นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา #13
กาบแก้ว
...อาณาจักรจัตุรมุข (พ.ศ. 1974--2068) สร้างอาณาจักรจตุรมุข ​เมื่อครั้งเจ้า​พระยาญาติหรือ​พระบรมราชา​ที่ 2 ​ได้ทำการอพยพเมืองหลวง...

ตอน : บทที่ 6 - อาณาจักรจตุรมุข และ อาณาจักรละแวก

อาณาจักรจัตุรมุข
(พ.ศ. 1974--2068)

สร้างอาณาจักรจตุรมุข

​เมื่อครั้งเจ้า​พระยาญาติหรือ​พระบรมราชา​ที่ 2 ​ได้ทำการอพยพเมืองหลวง​เพื่อหนีกองทัพไทย​ที่ตี​พระนครหลวงหรือนครธม ​เมื่อปี พ.ศ.1975 นั้น​ เจ้า​พระยาญาติ​ได้สร้างเมืองใหม่อยู่​บนแม่น้ำสี่แพรก ​คือ เมืองจตุรมุข (เมืองพนมเปญ) ​โดยเรียกชื่อว่า "พนมเพ็ญจตุรมุข​จะรามเชียม หรืออาณาจักรจตุรมุข" นั้น​ ​ได้ตั้งนาม​พระนครนี้ว่า จตุรมุข มงคลสกลกัมพูชาธิบดี ศรีโสธรบวรอินทปัตถ์ บุรีรัฏฐราชสีมามหานคร ดังนั้น​การ​ที่ยัง​ใช้คำว่า อินทปัตถ์ ในสร้อยนาม​พระนครก็เช่นเดียว​กับคำว่า รัตนโกสินทร์ ​โดยเทียบเคียงกัน​กับกรุงเทพฯ ก็​คือ กรุงรัตนโกสินทร์ เช่นเดียว​กับ นครธมหรือ ​พระนครหลวง ​ซึ่ง​เป็นเมืองหลวงของพวกกรอมหรือ​พระยาขอมนั้น​ ก็​คือ อินทปัตถ์นคร เช่นเดียวกัน ​ส่วนของไทยเรา​จะเรียกกรุงเทพฯหรือกรุงรัตนโกสินทร์ ก็อยู่​​ที่​จะนำมากล่าวยกย่องให้ไพเราะตามสมัย​ที่นิยมกัน

คลิกดูภาพขยาย

ราชอาณาจักรกัมพูชาตั้งอยู่​ ณ ​ที่บรรจบกันของสี่แม่น้ำ หรือ​ที่รู้จักกันว่า "จตุรมุข"

อาณาจักรจตุรมุข​ซึ่ง​เป็นอาณาจักรเขมร​ที่สืบ​ต่อมาจากอาณาจักรขอมโบราณนั้น​ มีศูนย์กลางอยู่​​ที่เมืองจตุรมุข ปัจจุบัน​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของเมืองพนมเปญ ตั้งแต่ พ.ศ. 1974 ถึง พ.ศ. 2069 ​ซึ่งตรง​กับช่วงประมาณสมัยอยุธยาตอนกลาง ​เป็นช่วงเวลา​ที่เขมรฟื้นฟูจาก​ความเสื่อมโทรมในปลายยุคสมัยอาณาจักรขอม​และ​พร้อม​ที่​จะก้าว​ไปสู่​ความรุ่งเรืองชั่วครู่ในสมัยอาณาจักรละแวก

สาเหตุการย้ายราชธานีขอม

อาณาจักรขอมโบราณหลังจากรัชสมัยของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 ​ได้เสื่อมถอยลงตามลำดับ ประเทศราช​ที่เคยตี​ได้ต่างพากันแยกตัว​เป็นอิสระ เช่น อาณาจักรจามปา อาณาจักรละโว้ ฯลฯ จนนำ​ไปสู่การตั้งตน​เป็นอิสระของชาวไท ​คือ อาณาจักรสุโขทัยบน​ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้า​พระยาตอนบน

นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ​คือ ประชาชนรวม​ทั้งรัฐาธิปัตย์แห่พากันกัน​ไปนับถือ​พระพุทธศาสนาในนิกายเถรวาท จากเดิม​ที่​เป็นศาสนาฮินดู ทำให้การสร้างศาสนสถานอันอลังการสิ้นสุดลง เปลี่ยนมา​เป็นการหล่อ​พระพุทธรูป​และสร้างวัดวาอารามแทน ถึงกระนั้น​อาณาจักรขอมก็ยังทรุดโทรมลงเรื่อยๆ​ด้วยอำนาจเทวราชาของกษัตริย์ลดน้อยถอยลง​และปัญหาทางเศรษฐกิจ

​แต่ปัจจัย​ที่สำคัญ​ที่สุด​ที่ทำให้อาณาจักรขอม​พระนครถึงจุดจบนั้น​​คือ การรุกรานของอาณาจักรอยุธยา (​ซึ่ง​เป็นการสืบต่อจากอาณาจักรละโว้) ถึงสามครั้ง ทำให้เมือง​พระนคร​ซึ่ง​เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรขอมมาหลายร้อยปี​ต้องพังพินาศประชาชนถูกกวาดต้อน ไม่อยู่​ในสภาพ​ที่​จะ​สามารถ​เป็นศูนย์กลางการปกครอง​ได้อีกต่อ​ไป ในรัชกาลสมเด็จเจ้าสาม​พระยา ​ได้ส่งทัพบุกมาตีเมือง​พระนครอีกครั้งในพ.ศ. 1974 ทำให้​พระบรมราชา​ที่ 2 (เจ้า​พระยาญาติ - Chao Ponhea Yat) กษัตริย์เขมรทรงเลือก​ที่​จะหลบหนีย้ายราชธานี​ไป​ที่ใหม่ ปล่อยให้ทัพกรุงศรีอยุธยาเข้าย่ำยีเมืองเก่าเมืองแก่ ราชธานีใหม่นั้น​ มีชื่อว่า พนมเพ็ญจัตุรมุข​จะรามเชียม

พงศาวดารกัมพูชาทุกฉบับ​มีการกล่าวถึงสงครามครั้งนี้ ​แต่ระบุศักราชไว้แตกต่างจาก​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ​คือ ระบุว่า จ.ศ. 735 พ.ศ. 1916 พงศาวดารเมืองละแวก จ.ศ. 1158 ​ซึ่ง​เป็นพงศาวดารเขมร​ที่มี​ความเก่าแก่​ที่สุดฉบับ​หนึ่ง​​และ​เป็นแม่แบบในการชำระพงศาวดารเขมรฉบับ​ต่อๆ​มา กล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่า เกิดในรัชกาล​พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ​พระอนุชาของ​พระเจ้าคำขัด ในเวลานั้น​สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา​ได้ยกทัพออกมาล้อมเมือง​พระนครไว้ 7 เดือน ​พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึงถวายเมืองแด่สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 แล้ว​​พระเจ้าศรีธรรมโศกราชสวรรคต

สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 จึงโปรดให้เจ้า​พระยาแพรด (แพรก) ผู้​เป็น​พระราชบุตรครองเมือง​พระนคร ทรง​พระนามว่า ​พระอินทราชา แล้ว​สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 จึงกวาดต้อนครอบครัว 40,000 กลับ​ไปกรุงศรีอยุธยา

นอกจาก​ความแตกต่างด้านศักราชแล้ว​ ใน​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา​ส่วนใหญ่ กล่าวว่าสมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 ทรงตั้ง​พระอินทราชาให้ครองเมือง​พระนคร ​แต่ในพงศาวดารกัมพูชากล่าวว่า โปรดให้เจ้า​พระยาแพรกครองเมือง​พระนคร ทรง​พระนามว่า ​พระอินทราชา

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบหลักฐานใน ​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ​ปลีก ของหอ​พระสมุดวชิรญาณ ​ซึ่งน่า​จะมี​ความเก่าแก่ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยากลางกล่าวว่า สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 โปรดให้​พระนครอินทร์​พระโอรสครอง​พระนครหลวง ​แต่​ต่อมา​พระนครอินทร์ประชวรสวรรคต​ที่​พระนครหลวง หลังจากยกทัพ​ไปปราบเจ้าอยาด (เจ้า​พระยาญาติ) ​ที่จตุรมุข สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ ๒ จึงโปรดให้เจ้าพญาแพรกมาครองเมือง​พระนครแทน

ดังนั้น​จึงอาจ​เป็น​ไป​ได้ว่า เหตุ​ที่พงศาวดารกัมพูชากล่าวถึง​พระนามเจ้า​พระแพรก ​และ​พระอินทราชา ​โดยเข้าใจว่าหมายถึง​พระองค์เดียวกันนั้น​ น่า​จะเกิดจาก​ความเข้าใจผิดของผู้ชำระพงศาวดารกัมพูชาในภายหลังนั่นเอง


​พระเจดีย์วัดพนม​เป็น​พระเจดีย์บรรจุ​พระอัฐิเจ้า​พระยาญาติ

ใน​พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ​หลวงประเสริฐอักษรนิติ มีการกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญหนึ่ง​ว่า "ศักราช 806 ชวดศก (พ.ศ. 1987) เสด็จ​ไปปราบพรรค แลตั้งทัพหลวงตำบลปะทายเขษม ครั้งนั้น​​ได้เชลย 120,000 ทัพหลวงเสด็จกลับคืน"

​แม้ว่า​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ​อื่นๆ​ เช่น ​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ​​พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ​จะกล่าวว่า ​เป็นสงคราม​กับเมืองเชียงใหม่ ​แต่ใน​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ​ปลีก หมายเลข 2/ก 104 ต้นฉบับ​ของหอ​พระสมุดวชิรญาณ ระบุว่า ​เป็นสงครามคราวปราบขบถในกัมพูชา

กล่าว​คือ สมเด็จ​พระนครอินทร์ผู้ครองเมือง​พระนครหลวงให้มาทูล​แต่สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 (เจ้าสาม​พระยา) ว่าเจ้าอยาด (เจ้า​พระยาญาติ) บุตร​พระรามาธิบดีคำขัด ​ซึ่งอยู่​​ที่เมืองจตุรมุข (เมืองพนมเปญ) นั้น​ตั้งแข็งเมืองขึ้น​ สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 (เจ้าสาม​พระยา) จึงโปรดให้เจ้า​พระยาแพรก (​พระโอรสอีก​พระองค์หนึ่ง​) ยกทัพ​ไปเมือง​พระนครหลวง ​เพื่อสมทบ​กับทัพของสมเด็จ​พระนครอินทร์ ดัง​ความใน​พระราชพงศาวดารว่า

"ครั้นเจ้า​พระยาแพรก แล​พระยา ​พระ หลวง ขุน หมื่น​ทั้งหลายยก​ไป​พระนครหลวงแล้ว​ สมเด็จ​พระนครอินทร์ก็ยกออกมาตั้ง​เป็นทัพหนึ่ง​ตาม​พระราชกำหนดแล้ว​จึงยก​ไปปราบมหาพรรค​ทั้งหลายจนถึงจตรุมุขนั้น​แลพรรค​ทั้งหลายก็แตกฉาย​ได้ตัวเจ้าอยาด (เจ้า​พระยาญาติ) ​ทั้งท้าว​พระยา​ทั้งหลายด้วย"

​ต่อมาสมเด็จ​พระนครอินทร์ประชวรหนักสวรรคต สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 จึงโปรดให้เจ้า​พระยาแพรก​เป็น​พระเจ้ากรุงยโสธร​และ​พระราชทานเจ้าแม่ท้าวอินทรบุตรี​เป็นนางพญา ครองราชย์​ที่เมือง​พระนครหลวง

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น​เจ้า​พระยาญาติ​ได้ก่อการกบฏ​สามารถปลง​พระชนม์เจ้า​พระยาแพรก​ได้สำเร็จแล้ว​เจ้า​พระยาญาติจึงขึ้น​ครองราชย์​ที่เมือง​พระนครหลวงทรง​พระนามว่า "สมเด็จ​พระบรมราชาธิราช" หลังจาก​ได้เมือง​พระนครหลวงแล้ว​ เจ้า​พระยาญาติ​ได้ย้ายราชธานีลง​ไปตั้ง​ที่เมืองปาสาณ​และพนมเปญตามลำดับ

ช่วงเวลาแห่งการแก่งแย่งราชสมบัติ

ในพ.ศ. 2006 ​พระบรมราชา​ได้ทรงเวนคืนราชสมบัติแก่​พระโอรสเจ้า​พระยากามะโคตร ขึ้น​ครองราชย์​เป็น​พระนารายณ์ราชา ​ส่วนองค์​พระบรมราชาเองทรงดำรง​พระยศ​เป็น​พระมหาอุปยุวราช​และสวรรคตในปีเดียวกัน รัชสมัยของ​พระนารายณ์ราชา​พระพุทธศาสนาเถรวาทรุ่งเรื่อง​ ​เพราะทรง​เป็น​พระศาสนูปถัมภก ทรงสร้างวัดต่างๆ​มากมาย​ในเขมร

​แต่​เนื่องจาก​พระนารายณ์ราชาทรง​แต่งตั้ง​พระอนุชา​พระศรีราชาขึ้น​​เป็น​พระมหาอุปราช ทำให้​พระโอรสของ​พระนารายณ์ราชา ​คือ ​พระนารายณ์ราม ไม่พอใจ​และก่อการกบฏต่อ​พระราชบิดา ยึด​ได้หัวเมืองต่างๆ​ทางใต้ของอาณาจักร ​พระราชบิดา​พระนารายณ์ราชา​ได้ทรงนำทัพเข้าปราบ ​พระนารายณ์รามจึงสงบ​ไปช่วงหนึ่ง​ ​เมื่อ​พระนารายณ์ราชาสวรรคต ​พระศรีราชาก็เถลิงราชสมบัติ​เป็นกษัตริย์เขมร ​และตั้ง​พระอนุชาเจ้า​พระยาธรรมราชา​เป็น​พระมหาอุปราช

ฝ่าย​พระนารายณ์รามเห็นดังนั้น​จึงประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้น​บ้าง​ที่เมืองศรีสุนทร ​เป็น​พระสุริโยไทย ​พระศรีราชาจึงนำทัพเข้าห้ำหั่น​กับ​พระนัดดา ​พระยาธรรมราชามหาอุปราช ก็ฉวยโอกาสตั้งตัวเอง​เป็นกษัตริย์เช่นกัน ​พระนามว่า ​พระบาท​สมเด็จ​พระธรรมราชาธิราชรามาธิบดี จึงเกิด​เป็นสงครามกลางเมืองสามฝ่าย

บังเอิญว่า สมเด็จ​พระธรรมราชาธิราชฯ มี​พระราชมารดา​เป็นชาวอยุธยา ​และรู้จัก​กับ​พระยาเดโช ข้าราชการทางฝ่ายกรุงศรีฯ ​พระยาเดโช​ได้กราบทูลขอ​พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา (สมเด็จ​พระบรมไตรโลกนาถ) ให้ส่งทัพมาช่วยปราบขบถในอาณาจักรเขมร ทัพกรุงศรีฯจึงบุกเข้ามาในเขมรในพ.ศ. 2011 ตีทัพของ​ทั้ง​พระศรีราชา​และ​พระศรีสุริโยไทยแตกพ่าย จับองค์กษัตริย์เขมร​ทั้งสองกลับ​ไปกรุงศรีอยุธยา เหลือเพียง​พระธรรมราชาธิราชฯ​เป็นเอกกษัตริย์แห่งกัมพูชาต่อ​ไป

​พระธรรมราชาธิราชฯมี​พระโอรส​กับ​พระอรรคมเหสี ​คือ สมเด็จเจ้า​พระยางามขัตติยราช ​และมี​พระโอรส​กับ​พระสนม​คือ เจ้า​พระยาจันทราชา ​เมื่อ​พระธรรมราชาธิราชฯสวรรคตแล้ว​ สมเด็จเจ้า​พระยางามขัตติยราชก็ขึ้น​ครองราชสมบัติต่อ​เป็น สมเด็จ​พระศรีสุคนธบทฯ ทรงย้ายราชธานี​ไป​ที่เมืองปาสาณ ครองราชย์​ได้ 9 พรรษาก็ทรงถูก​พระเจ้าบุตรเขย ขุนหลวงสมุหเสนาบดีชื่อว่า เสด็จกัน (Sdech Kan) จับ​ไปสำเร็จโทษ​ที่แม่น้ำสะตึงแสนใน พ.ศ. 2059 ​พร้อม​กับตั้งตน​เป็นเจ้าทรง​พระนามว่า ​พระศรีไชยเชษฐาธิราช

​พระยาจันทราชาเสด็จหนี​ไปยังกรุงศรีอยุธยา แล้ว​กราบทูลขอทัพจากสมเด็จ​พระรามาธิบดี​ที่ 2 ​เพื่อกลับมาชิงราชบัลลังก์คืนจากเสด็จกันใน พ.ศ. 2063 ทรงตั้งค่ายอยู่​​ที่เมืองอมราวดีจันทบูร (น่า​จะ​เป็นป้อมฝรั่งป้อมหนึ่ง​) บรรดามุขมนตรีเชื้อ​พระวงศ์ต่างๆ​พากันเรียกร้องให้​พระจันทราชาทรงประกอบพิธีราชาภิเษก​เป็น สมเด็จ​พระบรมราชา​ที่ 3 จนใน พ.ศ. 2069 ​ได้ยกทัพกรุงศรีฯ​ไปรบ​กับเสด็จกัน ทำให้เสด็จกันสิ้น​พระชนม์ใน​ที่รบ

​เมื่อปราบเสด็จกัน​ได้แล้ว​ สมเด็จ​พระบรมราชาทรง​พระกรุณาโปรดเกล้าให้หล่อ​พระพุทธรูปอัฐรัศประดิษฐานไว้​ที่เมืองอมราวดีจันทบูร ​โดยทรงตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองบันทายมีชัย แล้ว​ก็ทรงสร้างราชธานีใหม่ ​คือ เมืองละแวก

ราย​พระนามกษัตริย์กรุงจตุรมุข

1.​พระบรมราชา​ที่ 2 หรือ ​พระบรมราชาเจ้า​พระยาญาติ พ.ศ. 1927 -- พ.ศ. 1976 (46 ปี) ย้ายราชธานีมา​ที่เมืองจตุรมุข​เมื่อ พ.ศ. 1927

2.​พระนารายณ์ราชา หรือ ​พระนารายณ์รามาธิบดีฯ พ.ศ. 1976 -- พ.ศ. 1980 (5 ปี)

3.​พระเจ้าศรีราชา พ.ศ. 1980 -- พ.ศ. 2029 ถูกทัพอยุธยาจับองค์กลับ​ไป สวรรคต​ที่กรุงศรีฯ

4.​พระศรีสุริโยไทย หรือ ​พระสุริโยไทย พ.ศ. 1980 -- พ.ศ. 2029 ประกอบพิธีราชาภิเษก​เป็นกษัตริย์แข่งกัน​กับ​พระเจ้าศรีราชา ​และ​พระเจ้าธรรมราชาฯ ถูกทัพอยุธยาจับองค์กลับ​ไป สวรรคต​ที่กรุงศรีฯ

5.​พระบาท​สมเด็จ​พระธรรมราชาธิราชรามาธิบดี หรือ ​พระเจ้าธรรมราชาฯ พ.ศ. 2011 -- พ.ศ. 2047 (37 ปี)

6.สมเด็จเสด็จ​พระศรีสุคนธบทราชาธิราชรามาธิบดี พ.ศ. 2047 -- พ.ศ. 2055 (9 ปี)

7.​พระเจ้าไชยเชษฐาฐิราช หรือ เสด็จกัน พ.ศ. 2055 -- พ.ศ. 2069

8.สมเด็จ​พระบรมราชาองค์บรมบพิตร หรือ สมเด็จ​พระบรมราชา​ที่ 3 พ.ศ. 2063 -- ประกอบพิธีราชาภิเษก​ที่เมืองอมราวดีจันทบูร สร้างราชธานีใหม่​ที่เมืองละแวกใน พ.ศ. 2069

อาณาจักรละแวก
(พ.ศ. 2068--2136)

กำเนิดอาณาจักรละแวก

คลิกดูภาพขยาย

Lauweck แผน​ที่เมืองละแวกในศตวรรษ​ที่ 17 ​โดยชาวดัตช์

อาณาจักรละแวกมีศูนย์กลางการปกครองอยู่​​ที่ เมืองละแวก ตั้งแต่ พ.ศ. 2096 ถึง พ.ศ. 2136 ตรง​กับช่วงประมาณสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้ง​ที่หนึ่ง​ ​เป็นยุคสมัย​ที่อาณาจักรเขมรรุ่งเรืองขึ้น​​เป็นครั้งแรกหลักจากประสบ​กับ​ความเสื่อมโทรมมาอย่างต่อ​เนื่อง​เป็นเวลาสองร้อยกว่าปี ​โดยกัมพูชาในสมัยนี้มีการติดต่อค้าขาย​กับชาวต่างชาติ ​โดยเฉพาะ​กับสเปน (ผิด​กับชาติ​เพื่อนบ้านอื่นๆ​ เช่นพม่า ไทย เวียดนาม มลายู ​ซึ่งติดต่อ​กับโปรตุเกส​เป็น​ส่วนใหญ่) ประกอบ​กับการ​ที่ศัตรูสำคัญอย่างอาณาจักรอยุธยา​กำลังอ่อนแอด้วยการรุกรานของพม่า ทำให้กัมพูชา​สามารถขึ้น​มา​เป็นฝ่ายรุก​ได้ ​แต่ก็​เป็นช่วงเวลาอันสั้นเท่านั้น​ ​เพราะกรุงละแวก​ได้ถูกเผาทำลายลงอย่างรวดเร็วด้วยการรุกรานของทัพสยาม ในรัชสมัยสมเด็จ​พระนเรศวรมหาราช ทำให้กัมพูชาเข้าสู่กลียุคอีกครั้ง

สมเด็จ​พระศรีสุคนธราชา กษัตริย์เขมรเมืองปาสาณ​ได้ถูกเสนาบดีชื่อว่า เสด็จกัน ทำการปฏิวัติล้มราชบัลลังก์​และทรงถูกสำเร็จโทษ เจ้า​พระยาจันทราชา​พระอนุชาต่าง​พระราชมารดาเสด็จลี้ภัย​ไปยังกรุงศรีอยุธยา ​ต่อมาถึงกลับเข้ามากัมพูชาอีกครั้ง​พร้อม​กับกองทัพอยุธยา​เพื่อทำสงครามทวงราชบัลลังก์คืนจากเสด็จกัน ​โดยเจ้า​พระยาจันทราชา​ได้ประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้น​ก่อน​เป็น สมเด็จ​พระบรมราชาองค์บรมบพิตร หรือ สมเด็จ​พระเจ้าบรมราชา​ที่ 3 เสด็จกัน​ต่อมา​ได้สิ้น​พระชนม์ในการรบ​กับ​พระบรมราชาใน พ.ศ. 2069 ​เมื่อหมดเสี้ยนหนามแล้ว​ สมเด็จ​พระบรมราชาฯก็โปรดฯให้สร้างราชธานีแห่งใหม่ ชื่อว่า เมืองละแวก หรือ ลงแวก (Lauweck)


เชิงเทิน​และคูเมืองละแวก

เมืองละแวก​เมื่อแรกสร้างนั้น​​เป็นค่าย สมเด็จ​พระบรมราชาฯโปรดเกล้าให้หล่อ​พระพุทธรูปอัฐรัศขึ้น​ 4 องค์ ​แต่ละองค์หันหน้าสี่ทิศประดิษฐานอยู่​ใน​พระวิหาร​ที่มีมุข 4 ด้าน ​เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองละแวก

​ความรุ่งเรืองของกัมพูชาในยุคกรุงละแวก

ใน พ.ศ. 2083 พงศาวดารเขมรกล่าวว่า สมเด็จ​พระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงนำทัพเข้ามารุกรานเมืองกัมพูชาด้วย​พระองค์เอง ​แต่สมเด็จ​พระบรมราชาฯก็​สามารถต้านทาน​และ​เอาชนะกองทัพอยุธยา​ได้​และจับ​ได้เชลย​เป็นจำนวนมาก สมเด็จ​พระไชยราชาฯทรง​ต้องเสด็จหนีกลับ​ไป ใน พ.ศ. 2096 สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ได้ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษกใหม่​ที่กรุงละแวก ​เป็น ​พระบาท​สมเด็จ​พระบรมราชาธิราชรามาธิบดีฯ ใน พ.ศ. 2098 สมเด็จ​พระมหาจักรพรรดิ ​ได้ส่งเจ้า​พระยาโอง หรือ ​พระสิทธนราช ​พระโอรสใน​พระศรีราชา​ที่ถูกทัพอยุธยาจับกลับ​ไปนั้น​ สมเด็จ​พระมหาจักรพรรดิทรงชุบเลี้ยงไว้​โดยทรง​แต่งตั้งให้​เป็นเจ้าเมืองสวรรคโลก ​และทรงส่งเจ้า​พระยาโองมาตีนครกัมพูชา​เพื่อทวงสิทธิ์ในราชบัลลังก์ สมเด็จ​พระบรมราชาฯทรงนำทัพออก​ไป​พร้อม​กับ​พระรามาธิบดีมหาอุปราช​พระราชโอรสออก​ไปรบ​กับเจ้า​พระยาโอง เจ้า​พระยาโองสิ้น​พระชนม์ใน​ที่รบ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ โปรดฯให้นำ​พระศพเจ้า​พระยาโองมาจัดพิธีอย่างสม​พระเกียรติ ​และออกนามเจ้า​พระยาโองว่า สมเด็จ​พระเรียม

สมเด็จ​พระบรมราชาฯสวรรคต​เมื่อ พ.ศ. 2109 ​พระมหาอุปราชรามาธิบดีก็สิ้น​พระชนม์​ไปก่อนหน้า ​พระโอรสองค์เล็ก​คือ​พระปรมินทร์ราชาจึงขึ้น​ครองราชสมบัติต่อ​เป็น สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 4 ทรงมี​พระโอรส​กับ​พระมเหสี​คือ สมเด็จ​พระสัตถา ​และมี​พระโอรส​กับ​พระสนม​คือ ​พระศรีสุริโยพรรณ ​และ​กับ​พระสนมอีกนางหนึ่ง​ ​คือ เจ้า​พระยาอ่อน ปีเสียกรุงศรีอยุธยา ​เมื่อ พ.ศ. 2112 สมเด็จ​พระบรมราชาฯก็อาศัยจังหวะ​ที่อยุธยาอ่อนแอยกทัพบุกมาล้อมกรุงศรีฯไว้​แต่ถูกสมเด็จ​พระมหาธรรมราชาธิราชขับกลับมา ​เมื่อ พ.ศ. 2119 สมเด็จ​พระบรมราชาฯก็ทรงย้าย​ไปประทับ​ที่เมืองกัมปงกระสัง ​เพื่อทรงบัญชาการการเข้าตีเมืองนครราชสีมาของอยุธยา​โดยสำเร็จ จับเชลยกลับมา​ได้​เป็นจำนวนมาก ในปีเดียวกันนั้น​เอง ตามพงศาวดารเขมร เจ้ามหาอุปราชแห่งล้านช้าง (ตกอยู่​ภายใต้การปกครองของพม่า) ​ได้ส่งช้างมาท้าดวล​กับช้างทรงของสมเด็จ​พระบรมราชาฯ หากเมืองไหนแพ้​ต้อง​เป็นเมืองขึ้น​ของอีกฝ่าย ปรากฏว่าช้างของฝ่ายกัมพูชาชนะ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ จึงทรงกันไพร่พลลาว​ที่ติดตามมา​กับช้างไว้ ปล่อย​แต่ช้างกลับ​ไป ​พระมหาอุปราชพิโรธ​เป็นอย่างมาก​ที่ทรงเสียทีแก่สมเด็จ​พระบรมราชาฯ จึงทรงนำทัพเรือลาวมาด้วย​พระองค์เองลงมา​เพื่อบุกเมืองกัมพูชา กษัตริย์สองประเทศกระทำยุทธการกัน​ที่เกาะเจ้าราม สมเด็จ​พระบรมราชาฯทรงชนะ ทัพทางบกเขมรก็​เอาชนะลาว​ได้ ​และจับเชลย​ได้​เป็นจำนวนมาก ในรัชกาลสมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 4 ​ได้มีชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อ​เป็นครั้งแรก ​เป็นชาวสเปนชื่อ กาสปาร์ด เดอ ครุซ (Gaspard de Cruz) นับ​แต่นั้น​มาอาณาจักรละแวกก็มี​ความสัมพันธ์อีกดีต่อสเปน

สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 4 สวรรคต​เมื่อ พ.ศ. 2119 สมเด็จ​พระสัตถาขึ้น​ครองราชสมบัติต่อ ​เป็น สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 5 ทรงมี​พระโอรส​กับ​พระมเหสี​คือ สมเด็จ​พระไชยเชษฐา มหาอุปราช ​และสมเด็จเจ้า​พระยาตน ใน พ.ศ. 2127 สมเด็จ​พระบรมราชาฯ โปรดฯให้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกให้แก่​พระราชบุตร​ทั้งสอง ​คือ สมเด็จ​พระไชยเชษฐา ​เป็น สมเด็จ​พระไชยเชษฐาธิราชฯ ​และสมเด็จเจ้า​พระยาตน ​เป็น สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 6 เท่า​กับในขณะนั้น​เมืองกัมพูชามีกษัตริย์สามองค์ในเวลาเดียวกัน ในรัชกาลสมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 5 นี่เอง ​ที่นักผจญภัยชาวสเปนชื่อ บลาสรุยซ์ (Blas Ruiz de Hernán Gonzáles) ​และเบลูซู (Diego Veloso) ชาวโปรตุเกส ​ได้เข้ามารับให้สนอง​พระบาท​ตีสนิทองค์​พระบรมราชาฯ ทรงรับ​เป็น​พระโอรสบุญธรรม สมเด็จ​พระบรมราชาฯทรงจ้างทหารองค์รักษ์​เป็นชาวสเปน​และโปรตุเกสเสียสิ้น

เหตุการณ์เสียกรุงละแวก

สงครามสำคัญอีกครั้งหนึ่ง​​ที่​จะกล่าวต่อ​ไปนี้เกิดขึ้น​ในรัชกาลสมเด็จ​พระมหาธรรมราชา ​และตรง​กับรัชกาลสมเด็จ​พระบรมราชา​ที่ 5 (นัก​พระสัตถา) กษัตริย์ผู้ครองกรุงละแวก​ระหว่าง พ.ศ. 2119-2137 สงครามครั้งนี้ปรากฏหลักฐานในเอกสารไทยว่า ​พระยาละแวกให้ยกทัพเรือมาตีเมืองเพชรบุรี ​แต่ไม่​สามารถตี​ได้ ดัง​ความใน​พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับ​หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ว่า

"...​ศักราช 940 ขาลศก (พ.ศ. 2121) ​พระยาละแวก ​แต่งทัพให้มา​เอาเมืองเพชรบุรีมิ​ได้เมือง แลชาวละแวกนั้น​กลับ​ไป ครั้งนั้น​​พระยาจีนจันตุหนีมา​แต่เมืองละแวก มาสู่​พระราชโพธิสมภาร ครั้นอยู่​มา​พระยาจีนจันตุก็หนีกลับคืน​ไปเมือง...​"

​ส่วน​พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ​พันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ​พระยาละแวก​แต่งให้​พระยาอุเทษราชา​กับ​พระยาจีนจันตุยกทัพเรือพล 30,000 มาตีเมืองเพชรบุรี ​พระยาสุรินทรฤาไชยเจ้าเมืองป้องกันเมือง​เป็น​สามารถ ทัพ​พระยาอุเทษราชายกเข้าปล้นเมืองอยู่​ 3 วัน เสียรี้พลจำนวนมากจึงถอยทัพกลับ ฝ่าย​พระยาจีนจันตุ​ซึ่งให้ทัณฑ์บนแก่​พระยาละแวกว่า​จะ​เอาเมืองเพชรบุรีให้​ได้ กลัว​ความผิดจึงมาสวามิภักดิ์ต่อ​พระนครศรีอยุธยา ​ต่อมาจึง​แต่งสำเภาหนีกลับกรุงละแวก อย่างไรก็ตามสงครามครั้งนี้ไม่ปรากฏในพงศาวดารของกัมพูชา


สมเด็จ​พระนเรศวรลงเรือตามจับ​พระยาจีนจันตุ​ที่​แต่งสำเภาหนีกลับเมืองละแวก (ภาพจากหนังสือ "​พระราชพงศาวดาร ฉบับ​พิมพ์ ร.ศ. 120 เล่ม 1" พิมพ์ครั้ง​ที่ 2 พ.ศ. 2550)

ใน พ.ศ. 2136 สมเด็จ​พระนเรศวรฯทรงกรีฑาทัพสยามเข้ามาบุกเมืองกัมพูชา ทรงเข้ายึดเมืองต่างๆ​​ได้ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​พระสัตถามี​พระราชโองการให้อย่านำทัพเข้าขัดขวางทัพสยาม ​แต่ให้อพยพคนหลีบหนีออกจากเส้นทางเดินทัพของสมเด็จ​พระนเรศวร ​และทรงมี​พระราชสาสน์ถึงวิศรอยสเปนประจำเมืองมะนิลา​เพื่อขอทัพฝรั่งมาช่วยต้านทัพสยาม ฝ่ายเมืองมะนิลาเห็นว่า​เป็นโอกาสอันดี​ที่อาจ​จะ​ได้กัมพูชา​เป็นเมืองขึ้น​จึงส่งทัพ 120 นายมาป้องกันกรุงละแวก ​แต่ไม่ทันสมเด็จ​พระนเรศวรทรงยกทัพมาถึงเมืองละแวกก่อน สมเด็จ​พระสัตถาประทับช้างทรงออกมานอกเมืองพบ​กับ​พระนเรศวรฯหมาย​จะกระทำยุทธหัตถี ​แต่ช้างทรงของสมเด็จ​พระสัตถากลับคร้ามกลัวช้างทรงของสมเด็จ​พระนเรศวร​และวิ่งเตลิดหนี​ไป สมเด็จ​พระสัตถาทรงเสียท่าดังนั้น​แล้ว​จึงพา​พระโอรสกษัตริย์​ทั้งสอง​และ​พระมเหสีหนี​ไปเมืองศรีสุนทร สมเด็จ​พระนเรศวรทรงเข้าบุกเผาทำลายเมืองละแวกจนย่อยยับ แล้ว​ในพ.ศ. 2137 กษัตริย์​ทั้งสาม​และ​พระมเหสีทรงพากันเสด็จหนี​ไปเมืองสเต็งตรึงของล้านช้าง สมเด็จ​พระสัตถา​และสมเด็จ​พระไชยเชษฐาฯ​พระราชบุตรประชวรสิ้น​พระชนม์​ที่เมืองสเต็งตรึง


​พระเจดีย์บรรจุ​พระบรมอัฐิสมเด็จ​พระสัตถา พญาละแวก

ฝ่ายทางเมืองกัมพูชา​เมื่อไม่มีกษัตริย์คอยดูแล อำนาจจึงตกแก่เชื้อ​พระวงศ์ชั้นผู้น้อย​แต่​เป็นขุนนางตำแหน่งสูงชื่อ สมเด็จ​พระรามเชิงไพร (Rama Chung Prey) ​เป็นผู้นำฝายเขมร​ที่ต่อต้านการยึดครองของฝ่ายสยาม มีฐาน​ที่มั่น​ที่เมืองศรีสุนทร ฝ่ายสมเด็จ​พระนเรศวรฯโปรดเกล้าให้เลิกทัพกลับ​ไป ​พร้อม​กับกวาดต้อนชาวเขมรกลับ​ไป​เป็นจำนวนมาก ​โดยนำองค์​พระศรีสุริโยพรรณ​พระอนุชาของสมเด็จ​พระบรมราชาฯ​พระสัตถา​ที่จับองค์​ได้กลับ​ไปด้วย ​และยังทรงให้​พระเอกกษัตรีย์ ​พระธิดาของ​พระศรีสุริโยพรรณ​เป็น​พระชายาด้วย

​แต่สมเด็จ​พระนเรศวรฯก็โปรดฯให้​พระมหามนตรีคุมสถานการณ์ในเขมรไว้​ที่เมืองอุดงฦาชัย ​พระรามเชิงไพรจึงกรีฑาทัพมาขับไล่​พระมหามนตรี​ที่เมืองอุดงฦาชัยใน พ.ศ. 2138 ​พระมหามนตรีถอยทัพกลับสยาม ​พระรามเชิงไพรจึง​เป็นเอกกษัตริย์แห่งกัมพูชา ฝ่ายนายบาสรุยซ์ ​ซึ่ง​ได้หนี​ไปเมืองมะนิลา ​และนายเบลูซูหนี​ไปมะละกา ​ต่อมา​ทั้งคู่​ได้กลับมายังเมืองกัมพูชาอีกครั้ง​และ​ได้ทราบข่าวว่า​พระราชวงศ์เดิมเสด็จลี้ภัย​ไปยังสเต็งตรึงแล้ว​ จึงตามเสด็จ​ไปเมืองสเต็งตรึงปรากฏว่า​พระบรมราชาฯ​พระสัตถา​ได้ประชวรสวรรคต​ไปเสียแล้ว​ ฝรั่งสองคนจึงพากันคับแค้นใจมาก​และวางแผน​จะกอบกู้บัลลังก์คืนให้แด่สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 6 ​พระโอรส ใน พ.ศ. 2139 ฝรั่ง​ทั้งสอง​ได้เดินทางลงมาเฝ้าสมเด็จ​พระรามเชิงไพร ฝ่าย​พระรามเชิงไพรไม่ไว้วางใจฝรั่ง​ทั้งสองจึงวางแผนสังหาร ​แต่ฝรั่งรู้ตัวก่อนจึงชิงปลง​พระชนม์​พระรามเชิงไพรเสีย แล้ว​เชิญสมเด็จ​พระบรมราชา​ที่ 6 นิวัติกรุงกัมพูชาอีกครั้ง ขึ้น​ครองราชสมบัติ​ที่กรุงศรีสุนทร

ราย​พระนามกษัตริย์กรุงละแวก

1. ​พระบาท​สมเด็จ​พระบรมราชาธิราชรามาธิบดีศรีสุริโยปพันธุธรรมิกราช หรือ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 3 ย้ายราชธานีมา​ที่กรุงลงแวก -- พ.ศ. 2109

2. ​พระบาท​สมเด็จเสด็จ​พระบรมราชาธิราชรามาธิบดี หรือ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 4 พ.ศ. 2109 -- พ.ศ. 2119 (11 ปี)

3. ​พระบาท​สมเด็จเสด็จ​พระบรมราชาธิราชรามาธิบดี หรือ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 5 หรือ สมเด็จ​พระสัตถา พ.ศ. 2119 -- พ.ศ. 2136 เสียกรุงละแวกให้สมเด็จ​พระนเรศวร สวรรคต​ที่เมืองสเต็งตรึงพ.ศ. 2137

4. ​พระบาท​สมเด็จเสด็จ​พระไชยเชษฐาธิราชรามาธิบดี โอรสของสมเด็จ​พระบรมราชา​ที่ 5 ​พระราชบิดาให้ประกอบพิธีราชาภิเษก​เป็นกษัตริย์คู่กัน​กับ​พระอนุชา พ.ศ. 2127 -- พ.ศ. 2136 สวรรคต​ที่เมืองสเต็งตรึงพ.ศ. 2137

5. ​พระบาท​สมเด็จเสด็จ​พระบรมราชาธิราชรามาธิบดี หรือ สมเด็จ​พระบรมราชาฯ​ที่ 6 โอรสของสมเด็จ​พระบรมราชา​ที่ 5 ​พระราชบิดาให้ประกอบพิธีราชาภิเษก​เป็นกษัตริย์คู่กัน​กับ​พระเชษฐา พ.ศ. 2127 -- พ.ศ. 2136 เสด็จหนี​ไปเมืองสเต็งตรึง ​ต่อมาเสด็จกลับมาขึ้น​ครองเมืองศรีสุนทรในพ.ศ. 2139

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3559 Article's Rate 24 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา --Series
ชื่อตอน บทที่ 6 - อาณาจักรจตุรมุข และ อาณาจักรละแวก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ สัพเพเหระ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๓๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น