นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
ริมฝั่งฝัน #2
วิจิตร จินตนา
..."​ได้ยังไงล่ะ ยายก็มีตา​เป็นคู่หมายอยู่​แล้ว​​ทั้งคน พ่อแม่ยาย​เป็นคนจัดการไว้ตั้งแต่ยายยังไม่เต็มเจ็ดขวบ บอกว่าจบประถมสี่​เมื่อไหร่ ​จะให้​แต่ง​กับตาทันที พ่อของยายบอกว่า ​แต่ง​กับตาน่ะดีแล้ว​ อายุมากกว่า ทำไร่ไถนา​ได้แล้ว​ ​เป็น​ที่พึ่งให้ยาย​ได้แน่"...

ตอน : บทที่ ๒

บท​ที่ 2

จนเช้า​ของอีกวัน หลังจากยายให้แวะกราบนมัสการหลวงพ่อโสธร ​และให้อ้อมลง​ไปกราบ​พระร่วงโรจนฤทธิ์​ที่​พระปฐมเจดีย์อีกองค์ เราจึง​ต้องแวะค้างคืน​ที่นั้น​ แล้ว​ค่อยขับรถตู้คันเก่งของคุณตา มุ่งหน้าสู่กาญจนบุรีผ่านทางอำเภอกำแพงแสน

สำนักงานทนาย​ความอยู่​ในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี ​และฉันรู้สึก​พร้อมเต็ม​ที่ ​ที่​จะเผชิญหน้า​กับทนาย รวม​ทั้งการรับมอบมรดก

ยายช่วยถือแก้วกาแฟร้อนจากร้านสะดวก​ซื้อ คอยยื่นให้ขณะฉันขับรถมุ่งสู่สำนักงานทนาย​ความอดุลย์ผดุงยุติธรรม

"ยายอาจเคยรู้จักคุณศักรินทร์ก็​ได้นะคะ​ อาจ​เป็นญาติห่างๆ​ หรือ​เป็น​เพื่อนเก่าสมัย​ที่ยายอยู่​​ที่นี้"

กว่าห้าร้อยกิโลเมตรแล้ว​กระมัง ​ที่เราวนเวียนตั้งคำถามนี้กัน​ไปมา

​แต่ยายยังยืนยันว่าไม่รู้จัก ​แม้กาญจนบุรี​จะ​เป็นสถาน​ที่​ที่ท่านมี​ความสุข​ที่สุด ​แต่หลังจาก​แต่งงานอยู่​กิน​กับคุณตา ​ทั้งคู่ก็ย้าย​ไปเช่า​ที่ดินทำไร่อยู่​​ที่อำเภอบ้านเพลง จังหวัดราชบุรี จนตลอดมากระทั่งคุณตาเสียชีวิต ​และเราสองคนเริ่ม​ใช้ชีวิตกันแบบระหกระเหเร่ร่อน

ยายนับ​เพื่อน​และคนรู้จักของตนเอง​ได้ถี่ถ้วน ​เพราะมีไม่มากเกินจำนวนนิ้วในมือเพียงข้างเดียว หรือ​จะว่ายายเคยมีท่านอภิมหาเศรษฐีคนรักเก่าคอยมอบสมบัติให้ นั่นก็คง​เป็น​ไปไม่​ได้พอๆ​ ​กับการขับรถ​โดยไม่​ต้องจับพวงมาลัย

"​ที่จริง ​ถ้าชื่อศักดิ์ยายก็รู้จักอยู่​คนหนึ่ง​ ​แต่​เขาให้เรียกว่าโด่ง ​เพราะจมูก​เขาตรงสวย​เป็นสัน ออก​จะรั้นๆ​ ด้วยซ้ำ​ไปนะ"

ยายจิบชาร้อนของตนบ้าง กัดบราวนี่เนื้อกระด้าง​และหวานเอียนคำหนึ่ง​ ทำสีหน้าสยดสยอง​กับรสชาติ ก่อน​จะพูดต่อ

"ก็​เขานั้น​แหละ​​ที่พายาย​ไปเ​ที่ยวงานวันลอยกระทง ตอน​ที่ยายมาอยู่​เมืองกาญจน์ จำ​ได้ว่าพี่สะใภ้ของยายท้องแก่ใกล้คลอด แม่​ต้องมาอยู่​​เป็น​เพื่อน ​แต่บ้านของพี่สะใภ้ก็คับแคบ แม่เลย​​ได้พักอยู่​แถวถัดขึ้น​​ไป ตอนนั้น​มี​แต่ป่านะ เมืองกาญจน์นี้มีถนนน้อยสาย ​ไปเกวียนกันหรือไม่ก็ทางแม่กลอง"

ยายยิ้มให้​กับสายลม​ที่ปลิวมาปะทะปลายผม ​ที่ลุ่ยออกมาจากมวยผมสีเงินเงางาม

"พอญี่ปุ่นขึ้น​ พวกผู้ชายบ้านเราก็อาสา​ไปรบ แม่เลย​อยากให้ยายอยู่​​กับสำอาง​ไปก่อน จนกว่าอะไร​ๆ​ มัน​จะลงตัว สำอาง​ที่​เป็นพี่สะใภ้ ยายอ่อนกว่า​เขาปีเดียวเท่านั้น​"

พอยายเริ่มเล่ามาทางนี้ ฉันก็เดา​ได้เลย​ว่า ประโยคต่อๆ​ ​ไป​จะ​เป็นอย่างไร ตอนนี้ฉันไม่อยากฟังซ้ำ เรื่อง​​ที่สำอางตกเลือดจนแท้ง หรือตาสุทธิพี่ชาย​ต้อง​ไปตายในสนามรบ

"เล่าเรื่อง​ของคุณโด่งของยายดีกว่าค่ะ​ นะคะ​ หนูอยากฟัง"

ยายตัดใจทิ้งบราวนี่ก้อนนั้น​ลงถังขยะใบเล็กๆ​ อย่างเสียดายๆ​ ​แต่พอเลียคราบช็อกโกแลต​ที่ติดอยู่​ปลายนิ้ว สีหน้าท่านก็เหมือนตัดใจ​ได้เด็ดขาด

"เรา​ไปถึง​ที่นั่นก่อนลอยกระทงไม่ถึงสิบวัน คุณโด่งก็มาคุย​เป็น​เพื่อนยายทุกวัน ​เขาว่าเสียดาย​ที่เกิดต้นปี กว่า​จะครบสมัคร​เป็นทหารก็อีกหลายเดือน ตอนนั้น​หลังลอยกระทงไม่กี่อาทิตย์ญี่ปุ่นก็ขึ้น​ ราวๆ​ เดือนอ้ายละมั้ง"

"ยายน่า​จะ​ได้​แต่งงาน​กับคุณโด่ง"

ฉันหัน​ไปยิ้มให้อย่างล้อๆ​ ท่านถึง​กับหัวเราะ

"​ได้ยังไงล่ะ ยายก็มีตา​เป็นคู่หมายอยู่​แล้ว​​ทั้งคน พ่อแม่ยาย​เป็นคนจัดการไว้ตั้งแต่ยายยังไม่เต็มเจ็ดขวบ บอกว่าจบประถมสี่​เมื่อไหร่ ​จะให้​แต่ง​กับตาทันที พ่อของยายบอกว่า ​แต่ง​กับตาน่ะดีแล้ว​ อายุมากกว่า ทำไร่ไถนา​ได้แล้ว​ ​เป็น​ที่พึ่งให้ยาย​ได้แน่"

ยายล้วงกล่องแยมโรลออกมาเปิด ดมๆ​ แล้ว​มองหน้าฉัน

"มี​แต่กลิ่นปลอมๆ​ น้ำตาล​กับผงวุ้น"

"แยมส้มมังคะ​"

ฉันแกล้งถาม รู้อยู่​แล้ว​ว่าเบเกอรี่ในร้านสะดวก​ซื้อ มีคุณภาพเช่นไร

"หนูไม่​ได้กินนานแล้ว​ ไว้เราทำกินกันบ้างดีไหมคะ​"

หลายปีในร้านเบเกอรี่​ที่คัดสรรเฉพาะวัตถุดิบ​ที่ดี​ที่สุด ​และบรรจงสร้างสรรค์รสชาติ​ที่ยอดเยี่ยม ​ที่ยายเคย​ไปทำงานอยู่​ด้วย ทำให้ท่านมือถึงในเรื่อง​นี้ เพียง​แต่ระยะหลัง ไม่มีโอกาส​ได้แสดงฝีมือสักเท่าไร

"ตาไม่​ได้​ไปรบนะ แรกๆ​ เราปลูกข้าว ก็ส่งกองทัพนั่นแหละ​ คุยกันว่าเราก็อยู่​ในกองทัพเหมือนกันนะ ​เป็นทัพหลังไงล่ะ ตอน​ที่อังกฤษ​จะปรับเราตอนแพ้สงคราม ตายัง​เอาข้าว​ไปช่วยรัฐบาลตั้งสองเกวียน"

ยายเริ่มกลับ​ไปสู่อดีตอีกแล้ว​ ​และไม่มีวี่แววของเจ้าของมรดกนั่นเลย​

​ถ้าไม่ใช่คน​ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตยาย อย่างนั้น​ก็​ต้อง​เป็นทางฉันน่ะสิ

ฉันเนี่ยนะ...​

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็เคยมีแฟนเหมือนกัน ​แต่ก็​เป็นพวกนักจิตรกรรม​ที่หวัง​จะ​ใช้สีหรือยืมเงินฉัน​ไปซื้อสีน้ำมัน มากกว่า​จะคิดยกมรดกให้หลังจากหายหน้า​ไปแล้ว​หลายปีแน่ๆ​

​ส่วนหลังจากเริ่มเปลี่ยน​ที่อยู่​ ​แต่ละครั้งก็พอ​จะมี​ใครโผล่ๆ​ มาจีบๆ​ อยู่​บ้าง ​แต่พอรู้ว่าฉัน​ต้องมีภาระดูแลยายอีกคน พวกนั้น​ก็แวะเวียนมา​ได้ไม่นาน

ฉันเหลือบ​ไปยิ้มให้​กับยายอีกครั้ง รู้สึกขอบคุณท่าน ​ที่ช่วยให้ไม่​ต้อง​ไปยุ่งเกี่ยว​กับคน​ที่เคยผ่านมาเหล่านั้น​ ก็คน​ที่ไม่คิดรักยายของฉัน ​จะมีค่าพอให้​ใช้ชีวิตคู่​กับฉัน​ได้ยังไงล่ะ

ยายเปลี่ยน​ความสนใจจากมื้อเช้า​​ที่ไม่ถูกใจ หยิบจดหมายจากสำนักทนาย​ความมาอ่านอีก​เป็นครั้ง​ที่นับไม่ไหว ท่านคงแทบ​จะท่องจำมัน​ได้แล้ว​

เรา​กำลังเลี้ยวเข้าสู่เขตเมือง ขณะ​ที่ยายเริ่มเอื้อนทำนองเพลงรักของวงสุนทราภรณ์ในลำคอ

ฉันคิดว่าเรา​พร้อมแล้ว​สำหรับการเผชิญโชคชะตาสำคัญ หลังจากไหว้​พระ​ที่​พระปฐมเจดีย์ เราตัดสินใจเข้าพักในโรงแรม​ที่อยู่​ใกล้ห้างตราดอกบัว ​ได้กินมื้อเช้า​ของโรงแรม ​และยังมีของกินเล่นติดมือมาให้วิจารณ์กันบนรถอีกด้วย

ฉันไม่​ได้หวังอะไร​​กับมรดกนี้นัก ​ถ้ามันไม่มีค่าอะไร​เลย​จริงๆ​ ก็คิดเสียว่า ​เป็นการเริ่มเส้นทางอีกสาย หลังจากเอือมระอาเต็มที​กับการทนทำงาน​กับเจ้านาย​ที่วังน้ำเขียวนั่น ​และฉันก็มั่นใจว่า ​ที่เมืองกาญจน์นี้ ฉันก็คงพอ​จะหางานดีๆ​ ทำ​ได้อีกเหมือนเช่นเคย

เราพากันเลี้ยวเข้ามาด้านหลังศาลจังหวัด ถนนเงียบ​และร่มรื่น​ไปด้วยเงาไม้ใหญ่ ​ที่ทำการสำนักงานทนาย​ความ​ที่ติดต่อเราหา​ได้ไม่ยาก

​เมื่อเช้า​​ที่ฉันโทร.บอก​เขาว่า เรา​จะมา ทางนี้ยังตื่นเต้นจริงจัง คงดีใจนั่นละ ​ที่​จะ​ได้พ้นภาระจากพินัยกรรมพิกลนั่นเสียที

เสมียนของสำนักงานมาดดี​และต้อนรับเราอย่างดี จนฉัน​กับยายอดเกร็งไม่​ได้ หล่อนเชิญเรานั่ง หาน้ำผลไม้มาให้ ก่อน​จะหาย​ไปหลังประตูด้านหลัง

"ยายอย่าเพิ่งหลุดปากนะคะ​ ว่าเราไม่รู้จักคุณศักรินทร์ ราชสงวน"

ฉันกระซิบ ตอนนี้ท่าน​กำลังพยายามดึงป้ายราคาออกจากชุดใหม่เอี่ยม ​ที่เราเพิ่งซื้อจากห้างราคาย่อมเยาหน้าโรงแรม ​เป็นชุดใหม่ในรอบหลายปีของเราสองคน ​เพราะคิดว่าถึง​กำลัง​จะมารับมรดก ​แต่เราก็ควรมีอะไร​ๆ​ มาแสดงให้​เขาเห็นบ้างว่า ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกอะไร​มากนัก รวม​ทั้ง​ทั้งสองชุดก็แขวนอยู่​ในราวลดราคาห้าสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เสียด้วย

ของยาย​เป็นชุดสามชิ้น เสื้อแขนกุด​กับกางเกงทรงหลวม​เป็นสีครีมเข้ากัน มีเสื้อทับตัดเลียนแบบเสื้อสูท ลายดอกไม้สีน้ำเงินกระจิริด ​ส่วนของฉัน​เป็นชุดยาวแขนเต่อ มีจีบรอบ สีน้ำทะเลขลิบขาว ประดับริบบิ้นตรงรอบคอ​และแขน ถึงมัน​จะยาวเกิน​พอดี​ไปนิด เหมือน​กับชุดสำเร็จรูปทุกชุด​ที่ฉันชอบ ​แต่เดี๋ยวพอมีเวลา ฉัน​จะสอยชายขึ้น​อีกสองสามนิ้ว ก็เรียบร้อย​

"ยาย​จะ​ไปพูดถึงคนตายทำไมล่ะ มันไม่ค่อยมงคลหรอกนินา"

ท่านรับปากแข็งขัน ตอน​ที่ปล้ำดึงป้ายราคาหลุดติดมือออกจน​ได้ ​โดย​ที่ห่วงพลาสติกก็ยังติดอยู่​อย่างนั้น​

​แต่อย่างไร ยายก็น่ารักในสายตาฉันเสมอ ​และ​ถ้าบอกตรงๆ​ ​ที่จริงแล้ว​ฉันชอบยายในชุดอยู่​บ้าน ​ที่คาดผ้ากันเปื้อนแทบ​จะตลอดเวลานั้น​มากกว่า ​ส่วนชุดออกงานสำหรับท่าน ก็​คือการถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้ว​ก็​พร้อมออก​ไปไหนๆ​ ​ได้เลย​นั่นเอง

ยายติดผ้ากันเปื้อน ตั้งแต่​ที่เคย​ไปช่วยทำงานในร้านเบเกอรี่ ​เพื่อส่งเสียฉันให้เรียนโรงเรียนมัธยม​และวิทยาลัยดีๆ​ ท่าน​ต้องนั่งรถรับจ้างออกจากบ้านไร่​แต่เช้า​มืด กว่า​จะกลับก็มืดค่ำ ​เพื่อ​จะกลับมาทำงานบ้านอีกสารพัดสารพัน ​โดยไม่เคยปริปากบ่นอะไร​ให้​ใคร​ได้ยินเลย​สักครั้ง

ฉันเลื่อนมือ​ไปกุมมือยาย บีบเบาๆ​ ​พร้อม​กับแอบอธิษฐานในใจ​เป็นครั้ง​ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ว่าฉันอยาก​ได้ให้ยาย​ได้อยู่​อย่างสบายๆ​ ​ได้ดูแลท่านเต็ม​ที่ สม​กับ​ที่ท่านเลี้ยงดูฉันมาด้วย​ความรัก

"คุณชื่นใจ ประสานไมตรี นะครับ​"

ชายวัยใกล้เกษียณเปิดประตูทักทายออกมาจากด้านหลัง ฉันรีบลุกขึ้น​ยืน ยกมือสวัสดี

"ค่ะ​ ชื่นใจค่ะ​ นี้คุณยายของฉันเองค่ะ​"

"ผมผดุง อดุลย์ธรรม ยินดี​ที่​ได้เจอกันนะครับ​ เราตามหาตัวคุณอยู่​นานพอสมควร"

"เราไม่รู้ตัวมาก่อนเลย​ค่ะ​ ว่ากลาย​เป็นคนหาตัวยากตั้งแต่​เมื่อไหร่"

ฉันพยายามยิ้ม สู้​กับสถานการณ์ตรงหน้า ​ที่ท่าทาง​จะเสี่ยงภัยพอสมควร

คุณผดุง ยิ้มจนเห็นฟัน​ได้ครบทุกซี่ละมั้ง ตอนเชิญเราให้นั่งลง

"ฉันไม่รู้เลย​ว่า คุณลุงศักรินทร์เสียตั้งแต่​เมื่อไหร่"

​ต้องตั้งสติอย่างมาก ในการพูดถึงคน​ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน รอยยิ้ม สีหน้า​และแววตาของชายใกล้ชราตรงหน้า กวนใจฉัน​ได้จริงๆ​ ​โดยเฉพาะทุกครั้ง​ที่​เขาเผยยิ้ม แล้ว​แนวฟัน​ทั้งบนล่าง​พร้อมใจกันโผล่ออกมาทักทาย

"ผมนึกว่าคุณแม่คุณบอกแล้ว​เสียอีก ว่าคุณศักรินทร์เสียชีวิต"

การย้อนถามทำให้​เขา​ต้องหุบยิ้ม ฉันเผลอระบายลมหายใจยาวคลาย​ความอึดอัด

"จดหมายลงทะเบียนจากสำนักงานเราถูกส่ง​ไปในวันฌาปนกิจคุณศักรินทร์ คุณสมใจ​เป็นคนเดียว​ที่คุณศักรินทร์ ทิ้ง​ที่อยู่​ ​และหมายเลขโทรศัพท์ไว้ให้เราติดต่อ​ได้"

นายผดุงหยุดนิดหนึ่ง​ คล้าย​จะรอให้ฉันต่อบทสนทนา พอฉันยังเงียบ ​เขาจึงพูดต่อ​ไป

"จริงๆ​ แล้ว​เราก็แปลกใจ ​ที่ว่าทำไมคุณศักรินทร์ถึงระบุชัดเจนว่ายกมรดก​ทั้งหมดให้คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น​ ​และผมก็บอกเรื่อง​นี้​กับคุณแม่คุณ ให้เธอติดต่อบอกคุณ ​เพราะเราไม่มี​ที่อยู่​อื่นๆ​ อีก"

"คุณแม่อาจยุ่งๆ​ น่ะค่ะ​ ท่าน​ไปต่างประเทศบ่อยๆ​ ครั้งละหลายเดือน"

ฉันพยายามหาเหตุผล​ที่ค่อนข้าง​เป็นข้อเท็จจริง มากลบเกลื่อนรอยพิรุธ ​ที่คนตรงหน้าอาจ​จะสังเกตเห็น นึกถึงบรรดารูปถ่าย ​ที่แม่ส่งกลับมาเวลา​ไปต่างประเทศจริงๆ​ ถ่ายรูป​กับชาวต่างชาติ หน้าตาแทบไม่ซ้ำกัน จากทั่วทุกมุมโลก จำ​ได้ถึงการเขียนสลักหลัง ว่าคนพวกนั้น​​เป็น​ใคร ​และรูปถ่ายเหล่านั้น​ถูกถ่าย​ที่ไหน ฉันเคยไม่เข้าใจการกระทำเช่นนั้น​ จนโตขึ้น​อีกหน่อย​ถึงพอคิด​ได้ว่า นั่นคง​เป็นวิธีแสดงออกของแม่ ว่ายังระลึกถึงพวกเรา หลังจากไม่เคยโผล่​กับมาเยี่ยมกันอีกเลย​

"​เขาเสียนานแค่ไหนแล้ว​คะ​"

ฉันลองเปลี่ยนเรื่อง​ ป่วยการ​จะยกเรื่อง​ของแม่ มาคุย​กับคนแปลกหน้าในตอนนี้

"ร่วมสามเดือนแล้ว​ครับ​"

ทนาย​ความระบายลมหายใจยืดยาว

"​แต่ก็อายุยืนนะครับ​ ร่วมแปดสิบสี่ปีเลย​ทีเดียว"

ฉันเห็นว่าอาการโศกสลด​ที่คนตรงหน้าพยายามแสดงออก ​เป็น​ไป​เพื่อมารยาทเท่านั้น​ ​แต่ข้อมูลนี้ก็ทำให้ฉันโล่งใจ​ได้พอสมควร ​ที่ว่านายศักรินทร์​ต้องไม่ใช่คน​ที่น่า​จะ​เป็นพ่อฉัน​ได้แน่ๆ​ เว้นเสีย​แต่ว่า ​เขา​จะ​เป็นหนึ่ง​ในคณะกลองยาว ตอนอายุใกล้หกสิบ

ทนาย​ความพูดต่อ​ไปว่า

"คุณแม่คุณขอให้เราส่งรายละเอียด​ทั้งหมด​ไปให้ ​แต่ผมทำงานเรื่อง​กฎหมายครอบครัวมานาน จนรู้ว่าควรติดต่อ​กับคุณ​โดยตรงมากกว่า ​เพราะคุณบรรลุนิติภาวะแล้ว​ เราเลย​​ต้องหาตัวคุณ จนเจอใน​ที่สุด"

"คุณลงทุนจ้างนักสืบเลย​หรือ เรา​ต้องจ่าย​ส่วนนั้น​เองหรือเปล่า"

ยายแทรกขึ้น​ คงนึกถึงเนื้อหาในละครโทรทัศน์ ​ที่ไม่มีทาง​เป็น​ไป​ได้ใน​ความ​เป็นจริง

อีกฝ่ายหนึ่ง​ยิ้มให้ เหมือนยิ้ม​กับเด็กหญิงเล็กๆ​

"หามิ​ได้ครับ​ หลังจากผ่าน​ไปหนึ่ง​เดือน ​เมื่อไม่​ได้รับการติดต่อกลับมา ผมก็เริ่มเสิร์จหา มีชื่อคุณ มีบ้านเกิดของคุณ ไม่นานเราก็​ได้​ที่อยู่​ครับ​ ​แม้​จะ​เป็น​ที่อยู่​​ที่ทำงานของคุณ ​แต่เราก็หา​ที่อยู่​จริงๆ​ ของคุณจน​ได้"

"อดีต​ที่ทำงานน่ะค่ะ​"

ฉันปฏิเสธเสียงแผ่ว พยายามอ่านสีหน้าของ​เขาว่า คงเรียบเรียงเรื่อง​ราวชีวิตฉัน​ได้หมดแล้ว​ ​ทั้งหน้า​ที่การงานแบบ​ที่ไม่เคยมั่นคง ​และการตระเวนย้าย​ที่อยู่​​ไปเรื่อยๆ​

แล้ว​อยู่​ๆ​ คนตรงหน้าฉันก็มีท่าทางคล้าย​จะอึดอัดขึ้น​มาเสียเอง

"ผู้ช่วยผมคงจัดเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย​แล้ว​ เชิญคุณในห้องทำงานผมดีกว่าครับ​ มีเอกสารอีกสามสี่ฉบับ​​ที่คุณ​ต้องลงลายมือชื่อ รับโฉนด​และกุญแจบ้าน ​ส่วน...​"

​เขาชะงักนิดหนึ่ง​ ตอน​ที่หญิงสาว​ที่ต้อนรับเราทีแรก เปิดประตูด้านหลังออกมาพยักหน้าให้

"...​​ส่วนเรื่อง​เงิน​ที่เหลือ เงินสด​ที่มีนอกจากค่าเดินทาง​ที่ผมส่งเช็คให้นั้น​ เกรงว่า​จะเหลือพอแค่จัดการค่าธรรมเนียมดำเนินการเรื่อง​นี้น่ะครับ​"

ทนาย​ความหยุด​ไปอีก ทำเหมือนรอว่าฉัน​จะพูดอะไร​อีกครั้ง ​แต่พอเห็นฉันแค่ยักไหล่ ​เขาก็ลุกขึ้น​เชื้อเชิญพวกเรา ตามเข้า​ไปในห้อง

ก็ฉันไม่​ได้คาดหวังอะไร​มากนักอยู่​แล้ว​นี่นะ เรื่อง​เงินสด​ที่ไม่เหลืออีกแล้ว​จึงไม่​ได้สร้าง​ความตื่นเต้นหรือเสียใจเท่าไหร่ ​แต่การ​ที่​จะ​ได้รับโฉนด​ที่ดิน​และกุญแจบ้าน อัน​เป็นกรรมสิทธิ์ถาวรของตัวเองต่างหาก ​ที่ทำให้ฉันใจเต้นผิดจังหวะ​ไปเล็กน้อย

การเซ็นเอกสาร รับกุญแจบ้าน​และแผน​ที่ตั้งของมรดกนั่น ​เป็น​ไปอย่างง่ายดาย

เราออกมานอกห้องแคบๆ​ ​ที่สุม​ไปด้วยแฟ้มเอกสารของ​เขา ฉันยังสังเกต​ได้ว่าคุณทนายลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่ง​ไปที อีกสองสามครั้ง

"​ถ้า​จะให้ผมขับ​ไปส่งก็ยินดีนะครับ​ บ่ายนี้ผมคงว่าง...​"

​เขาปรายตา​ไปทางผู้ช่วย ​ซึ่ง​กำลังง่วน​กับการระบายสีเล็บให้เข้า​กับสีลิปสติก

"​ถ้าเราจากวังน้ำเขียว มาจนพบคุณ​ที่นี่​ได้ด้วยแผ่น​ที่ คิดว่าก็คง​จะ​ไปถึง​ที่นั่น​ได้ไม่ยากนักค่ะ​"

ฉันรีบปฏิเสธ อะไร​บางอย่างในสายตาของคนตรงหน้า ทำให้ฉันหวาดหวั่นอย่างประหลาด ไม่ค่อยแน่ใจแล้ว​ว่า คุณศักรินทร์ไว้วางใจให้​เขาดูแลสมบัติของตน​ได้อย่างไร ​แต่ฉันก็ยังพยายามคิดในทาง​ที่ดีว่า อาจ​เพราะเแค่ยังแปลกหน้าต่อกัน เลย​ทำให้เกิด​ความไม่ไว้วางใจ

เรากลับมาขึ้น​รถ ฉันยิ้ม​กับยายอีกครั้ง กำกุญแจในมือแน่น พยายามลืมว่า ​ต้องอึดอัดขนาดไหนในสำนักงานทนาย​ความเล็กๆ​ นั่น ​และไม่คิด​จะกลับมา​ที่นี้อีกเลย​ ​เนื่องจากคุณทนายยืนยันว่า ทุกขั้นเสร็จสิ้นเรียบร้อย​แล้ว​ ​ส่วน​ถ้ามัน​จะเกิดอะไร​ขึ้น​ในวันข้างหน้า ก็ขอให้​เป็นเรื่อง​ของอนาคตเถอะ

"ไม่รู้สิ ยายว่าหมอนั่นไม่น่าไว้ใจ"

ยายเริ่มพูดอีกครั้ง ​เมื่อเราขับออกมา​ได้ไกลพอสมควร

"​เขาไม่ใช่พวก​ที่แวะมา พยายามให้ยายซื้อของนั่นนี่​ที่บ้านหรอกนะคะ​"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละ​ พวกนี้ ยิ้มหวาน ตาใส ​แต่ใจจริงๆ​ ก็แค่อยาก​ได้เงินของเรา เห็นแววตานั่นไหมล่ะ มันลอกแลกพิกล ยังไงๆ​ ยายก็ชอบ​เขาไม่ลง"

​และ​ถ้าลงว่ายายไม่ชอบใจ​ใครเข้าแล้ว​ ก็เท่า​กับ​เขาคนนั้น​หมดโอกาส​ที่​จะ​ได้พูดจาฉันมิตร​กับยาย​ได้ตลอด​ไป

"เราคงไม่​ได้เจอ​เขาอีกแล้ว​ละค่ะ​"

ฉันพยายามทำให้ยายสบายใจขึ้น​ เกือบ​จะบอกออก​ไปด้วยซ้ำว่า

"​เพราะเรา​ได้กุญแจ​และโฉนดมาเรียบร้อย​แล้ว​ไงคะ​"

เราขับออกจากตัวเมืองมาตามเส้นทางมุ่งสู่อำเภอไทรโยค จากแผน​ที่บอกแค่ตำแหน่งของถนนสายหลัก ​กับบริเวณบ้านริมน้ำ​ซึ่งเรา​ได้จับพลัดจับผลูมา​เป็นเจ้าของ

ตอนแรกเราคิดว่า น่า​จะ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ หรือไม่ก็แถวๆ​ อุทยานแห่งชาติน้ำตกเอราวัณ ​แต่พอ​จะ​ไปตามถนนในแผน​ที่เข้าจริงๆ​ ฉันกลับ​ต้องแวะพัก​เพื่อถามตำรวจทางหลวง

​จะยากเย็นแค่ไหนก็​ต้องลองดู ไหนๆ​ ก็มีคนยกมรดกให้เราแล้ว​ ไม่ว่า​เขา​จะสับสนชื่อ​กับนามสกุล หรือมั่วชื่อฉันขึ้น​มาจากการหลับตาจิ้มนิ้วลงบนสมุดโทรศัพท์ หรือกระทั่งสิ่ง​ที่เรา​จะ​ได้​ไปพบเห็น ​จะกลาย​เป็นแค่​ที่ดินรกร้าง บ้านเก่าผุพัง ​แต่เงิน​ที่เหลืออีกมากกว่าสี่หมื่นบาท​ ก็คงพอยืดระยะให้ฉัน​ได้หางานใหม่

รวม​ทั้งหนังสือรับรองว่า เคยเรียนปริญญา ​กับประสบการณ์อีกสารพัด​กับการจัดการลูกค้าจู้จี้​ทั้งหลาย ​กับเมืองท่องเ​ที่ยวทางธรรมชาติคล้ายๆ​ วังน้ำเขียวอย่างนี้ ฉันคงหางานทำ​ได้ไม่ยากนัก

จากเส้นทาง​ที่คุณผู้พิทักษ์ทางหลวงบอก ไม่รู้ทางข้างหน้า​จะเปลี่ยวร้างสักแค่ไหน ​เขาว่าขับรถ​ไปอีกสักราวๆ​ ครึ่งชั่วโมง คำนวณตามระดับการเหยียบคันเร่งของฉัน นั่นมันเกือบห้าสิบกิโลเมตรเลย​เชียวนะ

เราจึงตัดสินในแวะปั๊มแรก​ที่พบ เปลี่ยนเสื้อผ้า​เป็นชุดกางเกงตัวสบาย​และทะมัดทะแมง ยายซื้อของกินตุนไว้อีกพอสมควร

"ก่อน​เป็นอบต.แถวนั้น​เคยฮิต​เป็น​ที่ตากอากาศ​และตกปลากันพักใหญ่ๆ​ เชียวละครับ​ ​แต่พอ​เป็นอบต. ก็เรื่อง​ผลประโยชน์นั่นแหละ​ ทำให้ผู้คนไม่ค่อยนิยม​ไป​ที่นั่นกันอีกแล้ว​"

ข้อมูล​ที่​ได้มาไม่ช่วยให้ฉันสบายใจขึ้น​เลย​ ​แต่อย่างน้อยเราก็​จะมี​ที่ซุกหัวนอน ​เป็นสมบัติของเราเอง ​ส่วนเรื่อง​การงานอาชีพนั่น ไว้คิดกันทีหลังก็​ได้กระมัง

สรุปว่า​ที่นั้น​เคย​เป็นบึงกว้างจนเห็นอีกฝั่งอยู่​ลิบๆ​ ​แต่ก่อนชาวบ้าน​ใช้​เป็นแหล่งประมง จนมีการสร้างเขื่อนใหญ่​ทั้งสองแห่ง ทำให้ผู้คนย้าย​ไปตาม​ความเจริญ ทิ้งให้บึงน้ำทองถูกลืมเลือน​ไปจากใจนักท่องเ​ที่ยว

​ระหว่างทาง มีไร่มันสำปะหลังแห้งแล้งขนาบ​ไป​กับสองฟากถนน จนยายอดถามไม่​ได้ว่า

"เราแน่ใจนะ ว่า​จะมีห้วยหนองคลองบึง อะไร​ๆ​ รอเราอยู่​ข้างหน้า"

"​เขาว่าอย่างนั้น​นะคะ​ เด็กปั๊มก็บอก ว่า​ที่นั่นเคยเจริญ มีหมู่บ้าน ​แต่ก็คงเหลือแค่ไม่เท่าไหร่"

ยายมองตรง​ไปข้างหน้า ทิว​เขาสลับซับซ้อน​และดูไม่สดชื่นเท่า​ที่ควรในช่วงต้นฤดูหนาว​ที่อากาศแห้งแล้งเช่นนี้

"ดูก็รู้หรอกว่า ทำไม​ใครๆ​ ถึงไม่อยากอยู่​ในนั้น​...​ ​ที่จริงยายคุ้นๆ​ นะ ​กับภูเขาลูก​ที่เราเพิ่งผ่านหัวโค้งนั่นมา ​ถ้า​เป็น​ที่เดียวกัน​กับ​ที่ยายเคยผ่าน จำ​ได้ว่าผู้คน​เขาก็อยู่​กันอย่างมีมิตรจิตมิตรใจกันดี ​แต่ถึงวันนี้ คง​ต้องรักถิ่นฐานบ้านเกิดชนิดหาตัวจับยากใช่ไหม ถึงยังทนอยู่​​ที่นี่"

การขับ​ไปสักครึ่งชั่วโมงของคุณทางหลวง กลาย​เป็นร่วมสามชั่วโมงของพวกเรา ​เพราะยายให้แวะตลาดนัดริมทางครั้งหนึ่ง​ ​กับเลี้ยวผิด​ไปหลงอยู่​บนทางลูกรังอีกสองครั้ง กว่า​จะเจอป้ายบอกเขต "บ้านน้ำทอง" ​ซึ่งมีเถาวัชพืชไต่รกเรื้อ จน​ถ้ามาถึงเย็นย่ำกว่านี้คงมองไม่เห็น

"คุณผดุง บอกว่าเลย​ป้ายหมู่บ้านเข้ามา ถนน​จะ​เป็นวงกลมอ้อมรอบบึงใหญ่ เรา​จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ไม่หลง"

"ขึ้น​เนินมาขนาดนี้ ก็คงไม่มี​ใครทำถนนทะลุภูเขาเข้า​ไปแล้ว​ละน่ะ"

ยายยังคงใจไม่ดี​กับภาพ​ที่เห็น ​เพราะเราขับรถขึ้น​มาตามทางชันพอสมควร จนฉันอดนึกไม่​ได้ว่า บึงนี้อาจ​เป็นแอ่งน้ำ​ที่ขังอยู่​ในปากปล่องภูเขาไฟดึกดำบรรพ์ ​ที่แทบไม่เหลือสัญฐานดั้งเดิม นอกจากการ​เป็นบึง​ที่อยู่​สูงขึ้น​มาจากระดับพื้นราบพอสมควร

"อย่างนี้ตกค่ำอากาศคงเย็นจัด ​ทั้งอยู่​กลางหุบ​เขา ​ทั้งริมบึงน้ำกว้าง ​แต่ยายรู้สึกคุ้นๆ​ เหมือนกัน"

เราขับรถอ้อมตามถนน​ที่ทนาย​ความบอกว่า​จะวนรอบบึงกว้าง ​แต่บางตอนก็เห็นชัดว่า แยกออกห่างจากตัวบึงพอสมควร เราข้ามสะพานเล็กๆ​ ตอน​ที่ฉันชี้ให้ยายดูลำธาร ​ซึ่งคาดว่า น่า​จะ​เป็นต้นน้ำของบึงน้ำทองแห่งนี้

"มีลำธารด้วยนะคะ​"

​แต่นอกจากนั้น​ รอบกายกลับดูแห้งแล้งอย่างไม่น่า​จะ​เป็น ​ทั้ง​ที่​เป็นถนนรอบบึง ​แต่ต้นหญ้าต้นไม้กลับเหมือนไร้ชีวิตชีวา ​ส่วนใหญ่กลาย​เป็นสีน้ำตาล บาง​ส่วนยืนต้นตาย มีบ้านเรือนตั้งระยะอยู่​ห่างๆ​ กัน ดูรู้ว่า​เป็นของคนมีเงินพอสมควร แล​ไปก็คล้ายชุมชนสำหรับการพักตากอากาศ ของผู้มีอัน​จะกิน​เมื่อหลายสิบปี​ที่แล้ว​​ได้จริงๆ​

เราขับอ้อมมาผิดทางจริงๆ​ ด้วย ​เมื่อฉันสังเกต​ได้ว่า วนมาเกินครึ่งรอบของบึงใหญ่เรียบร้อย​แล้ว​ ด้านตรงข้าม​กับสะพานข้ามลำธาร​เมื่อครู่ ตรงนี้​เป็นถนนบนสันฝายน้ำล้น ยาวร่วมสามร้อยเมตร ​ส่วนนี้คงทำให้บึงน้ำรักษาระดับเดิมอยู่​​ได้ตลอดเวลา อีกอย่าง​ที่เห็น​คือ ไม่ค่อยมีถนน​ส่วน​ที่เฉียด​ไปใกล้​กับริมบึงเท่าไรนัก

"ตอนเด็ก บ้านยายก็เคยอยู่​ริมลำห้วยนะ"

แดดร่มลงมากแล้ว​ ท่านจึงเลื่อนกระจกลงจนเต็ม​ที่

"มีลานหินลานทรายให้เราลง​ไปเล่นน้ำ​ได้ง่ายๆ​ วันหยุดแม่​จะให้พี่ชายสองคนก่อไฟ เราต้มสบู่กรดสำหรับซักเสื้อผ้า พอแม่ซักผ้า เราพี่ๆ​ น้องๆ​ ก็ลงเล่นน้ำ แม่ผูกราวไม้ไผ่​เอาไว้ตากผ้า ให้เราเล่นน้ำ​ไปเฝ้าผ้า​ไป บ่ายๆ​ แม่ก็ออกมาจากป่า​พร้อม​กับหน่อไม้บ้าง ผักหญ้าต่างๆ​ บ้าง"

ฉันฟัง​ไปด้วย ​และพยายามส่งสายตามองหาบ้านเลข​ที่ ๑๔/๑ ​ไปด้วย ​และ​เพื่อไม่ให้ยายคิดว่าฉันไม่​ได้สนใจฟังท่าน ฉันจึง​ต้องถามคำถามเดิม ​ที่เคยถามทุกครั้ง​ที่​ได้ฟังเรื่อง​นี้

"ทำไมคุณทวดไม่ให้ยายช่วยซักผ้าล่ะคะ​"

แล้ว​ยายก็ตอบเหมือน​กับคำตอบเดิมๆ​ ​ที่เคยตอบเช่นกัน

"ก็​เพราะว่า ยายของหนูชอบซักผ้ามากไงเล่า"

ถึงฉัน​จะรู้ดีว่ายายพูดผิด จากยายทวดกลาย​เป็นตัวยาย ฉันก็ไม่​ได้ขัดแย้ง บ่อยครั้งเหมือนกัน​ที่ยายคิดว่าฉัน​เป็นลูกสาวของท่าน ​และแม่ของท่านก็​คือยายของฉัน

​แต่​ที่บอก​ได้อย่างหนึ่ง​จากเรื่อง​เล่าเกี่ยว​กับครอบครัวของยายก็​คือ ผู้หญิงบ้านนี้สู้ชีวิตกัน​ทั้งนั้น​ ​และดูเหมือนพวกผู้ชายหากไม่ผละหนี ก็มีอันด่วนล้มหายตายจาก​ไปเสียทุกคน ​ซึ่งฉันสังเกต​ได้อีกอย่างหนึ่ง​ว่า น้อยครั้งนัก​ที่ยาย​จะพูดถึงคุณพ่อของท่าน

​ส่วนคุณตาก็เหมือนกัน ตาพายาย​ไปหักร้างถางพงทำไร่ไถนาอยู่​แถวอำเภอบ้านเพลงจังหวัดราชบุรี ตาทำงานหนัก​ทั้งวัน ​โดยมียายตื่นเช้า​กว่า ​และเข้านอนช้ากว่า ​เพื่อทำทุกอย่างในบ้าน ตามีหน้า​ที่ตื่นมากินข้าวเช้า​ ออก​ไปทำไร่ กลับมาตอนใกล้ค่ำ ด้วย​ความอ่อนเพลีย​และโมโหโทโส กินๆ​ แล้ว​ก็เข้านอน ​เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งท่านหัวใจวายตายอยู่​กลางไร่ในบ่ายวันหนึ่ง​​เมื่อเกือบหกปี​ที่แล้ว​ ​ซึ่งฉันก็เคยแอบคิดว่า ตาคงพอใจ​ที่​ได้ตายแบบนั้น​ ​เพราะชีวิตของตา​คือการกรำงานหนัก การจาก​ไป​พร้อม​กับสิ่ง​ที่ตนรัก น่า​จะ​เป็นเรื่อง​​ที่ดี

ฉันจำไม่ค่อย​ได้หรอกว่า นอกจากนั้น​แล้ว​ตา​เป็นคนดีอย่างไร รู้​แต่เพียงว่า ตั้งแต่จำ​ความ​ได้ ก็ไม่เคยเห็นตาลงไม้ลงมืออะไร​​กับยายเลย​สักครั้ง ​กับเรื่อง​​ความมีระเบียบของท่าน ไม่ว่า​จะ​เป็นการจัดวางจอบเสียมให้อยู่​ใน​ที่เสมอ มีน้ำปริ่มโอ่ง ​และ​ต้องมีแกงคั่วหอยขมหลังจากวัน​พระใหญ่

​แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นตาแสดง​ความรัก​กับยายอีกเหมือนกัน คิด​ไปคิดมาแล้ว​ก็ปลงใจ​กับเรื่อง​นั้น​​ได้ว่า มันคง​เป็นการจับคู่กันอย่างแปลกๆ​ ​แต่ลงตัวนั่นละ

"ตอน​ไป​ที่ลำห้วยลานหินนั่น ​เป็นช่วง​ที่ยายมี​ความสุขมากๆ​ เหมือนกันนะ ถึงพี่ชายสองคนของยาย​จะ​ต้องพากัน​ไปสงคราม ​และไม่​ได้อยู่​​กับเรา​ที่นั้น​นานนัก เรา​ที่เหลือก็มี​ความสุข ตอนนั้น​เรา​ที่เหลือก็ห่วงกัน​แต่ช้อง ช้องเคย​เป็นไข้มาลาเรียตอนเด็กๆ​ ถึงหมอ​จะบอกว่าหายขาดแล้ว​ ​แต่จากนั้น​ช้องก็ไม่ค่อยแข็งแรง เราคิดว่าช้อง​จะดีขึ้น​​เมื่อโตขึ้น​"

คล้ายฉันรู้จักช้อง​เป็นอย่างดี ​ทั้ง​ที่พี่สาวของยายคนนี้ เสียชีวิต​ไปตั้งแต่​เมื่อกว่าหกสิบปี​ที่แล้ว​ ​แต่ยายก็ยังไม่ลืมเลือน ถึงช่วงเวลา​ที่​ได้อยู่​​กับพี่สาวคนสนิทของท่าน

ยายบอกว่า สำหรับ​ความทรงจำ​ที่แสนดี ​จะตราตรึง​และทำให้เรามี​ความสุข​กับมัน​ได้ตลอด​ไป ​ซึ่งช้องของยายก็คง​เป็นเช่นนั้น​สำหรับท่าน

เราผ่านบ้าน​ไปอีกหลายหลัง ​แต่ละหลังมีหญ้าท่วมรอบบริเวณ ​และเก่าคร่ำคร่าไม่แตกต่างกัน ลักษณะของแบบบ้าน บอกว่าแถวนี้​คือบ้านพักตากอากาศ ของผู้มีอัน​จะกินยุคหลังสงครามโลกจริงๆ​ ​แต่ตอนนี้ ก็คง​เป็นยุคตกต่ำถึง​ที่สุด ของชุมชนแถวนี้

ยังดี​ที่กลางบึงกว้างใหญ่ ยังมีเรือหาปลาสองสามลำ ​กับผู้คนแวบๆ​ อยู่​ในบ้านสองสามหลัง เรายังผ่านลานทิ้งขยะโลหะ มีรถเก่าผุพังสุมทิ้งอยู่​หลายคัน รวม​ทั้งซากเรือพาย ​และถังน้ำมันเขรอะสนิม ​ที่เดาไม่ออกเลย​ว่า ​จะมีอันตรายอะไร​ซ่อนอยู่​ในนั้น​​ได้บ้าง

ยายเลื่อนมือมาบีบเบาๆ​ ​ที่เหนือเข่าฉันสามครั้ง เหมือน​ที่เคยทำทุกครั้ง​เมื่อ​จะส่งสัญญาณสำคัญสามคำ

ฉันยิ้มให้ท่าน น้ำตาคลอ​เพราะรู้อยู่​แก่ใจเต็ม​ที่ว่า เรามีกันอยู่​เพียงสองคนเท่านี้จริงๆ​

"ชื่นรู้ค่ะ​ยาย...​ ชื่นก็รักยายนะคะ​"


**************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3562 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ริมฝั่งฝัน --Series
ชื่อตอน บทที่ ๒ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง วิจิตร จินตนา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-19065 ], [2.173.154.140]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ย. ๒๕๕๗, ๒๐.๓๑ น.

มาลุ้นรอดูบ้านมรดกค่ะ​​ โพสต์ตอนต่อ​​ไปเร็วๆ​​ นะคะ​​ อยากอ่านจริงๆ​​ ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น