นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ร้อยใจมังกร #13
ปักษิณ
...ตันเต็งกุย นอนพักรักษาบาดแผลฟกช้ำจากการต่อสู้​กับพวกนักเลงโรงยาฝิ่นแห่งคลองบางหลวง ​ซึ่ง​เป็นเหล่าบรรดาสมุนของเสี่ยน้อยสายชล...

ตอน : บทที่ 13

คลิกดูภาพขยาย



ตันเต็งกุยนอนพักรักษาบาดแผลฟกช้ำจากการต่อสู้​กับพวกนักเลงโรงยาฝิ่นแห่งคลองบางหลวง ​ซึ่ง​เป็นเหล่าบรรดาสมุนของเสี่ยน้อยสายชลผู้​เป็นบุตรของขุนจำนงสัจจานนท์หรือยี่เฮีย เจ้าของโรงยาฝิ่นหลายแห่ง​ทั้งในเขต​พระนคร​และเขตหัวเมืองรอบนอก ​โดยมีสาวน้อยกิมเช็ง​เป็นพยาบาลคอยประคบประหงมดูแล​เขา​เป็นอย่างดี ​ทั้งนี้ก็ด้วย​ความอนุเคราะห์ของเจ้านายสาวผู้แสนดีของ​เขา ​ซึ่งก็​คือเ​ถ้าแก่เนี้ยลิ้มกิมหงนั่นเอง​ที่​ได้​เอาใจใส่กำชับกิมเช็งอีกทอดหนึ่ง​

"บ้านของเตี่ย​และอาม้าของกิมเช็ง ก็อยู่​​ที่เมืองขุกถ้มเหมือนกัน" กิมเช็งเอ่ยบอกชายหนุ่มด้วยสีหน้ายิ้มๆ​

"เมืองขุกถ้มหรือ?"

"ใช่..เมืองขุกถ้มตามเสียงเรียกของชาวแต้จิ๋วเรา หรือ​ที่สำเนียงชาวสยาม​เขาเรียกว่าเมืองนครปฐมหรือเมือง​พระปฐมนั่นเองแหละ​จ้ะ​เฮีย"

สาวน้อยกิมเช็งเอ่ยบอกให้ตันเต็งกุย​ได้ทราบถึงพื้นเพดั้งเดิมของบิดา​และมารดาของเธอ ​ที่พำนักอยู่​ในแผ่นดินสยาม ​เมื่อเธอ​ได้รับรู้ว่าชายหนุ่ม​กำลัง​จะเดินทาง​ไปทำงาน​ที่มณฑลนครชัยศรี ณ องค์​พระปฐมเจดีย์แห่งเมืองนครปฐม

"จริงหรือกิมเช็ง?" ตันเต็งกุยแสดง​ความสนใจทันที

"จริงสิจ๊ะ​เฮีย อั๊ว​จะโกหกเฮียทำไมกัน ดีเสียอีก​ที่อั๊ว​จะมีโอกาส​ได้พบ​กับเฮียอีก​เมื่อเวลาอั๊วเดินทางกลับ​ไปเยี่ยมบ้าน" หญิงสาวเริ่มหน้าแดง​เมื่อพูดถึงการ​ที่​จะ​ได้มีโอกาสพบ​กับ​เขาอีกในอนาคต

"โลกมันช่างกลมจริงๆ​นะเนี่ย แล้ว​บ้านครอบครัวของลื้ออยู่​ใกล้​กับองค์​พระปฐมเจดีย์หรือเปล่าล่ะน้องกิมเช็ง?" สำเนียงประกอบสีหน้าจากคำถามอย่างชนิด​ใคร่รู้ของชายหนุ่มนั้น​แสดงออกให้กิมเช็ง​ได้รับรู้ด้วยดวงใจระทึก

"ใช่..อยู่​ไม่ห่างกันเท่าไหร่เลย​จ้ะ​ เดินไม่นานก็ถึง อยู่​ในถิ่นชาวจีนอพยพ​ที่ล้วน​เป็นคนแต้จิ๋ว บ้านอั๊วอยู่​ใกล้ๆ​​กับโรงเจ หาไม่ยาก" สาวน้อยเอ่ยบอกด้วยเสียงใสแจ๋ว ดวงตา​เป็นประกาย

"​เขาเรียกชื่อถิ่นแถวนั้น​ว่าอะไร​หรือ?"

"กั่งบ๊วย ​เขาเรียกขานกันว่ากั่งบ๊วยตามชื่อโรงเจกั่งบ๊วย มีโรงงิ้วแต้จิ๋วตั้งอยู่​ใกล้ๆ​กัน​กับโรงเจ บ้านของอั๊วอยู่​ห่างโรงเจเพียงสองคูหาเท่านั้น​เอง รับรองเฮีย​ไปหาพบ​ได้ไม่ยาก ถามหาบ้านโรงเต้าหู้​ใครๆ​ก็รู้จัก"

"เตี่ย​และอาม้าของกิมเช็งทำโรงงานเต้าหู้หรือ?"

"ใช่จ้ะ​ ​แต่ไม่ใช่โรงงานใหญ่โตอะไร​หรอก ​เป็นเพียงโรงทำเต้าหู้เล็กๆ​​เอา​ไปขาย​ที่ตลาดสะพานเกวียน ตรงข้ามวัด​พระงามทุกวัน ​โดยเฉพาะตอนเช้า​ๆ​เท่านั้น​เองแหละ​"

"ลื้อว่าพวกท่านขายเต้าหู้อยู่​​ที่ตรงข้ามวัด​พระงามอย่างนั้น​หรือ?"

"ถูก​ต้องแล้ว​เฮีย..​ส่วนตัววัด​พระงามนั้น​​จะอยู่​ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์​พระปฐมเจดีย์ ​ซึ่งอยู่​ไม่ไกลจากองค์​พระปฐมเจดีย์ ​เป็นสถาน​ที่​ที่ค้นพบ​พระเจดีย์ขนาดสูงใหญ่สมัยทวาราวดี ​และยังขุดค้นพบโบราณวัตถุต่างๆ​ เช่น ​พระพุทธรูปศิลาหักพัง ​พระเสมาธรรมจักร กวางหมอบ ​พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ​และ​พระพิมพ์ดินเผา ​ซึ่ง​เป็นของเก่าแก่ฝีมืองดงามมากยาก​จะหา​ที่อื่นเทียบ​ได้"

"ทำไม​เขาถึงเรียกว่าวัด​พระงามล่ะ?"

"ก็สาเหตุ​ที่​เขาเรียกชื่อวัดว่าวัด​พระงามนั้น​​เพราะ​พระพุทธรูปดินเผา​ที่ขุด​ได้จากบริเวณวัดนี้งาม​เป็นเลิศนั่นเอง โบราณวัตถุ​ที่ขุดค้นพบในบริเวณนี้ล้วน​แต่​เป็นวัตถุเก่าสมัยทวาราวดี​ซึ่ง​เป็นสมัยเดียว​กับวัตถุ​ที่ค้นพบบริเวณองค์​พระปฐมเจดีย์"

(*หมายเหตุ : ปัจจุบันโบราณวัตถุบาง​ส่วนเก็บไว้​ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ​และหลายชิ้นเก็บไว้​ที่องค์​พระปฐมเจดีย์)

"แล้ว​เรื่อง​ตลาดสะพานเกวียนล่ะ?"

"​คือ..​ถ้าเฮีย​ไปองค์​พระปฐมเจดีย์ ก็​จะเห็นคลองเจดีย์บูชาอยู่​ใกล้ๆ​ สะพานข้ามคลองเจดีย์บูชา​เป็นสะพานเกวียน​ที่อยู่​ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ลำคลองไหลผ่านตาม​ความยาวของพื้น​ที่เมืองนครปฐม ​โดยผ่านเข้ามาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านหน้าวัด​พระงาม เลียบองค์​พระปฐมเจดีย์ ลอดกำแพงองค์​พระปฐมเจดีย์ หักออกนอกเขตเมืองต่อ​กับตำบลห้วยจระเข้ ​และตัดตรง​ไปจดแม่น้ำท่าจีน​ที่บ้านตลาดต้นสน ตำบลท่านา มณฑลนครชัยศรี คลองเจดีย์บูชา​ได้ถูก​ใช้​เป็นเส้นทางคมนาคม​ที่สำคัญมากตลอดรัชสมัยรัชกาล​ที่ 4 ถึง​กับทรงโปรดเกล้าฯให้สร้าง​พระราชวังนครปฐมขึ้น​​เพื่อประทับแรม"

"มี​พระราชวังนครปฐมด้วยหรือ?"

"จ้ะ​..​พระราชวังนครปฐม อยู่​ทางทิศตะวันออกไม่ห่างจากวัด​พระปฐมเจดีย์นัก เหตุ​ที่สร้าง​พระราชวังแห่งนี้ก็​เพราะว่า ​เนื่องมาจากในช่วง​ที่มีการปฏิสังขรณ์​พระปฐมเจดีย์ การ​ไปมา​ระหว่างกรุงเทพฯ​และนครปฐมไม่สะดวก​ ​ต้องค้างคืนกลางทางหนึ่ง​คืน จำ​เป็น​ต้องสร้าง​ที่ประทับแรมขึ้น​ในบริเวณนั้น​ รัชกาล​ที่สี่​คือ​พระบาท​สมเด็จ​พระจอมเกล้าเจ้าอยู่​หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง​พระราชวังขึ้น​​ที่บริเวณ​พระปฐมเจดีย์ ทำนองเดียว​กับ​พระราชวัง​ที่​พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา ทรงสร้างบริเวณริม​พระพุทธบาท​ ​และทรง​พระราชทานนามว่า "วังปฐมนคร" หรือ "​พระนครปฐม" ​และโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองมหาสวัสดิ์​และคลองเจดีย์บูชา ทำให้การคมนาคม​ระหว่างกรุงเทพฯ ​ไปยังนครปฐมสะดวก​ขึ้น​"

(*หมายเหตุ : ​พระราชวังปฐมนครนั้น​ ภายหลัง​ต่อมาเคย​เป็น​ที่ตั้งสำนักงานเทศบาลนครนครปฐม ปัจจุบันน่าเสียดาย​ที่ถูกรื้อ​ไปหมดแล้ว​)

"ขอบใจมากกิมเช็ง อั๊ว​จะไม่ลืมการช่วยอนุเคราะห์​ทั้งหมดของลื้อตลอดเวลา​ที่อั๊วอาศัยอยู่​​ที่บ้านหลังนี้ หาก​เมื่อ​ได้​ไปอยู่​เมืองนครปฐมจริงๆ​แล้ว​ อั๊วคงมีโอกาส​ได้ทดแทนบุญคุณของลื้อบ้าง จำคำ​ที่เฮียพูดไว้ในวันนี้ให้ดีนะกิมเช็งอั๊วขอให้สัญญา"

"อั๊ว​จะไม่มีวันลืมคำพูดของเฮียอย่างแน่นอน"

"แล้ว​กิมเช็ง​จะกลับบ้าน​เมื่อไหร่ล่ะ?"

"เดือนสิบหน้า​ที่​จะถึงนี่แหละ​จ้ะ​เฮีย อั๊ว​จะ​ไปถือศีลกินเจ​ที่บ้านพ่อแม่ตามประเพณีของครอบครัวสักสิบวัน หวังว่าคง​จะ​ได้เจอ​กับเฮียอีกในตอนนั้น​นะจ๊ะ​"

"​ถ้าเฮีย​ได้​ไปอยู่​​ที่นั่นจริงตาม​ที่จิวบุ้นเพ้ง​เพื่อนของเฮีย​เขาให้สัญญาไว้แล้ว​ล่ะก็ เฮีย​จะรีบ​ไปพบกิมเช็ง​ที่โรงเต้าหู้ข้างโรงเจกั่งบ๊วยทันที เฮียจำ​ได้แม่นยำไหมจ๊ะ​?"

"ถูก​ต้อง..กิมเช็งเชื่อแล้ว​ล่ะว่า​ความจำของเฮียดีมาก จำ​ได้ทุกคำพูด.."

เสียงคนเดินลากเกี๊ยะเข้ามาทางหน้าบ้านหลังเล็กของตันเต็งกุย​ที่คน​ทั้งสอง​กำลังสนทนากันอยู่​ ​เมื่อหันกลับ​ไปมอง กิมเช็งก็อุทานออกมาด้วย​ความดีใจ

"เอ้อ..นั่นอาเจ็กบ้วนสูนแวะมาเยี่ยมเฮีย​พอดี สวัสดีค่ะ​อาเจ็ก"

"สวัสดีกิมเช็ง..สวัสดีเต็งกุย เพิ่ง​ได้ข่าว​เมื่อเช้า​นี้เองเลย​รีบแวะมาเยี่ยม" ล้อบ้วนสูนรับไหว้คน​ทั้งสอง​พร้อม​กับกล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี

"เดี๋ยวอั๊วขอตัว​ไป​เอาน้ำชาร้อนๆ​มาให้ใหม่นะจ๊ะ​" กล่าวจบหญิงสาวก็ลุกขึ้น​เดินเลี่ยงออก​ไปนอกห้องทันที


ภายหลังจาก​ที่​ได้พูดคุยกันสักพัก ครั้น​เมื่อล้อบ้วนสูน​ได้รับทราบว่าตันเต็งกุย​กำลัง​จะย้ายออกจากบ้านตระกูลลิ้ม​เพื่อ​ไปรับงานใหม่​ที่มณฑลนครชัยศรี ณ องค์​พระปฐมเจดีย์​ที่​กำลังก่อสร้างอยู่​​ที่เมืองนครปฐม ​เขาก็กลับรู้สึกปีติยินดี​เป็นอย่างมาก แทน​ที่​จะเสียใจในคราว​ที่​จะ​ต้องจากกัน ชายกลางคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางเอ่ยบอกชายหนุ่มด้วยสีหน้าระรื่น

"นับว่า​เป็นโชคของเรา​ทั้งสอง​ที่​จะ​ได้มีโอกาสพบปะกัน​ได้บ่อยขึ้น​"

"พบปะกัน​ได้บ่อยขึ้น​ อาเจ็กหมาย​ความว่าอย่างไรหรือ?" ตันเต็งกุยถามด้วยใบหน้า​ที่แสดงถึง​ความฉงน

"อั๊วกะไว้ว่า​จะมาบอกลาลื้อเร็วๆ​นี้แหละ​ ว่าอั๊ว​จะย้ายอาชีพ​ไปทำมาหากิน​ที่เมืองขุกถ้มอยู่​​พอดีเหมือนกันไอ้หลานชาย"

"จริงหรือนี่อาเจ็ก?" ชายหนุ่มเลิกคิ้วตาโตด้วย​ความประหลาดใจ

"ช่าย..กะว่าอีกราวสองเดือนอั๊วก็​จะพาซิ่วอิง​และอาตี๋บุ้นป่าอพยพ​ไปทันที" ล้อบ้วนสูนรับคำอย่างจริงจัง​พร้อมพยักหน้าหงึกๆ​

"อาชีพใหม่ของอาเจ็ก​ที่​จะ​ไปทำนั้น​ ​คืออาชีพอะไร​หรือ?"

"เปิดร้านขายเครื่องยาจีนว่ะเต็งกุย อั๊ว​จะ​ไปเปิดร้ายขายเครื่องยาจีน​ที่เมืองนครปฐม"

"เอ้อ ผมไม่ยักกะรู้ว่าอาเจ็กมี​ความรู้ทางหยูกยาด้วยนะเนี่ย" ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทางสงสัย

"อ๋อ..อั๊วแอบ​ไปเรียน​กับคนรู้จักกันน่ะ ​เขา​กับอั๊วคุยถูกคอกันมาก ​ซึ่งมากถึง​กับทำให้​เขายอมสนับสนุนเรื่อง​ตัวยาให้​เอา​ไปเปิดร้านก่อนในตอนเริ่มต้นทีเดียวเชียวล่ะ"

"นับว่า​เป็นโอกาสดีของอาเจ็กนะครับ​"

"ไม่ใช่เท่านั้น​หรอกนะอาเต็งกุย"

"ทำไมหรือครับ​?"

"​เขายังแนะนำสถาน​ที่ตั้งร้าน​ที่เมืองนครปฐมให้ด้วยอีกต่างหาก ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้​เขาก็​กำลังสอนวิชาหมอแมะให้อั๊วด้วย อีกสองเดือนข้างหน้า อั๊วก็​จะพอ​ที่​จะ​เป็นหมอแมะขั้นพื้นฐาน​ได้แล้ว​ ​เพราะว่าอั๊ว​ได้พยายามศึกษาเรียนรู้วิชาพะแมะจาก​เขามา​เป็นปีแล้ว​"

"อาเจ็กเนี่ยเก่งจริงๆ​ครับ​ มี​ความรู้หลายอย่าง น่าเลื่อมใสๆ​" ตันเต็งกุยยกนิ้วโป้งให้หมาย​ความตาม​ที่​เขาพูด

"​คือ​จะว่ากันตาม​ความ​เป็นจริงนะ ​เมื่อตอน​ที่อั๊วทำงานอยู่​เมืองจีนนั้น​ อั๊วเคย​เป็นลูกมือหรือคนงานรับจ้างอยู่​​ที่ร้านหมอแมะประจำหมู่บ้าน​ที่อยู่​​แต่เดิมมาก่อน ​ซึ่งก็มากพอ​ที่​จะมี​ความรู้ดั้งเดิมอยู่​บ้างพอประมาณ จึงทำให้อั๊ว​สามารถศึกษาหา​ความรู้ทางด้านหมอแมะ​ได้ง่ายขึ้น​ยังไงล่ะ ไม่​ได้เก่งกาจอะไร​หรอกเต็งกุย" ผู้อาวุโสกว่าเล่า​ความจริงให้ชายหนุ่ม​ได้รับทราบอย่างถ่อมตน

"ถึงยังไง..อั๊วก็ยังยอมรับนับถือ​ความ​สามารถของอาเจ็กอยู่​ดีนั่นแหละ​ ​เพราะว่าหมอแมะนั้น​ไม่​ได้​เป็นกันง่ายๆ​หรอกนะครับ​"

"อัน​ที่จริงแล้ว​ แนวทางการรักษาของการแพทย์จีนนั้น​ อาศัยการแมะหรือ​ที่ภาษาจีนเราเรียกว่า ‘พะแมะ’ ในการตรวจจับชีพจร ​ทั้งนี้​เพื่อดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ​ เช่น หัวใจ, ตับ, ไต, ปอด, กระเพาะ, ม้าม ​เป็นต้น ทำให้ผู้​ที่​เป็นหมอแมะ​สามารถ​ที่​จะทราบถึงสมุฏฐานของโรค​ได้อย่างแน่ชัดมากขึ้น​"

"เพียงการพะแมะเองเท่านั้น​หรือ..อาเจ็ก?"

"เปล่าน่อ..อั๊วหมายรวม​ไปถึง​ทั้งการสอบถามอาการ​และการสังเกตอาการต่างๆ​ ร่วมด้วยในการวินิจฉัยประกอบกัน"

"อย่างนี้หมอแมะก็​สามารถรักษา​ได้ทุกโรคนะสิ?"

"จากประสบการณ์ในการรักษาจริงนั้น​ ​สามารถแบ่งผู้ป่วย​เป็นกลุ่มใหญ่​ได้ 2 กลุ่ม ​โดยแบ่งตามอาการของโรคดังนี้​คือ กลุ่มผู้ป่วยด้วยอาการหยินพร่อง ​และกลุ่มผู้ป่วยด้วยอาการหยางพร่อง"

"แหมน่าสนใจจริง..อาเจ็กช่วยอธิบายหน่อย​​ได้ไหมครับ​?"

"กลุ่มอาการหยินพร่องก็​คือ หยิน ใน​ที่นี้เปรียบ​ได้​กับน้ำหล่อเลี้ยงร่างกาย ​ได้แก่​ความเย็น ​ความชื้น ต่างๆ​ ​ซึ่งในกลุ่ม​ที่มีอาการหยินพร่องนี้ จึงทำให้หยางหรือ​ความร้อนมีมากกว่า ​ซึ่งเสมือนไฟระเหยน้ำ อันส่งผลทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดหลัง อ่อนเพลียผิดปกติ น้ำหล่อเลี้ยงกระจาย​ไปยังปอดไม่​ได้ทำให้มีอาการ หายใจไม่เต็มปอดหรือหายใจสั้นๆ​ ภูมิแพ้ ตาแพ้แสง ฝ้ามัวมองไม่ชัด มีคอแห้ง​เป็นประจำ พอทานน้ำเข้า​ไปร่างกายก็ไม่​สามารถกักเก็บไว้​ได้ ทำให้​ต้องปัสสาวะออก​ไปอีก"

"อ้อ..หายใจไม่ค่อยเต็มปอด คอแห้ง แบบนี้อั๊วก็เคย​เป็นเหมือนกัน แล้ว​กลุ่มผู้ป่วยอาการหยินพร่องพวกนี้​เป็นคนประเภทไหนกันครับ​?"

"กลุ่มผู้ป่วยอาการหยินพร่องนี้​โดยมาก​สามารถ​เป็นกัน​ได้ทุกวัย นับตั้งแต่วัยรุ่น​ไปจนถึงคนสูงอายุวัยทอง ​โดยคนวัยรุ่น​และคนวัยทำงาน​ที่พบมักมีพฤติกรรมชอบนอนดึกบ่อยๆ​ ไม่ดื่มน้ำ ทำงานหนักไม่​ได้พักผ่อนให้เพียงพอ จึงทำให้มีอาการดังกล่าว ​ส่วนพวกคนวัยทองนั้น​ ​เป็น​ได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น เบาหวาน ​ความดันโลหิต ​ความเครียด ตลอดจนอาหารการกิน ​เป็นปัจจัยทำให้ป่วย​ได้เช่นกัน"

"อีกกลุ่ม​ที่ว่า ​เป็นกลุ่มอาการหยางพร่องล่ะ มีอาการ​เป็นยังไงบ้างครับ​?"

"หยาง ใน​ที่นี้​คือ ​ความร้อน ​ความอบอุ่น การไหลเวียนเลือด ​ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ​จะมีอาการต่างๆ​ดังนี้​คือ อาการเย็น ชา ตามมือ​และเท้า ปวดหลัง ปวดเอว​และลง​ไปถึงเท้า อ่อนเพลีย มีอาการมึนงงบ่อยๆ​ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการทำงาน ปัสสาวะน้อยลง อาจมีอาการบวมน้ำร่วมด้วย ​เนื่องจากไตหยางพร่อง"

"ผู้ป่วยกลุ่มนี้ผู้ชายหรือผู้หญิง​เป็นมากกว่ากันล่ะ อาเจ็ก?"

"​ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยอาการหยางพร่อง ​โดยมากแล้ว​​จะพบเจอ​ได้ในชาย​ได้มากกว่าในหญิง ​เป็นคน​ที่อยู่​ในวัยทำงาน​ไปจนถึงคนวัยทอง ​ซึ่ง​โดยมากผู้ชาย​ที่พบมัก​จะมีปัญหาเกี่ยวข้อง​กับเรื่อง​ของทางเพศสัมพันธ์ ​คือการ​ที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ​เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี มีไขมันในเลือดสูง ทำให้มักมีปัญหาเรื่อง​ของภาวะมีบุตรยาก ​ความดันโลหิต ปวดหลัง​และเอวอย่างมาก จนมีอาการชา เหมือนเลือดไม่เดิน ดังนี้​เป็นต้น"

"การพะแมะนั้น​ หมอแมะ​เขาทำอย่างไรหรือครับ​ อั๊วชัก​จะสนใจเสียแล้ว​สิอาเจ็ก?" ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแสดงอาการกระตือรือร้นออกมาอย่างขัดเจน

"หมอจีน​จะทำการพะแมะด้วยการวางนิ้วมือสามนิ้ว ​คือนิ้วชี้ นิ้วกลาง​และนิ้วนาง ลงบนเส้นเลือดแถวข้อมืออย่างนี้" หมอแมะล้อบ้วนสูน เจ้าของร้านขายยาจีนในอนาคตยื่นมือจับข้อมือของคู่สนทนา​เพื่อแสดงตัวอย่างให้ดูอย่างสมจริงสมจัง

"ทำไมถึงเลือกจุดนี้ล่ะครับ​อาเจ็ก?"

"​ที่เลือกตรงจุดนี้ในการจับชีพจร ก็​เพราะมัน​เป็นตำแหน่งของเส้นลมปราณปอดยังไงล่ะเต็งกุย" ล้อบ้วนสูนอธิบายด้วย​ความดีใจ​ที่มีคนเห็น​ความหมายของ​ความรู้​ที่​เขามีอยู่​

"เส้นลมปราณของปอด ทำไม​ต้อง​เป็นปอดด้วยครับ​?"

"​เพราะปอดนั้น​​ได้พลังมาจากกระเพาะ แล้ว​พลังในร่างกายมนุษย์เรานั้น​ ก็ล้วนมาจากกระเพาะ​ทั้งสิ้น ดังนั้น​เส้นลมปราณปอดจึงสะท้อนพลัง​ทั้งร่างกายมนุษย์ออกมาด้วย ​ถ้ากระเพาะแข็งแรง ​คือกินข้าว​ได้ ​และดูดซึมดี ปอดก็​จะแข็งแรงด้วย ชีพจรก็​จะมีพลัง ลอง​ไปจับชีพจรของคนเจ็บหนักสิ บางคนอาจ​จะกินข้าวไม่ลง ชีพจร​จะไม่มีแรง หรือ​ถ้ามีแรงก็​เป็นการมีแรงแบบปลอมๆ​ หากออกแรงกดเส้นชีพจร​จะรู้สึก​ได้ว่าอาการเต้นของชีพจร​จะดูกลวงๆ​"

"อ้อ..พอ​จะเข้าใจบ้างแล้ว​ล่ะว่า ปอดสำคัญอย่างนี้นี่เอง"

"ไม่ใช่เพียงแค่นั้น​นะ นอกจากนี้ปอดยังมีหน้า​ที่สำคัญอีกสาเหตุหนึ่ง​​คือ ปอด​เป็นตัวรับเลือดจาก​ทั้งร่างกาย ​และส่งเลือดออก​ไปสู่ทั่วร่างกายเช่นกัน ปอดจึง​เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการรับข้อมูลจากทั่ว​ทั้งร่างกาย เราจึง​สามารถรู้​ได้ว่าอวัยวะไหนมี​ความผิดปกติ​ได้จากเส้นลมปราณปอด นี่​คือการพะแมะเบื้องต้น​ที่อั๊วขออธิบายให้ลื้อฟังคร่าวๆ​เท่า​ที่พอ​จะรู้มาบ้างเท่านั้น​แหละ​เต็งกุย"

"ขอบคุณมากครับ​อาเจ็ก"

ทันใดนั้น​ก็บังเกิดเหตุการณ์​ที่ทำให้การสนทนาของคน​ทั้งสองจำ​ต้องหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน ​เมื่อมีเสียงดังล้งเล้ง เสียงตะโกนเอะอะโวยวายกันจ้าละหวั่นดังมาตามถนน​ที่ผ่านหน้าบ้านตระกูลลิ้ม เสียงประทุลั่นเปรี๊ยะปร๊ะดังมาตามแรงลม​ที่​กำลังกระพือโหมมาอย่างแรง

"ไฟไหม้..ไฟไหม้..ไฟไหม้!" เสียงร้องตะโกนกันอย่างโหวกเหวก

"ไอ๊ย่ะ!..ไฟไหม้โว้ยเต็งกุย!..ไฟไหม้!" ล้อบ้วนสูนร้องอุทานออกมาด้วยเสียงดังลั่น

"ไฟไหม้สำเพ็งน่ะเฮีย รีบ​ไปช่วยเ​ถ้าแก่เนี้ยขนของหนีกันเถอะ" กิมเช็งวิ่งถลันพรวดพราดเข้ามาแจ้งข่าวร้ายแก่บุคคล​ทั้งสองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

"อั๊วว่า​ส่วนอาเจ็กนั้น​..ควรรีบกลับ​ไปดูอาซิ่ม​และหลานชาย​ที่บ้านก่อน​จะดีกว่า เสียงไฟมันดังใกล้เข้ามาแล้ว​ล่ะ" ตันเต็งกุยร้องบอกล้อบ้วนสูนด้วย​ความ​เป็นห่วง

"ไฟไหม้มาจากทางด้านไหนหรือกิมเช็ง?" ล้อบ้วนสูนถามพลางลุกขึ้น​ยืนอย่างกระวีกระวาด

"เห็นเฮียบักยู้รีบลากรถกลับมาร้องบอกเ​ถ้าแก่เนี้ยว่า เอ้อ..ต้นเพลิงไหม้มาจากทางบ้านเรือน​ที่อยู่​แถวศาลเจ้าเล่าปุนเ​ถ้ากงจ้ะ​!"

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3557 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ร้อยใจมังกร --Series
ชื่อตอน บทที่ 13 --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น