน​ที่จำ​เป็น เริ่มจากในครัว ​ซึ่งกว้างพอ​กับ​ส่วนร้านค้าด้านนอก เครื่องครัวพวกหม้อกระทะแขวนไว้​เป็นระเบียบบนผนังด้านเดียว​กับอ่างล้าง ​ส่วนเตาไฟอยู่​อีกด้าน ​เป็นเตาแก๊สแบบสี่หัว ไม่มีเครื่องระบายควัน ​แต่มีพัดลมระบายอากาศอยู่​เหนือขึ้น​​ไปจากหน้าต่างบานเกล็ด ข้างกันมีเตาอบหลังใหญ่ ​และใกล้ประตูด้านหลัง มีตู้เย็นอีกตู้ มันถูกชักปลั๊ก​และคงทิ้งร้างมากว่าสามเดือน

ตรงอ่างล้างจาน​เป็นหน้าต่างบานเปิด ​เพื่อนใหม่ของยายคงเข้ามาจากทางนั้น​

​ความรกเรื้อ​ที่เห็น​แต่แรก ​เป็น​เพราะฝุ่นผง​และหยากไย่ ไม่ใช่จากขยะหมักหมม ทำให้เพียงไม่ถึงสองชั่วโมง เราก็ทำ​ความสะอาด​ทั้งห้องครัว​และห้องนอนชั้นบน​ไป​ได้กว่าครึ่ง

"​เอาแค่พอนอน​ได้​ไปก่อนนะชื่น มีกันสองคน ก็ค่อยเช็ดค่อยถูกัน​ไป"

ยายผละ​ไปหลังจากเลือกเตียงเล็ก​เป็น​ที่นอนของตน ท่าน​จะลง​ไปเตรียมมื้อค่ำ

ฉันจัดการ​กับชั้นบนต่อ​ไป โยนนิตยสาร​ทั้งหลายลงถุงขยะ รวม​ทั้งขวดยาเหล่านั้น​ ​ถ้า​จะให้เดาจากปริมาณยา​ที่ยังเหลือ นายศักรินทร์น่า​จะหยุดกินยามามากกว่าหกเดือน ​แต่มันก็มีอะไร​แปลกๆ​ ​เพราะ​ถ้า​เขาหยุดยา เรื่อง​อะไร​​จะ​ต้อง​ไปรับยาใหม่มาด้วยล่ะ

แสดงว่าอาจ​ต้องมีคนช่วย​ไปรับยามาให้ ​โดยไม่สนใจว่าชายชรา​จะรับประทานยานั้น​หรือไม่ ​กับอีกเรื่อง​​ที่ดูแล้ว​พิกลๆ​ ก็​คือ ​ถ้า​จะหยุดยา ทำไมไม่บอกคน​เอายามาให้ หรือทำไม​ต้องทิ้งขวดยาไว้เกลื่อนเลย​

ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ ยายก็ตั้งข้อสังเกต เกี่ยว​กับตู้เสื้อผ้าของนายศักรินทร์ ​เพราะมันไม่มีเสื้อผ้าสะอาดๆ​ เลย​สักชุด จนยาย​ต้องพูดติดตลกว่า ชายคน​ที่มอบมรดกให้เรานี้ คงรังเกียจการซักผ้าถึง​ที่สุด ​เมื่อไม่มีอะไร​​จะใส่แล้ว​ เลย​ตัดสินใจปล่อยให้ตัวเองตาย​ไปเสีย ดีกว่า​จะ​ต้องมานั่งซักผ้าเอง

หรือนายสิงขร ​เพื่อนใหม่ของยายนั่นละ ​เป็นคนมารวบ​เอา​ไป ​แต่​เมื่อพิจารณาจากกองเสื้อผ้า​ที่เหลือ ก็เห็นว่า​เป็น​ไปไม่​ได้แน่ ​เพราะนายตาคมนั่น ตัวใหญ่กว่าขนาดเสื้อของชายชราอยู่​มาก นายศักรินทร์คงตัวพอๆ​ ​กับฉันเท่านั้น​เอง

ยายไต่บันไดขึ้น​มาอีกครั้ง บอกให้​เอาเก้าอี้นวม​ที่วางอยู่​บนชานพักชั้นบน ลงมาไว้ในครัว ยายเตรียม​ที่ไว้มุมหนึ่ง​ ทำให้มัน​เป็นมุมกินข้าวสบายๆ​ สำหรับสองคน ​โดยนำโต๊ะกลางมาจากระเบียงหน้าบ้าน หลังจากตั้งโทรทัศน์เครื่องเล็กไว้ในมุม​ที่​พอดี​กับการมองเห็น​ระหว่างทำอาหาร​ไปด้วย ยายก็ให้ฉันนำเตาอบแสนรักของท่าน มาตั้งไว้ข้างๆ​ ​กับเตาอบเครื่องใหญ่​ที่มีอยู่​เดิม

ไหนยายว่า​จะทำแค่พอให้ผ่านคืนนี้​ไปก่อนไงล่ะคะ​ ​ความเหนื่อยล้าเลย​ทำให้ฉันไม่ค่อยกระฉับกระเฉงกระไรนัก จนกระทั่งยายเริ่มปูผ้าบนโต๊ะกลาง ตั้งแจกันดอกไม้ ​ความเหน็ดเหนื่อยก็แทบมลายหาย ​เพราะมุมรับประทานอาหารเล็กๆ​ ของเรา แลคล้าย​กำลังยิ้มต้อนรับอยู่​ด้วย​ความยินดีเหลือเกิน

ฉันกลับขึ้น​​ไปจัด​ที่นอนของตัวเองเสร็จแล้ว​ ตอน​ที่ยายตะโกนเรียกขึ้น​มาอีกครั้ง

"หนูชื่น มื้อนี้​เอาปลาทอดก็แล้ว​กันนะลูก ดึกแล้ว​ ไว้​ที่เหลือค่อยต้มยำพรุ่งนี้"

"​ได้เลย​ค่ะ​"

ฉันชะโงกหน้ามาตะโกนตอบ คิดว่ายายพูดเล่น ​เพราะค่ำมืดขนาดนี้ ​จะ​เอาปลามาจากไหน

​แต่ไม่นานต่อจากนั้น​ กลิ่นปลาทอดก็โชยฟุ้งขึ้น​มา ​พร้อมเสียงฮัมเพลงทำนองคึกคักของวงดนตรียุคเก่า นานแค่ไหนแล้ว​นะ ​ที่ยายไม่​ได้มี​ความสุขมากเท่านี้

​เมื่อก้าวกลับลงมาในครัว ฉันเลย​จำ​เป็น​ต้องถาม

"ยาย​ไป​ได้ปลามาจาก​ที่ไหนคะ​"

"เจอในอ่างล้างจานนี่ละ ยัง​เป็นๆ​ อยู่​เลย​ มันคงว่ายทวนท่อน้ำทิ้งขึ้น​มาละมั้ง"

แหม ​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​จริงๆ​ ​ได้ก็ดีสิ ​แต่มัน​จะ​เป็น​ไป​ได้อย่างไร ช่างเถอะ ไหนๆ​ ก็มีลาภปากมื้อใหญ่ ​เป็นปลาทับทิมตัวเบ้อเริ่มขนาดนี้

ฉันช่วยเลือกหอมแดง พริกขี้หนู น้ำปลา​และมะนาว ออกจากตู้เย็น เตรียมไว้ให้ยายทำน้ำจิ้มปลาทอด ข้าวสวยร้อนๆ​ ส่งกลิ่นหอมอวลตลบอยู่​ก่อนแล้ว​ ตอนฉันเริ่มคดข้าวใส่จาน

​เป็นมื้อ​ที่เราอิ่มกันเต็ม​ที่ ​ทั้ง​ที่ยายแบ่งปลาตัวย่อม​กับน้ำจิ้มถ้วยเล็กๆ​ ไว้อีกชุด เตรียมใส่เตาอบไว้ให้ตา​ได้อุ่นรับประทาน ​เมื่อกลับมาจากข้างนอก

คืนนี้ฉันขยับ​จะทักท้วง ​กับกิจวัตรหลายสิบปี​ที่ยายเคยทำเช่นนี้ ​แม้ปีแรก​ที่ตาจาก​ไป ฉัน​ต้องคอย​เอาอาหารพวกนั้น​​ไปเททิ้งในตอนเช้า​ ​แต่พอเราเริ่ม​ต้องย้าย​ที่อยู่​เรื่อยๆ​ ยายก็หยุดทำเช่นนี้​ไป​โดยปริยาย ​ทั้ง​เพราะไม่มีมื้อค่ำเหลือมากพอ หรือไม่ก็​เพราะ ยายไม่รู้สึกว่า​​ได้อยู่​บ้านของตัวเองอีกแล้ว​...​ กระทั่งในค่ำคืนวันนี้

ยายเองก็คงอ่อนเพลีย จึงแตะไหล่ฉัน​เป็นการบอกราตรีสวัสดิ์ง่ายๆ​ แล้ว​เดินขึ้น​ชั้นบน​ไป​โดยไม่พูดอะไร​อีก

ฉันทำ​ความสะอาดจานชามเสร็จ ก็ออก​ไปดูว่า เสื้อผ้าเก่าของคนตาย​ที่ตัดสินใจเผาทิ้งนั้น​ กองไฟไม่​ได้ลุกลามมาไกลเกินจากบริเวณชายหาดเล็กๆ​ ริมสะพานท่าน้ำ ​ต้อง​เป็นเรื่อง​ร้ายแรงแน่ๆ​ ​ถ้าเราเผามรดกจากฟากฟ้า ให้วอดวายเสียตั้งแต่วันแรก​ที่มาถึง

ไม่ทัน​จะถึงครึ่งทาง​ระหว่างบ้าน​กับกองไฟ ฉันก็เห็นเงาตะคุ่มๆ​ ของ​ใครคนหนึ่ง​นั่งอยู่​ข้างกองไฟ ​เขาหันหลังให้ตัวบ้าน ไหล่โค้ง​ไปข้างหน้า ​และเหมือน​กำลังเหม่อมองออก​ไปยังบึงน้ำทองยามราตรี

"คุณ...​ สิง...​ ขร"

ฉันเอ่ยเรียกเบาๆ​ ​ถ้า​เขา​จะทำร้ายเราจริงๆ​ เวลา​ที่ผ่านมาก็เหลือเฟือ

เจ้าของชื่อหันมามอง ดวงตาเจ้าเสน่ห์ล้อแสงไฟ ส่งประกายสุกใสอย่างชวนตะลึง มีวี่แววของ​ความฉลาดเฉลียวฉายชัด จนฉันแทบไม่เชื่อว่า ​เขา​จะ​เป็นแค่ชาวบ้านทั่ว​ไป

"ชื่น...​ ชื่นใจ ประสานไมตรี...​"

​เขาพึมพำ​กับตัวเอง ราว​กับ​กำลังพยายามทบทวน​ความทรงจำ

ฉันเดินใกล้เข้ามา ยิ้มให้​เขานิดหนึ่ง​ ​เป็นการปลอดภัยไว้ก่อน ​ที่​จะบอก​เขาว่าฉันมาอย่างมิตร

"ขอบคุณนะคะ​ สำหรับปลา"

ไม่แน่ใจว่า ​เขาพยักหน้าหรือยิ้มให้ฉันจริงๆ​ หรือเปล่า มันเร็วมากจนดูเหมือนไม่​ได้ขยับ

"ผมว่าปู่ศักคงอยากให้คุณ​ได้กินปลาสดๆ​ ​เป็นมื้อแรกของการมาถึงบึงน้ำทอง"

"คุณรู้จักคุณลุงศักรินทร์ด้วยหรือคะ​"

สิงขรพยักหน้าอีก

"ตอนเด็กๆ​ ผมตามปู่มานั่งตกปลา​ที่สะพานนั่น ปู่ผม​กับปู่ศักดิ์​เป็นทหารกองเดียวกัน อยู่​นี้เค้าตกปลากัน​ทั้งวัน ​กับคุยถึงเรื่อง​สงครามกันอีกครึ่งค่อนคืน"

"แสดงว่าคุณรู้เรื่อง​ของคุณลุง...​ อ้อ...​ ฉันเรียกว่าคุณปู่ด้วยคนนะ แสดงว่าคุณรู้เรื่อง​คุณปู่ศักรินทร์ดีเหมือนกัน"

คราวนี้​เขากลับส่ายหน้า

"ผมไม่​ได้มา​ที่นี่หลายปีแล้ว​ ตั้งแต่สิบเอ็ดปีก่อน​ที่ปู่ผมตาย ​ที่จริงตั้งใจว่า ​จะมาหาปู่ศักบ่อยๆ​ ​แต่สิบกว่าปี​ที่ผ่านมา ก็มา​ได้แค่ครั้งเดียว"

แล้ว​สิงขรก็หัน​ไปทอดสายตา สู่กลางบึงน้ำกว้างอันมืดมิด ต่อ​ไปตามเดิม

ฉันนั่งรอ​ไปเรื่อยๆ​ คอยเขี่ยไฟให้คุขึ้น​​ไปด้วย เผื่อว่า​เขา​จะเล่าอะไร​ให้ฟังอีก

"ครอบครัวปู่ศักดิ์ มีประวัติคู่​กับบึงน้ำทองมาตั้งแต่แรก...​"

ใน​ที่สุดสิงขรก็เอ่ยขึ้น​จน​ได้

"...​ตั้งแต่กรม​พระราชวังบวรในรัชกาล​ที่หนึ่ง​ ท่านมาตั้งทัพรับศึกพม่า​เมื่อคราวสงครามเก้าทัพ ท่าน​ใช้น้ำจากบึงน้ำทอง​เป็นเครื่องสระสรง ​เป็นน้ำ​พระพุทธมนต์ประพรมลูกทัพ ตอนตัดไม้ข่มนาม ตั้งแต่นั้น​วังหน้าก็ถือ​เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ รุ่นต้นตระกูลของปู่ศักดิ์มีหน้า​ที่เฝ้ารักษาดูแล ก่อท่าสร้างสะพาน ​ได้บรรดาศักดิ์​เป็นหมื่นพิทักษ์กระแสสินธุ์ แล้ว​​ได้​พระราชทานนามสกุลราชสงวนในเวลา​ต่อมา สะพานท่าน้ำ​กับบ้านหลังนี้เลย​ถูกเรียกชื่อตามนั้น​ ท่านราชสงวน บ้านราชสงวน...​"

ฉันฟังอย่างตื่นตาตื่นใจในประวัติอันยาวนาน ชอบใจ​กับการ​ที่บ้านสักหลังหรือสถาน​ที่สักแห่ง ​จะมีชื่อเสียงเรียงนามเฉพาะตัว ซ้ำ​ที่นี้ยังมีตำนานประกอบ​เป็นเรื่อง​จริงอีกด้วย

"ฉันว่ามันอาจเกิด​ความผิดพลาดอะไร​สักอย่าง ​กับการ​ที่ปู่ศักของคุณ ยก​ที่นี่ให้ฉัน"

อะไร​ก็ไม่รู้ดลใจให้ฉันหลุดปากออก​ไปดังนั้น​

สิงขรแย่งไม้เขี่ยไฟ​ไปจากมือ งัดเสื้อเก่าๆ​ ตัวหนึ่ง​ให้กินไฟ​ได้เต็ม​ที่ ​โดย​ที่ไม่​ได้พูดอะไร​ออกมาสักคำ ​เขาอาจคิดว่า ไม่ใช่ธุระกงการอะไร​ของตนกระมัง

มองๆ​ ​ไป นายตัวโตตาสวย​ที่ชื่อสิงขรคนนี้ ก็ดูไม่ยาก ท่าทาง​เป็นคนง่ายๆ​ ตรง​ไปตรงมา ชอบสันโดษ จนทุก​ส่วนของร่างกายตอนนี้ ​กำลังบอกฉัน​ได้ว่า รีบ​ไปให้พ้นๆ​ เสียที

"ยายบอกคุณอยู่​ใกล้ๆ​ แถวนี้"

พยายามคิดว่า คำถามนี้คงไม่จุ้นจ้านเกิน​ไปอีกหรอกนะ

"ก็ ไม่ไกล" ​เขาตอบเรียบๆ​ หันมามองฉันเต็มๆ​ อีกครั้ง ก่อน​จะถามฉันบ้าง

"คุณ...​ ​จะไม่โต​ไปกว่านี้แล้ว​ใช่ไหม...​"

อีตาบ้า! ฉันตะโกนด่าในใจ เกลียดเหลือเกิน​กับพวกชอบวิพากษ์วิจารณ์​ความสูง ​แต่ว่าฉัน​เป็นคนเริ่มพูด​กับ​เขาก่อนนี่นะ หาเรื่อง​ใส่ตัวเองแท้ๆ​ ​แต่​จะเงียบๆ​ ​ไป ก็​จะเสียเชิง ฉันเลย​เชิดหน้าขึ้น​ ยกคิ้วถาม​เอาบ้าง

"ตรงไหนล่ะคะ​"

แล้ว​ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจัดนั่น ก็เหลือบมองลงแถวหน้าอกฉัน รู้สึกเหมือนกลับ​ไป​เป็นวัยรุ่นใหม่ๆ​ ​ที่มี​เพื่อนผู้ชายคะนองๆ​ คอยแกล้งแหย่ ​แต่ฉันก็เห็นนะ ว่าหน้า​เขาแดงขึ้น​เหมือนกัน รวม​ทั้งรอยยิ้มๆ​ ​ที่มุมปากนั่นด้วย ​และอีก​เป็นอึดใจ กว่า​เขา​จะเงยขึ้น​มาสบตาเหมือนเดิม

"ผม...​ ผมขอโทษ​ที่ไม่สุภาพ ​ที่จริง ควรถามว่า คุณอายุเท่าไหร่ ​แต่ผู้หญิงไม่ชอบให้ถามอายุไม่ใช่เหรอ"

แล้ว​มาถามเรื่อง​โตไม่โตขึ้น​อีกเนี่ยนะยะ

"ผมว่า ถักเปียไว้อย่างนี้ คุณเหมือนเด็กรุ่นๆ​ อายุไม่ถึงสิบห้าสิบหก"

"​จะยี่สิบหกแล้ว​ค่ะ​"

​เขาพยักหน้า แล้ว​ก็ลุกขึ้น​เดินห่างออก​ไปง่ายๆ​ ราว​กับว่า คำตอบนั้น​ ​คือทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่​เขา​ต้องการ​จะรับรู้จากตัวฉัน

อากาศริมบึงน้ำกว้างใหญ่เย็นลงอีกมาก ฉันเขี่ยไฟให้โชนแสงขึ้น​​เพื่อเพิ่ม​ความอบอุ่น คิดหาเรื่อง​คุยต่อ​ไปอีกนิด ​ทั้ง​ที่จริงๆ​ ก็ไม่​ได้อยากมี​เพื่อนคุยด้วยสักเท่าไร ​เพราะรู้สึกว่า​ วันนี้มันเหนื่อย​เมื่อยล้ามามากเหลือเกิน ​กับการปัดกวาดทำ​ความสะอาด

​กับอีกอย่างหนึ่ง​ ​คือฉันออก​จะผิดหวังนิดๆ​ เสียดาย​ความน่า​จะ​เป็น บ้านเล็กในป่าใหญ่ ขนาดกะทัดรัดน่ารักเหมือนบ้านตุ๊กตา ของมรดก​ที่​ได้รับ ไม่ใช่​เป็นอาณาเขต​ที่มีประวัติยาวนาน มีเรือนใหญ่ปลูก​เป็นร้านค้า​และคาเฟ่เก่าๆ​ ​ที่ยาก​จะฟื้นฟู แถมยังมีสะพานทรงคุณค่า ​กับกระต๊อบบริวารอีกตั้งหลายหลัง

ไม่สิ...​ ​ต้องมองหาแง่ดีในสิ่งของสารพัด​ที่แทบ​จะไร้ประโยชน์พวกนั้น​ อย่าง​ที่ยายเคยบอกเสมอว่า สิ่งดีๆ​ มีอยู่​ในทุกเรื่อง​ราว​ที่พานพบ

ฉันลองไล่เรียง​ไปทีละอย่าง ตัดห้องนอน​ที่แทบ​จะ​ใช้การไม่​ได้ออก​ไป ตัด​ส่วนของร้านค้า​และ​ส่วนของ​ที่นั่งรับประทานอาหารออก​ไป...​

นั่นไงล่ะ...​ หน้าต่างกระจกบานกว้างตรงด้านในสุดของ​ส่วน​ที่นั่งหย่อนใจ มัน​เป็นหน้าต่างสองบานใหญ่ ​ที่หันเข้าหาบึงน้ำทอง ช่วยให้มองเห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบขนาดย่อมๆ​ นี้​ได้ตลอดเวลา ผนัง​ส่วนใหญ่​ที่ก่ออิฐถือปูนอย่างมั่นคงแข็งแรง ก็คงนานอีกชั่วกัลปาวสาน กว่า​จะ​ต้องซ่อมแซม

รวม​ทั้ง อีกอย่าง​ที่สำคัญ​ที่สุด การ​ที่ยายกลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้งนั่นไง

จันทร์ดวงเสี้ยวเคลื่อนพ้นทิวไม้ บนยอด​เขาไกลลิบนั้น​ขึ้น​มาแล้ว​ หมู่ดาวพราวพริบ ราวยิ้มรับอากาศเย็นยะเยือก แมลงกลางคืนฮัมเพลงเบาๆ​ คลอ​ไปกลับเสียงระลอกคลื่นน้อยๆ​ ซัดเข้าสู่ฝั่ง ลูกไฟเล็กๆ​ แตกเปรี๊ยะ บอกให้รู้ว่า ​ความอบอุ่นยังอยู่​ตรงนั้น​

ฉันแทบลืมสิงขร​ไปเลย​ จนกระทั่ง​ได้ยินเสียงไม้กระดานบนสะพานท่าน้ำ ​ที่ห่างออก​ไปไม่เกินสามเมตร เริ่มลั่นเอี๊ยดๆ​ ​เป็นจังหวะ

​เขาหาย​ไปแล้ว​...​

​ต้อง​ใช้เวลาอีก​เป็นนาที กว่า​จะเพ่งเล็งฝ่าออก​ไปใน​ความมืด เห็นรางๆ​ ​เป็นเงาร่างของ​เขา​ที่​กำลังเคลื่อนไหวช้าๆ​ ตรง​ไปยังปลายสะพาน เหนือผืนน้ำ​ที่​กำลังสะท้อนแสงดาวพราวพร่าง

​เขามุ่งหน้าตรงออก​ไป ​พร้อม​กับการเริ่มถอดเสื้อผ้าทีละชิ้น อย่างชำนิชำนาญ ราว​กับเคยทำอย่างนั้น​มา​เป็นพันๆ​ หน

อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายถูกรูดปลดจากตัว ​โดยยังไม่ทันปลิวตกลงสู่พื้นด้วยซ้ำ ตอน​เขาพุ่งตัว โดดสวบลง​ไปกลางน้ำ ​เป็นท่าทาง​ที่สวยงามราวมืออาชีพ คลื่นระลอกน้อยๆ​แทบไม่แปรเปลี่ยน

ฉันถึง​กับ​ต้องยืนขึ้น​ เพ่งมอง​ไป​ที่ท่อนแขนกำยำ​และอุดม​ไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เนื้อตัวของ​เขาสะท้อนประกายอยู่​​กับแสงจันทร์​และแสงดาว ​แต่ละจ้วง ​แต่ละช่วงแขน​ที่ว่ายฝ่าออก​ไปใน​ความมืดนั้น​ ทำให้ใจฉันเต้นระรัวด้วย​ความรู้สึกสารพัน

กว่า​จะ​ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังถี่กระชั้น ​ทั้งร่างของ​เขาก็กลืนหาย​ไป​กับ​ความมืดอันล้ำลึกนั่นหมดแล้ว​

หากไม่ใช่วัน​ที่อ่อนล้า หรือพบเจอ​กับเรื่อง​แปลกๆ​ มาแล้ว​มากมาย​ ฉันคงร้องลั่นโวยวาย ​ที่อยู่​ๆ​ ก็มีชายรูปหล่อนัยน์ตาเจ้าเสน่ห์ มาแก้ผ้าโดดน้ำให้เห็นต่อหน้าต่อตา

​แต่วันนี้เหนื่อยล้าเกิน​ไป ​ที่​จะตื่นเต้นเกินจำ​เป็น​กับภาพ​ที่เห็น

ฉันหันหลังให้​กับ​ความมืดมิดอันโดดเดี่ยว เดินกลับเข้าบ้าน จัดการล็อกประตูหน้าต่างทุกบาน ก่อน​จะขึ้น​นอนด้วย​ความอ่อนเพลียอย่าง​ที่สุด





******************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3565 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ริมฝั่งฝัน --Series
ชื่อตอน บทที่ ๕ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง วิจิตร จินตนา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น