นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา #12
กาบแก้ว
...กัมพูชา หรือเขมรในยุค​ที่เรืองอำนาจมาก​ที่สุดก็​คือยุค "จักรวรรดิแขมร์" หรือ "อาณาจักรขอม" ​เพราะ​สามารถเผยแผ่อาณาเขต​ไป​ได้เกือบทั่ว​ทั้งคาบสมุทรอินโดจีน...

ตอน : บทที่ 5 - จักรวรรดิแขมร์ และ อาณาจักรพระนคร

กัมพูชาหรือเขมรในยุค​ที่เรืองอำนาจมาก​ที่สุดก็​คือยุค "จักรวรรดิแขมร์" หรือ "อาณาจักรขอม" ​เพราะ​สามารถเผยแผ่อาณาเขต​ไป​ได้เกือบทั่ว​ทั้งคาบสมุทรอินโดจีน


แผน​ที่จักรวรรดิแขมร์

จากผลการศึกษาถึงร่องรอย​ความสัมพันธ์ของ "จักรวรรดิแขมร์" ​กับ "กรุงศรีอยุธยา" มีประวัติศาสตร์​ความ​เป็นมาดังต่อ​ไปนี้

จักรวรรดิแขมร์ หรืออาจเรียกว่า อาณาจักรเขมร หรือ อาณาจักรขอม ​เป็นหนึ่ง​ในอาณาจักรโบราณ​ที่ครอง​ความยิ่งใหญ่ในช่วงปี พ.ศ.1345 - พ.ศ. 1974 ​ซึ่งถือ​เป็นยุค​ที่ 3 ของประวัติศาสตร์กัมพูชา ​โดยก่อนหน้า​ที่​จะมา​เป็นจักรวรรดิแขมร์นั้น​ อาณาจักรฟูนัน​ซึ่งตั้งอยู่​​ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ครอบคลุม​ทั้งพื้น​ที่ประเทศกัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บางตอนของลุ่มแม่น้ำเจ้า​พระยา ​และภาคใต้ของไทย ลงมาถึงแหลมมลายู ​ได้ครอง​ความยิ่งใหญ่ในแถบอินโดจีนมาก่อนในราวพุทธศตวรรษ​ที่ 6 (พ.ศ.611 -- พ.ศ. 1093)​ ​และ​ได้ขยายอาณาเขต​ไปยังแคว้นเจนละ (ปัจจุบัน​คือ​ที่ตั้งประเทศกัมพูชา) ก่อน​ที่ในปี พ.ศ.1093 แคว้นเจนละ​จะ​ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น​มาแทน​ที่อาณาจักรฟูนัน

​ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.1345 แคว้นเจนละ​ได้เสื่อมอำนาจลง จักรวรรดิแขมร์ เริ่มครอง​ความยิ่งใหญ่แทน​ที่แคว้นเจนละ ​โดย​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 ประกาศเอกราชจากแคว้นศรีวิชัย ​และรวบรวมจักรวรรดิแขมร์ทางใต้ให้​เป็นปึกแผ่นขึ้น​มา ทำให้สมัยนั้น​จักรวรรดิแขมร์ มีอาณาเขตครอบคลุม​ทั้งกัมพูชา พื้น​ที่บาง​ส่วนของประเทศไทย ลาว รวม​ทั้งบาง​ส่วนของเวียดนามในปัจจุบันอีกด้วย นับ​เป็นอาณาจักร​ที่มีแสนยานุภาพมาก​ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เวลานั้น​ ​และมีการย้ายเมืองหลวงถึง 3 ครั้งในช่วงเวลา​ที่ครองอำนาจ ​โดยเมืองหลวงแรก​คือ เมืองหริหราลัย ช่วงปี พ.ศ.1345-1432 จากนั้น​ย้าย​ไปเมืองยโศธรปุระ ในปี พ.ศ.1432 ​ต่อมาในปี พ.ศ.1471 ​ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 4 จึงย้ายเมืองหลวง​ไปยังเมืองเกาะแกร์ ​และ​เป็นเมืองหลวงอยู่​จนปี พ.ศ.1487 จึง​ได้ย้ายกลับมา​ที่ยโศธรปุระอีกครั้งจนถึงปี พ.ศ.1974

คลิกดูภาพขยาย

แผน​ที่จักรวรรดิแขมร์ประมาณ พ.ศ. 1443 (สีแดง)

ในยุคสมัยของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 เรื่อยมา จักรวรรดิแขมร์ เรืองอำนาจ​เป็นอย่างมาก มีการสร้างศาสนาสถานรูปแบบขอม ​และฮินดู ตามศาสนา​ที่นับถืออยู่​​เป็นจำนวนมาก ​โดยเฉพาะมรดกโลก​ที่สำคัญก็​คือ นครวัด นครธม รวม​ทั้งปราสาทหินต่าง ๆ​ มากมาย​ ​เพื่อ​เป็นการแสดงแสนยานุภาพ ​และบูชาเทพเจ้า

​ต่อมาจักรวรรดิแขมร์ ในช่วงยุคกลางเริ่มอ่อน​กำลังลง ประเทศราชเริ่มแยกตัว​เป็นรัฐอิสระมากขึ้น​ รวม​ทั้งยังเสียดินแดนบาง​ส่วนให้​กับอาณาจักรสุโขทัย​ที่เรืองอำนาจขึ้น​มา ขณะ​ที่ประชาชนก็เริ่มหัน​ไปนับถือ​พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแทนศาสนาฮินดู ทำให้การก่อสร้างศาสนสถาน​ที่อลังการสิ้นสุดลงตาม​ไปด้วย ​โดยเปลี่ยนมา​เป็นการสร้างวัดวาอาราม ​และหล่อ​พระพุทธรูปแทน

​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2
(พ.ศ. 1313-1378)


​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 (Jayavarman II) ​คือผู้รวมจักรวรรดิแขมร์ทางใต้ให้​เป็นปึกแผ่นขึ้น​มา ​และประกาศให้เขมร​เป็นเอกราชไม่อยู่​ใต้อำนาจของชวาอีกต่อ​ไป ​เป็นผู้วางรากฐานการปกครอง​ที่มีกษัตริย์ อยู่​ในฐานะอันสูงส่ง ​ที่เรียกว่า เทวราชา ในสมัยของ ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 ​ระหว่าง พ.ศ. 1313-1378 (ค.ศ. 770-835) นั้น​ มีการโยกย้ายราชธานีถึง 4 ครั้ง

คลิกดูภาพขยาย

​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 - Jayavarman II

เริ่มต้นอาณาจักร​พระนคร

​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 ทรงประทับอยู่​​ที่ชวานานเท่าใด​และมี​พระราชกรณียกิจอันใดนั้น​ ไม่มีผู้บันทึกไว้ ​แต่ปรากฏจารึกเล่าว่า​พระองค์เสด็จกลับมายังดินแดนของ​พระองค์แล้ว​รวบรวมผู้คน ก่อตั้งอาณาจักรขึ้น​มาใหม่ เรียกกันว่า "อาณาจักร​พระนคร" ​เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1345 ทรงตั้งเมืองหลวงอยู่​​ที่เมือง "อินทปุระ" ​ซึ่ง​เป็น​ที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ ​ต่อมา​ได้ทรงย้ายราชธานี​ไปอีกหลายแห่ง เช่น เมืองหริหราลัย เมืองอมเรนทรปุระ ​และมเหนทรบรรพต (พนมกุเลนในปัจจุบัน) แล้ว​ทรงย้ายกลับมาประทับ​ที่เมืองหริหราลัยอีกครั้ง​เป็น​ที่สุดท้าย

การ​ที่​พระองค์ทรงประทับอยู่​อาณาจักรไศเลนทร์ในชวามานานพอสมควร ​เมื่อกลับมาจึง​ได้ทรงนำ​เอาระบบการปกครองแบบ "เทวราช" จากไศเลนทร์เข้ามา ยกฐานะกษัตริย์ให้​เป็นเทพเจ้า ​เป็นตัวแทนขององค์​พระศิวะลงมาปกครองมนุษย์ ​เป็นจุดเริ่มต้นอารยะธรรมขอม​ที่มั่นคงในกาล​ต่อมา ​พระองค์​ได้นำพราหมณ์ปุโรหิตเข้ามาประจำในราชสำนัก ​เพื่อทำพิธีราชาภิเษกอันศักดิ์สิทธิ์ (พราหมณ์องค์แรกในราชสำนักของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 ​คือ พราหมณ์หิรัญยทามะหรือศิวะไกรวัลย์ ผู้เชี่ยวชาญพิธีไสยศาสตร์) ​ซึ่งก็​ได้มีการสืบทอดต่อ​ไปในรัชกาลของกษัตริย์ทุก​พระองค์ แล้ว​ยังนำ​ความเชื่อเกี่ยว​กับการสร้างปราสาทขึ้น​​เพื่อบูชาเทพเจ้า​และ​เพื่อฉลองชัยชนะในสงคราม นักประวัติศาสตร์คาดว่า​พระองค์น่า​จะ​ไปเห็น "มหาสถูปบุโรพุทโธ" สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่​ที่เกาะชวา ​พระองค์จึงนำแบบอย่างคติ​เขา​พระสุเมรุราชเข้ามา นับ​ได้ว่า​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 ​คือปฐมกษัตริย์​พระองค์แรก​ที่​เป็นผู้วางรากฐานขนบธรรมเนียมประเพณีของขอมมาจนกระทั่งสิ้นสุดอาณาจักร​พระนคร

เหตุการณ์​ความ​เป็น​ไปในอาณาจักร​พระนคร

รัชสมัยของกษัตริย์องค์ต่อๆ​มาของขอมก็เริ่มทำการสร้างปราสาทขึ้น​มา​เพื่อ​เป็นเทวสถานบูชา​พระศิวะ อาจ​จะมีการควบคู่กระทำ​ไป​พร้อม​กับการทำสงครามด้วย ทำให้ตลอดเวลา​ที่อาณาจักร​พระนคร​ที่รุ่งเรืองนั้น​ มีสิ่งก่อสร้างอย่างปราสาทหินขนาด​ที่กระจัดกระจายอยู่​ตามภูมิภาคต่างๆ​ ​ซึ่งล้วน​เป็นแหล่ง​ที่อำนาจของขอม​ได้แผ่​ไปถึง ไม่เว้น​แม้​แต่ในดินแดนของประเทศไทยเอง ​ซึ่งคาดว่าน่า​จะอยู่​ในช่วงของอาณาจักรทวารวดี ก็ยัง​ได้รับอิทธิพลของขอมเข้ามาด้วย การสร้างปราสาทเหล่านี้มีบันทึกว่า​ได้เริ่มต้นทำกันมาในรัชสมัยของ "​พระเจ้ายโศวรมัน​ที่ 1" ​ซึ่ง​ได้สร้างปราสาทพนมบาแคง ​ที่เมืองยโศธรปุระ ​และยังสร้างเทวสถานตามหมู่บ้านต่างๆ​อีกหลายแห่ง

​ต่อมา "​พระเจ้าอุทยาทิตยวรมัน​ที่ 2" ทรงสร้างปราสาทบาปวน ​พร้อม​กับการสร้างระบบชลประทานด้วยการสร้างสระน้ำขนาดใหญ่​ที่เรียกว่า "บาราย" ​เอาไว้ด้วย จากจารึกสะด๊กก๊กธมหลัก​ที่ 2 ​ที่พบ​ที่ปราสาทสะด๊กก๊กธม ในจังหวัดสระแก้วนั้น​​ได้ระบุว่า ​พระองค์ยัง​ได้สร้างรูปเคารพ หิรัณยทามะ ศิวะไกรวัลย์ ​และศิวาศรม ผู้​เป็นพราหมณ์ ​และเทวรูป​พระพรหม ​พระนารายณ์ ​พระศิวะ ประดิษฐาน​เอาไว้ตามปราสาทต่างๆ​อีกด้วย


ปราสาทบาปวน สร้างในสมัย​พระเจ้าอุทยาทิตยวรมัน​ที่ 2 นับว่า​เป็นปราสาท​ที่สูงมาก

​โดยเฉพาะในรัชกาลของ "​พระเจ้าสุริยะวรมัน​ที่ 2" ขึ้น​ครองราชย์ ​พระองค์ทรงเข้มแข็งในการศึกสงครามมีชัยชนะเหนืออาณาจักรจามปา (อาณาจักรเก่าแก่ มีพื้น​ที่ตั้งอยู่​ในประเทศเวียดนาม) ​ทั้งยังขยายอาณาจักรออก​ไปอย่างกว้างขวาง​ไปถึงดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้า​พระยา​และภาคอีสานของประเทศไทย ​พระองค์จึง​ได้สร้างเทวสถานสำคัญๆ​ไว้หลายแห่ง ​ที่ยิ่งใหญ่​ที่สุดก็เห็น​จะ​เป็นปราสาทนครวัด ​ซึ่ง​เป็นปราสาท​ที่ยิ่งใหญ่​และสวยงาม​ที่สุดในศิลปะขอม ​เพื่อถวายแด่​พระวิษณุหรือ​พระนารายณ์

คลิกดูภาพขยาย

รูปสลักนูน​พระเจ้าสูริยะวรมัน​ที่ 2 ในปราสาทนครวัด - Suryavarman II

คลิกดูภาพขยาย

ชาวขอมโบราณ​กำลังก่อสร้างปราสาทหินนครวัด

การก่อสร้างนี้ทำกันอย่างใหญ่โตมาก ​ต้องเกณฑ์คนจำนวนนับหมื่นนับแสน​เพื่อ​ไปตัดหิน ขนเข้ามาก่อสร้างทำให้แรงงานเหล่านั้น​ถึง​กับสูญสิ้นชีวิต​ไปมากมาย​ก่ายกอง ฉะนั้น​​เมื่อ​พระองค์เสด็จสวรรคต บ้านเมืองจึงจมอยู่​​กับ​ความทุกข์ยาก​เป็นเวลานาน กองทัพเริ่มอ่อนแอ ครั้น​เมื่อ "​พระเจ้าธรณีทรวรมัน​ที่ 2" ขึ้น​ครองราชย์​ได้ 10 ปี ก็ถูก "​พระเจ้ายโศวรมัน​ที่ 2" ชิงราชสมบัติ จน​พระเจ้าธรณีทรวรมัน​ที่ 2 ​ต้องเสด็จลี้ภัย​ไปอยู่​จามปา ในรัชกาลนี้บ้านเมืองระส่ำระสาย เกิดศึกสงคราม​กับพวกจาม ​ต่อมา​พระเจ้ายโศวรมันถูก "กบฏภรตะราหู" ลอบปลง​พระชนม์ ขุนนางกบฏจึง​ได้ขึ้น​ครองราชย์นามว่า "​พระตรีภูวนาทิตย์" ​แต่ว่า​พระองค์ครองราชย์​ได้ไม่นานก็ถูกกองทัพจามตีเมือง​พระนครแตก ​พระตรีภูวนาทิตย์ถูกจับประหารชีวิต บ้านเมืองถูกปล้นสดมภ์เสียหายมาก อาณาจักร​พระนครก็​ต้องตก​เป็นเมืองขึ้น​ของอาณาจักรจามปา ณ เวลานั้น​

​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของขอม

หม่าตวนหลิน นักประวัติศาสตร์จีน​ที่เดินทางเข้า​ไปยังเมือง​พระนครในช่วงนั้น​​ได้เล่าว่า ​พระเจ้าชัยวรมัน โอรสของ ​พระเจ้าธรณีทรวรมัน​ที่ 2 ​ได้รวบรวมผู้คนเข้า​เป็นกองทัพใหญ่ แล้ว​ทำสงครามขับไล่กองทัพจามออก​ไปจากอาณาจักร ​พระองค์ทรงมีชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในสงครามทางเรือ​กับกองทัพจาม ​ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้​ได้ถูกสลัก​เอาไว้​ที่ผนังระเบียงคดของปราสาทบันเตียชมาร์​และปราสาทบายน ฝั่งประเทศกัมพูชา ​เป็นประจักษ์พยานในชัยชนะของ​พระองค์ ใน​ที่สุดบ้านเมืองก็สงบสุข ​พระองค์ทรงขึ้น​ครองราชย์​เป็นกษัตริย์ ทรงบูรณะ​และปฏิสังขรณ์ราชธานีขึ้น​ใหม่ แล้ว​ส่งกองทัพใหญ่ให้ "เจ้าชายวิทยนันท์" แห่งนครจามปา ​ซึ่งมาสวามิภักดิ์ต่อ​พระองค์​เป็นแม่ทัพ ยก​ไปตีอาณาจักรจามปาจนพ่ายแพ้ราบคาบ ยึดอาณาจักรแห่งนี้​เป็นเมืองขึ้น​ต่อ​พระองค์ แล้ว​ยังยกกองทัพแผ่อำนาจเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้า​พระยา ​ไปจนถึงทางภาคเหนือ ​และแถบภาคอีสานของไทยอีกด้วย

คลิกดูภาพขยาย

​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 -- Jayavarman VII

​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 ทรง​เอาใจใส่ทำนุบำรุงประชาชนของ​พระองค์ ในจารึก​พระขรรค์​ได้กล่าวว่า ทรงสร้าง "บ้าน​ซึ่งมีไฟ" หรือ "ธรรมศาลา" จำนวน 121 หลัง สำหรับให้ประชาชน​ใช้​ที่พัก​ระหว่างการเดินทาง ​และสร้าง "อโรคยาศาล" ​เพื่อ​เป็นโรงพยาบาลรักษาคนป่วยไข้ อีก 102 แห่ง ดังนั้น​จึงไม่แปลกใจเลย​ว่า ในดินแดนบาง​ส่วนของประเทศไทยเรานั้น​มีปราสาทหินขนาดย่อม กระจัดกระจายอยู่​แถบภาคอีสานหลายแห่ง ก็คง​เป็น​เพราะ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 ทรงให้สร้างอโรคยาศาล​กับธรรมศาลา​เอาไว้นี่เอง


อโรคยาศาล สถานพยาบาลยุคสมัยขอมเรืองอำนาจ

แล้ว​ทรงสร้าง "ปราสาทบายน" ​ที่นครธม ราชธานีแห่งใหม่ของ​พระองค์ ​โดยมีการสลัก​พระพักตร์ของ​พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ​พระพักตร์ของ​พระองค์​ที่เปี่ยมล้นด้วย​ความเมตตา ​เป็นการแสดงให้เห็นว่า​พระองค์รับ​เอา​พระพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน​กับศาสนาพราหมณ์ด้วย ทำให้ปราสาทแห่งนี้มี​ความสวยงาม ยิ่งใหญ่ไม่แพ้นครวัดเลย​ทีเดียว ​โดยเฉพาะรอยยิ้มแห่งบายน​ที่ปรากฏอยู่​บน​พระพักตร์​ทั้ง 216 วงพักตร์ ​เป็น​ที่ตรึงตาตรึงใจแก่ผู้​ที่มาพบเห็นในปัจจุบันมาก

คลิกดูภาพขยาย

หอสูง รูปหน้าบริเวณศูนย์กลางของปราสาทหินบายน - Bayon Angkor

ไม่เฉพาะทรงสร้างปราสาทบายน​ที่ยิ่งใหญ่เพียงแห่งเดียว ​พระองค์ยังทรงสร้างปราสาทตาพรหม​เพื่อถวายแด่​พระราชมารดา ​และปราสาท​พระขรรค์​เพื่อถวายแด่​พระราชบิดาของ​พระองค์ด้วย ​พระราชกรณียกิจของ​พระองค์​ส่วนใหญ่ก็คง​จะ​เป็นการสร้างปราสาทนั่นเอง

คลิกดูภาพขยาย

ปราสาทตาพรหม สร้างสมัย​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 ​เพื่อถวาย​พระราชมารดา

รายนาม​พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักร​พระนคร

(​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 เสด็จกลับจากชวามาก่อตั้งอาณาจักร​พระนคร)

​พระนาม ระยะรัชกาล ปุโรหิตประจำราชสำนัก ราชธานี
1.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1345-1393 เสตงอัญศิวะไกรวัลย์ อินทรปุระ
(พราหมณ์หิรัญยทามะ) หริหราลัย
อมรเรนทรปุระ
มเหนทรบรรพต
(พนมกุเลน)
หริหราลัย
2.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 3 พ.ศ. 1393-1420 เสตงอัญสูกสมทินทู
3.​พระเจ้าอินทรวรมัน พ.ศ.1420-1432 เสตงอัญวามศิวะ
4.​พระเจ้ายโศวรมัน​ที่ 1 พ.ศ.1432-1443 เสตงอัญวามศิวะ ศรียโศธรปุระ
(เมือง​พระนคร​ที่ 1)
5.​พระเจ้าหรรษาวรมัน​ที่ 1 พ.ศ. 1443-1471 (หลังพ.ศ. 1468) เสตงอัญวามศิวะ
6.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 4 พ.ศ. 1471-1475 เสตงอัญอีศานมูรติ โฉการกยาร์
(เกาะแกร์)

7.​พระเจ้าหรรษาวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1475-1478 เสตงอัญอาตมะศิวะ
8.​พระเจ้าราเชนทรวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1478-1511 เสตงอัญอาตมะศิวะ ศรียโสธรปุระ
(เมือง​พระนคร​ที่ 1)

9.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 5 พ.ศ. 1511-1544 เสตงอัญศิวจารย์
10.​พระเจ้าอุทยาทิตยวรมัน​ที่ 1 พ.ศ. 1544-1545 เสตงอัญศิวจารย์
11.​พระเจ้าชัยวีรวรมัน พ.ศ. 1545-1553 เสตงอัญศิวจารย์
12.​พระเจ้าสุริยะวรมัน​ที่ 1 พ.ศ. 1553-1593 เสตงอัญสทาศิวะ เมือง​พระนคร​ที่ 2
13.​พระเจ้าอุทยาทิตยวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1593-1609 กัมรเตงอัญศรีชเยนทรวรมัน
14.​พระเจ้าหรรษาวรมัน​ที่ 3 พ.ศ. 1609-1623 เสตงอัญศรีทิวากรบัณฑิต
15.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 6 พ.ศ. 1623-1650 เสตงอัญศรีทิวากรบัณฑิต
(เริ่มต้นราชวงศ์มหิธรปุระ)
16.​พระเจ้าธรณีทรวรมัน​ที่ 1 พ.ศ. 1650-1655 เสตงอัญศรีทิวากรบัณฑิต
17.​พระเจ้าสุริยะวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1655-1693 เสตงอัญศรีทิวากรบัณฑิต (ทรงสร้างนครวัด)
18.​พระเจ้าธรณีทรวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1693-1703 -
19.​พระเจ้ายโศวรมัน​ที่ 2 พ.ศ. 1703-1708 -
20.​พระเจ้าตรีภูวนาทิตย์ พ.ศ. 1708-1720 -

*กองทัพจามปารุกราน ครอบครองอาณาจักรเมือง​พระนคร ราว พ.ศ. 1720-1724

21.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 พ.ศ. 1724-1763 - เมือง​พระนครหลวง
(นครธม)
(ทรงขับไล่กองทัพจามปาออก​ไป​ได้สำเร็จ ​และทรงสร้างปราสาทบายน หรือปราสาทนครธม)

22.​พระเจ้าอินทรวรมัน พ.ศ. 1763-1768 -
23.​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 8 พ.ศ. 1768-1838 -
(หลังสมัยเมือง​พระนครหลวง พ.ศ. 1780 ถึงราวพุทธศตวรรษ​ที่ 20)
24.​พระเจ้าศรีนทรวรมัน พ.ศ. 1838-1850 -
25.​พระเจ้านทรชัยวรมัน พ.ศ. 1850-1870 -
26.​พระเจ้าชัยวรมันปรเมศวร พ.ศ. 1870-1889 -
27.สมเด็จ​พระบรมนิพัทธบท พ.ศ. -
28.สมเด็จ​พระศรีราช พ.ศ. 1889-
29.สมเด็จ​พระบรมลำพงศ์ราชา พ.ศ. - ?
30.​พระเจ้าปาสัตร พ.ศ. - (ครองราชย์​ได้ 3 ปี)
31.​พระเจ้าปาอัศ (ผู้​เป็นอนุชา) พ.ศ. -? --พ.ศ. 1936 (ครองราชย์​ได้ 3 ปี)
32.สมเด็จ​พระเจ้ากะดมบอง พ.ศ. 1936
33.สมเด็จ​พระศรีสุริโยประวงศ์ราชา พ.ศ. 1936- ?
34.สมเด็จ​พระเจ้าธรรมโศกราช พ.ศ. -? --พ.ศ. 1974

**กองทัพกรุงศรีอยุธยานำ​โดยสมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 (เจ้าสาม​พระยา) เข้าตีเมือง​พระนครแตกในปี พ.ศ. 1974 ทำให้สิ้นสุดอาณาจักรเมือง​พระนคร ​และชาวขอม​ต้องย้ายเมืองหลวง​ไปไกลถึงเมืองพนมเปญ

***กษัตริย์ตั้งแต่สมเด็จ​พระบรมนิพัทธบท มาจนถึงสมเด็จ​พระเจ้าธรรมโศก มีรายนามปรากฏอยู่​ใน​พระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา

คลิกดูภาพขยาย

เนะ สยัมกุก แปลว่า นี่​คือ "เสียมก๊ก" หรือกองทัพสยาม

อาณาจักร​พระนครล่มสลาย

สมเด็จฯ กรม​พระดำรงราชานุภาพ ​ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ "นิราศนครวัด" ตอนหนึ่ง​ว่า

"...​ปราสาทหิน​ที่ขอมสร้างไว้ในแดนเขมรมีอยู่​ราว 600 แห่ง สร้างภายในระยะเวลา 600 ปี ​เมื่อพิจารณาดูว่าปราสาทหินแห่งหนึ่ง​​จะ​ต้อง​ใช้แรงงานคนสักเท่าใด ก็ดูเหลือ​ที่​จะประมาณ อย่างเช่นนครวัด เห็น​จะ​ต้องเกณฑ์คนมาทำงานนับหมื่น ​ไปต่อยศิลาอยู่​​ที่​เขาลิ้นจี่บ้าง ​ไปเ​ที่ยวขุดแลง​ที่อื่นบ้าง แล้ว​ยังพวกคนยกขนขึ้น​​ไปเรียบเรียง ในสมัย​ที่ยังไม่มีเครื่องจักรกล​ที่​จะช่วยแรงงานคน ​จะ​ต้อง​ใช้คนสักเท่าใดจึง​จะพอแก่งาน...​คิดดูก็พอ​จะเห็น​ได้ว่า​ต้อง​ใช้อำนาจสักเพียงใด ไพร่พล​ที่เกณฑ์มา​จะ​ต้องเดือดร้อนเพียงใด...​

...​นครวัด นครธม นับว่า​เป็นอนุสาวรีย์โบราณ​ซึ่งใหญ่โต​และสง่างาม​ที่สุดแห่งหนึ่ง​ของโลก ​แต่​เมื่อคิดถึงราคา​ที่ท่านผู้สร้าง​ต้องลงทุนก็น่าอนาถใจ ด้วยตามเรื่อง​พงศาวดารปรากฏว่า พอเสร็จงานสร้างนครวัด นครธมกันแล้ว​ ประเทศขอมก็สิ้น​กำลัง ​ต่อมาไม่ช้านานเท่าใด ก็​ต้องตกอยู่​ในอำนาจของชาติอื่น...​"

ข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ ท่านน่า​จะ​เป็น​ความจริง ​เพราะ​เมื่อ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 เสด็จสวรรคตแล้ว​ กษัตริย์องค์ต่อๆ​ มาก็เสื่อมอำนาจ หมดสิ้น​กำลัง​เพราะ​ได้ล้มหายตายจาก​ไป​กับงานสร้างนครธม ​และปราสาทหินอื่นๆ​ อีกมากมาย​ก่ายกอง ในขณะ​ที่ดินแดนทางทิศตะวันตก อาณาจักรของคนไทยอย่าง "อาณาจักรสุโขทัย" ก็เริ่มมีอำนาจขึ้น​มา​และ​สามารถปลดแอกจากอาณาจักรขอม​ได้สำเร็จ

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง​ก็​คือ การ​ที่​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ทำให้​พระองค์ทรงสร้างรูปเคารพในศาสนาพุทธ​เป็นจำนวนมาก ทรงอุปถัมภ์​พระพุทธศาสนาให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ศาสนาพราหมณ์​ที่มีอยู่​ดั้งเดิม ​และลิดรอนอำนาจของเหล่าพราหมณ์ให้เหลือน้อยลงทำให้พราหมณ์จำนวนมากไม่พอใจ ​แต่​ต้องทนเก็บ​ความรู้สึกนี้ไว้เงียบๆ​ จนกระทั่ง​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 เสด็จสวรรคต บรรดาพราหมณ์​ทั้งหลายจึงรวมตัวกันก่อการจลาจล มีการทำลายล้างวัดวาอาราม รูปเคารพทางพุทธศาสนา ไม่เว้น​แม้กระทั่งรูปเหมือนของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 7 ​ที่ถูกทำลายลง​ไปด้วย (ปัจจุบันเหลืออยู่​ 2 ชิ้น​ที่พิมาย​และพิพิธภัณฑ์เมืองพนมเปญ) ​ความขัดแย้งนี้เอง​ที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่ากันครั้งใหญ่ในสมัยของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 8 จนทำให้​กำลังทางทหารอ่อนแอลง

คลิกดูภาพขยาย

แผน​ที่อาณาจักรอยุธยาประมาณ พ.ศ. 1953 (สีม่วง) ​และอาณาจักร​พระนคร (สีแดง)

จนกระทั่งในราวพุทธศตวรรษ​ที่ 19 "กรุงสุโขทัย" เริ่มเสื่อมอำนาจลง ขณะ​ที่ "กรุงศรีอยุธยา" เริ่มมีอำนาจมากขึ้น​ จน​สามารถขยายอาณาเขต​ไปทั่วทุกทิศ

พอมาถึงการเริ่มต้นของ "อาณาจักรกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา" ถือกำเนิดขึ้น​ บัลลังก์ของอาณาจักรขอมก็สั่นคลอน ​เมื่อถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จ​พระรามาธิบดี​ที่ 1 (​พระเจ้าอู่ทอง) บุกมาตีถึงเมือง​พระนคร ในรัชกาลของสมเด็จ​พระบรมลำพงศ์ราชา จนบ้านเมืองขอมระส่ำระสายอย่างหนัก

ในปี พ.ศ. 1896 กรุงศรีอยุธยา​ได้เข้าตีเมืองยโศธรปุระอัน​เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิแขมร์ ​และกวาดต้อนประชาชน​ไป​เป็นจำนวนมาก ใน​ที่สุดกองทัพกรุงศรีอยุธยาก็​สามารถตีเมืองยโศธรปุระแตก ​เป็นเหตุให้ "จักรวรรดิแขมร์" ตก​เป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยานับ​แต่นั้น​​เป็นต้นมา

กองทัพอยุธยาของสมเด็จ​พระราเมศวรโจมตีอย่างต่อ​เนื่องในรัชกาลของ​พระเจ้ากดมบอง ​และใน​ที่สุดอาณาจักรเมือง​พระนครก็​ต้องสิ้นสุดลงในรัชกาลของ "สมเด็จ​พระเจ้าธรรมโศกราช" ​ซึ่ง​ได้ถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จ​พระบรมราชาธิราช​ที่ 2 (เจ้าสาม​พระยา) บุกตีเมือง​พระนครหลวง ทรงล้อมเมืองอยู่​​ได้ 7 เดือน เมือง​พระนครก็แตก ​พระบรมวงศานุวงศ์ พราหมณ์ราชครูปุโรหิตประจำราชสำนัก ​และไพร่ฟ้าประชาชนถูกกวาดต้อนมา​ที่กรุงศรีอยุธยามากมาย​ ​ทั้งยัง​ได้นำศิลปวัตถุอันมีค่ามากหลายมายัง​พระนครศรีอยุธยาอีกด้วย อาณาจักร​พระนครจึงถูกทิ้งร้าง​และสูญสิ้น ณ บัดนั้น​ ทิ้งร่องรอยสิ่งก่อสร้างหลายต่อหลายแห่งให้​เป็นมรดกทางโบราณคดีไว้จนถึงปัจจุบันนี้

​ความพ่ายแพ้ในปี พ.ศ. 1974 ทำให้กษัตริย์เขมรทรงเลือก​ที่​จะหลบหนี ​และย้ายราชธานี​ไปตั้งใน​ที่ใหม่ มีชื่อว่า พนมเพ็ญจตุรมุข​จะรามเชียม หรืออาณาจักรจตุรมุข ​ซึ่งก็ยังมีฐานะ​เป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา ​และนับ​เป็นการสิ้นสุดยุคจักรวรรดิแขมร์อันเกรียงไกรอย่างแท้จริง

หลังจากยุคจักรวรรดิแขมร์ มาจนถึงอาณาจักรจตุรมุข อาณาจักรละแวก จนถึงยุคมืดของกัมพูชา อาณาจักรเหล่านี้ ก็ยังตกอยู่​ภายใต้การควบคุมของกรุงศรีอยุธยา ไล่มาจนถึงกรุงธนบุรี ​และเลย​มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ​ต่อมาเกิดสงครามอานามสยามยุทธในสมัยรัชกาล​ที่ 3 ทำให้กัมพูชากลาย​เป็นรัฐอารักขา​ระหว่างสยาม​และญวน ก่อน​ที่​จะตก​เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลา​ต่อมา

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3552 Article's Rate 24 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา --Series
ชื่อตอน บทที่ 5 - จักรวรรดิแขมร์ และ อาณาจักรพระนคร --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ สัพเพเหระ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๑๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น