นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา #9
กาบแก้ว
...พุทธศตวรรษ​ที่ 11 อาณาจักรฟูนันอ่อนแอลง​และล่มสลาย ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 ​ซึ่ง​เป็นเชื้อ​พระวงศ์องค์หนึ่ง​ของอาณาจักรฟูนัน ก็​ได้ประกาศตน​เป็นอิสระ แยกตัวออกมา...

ตอน : บทที่ 3 - อาณาจักรเจือนเลอ หรือ อาณาจักรเจนละ

พุทธศตวรรษ​ที่ 11 อาณาจักรฟูนันอ่อนแอลง​และล่มสลาย ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 ​ซึ่ง​เป็นเชื้อ​พระวงศ์องค์หนึ่ง​ของอาณาจักรฟูนัน ก็​ได้ประกาศตน​เป็นอิสระ แยกตัวออกมาจากอาณาจักรฟูนัน รวบรวม​กำลังมาตั้งอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้น​เรียกว่า อาณาจักรเจนละ คำว่าเจนละมาจากภาษาเขมรว่า "ชานลี" ออกเสียงตามภาษาเขมรว่า เจือนเลอ หมายถึง ข้างบน ชั้นบน ​ที่ข้างบน ด้านเหนือ อันหมายถึงดินแดน​ที่อยู่​เหนือทะเลสาบเขมรในปัจจุบันขึ้น​​ไป


แผน​ที่อาณาจักรเจนละ (History - Map of Chenla)

ในปัจจุบันเขตแดนของอาณาจักรเจนละไม่​เป็น​ที่แน่ชัด​และไม่มีอาณาเขต​ที่แน่นอน ​แต่ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรแห่งนี้ อาณาจักเจนละกินอาณาเขตจากหุบ​เขาเมนัมตอนล่าง​และหุบ​เขามันในประเทศไทยในปัจจุบัน (ภาคอีสาน) อีก​ทั้งขยายอาณาบริเวณ​ไปถึงทางตอนใต้ของลาวในปัจจุบันนี้​และยังรวมถึงดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาในปัจจุบันอีกด้วย ​และในบางช่วงเวลายังอาจมีอาณาเขต​ไปจนถึงชายฝั่งญวน (ปัจจุบัน​คือประเทศเวียดนาม) อีกด้วย

เจนละ​เป็นอาณาจักรของชนชาติเขมร​ที่แตกต่างจากชนเผ่าจาม​และฟูนัน ชาวเจนละ​เป็นต้นตระกูลของอาณาจักรเขมร ชาวเขมรมาจากหุบ​เขาเมนัมตอนบน ​และจากนั้น​จึงลงมายังหุบ​เขามัน ​และ​ต่อมายังแม่โขง​เพื่อแทน​ที่ชาวจาม ในกระบวนการดังกล่าว ชาวเขมร​ได้ซึมซับศาสนา​และวัฒนธรรมฮินดูนิกายไศวะ ​ซึ่งชาวจามให้การเคารพบูชา​ต่อมา เช่น ​เขาวัดภู แคว้นจำปาสัก ​ซึ่งในปัจจุบันนี้​คือดินแดน​ที่อยู่​ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ชาวเขมรในยุคแรกอาจ​เป็นพวกนับถือผี ​แต่กษัตริย์ของเจนละ​ได้รับศาสนาฮินดูไศวนิกายมาปฏิบัติ​ใช้ ​ซึ่ง​เป็นศาสนา​ที่​ใช้ควบคุมอำนาจทางการเมืองการปกครอง​และจิตใจของประชาชน ศาสนาฮินดูไศวนิกายเชื่อมโยงถึงตำนานของคู่สามีภรรยากัมพู​กับมีร่า​และราชวงศ์สุริยะ​ซึ่งสืบทอดมาจาก​พระราม ​ซึ่ง​เป็นปางหนึ่ง​ของ​พระวิษณุ ​แม้กระทั่งทุกวันนี้ในคริสต์ศตวรรษ​ที่ 21 ในภูมิภาคแถบนี้เรา​จะเห็นว่ายังคงยึดถือแนว​ความคิดดังกล่าวอยู่​ ​โดยกษัตริย์ยัง​ได้รับ​ความเคารพนับถือ ถึง​แม้ระบบกษัตริย์​จะถูกสลับสับเปลี่ยน​กับระบบสาธารณรัฐกลับ​ไปกลับมาแล้ว​หลายครั้งก็ตาม ​และเช่นเดียว​กับรูปแบบทางการเมือง

ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี​ได้นำ​เอาจดหมายเหตุของชาวจีน​ที่บันทึกไว้ในราวพุทธศตวรรษ​ที่ 6 ​ไปตรวจสอบ​พร้อม​ทั้งพิจารณาหลักฐาน​ที่​ได้จากศิลาจารึก​และโบราณวัตถุต่างๆ​​ที่ค้นพบ ต่างมี​ความเห็นตรงกันว่าอาณาจักรเจนละนั้น​ จุดเริ่มต้นน่า​จะมีถิ่น​ที่อยู่​แถบเมืองเศรษฐปุระ ในบริเวณแถวปราสาทหินวัดภู ริมฝั่งแม่น้ำโขง แคว้นจำปาสัก ในประเทศลาวปัจจุบันนั่นเอง ​ต่อมาก็​ได้ขยายอาณาเขตลงมาสู่ตอนล่างในถิ่น​ที่เคย​เป็นอาณาเขตแว่นแคว้นของอาณาจักรฟูนันมาก่อน ​และ​ได้สถาปนาศูนย์กลางอาณาจักรในบริเวณแถบเมืองภวปุระ (เหนือกำปงธม) เหนือทะเลสาบใหญ่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน

คลิกดูภาพขยาย

ปราสาทหินวัดภู

ใน​ระหว่าง​ที่​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 ยังทรงครองราชย์อยู่​นั้น​ ​พระอนุชาของ​พระองค์ ชื่อเจ้าชายจิตรเสน ก็​ได้ทำการขยายอาณาเขต​และรวบรวม​เอาบ้านเมืองน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง แล้ว​แผ่อาณาเขตลงสู่ดินแดนเขมร ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ​โดยทุกครั้ง​ที่ทรง​ได้รับชัยชนะหรือแผ่อำนาจ​ไปถึง ​พระองค์ก็​จะสร้างศาสนสถาน​และรูปเคารพ ​พร้อม​กับจารึกขึ้น​​เพื่อ​เป็นการอุทิศถวายแด่​พระศิวเทพ ​ทั้งนี้​พระองค์ยัง​ได้มี​พระราชประสงค์​เพื่อ​จะให้​เป็น​ที่เคารพสักการะแก่ปวงพสกนิกรของ​พระองค์ ณ บริเวณชุมชนแห่งนั้น​ๆ​ด้วยจารึกจิตรเสน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชี มูล

หลักฐานการแพร่กระจายของวัฒนธรรมเจนละหรือวัฒนธรรมขอมสมัยก่อนเมือง​พระนคร (ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 12-14) เข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยนั้น​ ​ส่วนใหญ่​เป็นจารึก ​ซึ่งจารึก​ที่พบในประเทศไทยนี้ มักมีข้อ​ความสอดรับกันดี​กับจารึก​ที่พบในประเทศกัมพูชา ​และจดหมายเหตุจีน สะท้อนให้เห็นว่า ​เมื่อใด​ที่กษัตริย์​ที่ทรงอานุภาพขึ้น​ครองราชย์​ที่ราชธานีของอาณาจักรขอมแล้ว​ ก็มัก​จะแผ่​พระเดชานุภาพเข้า​ไปในดินแดนใกล้เคียง รวมถึงประเทศไทยด้วย

​ซึ่งหลักฐานจากจารึกเหล่านี้ ทำให้เชื่อกันว่า ในช่วงเวลานั้น​อาณาจักรเจนละ​ซึ่งอยู่​ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง เขตเมืองจำปาสัก ประเทศลาวปัจจุบัน มีเศรษฐปุระ​เป็นศูนย์กลาง ศาสนสถานหลักของชุมชนแห่งนี้​คือวัดภู​กับบางแห่งในดินแดนประเทศไทย น่า​จะมี​ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ราวต้นพุทธศตวรรษ​ที่ 12 ​พระเจ้าจิตรเสน หลังจากขึ้น​ครองราชย์แล้ว​ ทรง​พระนามว่า​พระเจ้ามเหนทรวรมัน ​เป็นกษัตริย์องค์สำคัญของเจนละ ​ที่เรืองอำนาจมาก​พระองค์หนึ่ง​ หลักฐานเกี่ยว​กับอำนาจของ​พระองค์นั้น​พบอยู่​​เป็นจำนวนมาก ในดินแดนภาคใต้ของประเทศลาว ​และบริเวณภาคเหนือของประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ​แต่​ที่พบมาก​ที่สุดนั้น​น่า​จะ​ได้แก่ บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

​พระเจ้าจิตรเสนทรง​เป็นเจ้าชาย​ที่มี​ความเชี่ยวชาญการศึกสงคราม จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ซุย ​เมื่อประมาณ พ.ศ. 1132-1161 ​ได้บันทึกไว้ว่า "​พระเจ้าจิตรเสน​พระองค์นี้น่า​จะ​ได้เผชิญศึกสงคราม ควบคู่​ไป​กับ​พระเชษฐาของ​พระองค์ ​คือ ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 เจ้าชาย​ทั้ง 2 ​พระองค์ ทรง​เป็นนักรบ ​ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ก่อตั้งอาณาจักรเจนละขึ้น​ ​โดยยกกองทัพต่อต้านอาณาจักรฟูนันจนประสบชัยชนะ

​โดยทุกครั้ง​ที่​พระเจ้าจิตรเสน​ได้รับชัยชนะ ก็​จะสร้างศาสนสถาน​พร้อม​ทั้งจารึก ประกาศ​พระราชประสงค์​ที่สร้างรูปเคารพขึ้น​ ​เป็นการอุทิศถวายแด่​พระศิวะเทพเจ้า ​โดยมี​พระประสงค์​จะให้​เป็น​ที่สักการะบูชาของปวงชน ณ อาณาบริเวณนั้น​ๆ​ อีก​ทั้ง​เพื่อ​เป็นการเฉลิมฉลอง​และ​เป็น​ที่ระลึกแห่งชัยชนะของ​พระองค์ด้วย

หลักฐานเก่า​ที่สุด​ที่พบในประเทศไทย ​ได้แก่ศิลาจารึก​ที่ระบุ​พระนามของ​พระเจ้าจิตรเสน หรือ ​พระเจ้ามเหนทรวรมัน ปัจจุบันนี้พบแล้ว​จำนวน 10 หลัก มี​ทั้งจารึกอยู่​บนแท่งหิน ​ที่ทำขึ้น​​โดยเฉพาะ บนฐานประติมากรรม ​และบนผนังถ้ำ จารึกไว้ด้วยภาษาสันสกฤตเหมือนกันทุกหลัก ถึง​แม้​จะไม่ปรากฏศักราช ​แต่​เมื่อศึกษาวิเคราะห์รูปอักษรในจารึกแล้ว​ ทราบว่า​เป็นรูปอักษรปัลลวะ ใน​ระหว่างพุทธศตวรรษ​ที่ 12 จารึกเหล่านี้พบอยู่​​ที่จังหวัดอุบลราชธานีจำนวน 5 หลัก ​ได้แก่ จารึกปากแม่น้ำมูล 1 ​และ 2 จารึกปากโดมน้อย จารึกวัดสุปัฏนาราม ​และ จารึกถ้ำภูหมาไน จารึกถ้ำเป็ดทอง 3 หลัก ​ที่อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ บริเวณลุ่มแม่น้ำชีตอนบนพบจารึกวัดศรีเมืองแอม ​ที่อำเภอ​เขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ในภาคตะวันออกพบจารึกช่องสระแจง ​ที่อำเภอตา​พระยา จังหวัดสระแก้ว

หากเชื่อว่าจารึก​ที่กล่าวถึง​พระนามของกษัตริย์ขอม ปรากฏอยู่​ ณ ​ที่ใด ก็อาจ​จะแสดงถึง​ความสัมพันธ์​ระหว่างราชอาณาจักรขอม​กับดินแดนนั้น​ๆ​ จากจารึกเท่า​ที่พบแล้ว​ในปัจจุบันทำให้ทราบถึง ร่องรอย​ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเจนละ ในรัชกาล​พระเจ้ามเหนทรวรมันนี้ มีอาณาเขตครอบคลุมลำน้ำโขง ตั้งแต่เมืองภวปุระ​ซึ่ง​เป็นเมืองราชธานีในเขตประเทศกัมพูชา ผ่านเมืองจำปาสัก เขตประเทศลาว เข้าสู่ดินแดนทิศตะวันตกเขตประเทศไทย​ที่ปากแม่น้ำมูล จังหวัดอุบลราชธานี ล่องตามลำน้ำเข้ามาถึงบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ ​และขึ้น​มาตามลำน้ำ​ที่จังหวัดขอนแก่น ​ส่วนดินแดนตอนใต้นั้น​เข้า​ไปถึงบริเวณเทือก​เขาดงเร็ก ​ที่จังหวัดสระแก้ว ​ซึ่งอยู่​ในลุ่มแม่น้ำบางปะกง ​และบางทีอาจ​จะเลย​เข้า​ไปถึงลุ่มแม่น้ำป่าสัก​ที่จังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย

หลักฐานจากจารึก​ที่กล่าวมานี้ นับ​เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์รุ่นแรกสุด​ที่พบ แสดงให้เห็นถึง​ความสัมพันธ์ ​ระหว่างชุมชนโบราณในแถบอีสาน ​กับอาณาจักรเจนละ​ทั้งด้านการปกครอง ​และศาสนาระยะแรกเริ่ม​โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย

(รูปภาพ)

ข้อ​ความในจารึก​ทั้งหมด แบ่งออก​เป็น 4 กลุ่ม ​คือ

1. กล่าวถึง​พระนาม​พระเจ้าจิตรเสน ไม่​ได้กล่าวถึง​พระนาม​พระเจ้ามเหนทรวรมัน ​ได้แก่จารึกถ้ำเป็ดทอง แสดงว่ามีการจารึกในสมัย​ที่​พระองค์ยัง​เป็น​พระเจ้าจิตรเสน ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ตามบรรพบุรุษ ​เมื่อทำสงครามชนะข้าศึกแล้ว​ พรองค์​ได้สร้างศิวลึงค์ด้วย​ความภักดีตามคำสั่งของ​พระบิดา​และมารดา

2. กล่าวถึง​พระประวัติ​พระเจ้ามเหนทรวรมัน ในการสร้างศิวลึงค์ไว้​เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของ​พระองค์​ได้แก่ จารึกปากน้ำมูล 1 ​และ 2 จารึกวัดสุปัฏนาราม ​และจารึกปากโดมน้อย

3. กล่าวถึง​พระประวัติ​พระเจ้ามเหนทรวรมันเหมือนกลุ่ม​ที่ 2 ​แต่ตอนท้ายต่างกัน ​คือให้สร้าง โคอุสภะ ไว้​เป็นสวัสดิมงคลแก่ชัยชนะของ​พระองค์ ​ได้แก่จารึกถ้ำภูหมาไน ​และจารึกวัดศรีเมืองแอม

4. กล่าวถึงการสร้างบ่อน้ำไว้ให้แก่ประชาชน ในจารึกช่องสระแจงในกลางพุทธศตวรรษ​ที่ 12

เจ้าชายจิตรเสน ก็​ได้สถาปนา​พระองค์ขึ้น​​เป็นกษัตริย์แห่งเจนละสืบแทน​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 ทรง​พระนามว่า ​พระเจ้ามเหนทรวรมัน ทำให้อาณาจักรเจนละของ​พระองค์ยิ่งแผ่ขยายออก​ไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น​ ครอบคลุมพื้น​ที่ลุ่มน้ำโขงตั้งแต่เมืองภวปุระ (เหนือกำปงธม) ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ขึ้น​​ไปจนถึงแคว้นจำปาศักดิ์ของประเทศลาว ​และเข้าสู่ดินแดนของประเทศไทย​ที่ปากน้ำมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขยาย​ไปตามลุ่มแม่น้ำมูล​และแม่น้ำชี​ไปจนถึงลุ่มน้ำป่าสัก ​และดินแดนทางใต้ตั้งแต่บริเวณเทือก​เขาพนมดงเร็ก ​ไปจนถึงลุ่มน้ำบางปะกงบาง​ส่วนอีกด้วยในขณะเดียวกัน ​พระองค์ก็ยังทรงมีสัมพันธ์ไมตรี​ที่ดี​กับอาณาจักรจามปา ​ซึ่งอยู่​ทางทิศตะวันออกของอาณาจักรเจนละออก​ไป

​พระเจ้ามเหนทรวรมันทรงมี​พระราชโอรสอยู่​​พระองค์หนึ่ง​ มี​พระนามว่าอีศานวรมัน (Isanavaraman) ​ซึ่ง​ต่อมาก็ทรง​ได้​เป็นกษัตริย์​ที่เข้มแข็ง​และ​ได้สร้างราชธานีขึ้น​​ที่เมืองอีศานปุระ ​ซึ่งก็​คือ เมืองสมโบร์ไพรกุก​ซึ่งตั้งอยู่​​ที่จังหวัดกำปงธม ณ บริเวณโรงเรียนมัธยม​ที่ชื่อว่า วิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล อำเภอปราสาทสมโบร์ อยู่​ห่างจากตัวจังหวัดกำปงธมประมาณ 35 กิโลเมตร

ประมาณพุทธศตวรรษ​ที่ 12 อาณาจักรเจนละก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ​ จนกระทั่งมาถึงสมัยของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 1 อาณาจักรเจนละก็ถูกแบ่งออก​เป็น 2 ​ส่วน ​คือ​ส่วน​ที่​เป็นอาณาจักรเจนละบก ​และอาณาจักรเจนละน้ำ บริเวณอาณาจักรเจนละบกนั้น​ เข้าใจว่าว่าน่า​จะครอบคลุมอยู่​​ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำโขง ​ทั้งดินแดนในเขตภาคอีสานของประเทศไทย ​และดินแดนบาง​ส่วนของประเทศลาวตั้งแต่หลวง​พระบาง เวียงจันทน์ลงมาถึงจำปาสัก ​ส่วนบริเวณอาณาจักรเจนละน้ำน่า​จะครอบคลุมลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ ​และบริเวณทะเลสาบใหญ่ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

"​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1" ​ได้ก่อตั้ง "อาณาจักรเจนละ" ขึ้น​ใหม่​โดยมีเมืองหลวงอยู่​​ที่ "เมืองสตรึงเตร็ง" (สันนิษฐานว่าตรงปราสาทหินวัดภู ในประเทศลาว) ​และทรงสมรส​กับเจ้าหญิงลักษมีแห่งราชวงศ์กัมโพช จึงทำให้อาณาจักรของ​พระองค์ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้

​เมื่อสิ้นสุดรัชสมัยของ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 แล้ว​ เจ้าชายจิตรเสนจึง​ได้ครองราชย์ต่อทรง​พระนามว่า "​พระเจ้ามเหนทรวรมัน" ​พระองค์ทรงเข้มแข็งในการศึก ทำสงครามขยายอาณาเขตออก​ไปอย่างกว้างขวาง ​แต่ในช่วงปลายรัชกาลของ​พระเจ้ามเหนทรวรมัน ​ได้มีการแย่งชิงราชสมบัติกัน​ระหว่างราชวงศ์โกณฑัญญะ (​ซึ่งมีการเรียกใหม่ว่า จันทรวงศ์) ​กับราชวงศ์กัมโพช (เรียกใหม่ว่า สุริยะวงศ์) จนใน​ที่สุด​เมื่อเจ้าชายจิตรเสนสิ้น​พระชนม์ ​พระเจ้าอีศานวรมัน​ที่ 1 ทรงปกครองอาณาจักรเจนละ​ต่อมา ​และ​ได้ย้ายเมืองหลวง​ไปอยู่​​ที่ อีศานปุระ

อาณาจักรเจนละมีกษัตริย์ปกครอง​ต่อมาอีก 2 ​พระองค์นั่น​คือ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 2 ​และ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 1 ในช่วงนี้เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ ​และอ่อนแอ ​เมื่อ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 1 สวรรคต ​พระองค์ไม่มีรัชทายาทจึง​ต้องให้​พระเมหสี​ที่ชื่อ "​พระนางชัยเทวี" ขึ้น​ครองราชย์ บ้านเมืองจึงวุ่นวายหนักขึ้น​กว่าเก่าจากการแย่งชิงอำนาจ​ระหว่างฝ่ายจันทรวงศ์ ​และฝ่ายสุริยะวงศ์ ​พระนางไม่​สามารถแก้ไขปัญหา​ได้

อาณาจักรเจนละจึงถูกแบ่งออก​เป็น 2 ​ส่วน​คือ

เจนละบก​และเจนละน้ำ

เจนละบก ​คือดินแดนฝั่งแม่น้ำโขงตอนเหนือ ​พระเจ้าอนินทิตยปุระ(ฝ่ายสุริยะวงศ์) ยึดอำนาจตั้งตน​เป็นกษัตริย์ มีเมืองหลวงอยู่​​ที่ "สัมภูปุระ" (ปัจจุบันมีซากเมืองอยู่​​ที่เมืองสมโบร์ ในประเทศลาว)

​ส่วนเจนละน้ำ ​คือดินแดน​ที่ครอบคลุมบริเวณทางตอนใต้ของ​ที่ราบลุ่มทะเลสาบเขมร ลง​ไปจรดชายฝั่งทะเล มีเมือง "อนินทิตยปุระ" ​เป็นเมืองหลวง มี​พระเจ้าพลาทิตย์ (ฝ่ายจันทรวงศ์) ขึ้น​ปกครองแทน​พระนางชัยเทวี

รายนาม​พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละ

1. ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 1 สิ้น​พระชนม์ราวปี พ.ศ. 1141 ครองเมืองภวปุระบริเวณปราสาทหินวัดภู

2. ​พระเจ้ามเหนทรวรมัน (เจ้าชายจิตรเสน) ราว พ.ศ. 1150 -- 1159

3. ​พระเจ้าอีศานวรมัน​ที่ 1 ราว พ.ศ. 1159 -- 1180 ครองเมืองอีศานปุระ

4. ​พระเจ้าภววรมัน​ที่ 2 ราว พ.ศ. 1182 - ?

5. ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 1 ราว พ.ศ. 1220 -- 1224

6. ​พระนางชัยเทวี ราว พ.ศ. 1224 - ?

**หลังจากนี้เจนละถูกแบ่ง​เป็น 2 ​ส่วน ​คือเจนละบก ​และเจนละน้ำ

7. ​พระเจ้าพลาทิตย์ ครองเมืองอนินทิตยปุระ ​และ​พระเจ้าอนินทิตยปุระครองเมืองสัมภูปุระ ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 13

8. ​พระเจ้านริประทินทรวรมัน

9. ​พระเจ้าปุษกรักษ์

10. ​พระเจ้าสัมภูวรมัน (ทรงรวมเจนละเข้า​เป็นหนึ่ง​เดียวอีกครั้ง)

11. ​พระเจ้าราเชนทรวรมัน​ที่ 1 - ครองเมืองอีศานปุระ

12. ​พระเจ้ามหิปาฏิวรมัน

**อาณาจักรไศเลนทร์ (ศรีวิชัย) แห่งชวา ยกทัพเข้ารุกรานอาณาจักรเจนละราว พ.ศ. 1330 ทำให้อาณาจักรเจนละล่มสลายลง


การล่มสลายของอาณาจักรเจนละ

​ต่อมา​ได้มีกษัตริย์อีก 2 ​พระองค์ปกครองเจนละน้ำ ​คือ​พระเจ้านริประทินทรวรมัน (หลานของ​พระเจ้าพลาทิตย์) ​และ​พระเจ้าปุษกรักษ์ (โอรส​ซึ่งเกิดจาก​พระเจ้านริประทินทรวรมัน ​กับรัชทายาทฝ่ายหญิงของเชื้อ​พระวงศ์ฝ่าย​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 1) จนมาถึงรัชกาลของ "​พระเจ้าสัมภูวรมัน" โอรสของ​พระเจ้าปุษกรักษ์ ทรง​ได้รวบรวมอาณาจักรเจนละขึ้น​ใหม่ เจนละบก​และเจนละน้ำจึงถูกผนวกเข้ามา​เป็นอันหนึ่ง​อันเดียวกันอีกครั้ง จน​เมื่อ​พระเจ้าสัมภูวรมันทรงสิ้น​พระชนม์ ​พระโอรสทรงขึ้น​ครองราชย์​ต่อมา​คือ "​พระเจ้าราเชนทรวรมัน" ทรงย้ายเมืองหลวง​ไปอยู่​​ที่เมืองอีศานปุระดังเก่า ​และ​ต่อมากษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรเจนละก็ขึ้น​ครองราชย์ ​คือ "​พระเจ้ามหิปาฏิวรมัน" (โอรสของ​พระเจ้าราเชนทรวรมัน)

การล่มสลายของอาณาจักรเจนละนั้น​ นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเชื่อว่าตรง​กับนิยายปรัมปราของ "อาบู เซด ฮัสซัน" นักเขียนชาวอาหรับ ​ได้เล่าเรื่อง​การเดินทางของพ่อค้าอาหรับ​ที่ชื่อ "สุไลมาน" ​ซึ่งเดินทางเข้ามาทำการค้าขายในอาณาจักร​พระนคร ​เมื่อปี พ.ศ. 1394 สุไลมาน​ได้เล่าว่ากษัตริย์หนุ่มของเจนละ​ได้ทรงอิจฉาริษยากษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรไศเลนทร์ (อาณาจักรศรีวิชัยหรือมัชปาหิต) ​ได้ทรงตรัส​กับเหล่าขุนนางข้าราชการให้​ได้ยินทั่วกันว่า

"ข้าฯ ปรารถนาอยู่​อย่างหนึ่ง​​และก็อยาก​ที่​จะให้สมหวังด้วย ​คืออยากเห็นเศียรของ​พระเจ้ากรุงซาแบกหรือ​พระเจ้ากรุงศรีวิชัยอยู่​ในจานเปลเบื้องหน้าข้าฯ"

มีผู้นำ​ความนี้มาทูลกล่าวแก่​พระเจ้าสัญชัยแห่งกรุงไศเลนทร์ ​พระองค์จึงทรงยกกองทัพเรือขนาดมหึมา เข้าโจมตีอาณาจักรเจนละ ​ซึ่งสอดคล้องพอเหมาะ​พอดี​กับจารึกของชวา​ที่บอกว่า​พระเจ้าสัญชัยแห่งกรุงศรีวิชัยพิชิตขอมอย่างราบคาบ นิยายของฮัสซันเล่าต่อ​ไปว่า ​เมื่อชนะสงครามอย่างง่ายดายกษัตริย์แห่งไศเลนทร์​ได้จับกษัตริย์ขอมแล้ว​ทรงตรัสว่า

"​พระองค์ทรงมี​พระราชประสงค์แค่เพียงตัดเศียรหม่อมฉัน ​พระองค์มิ​ได้ตรัสว่า​จะทรงยึดครองหรือทำลายนครต่างๆ​ ของหม่อมฉัน ด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงกระทำต่อ​พระองค์เหมือนอย่าง​ที่​พระองค์​จะทรงกระทำต่อหม่อมฉัน ด้วยการกลับบ้านเมืองของหม่อมฉัน ​โดย​จะปล่อยให้ชัยชนะของหม่อมฉัน​เป็นบทเรียนของรัชทายาทของ​พระองค์สืบ​ไป"

ตรัสแล้ว​จึงบั่นเศียรกษัตริย์ขอม ​และทรงให้อัครเสนาบดีเลือกบุคคล​ที่ฉลาด​เป็นกษัตริย์ ​ซึ่งเหล่าเสนาบดีก็​ได้เลือก "​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2" ขึ้น​​เป็นกษัตริย์ ​พระเจ้ากรุงไศเลนทร์จึงนำตัว​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่ 2 กลับ​ไป​เป็นตัวประกัน​ที่ชวาด้วย

อาณาจักรเจนละ หรือ อาณาจักรเจือนเลอ จึง​ได้สิ้นสุดลงนับ​แต่บัดนั้น​เอง

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3546 Article's Rate 24 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา --Series
ชื่อตอน บทที่ 3 - อาณาจักรเจือนเลอ หรือ อาณาจักรเจนละ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ สัพเพเหระ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๒๒๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : คนสวย😂 [C-19440 ], [223.24.190.226]
เมื่อวันที่ : ๐๔ ธ.ค. ๒๕๖๑, ๑๕.๓๙ น.

อยากให้สรุปให้สั้นกว่านี้ค่ะ​​🙏

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น