นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
ริมฝั่งฝัน #1
วิจิตร จินตนา
...​ส่วนในโลก​ที่เรา​ต้องผจญอยู่​นี้ ไม่ว่า​จะทุกข์​จะสุข ​จะโศกหรือยิ้มขันกัน​ได้อย่างไร ก็​เป็นเพียงแค่การวนเวียนซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่าของเรื่อง​สมมติ ​ที่เราถูกบังคับให้เล่น​ไปตามบทบาท​เพียงแค่นั้น​...

ตอน : บทที่ ๑

​ถ้า​ความซวย​เป็น​เพื่อน​กับ​ใคร​ได้ ฉันคง​ได้ชื่อว่า​เป็น​เพื่อนสนิท​ที่สุด...​

ตั้งแต่สมัยเข้ามหาวิทยาลัย ​ซึ่งคุณยายพร่ำบอกอยู่​ตลอดว่า "สักวันหนู​จะ​ต้อง​ได้พบเจอ​กับสิ่ง​ที่ดีๆ​" แล้ว​อย่างไร ผู้ชายห่วยๆ​ สองสามคนในตอนนั้น​ ​กับงานรับจ้างทั่ว​ไป​ที่จนทุกวันนี้ยังไม่ก้าวหน้า​ไปไหน ก็มีอยู่​แค่นี้​ที่วนเวียนอยู่​รอบตัว

​แต่อย่าคิดนะว่าฉัน​จะท้อ ไม่มีหรอก​ที่​จะยอมแพ้ ก็ยายอีกนั่นแหละ​ คอยบอกเสมอว่า ชีวิตเต็ม​ไปด้วยซอกซอย ขอแค่เราไม่หยุดเดิน ก็มีโอกาสเลี้ยว​ไปเจอสิ่ง​ที่ดีๆ​ เข้าสักวัน

ตอน​จะขึ้น​ปีสอง ​พร้อม​กับทำคะแนน​ได้ดีในวิชาจิตรกรรม จนฉันวาดฝัน​ได้ว่า ​จะ​เป็นครูสอนศิลปะ​ที่ดี​ได้แน่ๆ​ คุณตาก็มีอันเสียชีวิต​ไปอย่างกะทันหัน นั่นแทบ​จะดับฝันของฉันเลย​ก็ว่า​ได้ ​ความฝันว่า​จะจบปริญญา ริบหรี่จนวูบดับใน​ที่สุด กระนั้น​ฉันก็ยังไม่เลิกคิด ยังเพ้อๆ​ อยู่​ตลอดเวลาว่า อาจ​ได้​เป็นศิลปินมีชื่อในวันข้างหน้า

ฤดูหนาวของวังน้ำเขียว ไม่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ​กับจำนวนนักท่องเ​ที่ยวอีกแล้ว​ กว่าห้าปี​ที่ฉันย้ายกลับมาอยู่​​กับยาย มันไม่​ได้ดีขึ้น​เลย​
ตั้งแต่วัน​ที่ตาตาย แล้ว​กลับบ้านมาพบ​กับจดหมายไล่​ที่​ที่แปะรออยู่​หน้าประตู อย่าถามฉันเลย​ว่าคนใจร้าย​เป็นอย่างไร ​เพราะสามวันสี่คืนฉันก็คงสาธยายไม่หมด

​แต่ช่างเถอะ ก็แค่เราย้ายออกทันที คนมีน้ำใจก็ยังมี อย่างน้อยฉัน​กับยายก็ยังอยู่​ด้วยกัน ​ได้อยู่​ดูแลกัน คอยห่วงใยทุกข์สุขของกัน​และกันตลอด​ไป แค่นี้ก็พอใจแล้ว​สำหรับฉัน

ฉันรู้ตัวดีว่า ยังไม่​ได้ล่วงเลย​วัยวัน​ที่​จะฝันใฝ่ถึงอะไร​ดีๆ​ ​แต่หัวใจนี่สิ จาก​ที่เคยเบิกบานเหมือนหนูกะทิในวรรณกรรมรื่นรมย์สำหรับเด็กนั่น บัดนี้​ความสลดหดหู่เข้ามาครอบงำ​เป็นเงาทะมึนอยู่​ในหัวใจ

ฉันคงเปลี่ยน​เป็นคน​ที่ชอบมองคนอื่นในแง่ร้าย​ไปแล้ว​ ปล่อยหัวจิตหัวใจให้เก่าแก่ลง​ไปเรื่อยๆ​ ​และฝันลมๆ​ แล้งๆ​ ​ไปอย่างซังกะตาย

สำหรับวันนี้ ก็​เป็นอีกวัน​ที่ฉันรู้สึกเหมือน​กำลังเดินขึ้น​เมรุเผาศพ ไม่​ได้โศกสลดอะไร​นักหนาหรอก ​แต่มันหดหู่พิกล ​ความรู้สึกนี้เกิดตอนขับรถตู้ปุโรทั่ง เข้า​ไปใน​ที่จอด หน้าบ้านเช่าเล็กๆ​ ​ที่ฉันอาศัยอยู่​​กับยาย ก็วันนี้​ที่ทำงานข่มขู่​จะไล่ฉันออกต่างๆ​ นานา ​แม้​จะพยายามลองเดาว่า คนสวน​จะเปลี่ยนไม้ดอกอะไร​มาปลูกแทน​กับต้น​ที่ขุดทิ้ง หรือสีใหม่ของหน้าจั่วศาลามื้อเช้า​​จะ​เป็นอย่างไร ​แต่ก็ไม่​ได้ช่วยให้ฉันสดใสขึ้น​​ได้เลย​

ฉันทำงาน​ที่นั่นมาร่วมสามปี รู้ดีว่า คน​ที่ทำงานมานานเกินค่าแรงขั้นต่ำ ​จะถูกเพ่งเล็ง หาวิถีทาง​ที่จำกัดให้พ้น​ไป ​เพื่อ​ไปจ้างคนใหม่​ที่ค่าแรงถูกกว่า ​เขาไม่คิดหรอกว่า คนทำมานาน​จะเก่งกว่า ​เพราะพวกนักท่องเ​ที่ยวฉาบฉวย ไม่ไยดีอยู่​แล้ว​ว่า​ใคร​จะมา​ใคร​จะ​ไป

ฉัน​ได้​แต่บอกตัวเองว่า งานบริการจ๊ะ​จ๋า​กับบรรดาลูกค้านั่น ไม่ใช่สิ่ง​ที่อยู่​ในเศษเสี้ยวของ​ความฝันอยู่​แล้ว​ ​ที่นี้ไม่เหมาะ​กับฉันตั้งแต่แรก

​แต่...​ ​ถ้าตกลงใจ​ได้อย่างนั้น​ แล้ว​​ที่ไหนกันเล่า ​จะ​เป็น​ที่​ที่แท้จริงของฉัน

คุณยายเปิดประตูบ้านออกมา ตอนฉัน​กำลังรวบรวมใบแจ้งหนี้ต่างๆ​ จากตู้รับจดหมาย

"สนุกไหมลูก ทำงานวันนี้"

รอยยิ้ม​และคำถาม​ที่เหมือนน้ำชโลมหัวใจอันแห้งเหี่ยว ช่วยให้ฉันยิ้ม​ได้​เป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง​ที่ผ่านมา

"วันนี้ก็ดีค่ะ​ นักท่องเ​ที่ยวเยอะขึ้น​ ​และหนูก็ไม่​ได้แนะนำให้​ใคร​ไปพัก​ที่อื่นด้วย"

ใน​เมื่อต่อรองกันมากมาย​นัก หลายครั้งเหมือนกัน​ที่ฉันทำอย่างนั้น​

"​แต่ก็มีแจกนามบัตรของ​ที่อื่น​ไปบ้าง...​"

คุณยายส่งยิ้มกว้างมาให้ เดินตามฉันกลับเข้ามาใน​ส่วนนั่งเล่นเล็กๆ​ ​ที่มุมหนึ่ง​​เป็น​ที่นอนฉัน ​และตรงด้านใน​เป็นมุมครัวเล็กๆ​ ของเรา

"ยายรู้ว่าหนู​ต้องทำ​ได้อยู่​แล้ว​"

"​แต่คงไม่ดีพอมังคะ​ ก็บ่นๆ​ เรื่อง​คนงานอีกแล้ว​ ​จะปลด​จะรับ​ใคร ​จะมาพูด​กับหนูทำไมก็ไม่รู้"

ฉันพูดต่อ​ไปตอน​ที่เริ่มสลับบรรดาใบแจ้งหนี้ร่วมถึงใบปลิวโฆษณาต่างๆ​ เล่น แล้ว​ก็​ต้องแปลกใจ ​เพราะมีซองจดหมายแทรกมาด้วย สลักหลังว่ามาจากกาญจนบุรี คุณยายเคยโต​ที่นั่น ​แต่ก็นานเกิน​ไปแล้ว​ หาก​จะมี​ใครสักคนติดต่อกลับมา

ฉันลองวางจดหมายลงบนฝ่ามือ ชั่งน้ำหนักเล่นๆ​ ว่า​จะมีอะไร​อยู่​ภายในบ้าง

"​ถ้า​จะอ่าน ก็​ต้องแกะจากซองนะจ๊ะ​ชื่นใจ"

ยายหันมามองนิดหนึ่ง​ ก่อนกลับ​ไปง่วน​กับการเตรียมมื้อเย็นให้เราสองคน

ฉันเหน็บผม​ที่ระใบหน้าไว้หลังใบหู พลิกจดหมายแปลกหน้า​ไปมาอีกสองสามเ​ที่ยว

"ไม่น่าใช่ข่าวร้ายหรอกค่ะ​ จากกาญจนบุรี คงไม่มีข่าวร้ายอะไร​ดั้นด้นตามมารังควาญเรา​ได้ถึงวังน้ำเขียวนี้อีกแล้ว​"

เราย้าย​ที่อยู่​มาเรื่อยๆ​ ตลอดกว่าห้าปี​ที่ผ่านมา เคยขึ้น​​ไปแถวพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ปากช่อง แล้ว​ล่องมาลงเอยอยู่​​ที่วังน้ำเขียว การย้าย​ที่อยู่​ไม่​ได้ขึ้น​อยู่​ปัจจัยยากเย็นอะไร​เลย​ นอกจากรู้ข่าวว่า ​ที่ไหนมีงานให้ทำ มีค่าตอบแทน​ที่ดีพอสำหรับหนึ่ง​แรงงาน​กับสองปากท้อง ​เมื่อรู้ข่าวนั้น​ คุณยาย​จะเริ่มเก็บข้าวของทันที

ตั้งแต่คุณตาเสียชีวิตมานั่นแหละ​ ​ที่ให้บทเรียนสำคัญ​กับพวกเราว่า อย่ายึดติด​กับอดีตหรือสถาน​ที่​ที่คุ้นเคยให้มากเกิน​ไป บ้านนี้ก็​เป็นแค่บ้านเช่า เรามีสิทธิ์​จะอยู่​ตราบเท่า​ที่เรายังมีปัญญาจ่ายเท่านั้น​ รวม​ทั้งเรื่อง​​ที่ว่า ตอน​ที่เราอับจนอย่างนี้ คน​ที่เคยรู้จักคบหา ก็ทำ​เป็นแทบไม่รู้จักทักทายกันมาก่อน

ยายบอกว่าพวกเรา​คือ "เจ้าขุนทอง" พอฉันถามว่าหมายถึงอะไร​ ท่านก็บอกว่า ​คือพวก​ที่ไม่ยอมหมดสิ้น​ความหวัง มุ่งมั่น​ที่​จะก้าวต่อ​ไปข้างหน้า ไม่ว่าหนทาง​จะมีโชคมีภัยอย่างไรก็ตาม ​และถึง​จะไม่เจอโชคจริงๆ​ จังๆ​ สักครั้ง ​แต่ทุกคราว​ที่เราเริ่มย้าย​ที่อยู่​ ฉันก็​จะส่ง​ที่อยู่​ใหม่​ไป​ที่สำนักงาน​ไปรษณีย์​ที่บ้านเกิด​ที่ราชบุรีเสมอ เผื่อว่าอาจมี​ใครสักคน อยากติดต่อ​กับพวกเราบ้าง

​ทว่าตลอดกว่าห้าปี​ที่ผ่านมาก็ไม่มีเลย​ จนกระทั่งวันนี้

"​เขาว่ายังไงบ้างจ๊ะ​ชื่นใจ"

ยายมักลงท้ายประโยคด้วยชื่อของคน​ที่พูดด้วย ด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วเท่า​ที่วัยแปดสิบกว่าปี​จะทำ​ได้

​ส่วนฉันอายุย่างยี่สิบหกแล้ว​ ​และมียายคนเดียว​ที่ยังมองว่า ฉันยัง​เป็นหลานสาวตัวเล็กๆ​ อยู่​เสมอ

"จากสำนักงานทนาย​ความ​ที่เมืองกาญจน์น่ะค่ะ​"

นั่นทำให้ฉันยิ่งแปลกใจ ยกคิ้วอย่างฉงน​เมื่อเห็นหัวจดหมาย​เป็นตราชูยุติธรรม เรียน คุณชื่นใจ ประสานไมตรี ​ซึ่ง​คือชื่อ​และนามสกุลเต็มยศของฉัน
​ที่จริงยายชอบให้ฉันอ่านจดหมายโฆษณาต่างๆ​ ให้ฟังอยู่​เสมอ ไม่ว่า​จะจ่าหน้าถึงพวกเรา หรือลงไว้เฉพาะ​ที่อยู่​​ที่บ้านเช่านี้เฉยๆ​

พอจบย่อหน้าแรก ฉันรู้สึกเลย​ว่า หัวคิ้วแทบ​จะชนกัน

การนิ่ง​ไป​เป็นอึดใจใหญ่ ทำให้ยายเดินมาชะโงกมองเนื้อ​ความในจดหมายบ้าง ท่านมองข้ามหัวไหล่ฉันราว​กับว่า สายตาของหญิงชราวัยนี้​จะมองเห็น​ได้เลย​ทีเดียว

ฉันจึง​ต้องหัน​ไปหา แล้ว​เริ่มต้นอธิบาย

"​เขาบอกว่าติดต่อเรา​ไปทั่วแล้ว​ค่ะ​ ตั้งแต่​ที่อยู่​​ที่พิษณุโลกโน่นเลย​"

ยายเช็ดมือ​กับผ้ากันเปื้อน​ที่แทบ​จะคาดอยู่​ตลอดเวลา แล้ว​ลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัว แสดง​ความสนใจขึ้น​มาจริงจัง

"ช่างตื้อเหลือเกินนะ เรามีอะไร​​ที่​เขา​ต้องการหรือไง"

ตามมาด้วยเสียงระบายลมหายใจยาวๆ​ ​ที่ฉันเดาออกว่ายาย​กำลังคิดอะไร​ ​แต่ไม่ยอมพูดออกมา ​เพราะเราเคยเหมือนกัน​ที่มีการติดตามทวงหนี้สินจากสำนักงานทนาย​ความ ​ซึ่ง​แม้เรา​จะหาเงินมาจ่าย​ได้หมดแล้ว​ ​แต่ฝันร้ายเช่นนั้น​ก็ไม่เคยลบเลือน

ย่อหน้าถัด​ไปทำให้ฉันถึง​กับ​ต้องหลุดปากอุทาน

"คุณ​พระช่วย! ยายคะ​ ​เขาบอกว่าหนู่​ได้รับมรดก ​เป็นบ้าน​พร้อม​ที่ดินริมปลายเขื่อนศรีนครินทร์ ​ที่เมืองกาญจน์โน่นแน่ะค่ะ​ ​เป็นการระบุในพินัยกรรมของคุณศักรินทร์ ​เขาว่า​เป็นคุณลุงของหนู...​"

ยายมองหน้าฉันตรงๆ​ นัยน์ตา​ที่เคยสีดำขลับ บัดนี้อ่อนจางลงมากแล้ว​ ​แต่ก็ยังคมกริบด้วย​ความคิดอ่านดังเคย

"ชื่นใจ...​ ชื่นไม่มีลุงนะลูก สมใจแม่ของชื่น ​เป็นลูกสาวคนเดียวของยาย"

ยายย้ำถึงเรื่อง​​ที่ฉันรู้ดีให้ฟังอีกครั้ง รู้ดีเลย​ว่า ยายมีแม่ตอนอายุใกล้ห้าสิบ ​เป็นเรื่อง​​ที่ตา​กับยายเลิกหวังมานานแล้ว​ ​และแม่ฉันก็มีฉันตอนอายุก่อนสิบห้า ​โดยมีพวกหนุ่มวงกลองยาวในหมู่บ้านพากันส่ายหน้าปฏิเสธ​ความ​เป็นพ่อ รวม​ทั้งบางคน​ที่รู้ต้นสายปลายเหตุดีก็แค่เพียงยิ้มๆ​ ​แต่ไม่​ได้พูดอะไร​​กับเรื่อง​ของ นางสาวสมใจ

แม่จากตา​กับยาย​ไปเรียนวิทยาลัยการอาชีพ ปล่อยภาระเลี้ยงดูฉันไว้ให้พวกท่าน

​และ​ที่จริงฉันก็แทบจำหน้าแม่ไม่​ได้แล้ว​ แม่ทำเหมือนลืมว่ามีฉัน​เป็นลูก หรือไม่ก็คงอับอาย​ที่มีฉัน​เป็นลูก คงคล้ายๆ​ ​กับจุดด่างดำบนใบหน้า​ที่หญิงสาว​ต้องพยายามปกปิด​เอาไว้

ฉันยังอายุไม่เต็มสี่ขวบ ตอน​ที่แม่จาก​ไปอย่างถาวร รู้​แต่ว่าแม่มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ ​ไปคนเดียว ​โดยไม่มี​ใคร​ต้องเสียเวลาถามว่าทำไมถึงไม่​เอาฉัน​ไปด้วย ตอนนั้น​ฉันเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว​

ระยะแรกแม่ก็กลับมาทุกสงกรานต์ จากนั้น​ก็เริ่มมีข้ออ้างต่างๆ​ ทำให้ไม่​สามารถมาตามเวลาเดิม​ได้

ตั้งแต่คุณตาเสีย​ไป ฉัน​ได้คุย​กับแม่แค่สองครั้ง ​โดย​แต่ละครั้ง ฉันรู้สึกว่า​แม่คงคิดว่าฉัน​เป็นพวกขายประกันทางโทรศัพท์ ใส่น้ำเสียงรำคาญ​และเหตุผล​ที่​จะรีบวางสายให้เร็ว​ที่สุด

ยายผละ​ไปเตรียมจัดโต๊ะสำหรับมื้อใกล้ค่ำ หมด​ความสนใจในเนื้อหาไร้สาระของจดหมายแปลกหน้า ท่านปูโต๊ะด้วยผ้าผืนสะอาด เลื่อนแจกันเล็กๆ​ มาวางกลาง วาง​ที่รองจานอีกชั้น เสมือนว่าเรา​จะรับประทานอาหารมื้อหรู ​ทั้ง​ที่จริงมีเพียงแค่แกงส้มผักรวม ปลาทับทิมทอด ​กับน้ำพริกกะปิ เพียงเท่านั้น​

"มีเค้กกล้วยหอมด้วยนะ"

ท่านบอกหลังจากไล่นิ้วมือเหี่ยวย่น ให้กระดิ่งลมส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง เหมือน​ที่ฉันเคย​ได้ยินตลอดมา ​และไม่ว่าเรา​จะย้าย​ไปไหน ก็มีสองสิ่ง​ที่ยายไม่ยอมตัดใจละทิ้ง นั่น​คือเตาอบเล็กๆ​ ​กับพวงกระดิ่งลม​ที่ทำจากท่อนโลหะต่าง​ความยาวเก่าแก่อันนั้น​

ฉันเห็นกระดิ่งลมชุดนี้ตั้งแต่จำ​ความ​ได้ ​แต่เตาอบ​ที่​เป็นของรักของหวงอีกชิ้น ยายเก็บเงินซื้อ​เป็นสมบัติสำคัญ ตอน​ไป​เป็นผู้ช่วยร้านขนมอบ ​เพื่อหาเงินมาส่งเสียให้ฉัน​ได้เรียนในโรงเรียนดีๆ​

เสียงกรุ๋งกริ๋งนั้น​เหมือนเสียงดนตรี​ที่ไม่มีโน้ต ​ทว่ากลับฟัง​เพราะ​และทำให้ฉัน​ต้องยิ้มให้​กับเสียงนั้น​ทุกครั้ง ​เมื่อมันดังกังวานขึ้น​ทั่วห้อง

ฉันเริ่มอ่านย่อหน้าต่อๆ​ ​ไป จากเนื้อหาในจดหมาย​ที่ค่อนข้างยืดยาวหลายหน้ากระดาษ พอ​จะพลิกหน้า​ที่สาม กระดาษแผ่นหนึ่ง​ก็ร่วงลงบนโต๊ะ ฉันรีบหยิบขึ้น​มาก่อน​ที่มัน​จะเปรอะน้ำแกง แล้ว​ก็​ต้องอุทานอีกครั้ง ​เพราะมัน​เป็นเช็คสั่งจ่ายในชื่อฉัน มีรอยดินสอเขียนไว้ตรงมุมหนึ่ง​ว่า "สำหรับค่าเดินทาง" หกหมื่นบาท​ เนี่ยนะ

"ก็แค่เรื่อง​ตลกละมั้งคะ​"

ฉันยื่นเช็คให้ยาย ท่านเลื่อนแว่น​ที่คาดบนศีรษะลงมา​เพื่อพิจารณา

"เช็คเงินสดนี่นะ ยายเคยเห็นตอนตายังอยู่​ แค่​ไปยื่น​ที่ธนาคาร ก็​ได้เงินมาแล้ว​"

ฉัน​ต้องรีบอ่านจดหมาย​ทั้งฉบับ​ซ้ำอีกครั้งด้วย​ความไม่ไว้วางใจ พึมพำ​กับตัวเองมากกว่า​จะพูด​กับท่าน

"​เป็น​ไปไม่​ได้หรอก เรามีกันแค่สองคนยายหลาน ​ต้องมีคนเล่นตลกอะไร​แน่ๆ​"

ยายเริ่มตักข้าวใส่จาน ขณะบอกว่า

"เรื่อง​ลุงศักรินทร์อะไร​นั่น อาจ​จะไม่จริง ​แต่เช็คใบนี้เราไม่รู้นะ นอกจาก​จะลอง​เอา​ไปขึ้น​เงิน เห็นว่าธนาคารในห้างเปิดถึงค่ำๆ​ ไม่ใช่หรือจ๊ะ​"

ฉันเหลือบขึ้น​มองยาย ท่านยิ้มให้เหมือนรู้ใจ ก่อน​ที่​จะเทข้าวในจานฉันคืนลงหม้อ

"ขับรถระวังๆ​ ก็แล้ว​กัน ​ไปทางปักธงชัยใช่ไหมชื่น"

"ค่ะ​ เลย​​ไปนิด มีห้างสรรพสินค้า น่า​จะ​ไปถึงทันก่อนเวลาธนาคารปิด"

ฉันตัดสินใจทันที ​ที่​จะลองพิสูจน์เช็คใบนี้ให้แน่ชัด ก็ไม่มีอะไร​​จะเสียอยู่​แล้ว​นี่ นอกจากเวลาสองสามชั่วโมง ​กับมื้อเย็นมื้อนี้

"อย่างนั้น​ ยายกินข้าวก่อนเลย​นะจ๊ะ​ หนู​จะรีบ​ไปรีบกลับ"

"ไม่​ต้องรีบหรอกลูก ค่อยๆ​ ​ไป"

ท่านคว้ากล่องพลาสติกใบเล็กจากหลังตู้​กับข้าว แล้ว​หยิบเค้กกล้วยหอมกลิ่นฟุ้งยั่วน้ำลายส่งลง​ไปสามสี่ชิ้น ก่อนใส่กล่องในถาดขอบสูง ​พร้อม​กับนมยูเอชทีกล่องหนึ่ง​

"​เอา​ไปรองท้อง​ระหว่างทาง"

"งั้นหนู​ไปเลย​นะคะ​"

​ทว่าพอขับรถมา​ได้ระยะหนึ่ง​ อีกใจฉันก็เริ่มโวยวาย​กับตัวเอง ​ที่ยอมเปลืองน้ำมันขับรถตั้งไกล ​เพื่อ​จะพิสูจน์เรื่อง​ไร้สาระอย่าง​ที่​กำลังทำ ขณะ​ที่อีก
ใจก็ยังให้​กำลังใจตัวเองว่า นานๆ​ ที ​จะบ้าบอ​ไป​กับ​ความหวังลมๆ​ แล้งๆ​ สักหนก็ไม่น่า​จะ​เป็นไร ​แม้​จะลองพยายามมาแล้ว​ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ​ที่ใฝ่ฝันว่าน่า​จะมี​ใครสักคน ​พร้อม​จะร่วมทุกข์ร่วมสุขหลังจบการศึกษา ​แต่​ที่ไหน​ได้ ฉันเรียนไม่ทันจบ ครอบครัวก็มา​ต้องมีอัน​เป็น การไล่​ที่อยู่​ ทำให้เราจำ​ต้องโยกย้าย ฉันตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียนทางไกล ​ซึ่งใน​ที่สุดก็ไม่ค่อย​ได้​ไปสอบตามกำหนดนัด

หรืออย่างเรื่อง​การงาน ​ที่ฉันค่อนข้างมั่นใจในฝีมือการวาดเขียนของตัวเอง ​แต่​ที่ทำอยู่​ทุกวันนี้ มันก็ไม่​ได้ทำให้มีราย​ได้งอกเงยขึ้น​จากการหามาแล้ว​​ต้องจ่าย​ไป​กับการดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆ​

​เอาเถอะ! เรื่อง​แปลกๆ​ นี้ อาจ​จะมา​พร้อม​กับโชคลาภครั้งใหญ่ก็​เป็น​ได้ ​ใคร​จะ​ไปรู้

อีกสิบนาทีธนาคาร​จะปิด พนักงานหน้าเคาน์เตอร์คงเหนื่อยหนัก จึงไม่ยิ้มทักทาย ฉัน ​แต่ฉัน​ต้องรู้ให้​ได้ก่อนว่า เช็คฉบับ​​ที่ถืออยู่​นี้​เป็นของจริงหรือไม่

คนรอบตัว​แต่งตัวดูไม่กะเล้อกะลังเหมือนฉัน ทำให้อายนิดๆ​ ​และนั่งรออยู่​จนลูกค้าของธนาคารเริ่มทยอยออก​ไปจนหมด

ฉันยื่นเช็คให้พนักงาน​ที่ดู​จะ​เป็นมิตรมาก​ที่สุด บอกให้ช่วยตรวจสอบว่าเช็คเงินสด​ที่​ได้มานี้ ​จะมีทางจัดการ​กับมันอย่างไร​ได้บ้าง

หล่อนพลิกดู​ไปมา ​เพราะสั่งจ่ายมาจากสาขาคนละซีกประเทศ สบตาฉันอีกครั้งก่อน​จะเดินหาย​ไปหลัง​ที่บังตา

ฉันนึกโกรธตัวเองขึ้น​มาอีก ​ที่ช่างทำอะไร​ไม่เข้าเรื่อง​ ​แต่ก็ดีใช่ไหมล่ะ ​ที่​จะ​ได้บทเรียนสำคัญอีกครั้ง ในการอย่าเชื่อ​ใครง่ายๆ​ เหมือนอย่างตอนเด็กๆ​ ​ที่เฝ้ารอว่าแม่​จะมารับ​ไปเ​ที่ยวโน่นนี่ หรือ​ใช้เวลาก่อนวัน​ที่แม่​จะกลับมาเยี่ยมบ้าน คิดฝัน​ไปว่า​จะมีอะไร​มา​เป็นของฝากให้ลูกสาวคนนี้บ้าง ฉันเคยคิดถึงรายละเอียดของสิ่งต่างๆ​ ​ที่แม่​จะซื้อมาให้ ราว​กับว่า​ถ้ายิ่งเห็นภาพชัด แล้ว​ฉัน​จะ​ได้มันจริงๆ​ ​ทั้ง​ที่จริงแล้ว​ มันก็แค่การพยายามลบเลือน​ความผิดหวังครั้งแล้ว​ครั้งเล่าของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ​ คนหนึ่ง​ ก็แค่นั้น​...​

พนักงานรักษา​ความปลอดภัยของธนาคารเลื่อนประตูเหล็กม้วนด้านหน้าลงแล้ว​ ทำให้ฉันตกใจนิดหนึ่ง​ แล้ว​เผลอยืดตัวขึ้น​ตรงแน่ว ​กับการรอคอย​ซึ่งเหมือน​จะนานแสนนาน

ฉันรอต่อ​ไป ​พร้อม​กับ​ความคิดร้ายๆ​ ​ที่เริ่มยุ่มย่ามเข้ามาในหัว

​ถ้าเช็คนั้น​​เป็นของปลอม​จะ​เป็นยังไง ​จะโดนจับไหม ​แต่คงไม่ ​เพราะฉันแค่​เอามาให้ตรวจสอบ ไม่ใช่​จะ​เอามาขึ้น​เงินสักหน่อย​ นี้หากฉันลงเรียนวิชากฎหมายการเงินเพิ่มอีกสักวิชา คงสบายใจกว่านี้​เป็นร้อยเท่า

มันมีไหมนะ กฎหมาย​ที่​จะลงโทษคนมีเช็คปลอมไว้ในครอบครอง ไม่อยากนึกเลย​ว่าหากฉันถูกจับขัง​เพื่อสอบปากคำสักคืนเดียว ยาย​จะ​ต้องกระวนกระวาย​เป็นห่วงฉันถึงขนาดไหน

แล้ว​ประตูม้วนด้าน​ที่เล็กกว่าก็ถูกเลื่อนลงมา หรือว่า​เขา​จะขังฉันไว้ก่อน ​เอาไงดีล่ะทีนี้ ​จะหนีก็คง​ไปไหนไม่รอดแล้ว​ละ

"คุณชื่นใจ นะคะ​"

ฉันสะดุ้ง​กับเสียงเรียก ไม่กล้าพยักรับด้วยซ้ำ

"คุณชื่นใจ ประสานไมตรี ใช่ไหมคะ​"

พนักงานเริ่มเสียงแข็งขึ้น​อีกนิด

"คะ​...​ ค่ะ​ ชื่นเองค่ะ​"

ไม่รู้ว่ามีเหงื่อซึมออกมาบนใบหน้าหรือเปล่า ​เพราะฉัน​กำลังพยายามกด​ความรู้สึกหวาดหวั่นไว้เต็ม​ที่

"มีสมุดบัญชีมาด้วยไหมคะ​ เรา​จะ​ได้จัดการ​เอาเข้าบัญชีไว้ให้เลย​"

"ยังไงนะคะ​ หมาย​ความว่ามันขึ้น​เงิน​ได้ หรือคะ​"

ฉันย้อนถาม​เพราะไม่เชื่อหูตัวเอง

ฝ่ายตรงข้ามยิ้มให้แบบมีแววรำคาญหน่อย​ๆ​ จนฉัน​ต้องรีบควักสมุดเงินฝากยื่นให้

"เซ็นชื่อให้นิดนะคะ​ หลังเช็ค ​กับตรงนี้ค่ะ​"

หล่อนยื่นแบบบันทึกการฝากมาให้ ชี้ตรง​ที่​ต้องเขียนชื่อสองแห่ง

มือฉันคงไม่สั่นหรอกนะ ตอน​ที่เซ็นชื่อลง​ไป

"พรุ่งนี้บ่ายๆ​ ก็เบิก​ได้เลย​นะคะ​"

นั่นไง หล่อน​ต้องซื้อเวลาสำหรับ​เอาหลักฐาน​ทั้งหมด ​ทั้งเช็ค ​ทั้งลายมือ ​ไปให้ทางการตรวจสอบแน่ๆ​

ฉันรับสมุดเงินฝากคืนมา แล้ว​เตรียมเผ่น

พนักงานรักษา​ความปลอดภัย ยิ้มให้ฉันตอน​ที่​เขาเลื่อนประตูให้สูงขึ้น​ ​และกล่าวคำอำลา

ฉันตรงมาขึ้น​รถตู้ทันที ขับกลับด้วย​ความรู้สึกเหมือนผ่านการแสดงละครอะไร​สักเรื่อง​ ​ที่ตนเอง​ได้​เป็นตัวประกอบเล็กๆ​ ​กับเรื่อง​ราว​ที่​แต่งขึ้น​มา​ทั้งเพ

​แต่มันมีหลักฐาน ตัวเลขยอดเงินในสมุดบัญชีนั่นไง ​เป็นครั้งแรก​ที่มีตัวเลขถึงห้าหลัก ถึง​จะยังเบิกออกมาไม่​ได้ทันที ​แต่ฉันก็ยังอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีกหลายๆ​ ครั้ง

ฉันถือสมุดบัญชีเงินฝาก​เอาไว้ตลอดเวลา จนกระทั่งกลับเข้ามาในครัวเล็กๆ​ ของเราสองคนยายหลานอีกครั้ง จัดการย้ายแจกัน​ไปไว้ตรงใกล้​ที่ล้างจาน วางแทน​ที่ด้วยสมุดเงินฝากสีฟ้า​ที่วันนี้มันแลดูสดใสมากกว่า​ที่เคย

ฉันยิ้มให้​กับมัน​ได้เสียด้วย

"ขอบคุณนะคะ​คุณลุงศักรินทร์ ไม่ว่าคุณลุง​จะ​เป็น​ใครก็ตาม"

"ของจริงหรือจ๊ะ​ชื่น"

เสียงยายกลาย​เป็นกระซิบ คล้าย​ถ้าพูดดัง​ไป ​ใครอาจมาปล้น​เอาสมุดบัญชี​ที่มีเลขยอดเงินฝากถึงห้าหลักนี้​ไป​ได้

"จริงค่ะ​ ​เขาโอนตัวเลขเข้าบัญชีมาแล้ว​ ​แต่เบิก​ได้พรุ่งนี้"

ฉันบอกยาย​พร้อมรอยยิ้ม ก็จริงนะ ​ใคร​จะเชื่อว่าเรื่อง​แบบนี้​จะเกิดขึ้น​​ได้ ​แต่ยังไงมันก็เกิดขึ้น​แล้ว​

คราวนี้ยายส่ายหน้าช้าๆ​

"​เป็น​ไป​ได้ยังไง มัน​ต้องมีอะไร​แปลกๆ​ แน่ๆ​ ไม่มีทาง​ที่อยู่​ๆ​ ​ใคร​จะให้เงินเราฟรีๆ​ ถึงครึ่งค่อนแสนขนาดนี้ มัน​ต้องมีเรื่อง​ไม่ชอบมาพากลอะไร​แน่ๆ​ เลย​นะชื่น"

ฉันไม่อยาก​ได้ยิน​ความคิดอย่างนั้น​เลย​สักนิด ​แต่ก็ยังเห็นด้วย ​ใครล่ะ​จะให้อะไร​​ใครเปล่าๆ​ ​โดยไม่หวังอะไร​ตอบแทน ​ถ้าวันนี้เรา​ได้แค่นี้ ​ใคร​จะรู้ว่าวันหน้า​เอาอาจ​ต้องเสียอะไร​​ไปมากกว่านี้

ฉัน​ต้องอ่านข้อ​ความในจดหมายขนาดหลายหน้ากระดาษนั้น​อย่างละเอียดอีกครั้ง หลังจากยายอุ่นมื้อเย็น แล้ว​จัดให้ฉัน​ต้องกินก่อน​จะทำอย่างอื่น
อ่านทบทวนเท่าไรๆ​ ข้อ​ความในจดหมายก็ไม่​ได้เปลี่ยน​ไป ชาย​ที่ชื่อศักรินทร์ ราชสงวน ​ที่สำนักงานทนาย​ความนั่นคิดว่า​เป็นญาติผู้ใหญ่ของฉัน ​ได้ยกบ้าน​พร้อม​ที่ดินแถวเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ให้​กับฉัน นางสาวชื่นใจ ประสานไมตรี ​และไม่มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นอื่นใดอีกเลย​

ยายเพิ่งหยิบสมุดเงินฝาก​ไปดูยอดเงินฝากล่าสุดตอนนี้

"เรา​จะ​เอายังไงกันดีล่ะหนูชื่น"

ฉัน​ต้องคิด คิด คิดแล้ว​ก็คิด ​กับทางเลือกต่างๆ​ ​ที่ประดังกันเข้ามา ใน​เมื่อเช็ค​เป็นของจริง ข้อ​ความในจดหมายก็น่า​จะ​เป็น​ความจริง ​แต่เรา​จะทิ้ง​ที่นี้​ไปง่ายๆ​ ละหรือ หรือ​จะทำเหมือนไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​ ทิ้งตัวเลขไว้ในสมุดเงินฝาก แล้ว​ทำงานแบบแทบ​จะอดมื้อกินมื้อต่อ​ไป หรือ​จะลองหนีขึ้น​​ไปหางานแถวๆ​ ทางเหนืออีกครั้ง เผื่อว่าเกิด​เขาคิด​จะควานหาตัวเราขึ้น​มา​จะ​ได้ยากขึ้น​อีกสักหน่อย​

ฉันชำเลืองเห็นว่ายายยังคงจ้องมาไม่วางตา เลย​​ต้องตัดสินใจพูดออก​ไป

"เรา​จะ​ไปเมืองกาญจน์กันนะคะ​"

แน่ใจว่าเสียง​ที่เปล่งออก​ไปนั่น สร้าง​ความมั่นอกมั่นใจให้ยาย​ได้พอสมควร

ยายยิ้มแป้นจนรอยย่นต่างๆ​ ขยับติดกัน

"ดีจ๊ะ​ ดีจังเลย​ รู้ไหมว่ายายไม่เคย​ได้กลับ​ไป​ที่เมืองกาญจน์อีกเลย​ ตั้งแต่หลังวันลอยกระทงตอนยายอายุสิบห้า"
ฉันยิ้มตอบ​กับวิธีคิดของท่าน ยายมีวิธีคิดบวก​ได้เสมอๆ​ ​แม้กระทั่ง​กับข่าวคลื่นยักษ์หรือดินถล่ม หรือ​แม้กระทั่งการไล่​ที่​ที่วังน้ำเขียว​ที่ครึกโครมอยู่​ในขณะนี้

หลายครั้ง​ที่ฉันแลเห็นแววแห่ง​ความสุขในดวงตาสีจาง​ทั้งคู่ของท่าน ดวงตาคู่​ที่บอกว่าโลก​ที่ท่านมองผ่านอยู่​ทุกวันนี้​เป็นเพียงสิ่งลวงตา ท่านมีชีวิต​ที่แท้จริงของตนเองอยู่​ในอีกโลกหนึ่ง​ต่างหาก ​และ​เป็นโลก​ที่สวยสดงดงามสำหรับท่านเสมอ

​ส่วนในโลก​ที่เรา​ต้องผจญอยู่​นี้ ไม่ว่า​จะทุกข์​จะสุข ​จะโศกหรือยิ้มขันกัน​ได้อย่างไร ก็​เป็นเพียงแค่การวนเวียนซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่าของเรื่อง​สมมติ ​ที่เราถูกบังคับให้เล่น​ไปตามบทบาท​เพียงแค่นั้น​

ฉันนั้น​อยาก​ไปเมืองกาญจน์ ก็​เพราะอยาก​ไปพิสูจน์นั่นละ ว่านอกจากจำนวนเงินบ้าๆ​ ​ที่อาจมี​ใครสักคนกล้าจ่ายนี้แล้ว​ บ้าน​และ​ที่ดินริมเขื่อนอะไร​นั่น ​จะ​เป็นจริง​ไป​ได้อย่างไร

​แต่...​ ​ถ้าฉันไม่เชื่อว่ามัน​เป็นเรื่อง​จริง แล้ว​ฉัน​จะดั้นด้น​ไปทำไมกันเล่า

แล้ว​ฉันก็ให้​กำลังใจตัวเองอีกครั้ง ​เอาเถิด ถึง​จะกรำศึกชีวิตมามาก ​แต่ฉันก็ยังมีลมหายใจ ยังมีเรี่ยวแรงพอ​จะเผชิญโชคเล็กๆ​ น้อยๆ​ ​ไป​ได้อีกสักพักใหญ่ๆ​ ละน่า


คืนนั้น​ฉันเริ่มไล่เรียงบัญชีค้างจ่ายต่างๆ​ ​ซึ่งกว่า​จะเสร็จ ก็ทำ​เอาตัวเลขในบัญชียุบหาย​ไปพอสมควร ​แต่ก็แลกมา​กับ​ความสบายใจ ​กับการ​ได้ย้ายออก​ไปอย่างไม่มี​ใครกล้าว่าลับหลัง ฉันเขียนจดหมายสั้นๆ​ ถึงเจ้าของบ้านเช่า บอกว่าให้​เขายึดเงินประกันย้ายออก​ได้เลย​ ​เพราะฉันไม่​ได้แจ้งล่วงหน้าว่า​จะขนข้าวของออกในเช้า​วันพรุ่งนี้

ฉันไม่เสียดายเงินก้อน​ที่ในตอนนั้น​รู้สึกว่า​มันมากมาย​ อย่างน้อยเจ้าของบ้านเช่าหลังนี้ ก็มีน้ำใจมากพอ ​ที่ให้เรา​ได้เคยผัดผ่อนค้างจ่าย​ได้หลายครั้ง เวลา​ที่ยายไม่สบายจน​ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ

เลย​สี่ทุ่ม​ไปเล็กน้อย ก็​ได้ยินเสียงกรนเบาๆ​ ของยาย จาก​ที่นอนเล็กๆ​ ตรงมุมห้องด้านใน ฉันขยับล้มตัวลงบน​ที่นอนของตัวเองบ้าง ยังไม่วายคิดว่ามัน​ต้อง​เป็นเรื่อง​ประหลาด ​ที่อาจ​จะแค่ฝัน​ไปก็​ได้ คิดแล้ว​ฉันก็ผุดลุก ลงทุนเดิน​ไป​ที่ตู้โทรศัพท์ กดหมายเลขบริการลูกค้าอัตโนมัติของธนาคาร ​เพื่อสอบถามยอดบัญชีเงินฝากอีกครั้ง

ยอดเงินจากเครื่องตอบรับ บอกว่าจำนวนเงินเพิ่มขึ้น​เท่า​กับ​ที่นำเช็คเข้าบัญชีจริงๆ​

ฉันกลับมายัง​ที่นอนด้วยหัวใจ​ที่โปร่งโล่ง​ไปเปราะหนึ่ง​ พยายามนอนให้หลับ ​แต่​ความคิดทางร้ายอื่นๆ​ ก็เวียนเข้ามาอีก

หากมีแค่เงินนั่น​ที่​เป็นของจริง ​ส่วนบ้าน​และ​ที่ดิน ​ถ้า​ไปถึงแล้ว​มีแค่กระต๊อบเก่าๆ​ ​กับผืนหินรกร้างเพาะปลูกหรือทำกิจการงานใดๆ​ ​กับมันไม่​ได้เลย​ แล้ว​​จะ​เป็นอย่างไร ​และ​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​ ฉัน​จะดั้นด้นขับรถ​ทั้งวัน ดั้นด้นข้ามประเทศ​ไปทำไม

จันทร์เจ้าสาดแสงจ้าผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเข้ามา ทำให้ภายในห้องเรื่อแสงนวลกระจ่าง แมลงสาบตัวหนึ่ง​เดินส่ายหนวดดุกดิกหายเข้า​ไปหลังเตาอบ คง​ไปหาเศษขนมของคุณยายกระมัง

ฉันหัวเราะเบาๆ​ ให้​กับตัวเอง ก็เราไม่มีอะไร​​ต้องเสียนี่นะ ​เป็นไงก็​เป็นกันสิ ไม่เลือกงาน ไม่เกี่ยงงานเสียอย่าง อย่างน้อยๆ​ ​ที่เมืองกาญจน์ก็น่า​จะมีรีสอร์ตสักแห่งรับเข้าทำงาน​ได้เหมือน​ที่วังน้ำเขียวนี้ละ

ไก่ขันแว่วมาแล้ว​ ตอน​ที่ฉันเก็บเสื้อตัวสุดท้ายลงจากราวแขวนของตู้พลาสติก ยายอุ่นแกงส้มจนหอมฟุ้ง​ไป​ทั้งห้อง ทอดไข่เจียวสองฟอง ​และเริ่มลงมือกินมื้อเช้า​กัน ​โดยมีสมุดบัญชีวางประดับแทนแจกันดอกไม้

พอถึงเวลาเข้างาน ฉันก็​ไปถึง​ที่ทำงาน​พอดี แค่เข้า​ไปยิ้มให้​เขา กล่าวคำขอลาออกง่ายๆ​ ขณะ​ที่เจ้าของก็แค่ยิ้มๆ​ เหมือน​จะเยาะๆ​ ว่าฉันช่างใจเสาะ พูดเกริ่นเรื่อง​​ที่​จะให้ออกจากงานนิดเดียว ก็ถอดใจ​ได้ง่ายดาย ​เอาเถอะ ฉันยกมือไว้อำลา​เขาอีกครั้งก่อน​จะขึ้น​รถ ก็ยายนั่นละ บอกไว้ว่า ​ถ้าเรายิ่งทำดี​กับคน​ที่ทำร้ายเรามากเท่าไหร่ พวก​เขาเหล่านั้น​ก็​จะรู้สึกอับอายต่อสิ่ง​ที่กระทำต่อเรา​ได้มากเท่านั้น​

ฉันจำ​เป็น​ต้องแวะล่ำลาหลายคน​ที่รู้จัก​และเคยจุนเจือ กว่า​จะกลับมาถึงบ้านก็ใกล้เ​ที่ยง ยาย​พร้อมรออยู่​แล้ว​ ​กับบรรดาสัมภาระ​ที่ขนออกมาเตรียมรอขึ้น​รถ ​ซึ่งไม่​ได้มีอะไร​มาก​ไปกว่า เสื้อผ้า ​กับของจำ​เป็นไม่กี่อย่าง รวม​ทั้งเตาอบเครื่องเล็ก​กับกระดิ่งลมโลหะเสียงใสนั่นด้วย

ยายไม่ใช่หญิงชราประเภททุกอย่าง​เป็นของฉัน ตั้งแต่ถุงพลาสติกใบเล็กๆ​ จนถึงร่มคันเก่า​ที่กางออกไม่​ได้อีกแล้ว​ ยายบอกเสมอว่า ของมีค่า​ที่สุดสำหรับท่านก็​คือตัวฉัน ​และเราก็ไม่มีรูปภาพหรือ​ที่ระลึกอื่นใด จากวานวัน​ที่ผ่านมา ไม่ว่า​จะของฉันหรือของยาย มีสองอย่างเท่านั้น​สำหรับยายนอกจากฉัน นั่น​คือเตาอบ​กับกระดิ่งลมอย่าง​ที่บอกมาแล้ว​

เราค่อยๆ​ ขับ​ไปธนาคาร แวะทานข้าวราดแกงกันคนละจาน น้ำสมุนไพรอีกคนละแก้ว กะเวลาให้เบิกเงินจากบัญชี​ได้ทันที

​เป็นพนักงานหน้าบอกบุญไม่รับอีกคน ​ที่ทำเรื่อง​ถอนเงินให้ฉัน หล่อนยื่นปึกใบละพันให้นับ ด้วยอาการไม่ต่างจากหุ่นยนต์

ฉันคิดอยู่​นานเหมือนกันว่า ​จะปิดบัญชี​ไปเลย​ดีหรือไม่ แล้ว​ก็ตกลงใจว่า​จะเหลือเงินติดบัญชีไว้สักหนึ่ง​พัน ​ใคร​จะรู้ล่ะว่า หากปิด​ไปแล้ว​​ถ้าจำ​เป็น​ต้องเปิดขึ้น​มาอีก ​เขา​จะคิดค่าธรรมเนียนใหม่อีกกี่ร้อยกี่พันบาท​

ปึกแบ็งค์พัน​ที่​ได้มานั้น​ ​เป็นก้อนหลังจากหักค่า​ใช้จ่ายต่างๆ​ ​ที่คำนวณไว้​เมื่อคืน ขากลับ​ซึ่ง​ต้องย้อนผ่านอำเภอวังน้ำเขียว​ไปออกทางทับลาน เรา​จะแวะ​ใช้หนี้​ไปจนครบ ​และอาจ​ไปเย็นแถวๆ​ ฉะเชิงเทรา ​ซึ่งถึงตอนนั้น​คงไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว​

พนักงานธนาคารยิ้มกระตุกๆ​ ตรงมุมปากให้ฉันนิดหนึ่ง​ ​แต่ฉัน​กำลังอารมณ์ดีพอ​จะยิ้มตอบแบบเต็มใจ

การมีเงินก้อนมันดีอย่างนี้นี่เอง...​

ฉันรู้สึกว่า​ตัวเองร่ำรวยขึ้น​มา​ได้เหมือนกัน

​และเชื่อนิดๆ​ แล้ว​ละว่า ฉันมีคุณลุง​ที่ชื่อศักรินทร์นั่นจริงๆ​


***********

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3561 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ริมฝั่งฝัน --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง วิจิตร จินตนา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๕๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-19064 ], [2.173.154.140]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ย. ๒๕๕๗, ๒๐.๑๓ น.

ยินดีต้อนรับคุณวิจิตร จินตนาค่ะ​​ ขึ้น​​เรื่อง​​มาตอนแรกก็ติดแหง็กแล้ว​​ อยากรีบ​​ไปอ่านตอนต่อ​​ไป ท่าทาง​​จะสนุกทีเดียว

ขอบคุณ​​ที่นำเรื่อง​​มาลงในเวทีนี้นะคะ​​ ขอให้เขียนลื่น เขียนคล่อง เขียนม่วน เขียนสนุก ผูกพล็อตไม่ติดขัดตลอด​​ไป ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น