นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ร้อยใจมังกร #7
ปักษิณ
...ขณะ​ที่ หนุ่มบุญธรรม​และหนุ่มหมาน​กำลังหันหลังกลับ ทำท่า​จะก้าวผละออกเดินจากตันเต็งกุยสารถีลากรถเจ๊ก​ไปนั้น​ ​เขา​ทั้งสองก็รู้สึกตัวว่ามีเงาวูบมาจาก...

ตอน : บทที่ 7

ขณะ​ที่หนุ่มบุญธรรม​และหนุ่มหมาน​กำลังหันหลังกลับ ทำท่า​จะก้าวผละออกเดินจากตันเต็งกุยสารถีลากรถเจ๊ก​ไปนั้น​ ​เขา​ทั้งสองก็รู้สึกตัวว่ามีเงาวูบมาจากทางด้านหลัง

ผลัวะ..!

ผลัวะ..!

เสียงไม้คมแฝกแหวกอากาศฟาดเข้ากกหูตรงทัดดอกไม้ของคน​ทั้งสองในเวลาไล่เลี่ยชนิดเกือบ​จะ​พร้อมกันอย่างถนัดถนี่ ร่างของหนุ่มเพลงยาว​ทั้งคู่เซถลา​ไปข้างหน้าอย่างไม่​เป็นท่า ต่างพากันสิ้นสติสมประดี​โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวว่าโดนอะไร​เข้า​ไป

ตันเต็งกุยตกตะลึงในเหตุการณ์​ที่​กำลังบังเกิดขึ้น​ต่อหน้าต่อตา ​เขาจำ​ได้ทันทีอย่างแม่นยำว่า​เป็นชายแปลกหน้าสามคน ​ซึ่งหลายวันมานี่​ได้เพียรด้อมๆ​มองๆ​อยู่​แถวบริเวณหน้าบ้าน​พระยาประดิษฐานาเวศน์​ที่​เขาคอยรับส่งคนในบ้านอยู่​​เป็นประจำ ซ้ำบางคราวยังสะกดรอยคอยติดตาม​เขา​ไปยังสถาน​ที่ต่างๆ​อีกด้วย

หาก​ทว่า​แต่ก่อน​ที่หนุ่มรถเจ๊ก​จะทัน​ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวต้อนรับ​กับสถานการณ์ประการใดดี ชายหนุ่มฉกรรจ์คน​ที่สามก็ปราดเข้าประชิดตัวกระแทกหมัดซ้ายเข้า​ที่พุงกะทิของตันเต็งกุยเสียงดังอัดแน่น

บึ้ก..!

อัน​เป็นเหตุทำให้เจ้าหนุ่มคนลากรถเจ๊กถึง​กับตัวงอเข้าหา จังหวะนั้น​เองเข่าขวาของชายคนนั้น​ก็อัดขึ้น​กระแทกกระโดงคางของตันเต็งกุยอีกคำรบหนึ่ง​

พล้อก..!

คราวนี้หนุ่มแซ่ตันถึง​กับหมดสติตาม​ไปด้วยอีกคนหนึ่ง​


​เมื่อกฤษณาเดินกลับออกมาถึงรถเจ๊กตอนบ่ายวันนั้น​ หญิงสาวรู้สึกแปลกใจ​ที่มองไม่เห็นร่างของตันเต็งกุย เธอพบเพียงชายหนุ่มแปลกหน้าสองคนยืนอยู่​ข้างรถเจ๊ก ​โดยมีเจ๊กลากรถคนใหม่สวมหมวกกุยเล้ยยืนสงบเสงี่ยมแสดงท่าทีกระตือรือร้นเตรียม​พร้อม​ที่​จะออกเดินทาง

"คนลากรถเจ๊กคนเก่าถูกตามตัวกลับบ้านเจ้าสัวลิ้มด่วน ​โดยอาซ้อใหญ่​ได้ส่งคนลากรถเจ๊กคนใหม่มาแทน พวกเรา​จะคอยคุ้มกันตาม​ไปส่งคุณหนูให้จนถึงบ้านครับ​ คุณหนู..เชิญขอรับ" ชายคน​ที่ยืนอยู่​ใกล้เอ่ยปากบอกหญิงสาวด้วยท่าทีเรียบร้อย​น่าเชื่อถือ

กฤษณาทำสีหน้างุนงงต่อคำบอกเล่า หญิงสาวประหลาดใจอยู่​นิดหนึ่ง​ว่า น่า​จะมีคน​ที่เธอรู้จักคุ้นเคยหรืออย่างน้อยก็คนในบ้านของเธอเองมายืนรอรับอยู่​ด้วย หาก​ทว่าเธอก็ไม่​ได้แสดงกิริยาท่าทางสิ่งใดออกมาให้ปรากฏต่อหน้าอีกฝ่าย เธอเดินก้าวขึ้น​นั่งบนรถลากด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดังเช่น​ที่เคยปฏิบัติอยู่​​เป็นกิจวัตรประจำวัน

​เมื่อรถลากแล่นตามทางมา​ได้สักพัก หญิงสาวก็นึกเอะใจ​ที่เส้นทางของรถไม่​ได้แล่นกลับ​ไปทางบ้านของเธอ ​แต่กฤษณาก็มิ​ได้พูดประการใดเพียงแค่ชำเลืองสายตา​ไปยังใบหน้าของหนุ่ม​ที่อ้างตัวอาสา​เป็นองครักษ์​ทั้งสอง​ซึ่งปรากฏว่าคน​ทั้งคู่​กำลังเดินอย่างรีบเร่งขนาบสองข้างของรถเจ๊ก ต่อ​เมื่อรถเจ๊กแล่นมาถึง​ที่เปลี่ยวปลอดคน ชาย​ทั้งสองคนก็บอกคนลากรถเจ๊กให้หยุด

"เฮ้ย..หยุดตรงนี้โว้ยอ้ายลอย!"

กว่า​ที่กฤษณา​จะหายเคลือบแคลงสงสัยว่าคนลากรถเจ๊ก​ที่​เป็นคนจีนทำไมจึงชื่อลอยเหมือนคนไทย รถลากก็พลันหยุดกึกลงทันที หนึ่ง​ในชายหนุ่ม​ที่อ้างตัวอาสา​เป็นองครักษ์ด้านซ้ายก็เอื้อมมือมากระชากร่างอันบอบบางของหญิงสาวให้ลงจากรถด้วยท่าทีอันแข็งกร้าว ​และก่อน​ที่เธอ​จะรู้ตัวว่า​กำลังอยู่​ในสถานการณ์​ที่เลวร้ายก็ปรากฏว่ามีมือ​เอาผ้ามาคลุมใบหน้าเธอจนมิดศีรษะ ครั้น​เมื่อเธอส่งเสียงร้องเอะอะ บุคคล​ทั้งสองก็ช่วยกัน​เอาผ้าอุดปากของเธอจนแทบหายใจไม่ออก

"อย่าขัดขืนเลย​สาวน้อย รอประเดี๋ยวอีกสักพักเดียวเธอก็​จะสบายแล้ว​" เสียงหนึ่ง​ในสองคนพูดกรอกหูอยู่​ใกล้ๆ​ใบหน้าของเธอ​พร้อมเสียงหัวเราะหึๆ​ในลำคอ

หญิงสาวทำเสียงอึกอักๆ​​เพราะมองอะไร​ไม่เห็น เธอตกตะลึง​และดิ้นรน​ที่​จะพยายามพาตัวเองให้พ้นจากสิ่งพันธนาการ ​แต่มือ​และเท้า​ทั้งสองของเธอก็ถูกมัดจนแน่น ​ต่อมาหญิงสาวก็รู้สึกตัวว่าร่างของเธอ​กำลังถูกแบกอยู่​บนบ่าของ​ใครคนหนึ่ง​ เธอรู้สึกว่า​ถูกพาก้าวเดินอย่างรวดเร็วลง​ไปในสถาน​ที่อะไร​สักอย่าง​ที่​กำลังโคลงเคลงไม่อยู่​นิ่ง ​ซึ่งกฤษณาคิดว่าน่า​จะ​เป็นเรือ เธอพยายามดิ้นอย่างแรง​เป็นครั้งสุดท้ายจนเรือโคลงยวบยาบ กำปั้นของ​ใครคนหนึ่ง​ก็ทุบลง​ที่ท้องของเธอจนจุก ทำให้หญิงสาวถึง​กับหายใจติดขัด ​และใน​ที่สุดเธอก็สิ้นสติสัมปชัญญะ​เป็นลมแน่นิ่ง​ไป


เวลาบ่ายแก่ๆ​ในวันเดียวกันนั้น​เอง ณ บ้านประดิษฐานาเวศน์ คุณหญิงเจือ​กำลังต้อนรับขับสู้​กับแขกผู้มาเยือนด้วยท่าทียิ้มย่องผ่องใส ​ส่วน​พระยาประดิษฐานาเวศน์ผู้​เป็นสามีของท่านก็บังเอิญอยู่​ในช่วงเวลา​ไปราชการหัวเมืองต่างจังหวัดจึงมิ​ได้อยู่​ต้อนรับแขกเหรื่อด้วย แขกคนสำคัญดังกล่าวก็​คือขุนจำนงสัจจานนท์เจ้าของโรงยาฝิ่นผู้โด่งดังแห่งนางเลิ้ง​และบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน​ที่มีชื่อว่านายสายชลนั่นเอง

"​ที่กระผมพานายสายชลลูกชายของกระผมมาพบ​กับคุณหญิงในวันนี้ ก็​เพราะว่านายสายชล​เขาอยากรู้จักมักจี่​กับคุณหนูกฤษณา​เอาไว้ เผื่อว่า​จะ​ได้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในวันข้างหน้า ​เพราะเจ้าลูกชายผมคนนี้ ​เขา​เป็นคนกว้างขวางใน​พระนคร รู้จักคนเยอะแยะ​ไปหมด ไม่ว่า​จะ​เป็นบุคคลระดับใดก็ตาม" ขุนจำนงสัจจานนท์ยิ้มแย้มอย่างเปิดเผยในขณะ​ที่กล่าวอวดสรรพคุณของบุตรชาย

"บังเอิญแม่กฤษณา​เขาเข้า​ไปเรียนการบ้านการเรือน​กับคุณท้าว​ที่ข้างในวังหลวงยังไม่กลับ ​ถ้าท่านขุน​และพ่อสายชล​จะรอสักครู่ก็​จะดี ​จะ​ได้พบหน้าค่าตาทำ​ความรู้จักกันไว้ไม่เสียหลาย"

"โอ้โห..ลูกสาวคุณหญิงน่ารักน่านับถือ​และน่า​เอาอย่างจริงๆ​ครับ​ ​เป็นถึงลูกสาว​พระยายังมีมานะอุตส่าห์เดินทางเข้า​ไปเรียนการบ้านการเรือนถึงในวังหลวง มิน่าล่ะ..เจ้าสายชลลูกชายผมมันถึง​ได้กระตือรือร้นอยาก​จะรู้จัก​กับคุณหนูกฤษณาเสียเหลือเกิน"

"นี่พ่อสายชลเคยพบเห็นแม่กฤษณา​ที่ใดหรือ ถึง​ได้อยากรู้จักน่ะ?" คุณหญิงเจือหันมาถามหนุ่มสายชล​ที่แอบนั่งทำท่าทีกระลิ้มกระเหลี่ยด้วย​ความคับข้องใจ

"เอ้อ..​คือว่าวันหนึ่ง​เจ้าสายชลลูกชายของกระผมเดินทาง​ไปทำธุระผ่านมาทางนี้ในตอนเช้า​ เห็นธิดาของคุณหญิง​กำลังใส่บาตรอยู่​​กับพวกบ่าวไพร่น่ะครับ​ ​เขาก็เลย​สนใจในกิริยามารยาท สืบทราบว่า​เป็นธิดาคนเดียวของท่าน​พระยาประดิษฐานาเวศน์ก็รู้สึกว่า​คง​จะ​เป็นบุญวาสนา คราว​ที่แล้ว​กระผมเองก็เลย​ส่งแม่สื่อมาลองทาบทาม​กับคุณหญิง ​แต่ก็ถูกปฏิเสธ​ไป จึงคิดว่าคราวนี้​ได้มีโอกาสนัดหมายให้มาพบเห็นหน้าค่าตากันน่า​จะดีกว่า ​จะ​ได้รู้จักมักจี่กัน​เอาไว้ เผื่อ​จะถูกชะตากันบ้าง" ขุนจำนงสัจจานนท์รีบเอ่ยตอบแทนบุตรชาย ​เมื่อเห็นว่าเจ้าตัว​กำลังแสดงท่าทีอึกอักไม่สะดวก​ใจ​ที่​จะตอบคำถามคุณหญิงเจือตรงๆ​

"สำหรับกรณีเกี่ยว​กับเรื่อง​นี้ การ​ที่​เขา​จะคบหากัน​ได้ยืดยาวต่อ​ไปหรือไม่นั้น​ก็​ต้องแล้ว​​แต่เจ้าตัว​เขาเอง ดิฉันไม่อาจตอบ​ได้หรอกนะ อีกอย่างลูกสาวของดิฉันคนนี้ก็​ได้รับการอบรมมาดี ชอบ​ใครหรือไม่ชอบ​ใคร ก็บอกให้รู้กันตรงๆ​ไม่อ้อมค้อม คราว​ที่แล้ว​​เขายังไม่อยากออกเรือน​ไปจากพ่อแม่ก็เลย​ปฏิเสธ​ไปตามตรง ทางดิฉันก็บอกคุณหญิงนวลแม่สื่อคน​ที่ท่านขุนให้มาทาบทามว่าไม่​พร้อมก็เท่านั้น​เอง ​ส่วนคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน ดิฉัน​เป็นคน​ที่ชอบปลูกเรือนตามใจผู้อยู่​ผูกอู่ตามใจผู้นอนตามคำโบราณ ก็​ต้องแล้ว​​แต่​ความสมัครใจของตัวลูกสาว​เขาในการ​ที่​จะตัดสินใจ​เอาเองก็แล้ว​กัน"

"คุณหญิงเจือพูดจาตรง​ไปตรงมาแบบนี้ผมชอบ ​เพราะ​จะ​ได้ไม่กระทบกระเทือนจิตใจกันในภายหลัง แล้ว​​เมื่อไหร่คุณหนูกฤษณาจึง​จะกลับมามาจากในวังหลวงล่ะครับ​คุณหญิง?"

"ดิฉันคิดว่านี่ก็คงจวน​จะ​ได้เวลา​ที่ลูกกฤษณาเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้ว​ล่ะค่ะ​ ​เพราะดิฉัน​ได้บอกเธอไว้ก่อนเข้าวัง​ไปแล้ว​ว่า​จะมีแขกมาพบในตอนบ่ายวันนี้"

"​เมื่อทราบอย่างนี้ ผมก็สบายใจ​ที่คุณหญิง​และหนูกฤษณาไม่รังเกียจ​ที่​จะพบคบหา​กับพวกเรา คราวนี้นายสายชลคง​จะดีใจจนเนื้อเต้น ใช่ไหมล่ะลูกพ่อ?"

"ครับ​คุณพ่อ" สายชลตอบบิดาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม​พร้อม​กับหันหน้ามากล่าว​กับคุณหญิงเจือเจ้าของบ้านว่า "กระผมมี​ความยินดี​ที่​จะรอพบคุณกฤษณาครับ​คุณป้า"

"ดีพ่อหลานชาย ​แต่ก็อย่าง​ที่ป้าพูด​ไปแล้ว​นั่นแหละ​ว่า​ต้องแล้ว​​แต่เจ้าตัว​เขาตัดสินใจ ป้าไม่บังคับจิตใจให้​เขาลำบากใจหรอกนะ"

"ไม่​ต้องกังวลในข้อนั้น​หรอกครับ​คุณหญิง พวกเรา​พร้อม​ที่​จะเผชิญ​กับ​ความ​เป็นจริง ​โดย​จะยอมรับทุกกรณีไม่ว่าผลลัพธ์​จะออกมาในรูปใด"

"ดิฉันดีใจ​ที่​ได้ยินท่านขุนพูดออกมาจากใจอย่างนั้น​ ขอบคุณมากค่ะ​​ที่เข้าใจ"

คุณหญิงเจือพูดคุยถ่วงเวลาอยู่​​กับแขกคนสำคัญ​ทั้งสองตั้งแต่บ่ายจนเย็น ก็ยังไม่เห็นวี่แววของธิดาสาว​จะเดินทางกลับมาบ้านเลย​ ด้วย​ความ​เป็นห่วงธิดาคนเดียวของท่าน คุณหญิงเจือ​ได้บอกให้แม่​เนื่อง​และนางลำเจียกออก​ไปยืนคอยอยู่​​ที่หน้าประตูด้วย​ความกระวนกระวายใจ คน​ทั้งคู่ต่างก็พากันยืนกระสับกระส่ายอยู่​ตลอดเวลา

ฝ่ายขุนจำนงสัจจานนท์หลังจาก​ที่พูดคุย​กับเจ้าของบ้านรอหญิงสาวอยู่​นาน ครั้นเห็นว่าเกินเวลา​ที่​จะรอ​เพราะเย็นมากแล้ว​ ตาม​ความคิดของ​เขาเกรงว่าคุณหญิงเจือคงไม่กล้าบอก​ความจริงว่า ธิดาสาวของคุณหญิงคงรังเกียจ​ที่​จะพบคบหาสมาคม​กับสายชลลูกชายนักเลงหัวไม้ของตัวเอง ​เขาจึงเอ่ยปากชักชวนลูกชายบอกลาเจ้าของบ้านด้วย​ความไม่ค่อยสบายใจ ​โดย​ทั้งสองพ่อลูก​ได้รีบเดินทางกลับออก​ไปทันที


ตันเต็งกุยค่อยๆ​เผยอเปลือกตาขึ้น​ด้วย​ความสะลึมสะลือ หนุ่มจีนเหลือบสายตามอง​ไปรอบๆ​อย่างงุนงง ​เขาแลเห็นร่างของสองหนุ่มเพลงยาวแห่งบางลำพูนอนสลบไศลไม่​ได้สติฟุบอยู่​​ที่โคนต้นโพธิ์ใหญ่​ซึ่งยืนต้นตระหง่านอยู่​ห่างไกลบ้านคน แถมรอบๆ​สถาน​ที่นั้น​ก็ค่อนข้างรกชัฏ ​แม้​จะอยู่​ไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้า​พระยาก็ตามที หากทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบ​เพราะ​เป็นเวลาโพล้เพล้ย่ำค่ำเข้า​ไปแล้ว​ ​เมื่อหนุ่มคนลากรถฟื้นคืนสติ​และจำ​ได้ลางเลือนถึงภาพของสองหนุ่ม​ที่ถูกฟาดหัว​โดยสองนักเลงลอบกัด ​และตัวของ​เขาเองก็ถูกทำร้ายจนสลบ​โดยไม่ทัน​ได้ระวังตัวจากชายหนุ่มนักเลงคน​ที่สามเช่นเดียวกัน

แวบแรก​ที่​ได้สติกลับคืนมา ​เขาก็นึกถึงคุณหนูกฤษณาผู้​โดยสารผู้เปรียบเสมือนเจ้านาย​โดยตรงของ​เขา ​ซึ่ง​เขามีหน้า​ที่รับผิดชอบรับส่งด้วย​ความกังวลใจ​และ​เป็นห่วง​เป็นใยในสวัสดิภาพของเธอ ​เพราะรถลากประจำตัวของ​เขาก็พลอยหาย​ไปด้วย

หนุ่มจีนคนลากรถผลุดลุกขึ้น​เดิน​ไป​ที่ใต้โคนต้นโพธิ์ใหญ่​พร้อม​กับกรากเข้า​ไปเขย่าตัว​เพื่อปลุกชายหนุ่มเพลงยาว​ทั้งสองให้ฟื้นคืนสติ ​ซึ่งก็​ใช้เวลาอยู่​ถึงครู่ใหญ่กว่า​ที่​จะทำให้บุคคล​ทั้งคู่รู้สึกตัว

"ตื่นล่ายเลี้ยว..ไอ๊หย่า..ถูกตีจนหัวเลือดออก​ทั้งสองคนเลย​นี่หว่า!" จีนหนุ่มตกใจ​ที่เห็นเลือดติดศีรษะแห้งกรัง​ทั้งสองคน ​ซึ่งปรากฏให้เห็นท่ามกลางแสงสีทองสุดท้ายของดวงตะวันก่อน​ที่​จะลับทิวไม้​ที่สาดส่องกระทบผ่านมาจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้า​พระยา

"พวกเราอยู่​​ที่ไหนกันวะเนี่ย?" หมาน​คือหนุ่มคนแรก​ที่ฟื้นเอ่ยถามขึ้น​อย่างงัวเงีย

"ลื้อถูกตีจนสลบ​ทั้งสองคน​และถูกลากมาไว้​ที่ต้นโพธิ์ใหญ่นี่"

"อ้าวแล้ว​ลื้อตามมา​ได้ยังไงกันวะนายกุ่ย?"

"อั๊วก็ถูกทำร้ายจนสลบ​และถูกพามาไว้​ที่นี่เหมือนพวกลื้อนั่นแหละ​ ​แต่อั๊วฟื้นก่อน..ถึง​ได้มาปลุกพวกลื้อสองคนยังไงล่ะ" ​ความตื่นเต้นทำให้ตันเต็งกุยเจรจาภาษาไทยคล่อง​และสะดวก​ปากขึ้น​เยอะจนแทบไม่มีเพี้ยนเลย​

"ลื้อรู้ไหมว่า​ใครกัน​ที่ทำร้ายพวกเรา?" เสียงของถึกหรือหนุ่มบุญธรรมเอ่ยถาม​เมื่อเริ่มรู้สึกตัว​เป็นคนสุดท้าย

"อั๊วจำหน้าล่ายว่าพวกอีสามคนชอบป้วนเปี้ยนอยู่​แถวหน้าบ้านคุงหลูกิกซาหนา​เป็นประจำ พวกมันยังเคยแอบตามรถอั๊วมาบ่อยๆ​เลย​ล่วย"

"​ถ้าอย่างนั้น​พวกมันก็คงไม่​ได้ประสงค์ดี​กับคนในบ้าน​พระยาประดิษฐ์ฯอย่างแน่นอน คง​จะไม่ใช่หวัง​จะทำร้ายพวกเราสามคนเพียงเท่านั้น​หรอกนะ"

"มึงคิดอย่างนั้น​หรือไอ้ถึก?" หมานเอ่ยถามด้วยสีหน้าแสดง​ความฉงน

"เออซีวะ ​เพราะ​ถ้ามันทำร้ายเราเพียงสองคน นายกุ่ย​เขาก็คงไม่พลอยโดนลูกหลง​ไปด้วยหรอกจริงไหมวะ?"

"เออ..ท่า​จะจริงแฮะ..นอกจากนี้มึงยังสงสัยอะไร​อย่างอื่นอีกไหม?"

"อ๋อ..มีสิ กูสงสัยว่าทำไมพวกมันถึง​ต้องลงมือ​ที่หลังวังนี่ด้วยล่ะวะไอ้หมาน?"

"อืมม..ถูกของมึงไอ้ถึก แล้ว​นี่คุณหนูกฤษณาของนายกุ่ยหาย​ไปไหนแล้ว​ล่ะ?" ประโยคหลังหมานหัน​ไปถามสารถีลากรถเจ๊ก

"อั๊วก็ไม่รู้เหมือนกัน อั๊วฟื้นมาก่อนพวกลื้อสองคนแป๊บเดียวเอง" หนุ่มจีนส่ายหน้า

"หรือว่าพวกมันมาคอยดักฉุดคุณกฤษณา?" บุญธรรมพูดพลางทำตาโตด้วย​ความรู้สึกตกใจระคน​กับ​ความกังวลลึกๆ​อยู่​ภายใน

"ฉุด​ไปทำรายกันวะ?" ตันเต็งกุยซักด้วย​ความตกตะลึง

"​ส่วนมากพวกนักเลงคนไทย​เขาชอบฉุดผู้หญิง​เอา​ไปทำเมียนะซีวะ" หมานตอบโพล่งขึ้น​ทันควัน

"ฉุด​เอา​ไปทำเมีย ไอ๊หย่า ตายเลี้ยว คุงหลูกิกซาหนาคนสวยของอั๊ว!"

"​ถ้า​จะให้ดี กูว่าพวกเรารีบสะกดรอยตามรอยรถเจ๊ก​ไปดีกว่าว่ะ เผื่อว่า​จะมีโอกาส​ได้ร่องรอยสิ่งหนึ่ง​สิ่งใดบ้าง" บุญธรรมเอ่ยให้สติผู้ร่วมอยู่​ในสถานการณ์เดียวกัน

"​ไปสิ ​แต่เรา​จะเริ่มต้นจาก​ที่ไหนกันดีล่ะ?"

"เริ่มจากหน้าประตูวิเศษไชยศรี..ท้ายวัง​ที่รถเจ๊กจอดรอเธออยู่​นะซีวะ รีบ​ไปกันเถอะจวน​จะมืดอยู่​แล้ว​"

"​ไปโลดไอ้เกลอ มาสิ..นายกุ่ยเรา​ไปด้วยกันหมด​ทั้งสามคนนี่แหละ​"

"ฮ้อ..ดีสิ อั๊ว​จะ​ได้ตามรถของอั๊วคืนด้วย"

​เมื่อ​ทั้งสามหนุ่มต่างสัญชาติ​ได้เริ่มสะกดรอยตามรอยบดของล้อรถเจ๊ก​ที่ลาก​ไปตามทางอันรกร้าง ปรากฏว่า​เป็นทาง​ซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรสักเท่าไหร่ เดิน​ไป​ได้สักครู่ใหญ่ก็มาสิ้นสุด​เอา​ที่ริมแม่น้ำเจ้า​พระยา มีร่องรอยท่าเรือเล็กๆ​อยู่​หน้าระเบียงเก่าซอมซ่อของท่าน้ำริมตลิ่ง ภายหลังจากเหลียวมอง​ไปรอบๆ​บริเวณ​ที่ปรากฏว่ามีสุมทุมพุ่มไม้อยู่​​เป็นระยะๆ​ ฉับพลันตันเต็งกุยก็ชี้มือ​พร้อม​กับอุทานเสียงหลงด้วย​ความดีใจ

"รถลากของอั๊วอยู่​โน่น!"

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3540 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ร้อยใจมังกร --Series
ชื่อตอน บทที่ 7 --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น