นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา #3
กาบแก้ว
...อาณาจักรฟูนัน หรือ อาณาจักรพนม ​เป็นอาณาจักรเก่าแก่ของขอมโบราณ​ที่สร้างขึ้น​​เมื่อราวพุทธศตวรรษ​ที่ 6 ชาวจีนเรียกอาณาจักรแห่งนี้ว่า อาณาจักรฟูนัน ​โดยเพี้ยนมาจากคำว่า พนม...

ตอน : บทที่ 2 - อาณาจักรพนม

คลิกดูภาพขยาย

Funan Map - แผน​ที่อาณาจักรฟูนัน

อาณาจักรฟูนัน หรือ อาณาจักรพนม ​เป็นอาณาจักรเก่าแก่ของขอมโบราณ​ที่สร้างขึ้น​​เมื่อราวพุทธศตวรรษ​ที่ 6 ชาวจีนเรียกอาณาจักรแห่งนี้ว่า อาณาจักรฟูนัน ​โดยเพี้ยนมาจากคำว่า พนม หมายถึงภูเขา ​ซึ่งมี​ความหมายว่า ราชาแห่งขุน​เขา ​เนื่องจากอาณาจักรขอม​ที่สร้างขึ้น​ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนนั้น​ตั้งอยู่​บนภูเขา ​เป็นการสร้างเมืองขึ้น​ตาม​ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิไศวะนิกาย​และไวณพนิกาย​ที่​ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย จึงสร้างเมืองไว้บนภูเขาวิหารจำลอง

ในพุทธศตวรรษ​ที่ 10 นั้น​ พราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดีย​ได้เดินทางมาครองอาณาจักรขอมแห่งนี้ ​ได้สร้างแบบแผนของราชสำนักตามอย่างอินเดีย ​ซึ่งมีตำนานเล่าถึงราชวงศ์ขอมไว้ว่า ราชวงศ์ขอมนั้น​เกิดจากพราหมณ์คนหนึ่ง​สมสู่​กับนางนาค ​ซึ่ง​เป็น​พระธิดาของพญานาค ​ที่ถือว่า​เป็นบรรพบุรุษของชนชาติขอม ราชวงศ์นี้​ได้มีกษัตริย์ครองอาณาจักรฟูนัน​ต่อมาจนถึง พ.ศ. 1100 มี​พระนามกษัตริย์​ที่ปรากฏชื่อ​คือ​พระเจ้าโกณฑิณยะชัยวรมัน ​และ​พระเจ้าอนุรุทธวรมัน ศิลปะขอม​ที่เกิดขึ้น​ในยุคนี้เรียก ศิลปะขอมหรือศิลปะเขมรแบบพนมดา สร้าง​ระหว่าง พ.ศ. 1100-1150

คลิกดูภาพขยาย

ศิลปะแบบพนมดา

เมืองหลวงของอาณาจักรฟูนันนั้น​ เรียก นอ-กอร กก-ทะโหลก ​ซึ่งหมายถึง เมือง​พระนคร​ที่ตั้งอยู่​บนขุน​เขา​และต้นไม้สูงนั่นเอง ​และ​ได้รับอิทธิพลมี​ความเชื่อในเรื่อง​พญานาค

"นาค" คำนี้หาก​ความเชื่อตามตำนาน​ต้องถือว่า​เป็นสัตว์​ที่มีฤทธิ์ ​เป็นตัวแทน​ความเชื่อของชาวขอม​ที่ยึด​เอา​เป็นสัญลักษณ์ประจำของชนเผ่า นับถือนาคนับถืองูเช่นเดียว​กับอียิปต์หรืออินเดีย ​ความเชื่อนี้เกิดจากพื้นฐานของแหล่ง​ที่อยู่​อาศัย เช่นมี​ความเชื่อว่าแม่น้ำโขงเกิดจากรอยพญานาค ดังนั้น​น้ำ​และถ้ำใหญ่ใต้น้ำหรือบนขุน​เขาจึง​เป็นถิ่น​ที่อยู่​ของพญานาค ผู้นับถือนิยม​ที่​จะสักลายตามผิวหนังด้วยรูปนาค​และงู มีพิธีกรรมสำหรับบูชาพญานาค​เพื่อ​ความอยู่​เย็น​เป็นสุข ดังนั้น​อิทธิฤทธิ์ต่างๆ​​ที่เกิดขึ้น​ไม่ว่า​จะ​เป็นโรคภัยไข้เจ็บหรือถูกงูกัด ถือว่า​เป็นการลงโทษของพญานาค ​ซึ่ง​ความเชื่อเช่นนี้ปัจจุบันยังมีหลงเหลืออยู่​ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เช่นมี​ความเชื่อว่าทุกปีพญานาค​จะพ่นบ้องไฟขึ้น​เหนือแม่น้ำโขง ​เป็นต้น

หากวิเคราะห์​เอาว่ามนุษย์​ที่อาศัยอยู่​ริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือทะเลสาบ ​เป็นผู้​ที่อยู่​​กับน้ำ​ซึ่ง​เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว​ การอาศัยสิ่ง​ที่อยู่​ในน้ำ​เพื่อ​ใช้อุปโภคบริโภคจึง​เป็นเหตุหนึ่ง​​ที่ทำให้เรียกกลุ่มคนริมน้ำว่า "มนุษย์นาคา" ​ซึ่งมี​ความเชี่ยวชาญในการหาปลาจับสัตว์น้ำ​และ​ใช้เรือสำหรับเดินทาง​ไปมาในแม่น้ำ จนมีการสร้างเรือยาว​ที่มีหัวพญานาคหรือเรือมังกรขึ้น​ในดินแดน​ที่อยู่​ริมแม่น้ำ ก็พอ​จะมองเห็นภาพของชุมชนริมน้ำ​และชุมชนบนภูเขา ​ที่มี​ความเชี่ยวชาญในการเข้าป่าล่าสัตว์ นับถือขุน​เขา​และสิ่งลึกลับ​ที่เกิดขึ้น​ในป่า​เขา ​โดยเชื่อว่าอันตราย​ที่เกิดขึ้น​จากสัตว์ป่า​และไข้ป่านั้น​​เป็นการลงโทษของเจ้าป่าเจ้า​เขา หาก​จะเหมา​เอาว่า​เป็นยักษ์​เป็นมารก็ไม่ผิดอะไร​

ดังนั้น​การตั้งบ้านเมืองจึงขึ้น​อยู่​ว่าผู้นำหรือกษัตริย์ของตนนั้น​มี​ความเชื่อหรือนับถือ​เอาอะไร​​เป็นหลัก ฝ่ายนาคาหรือเจ้าป่าเจ้า​เขา หรือ​ได้รับอิทธิพล​ความเชื่อมาจากศาสนาใดก็​จะพากันตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองตามคติ​ความเชื่อนั้น​

นักประวัติศาสตร์บางคนมี​ความเห็นว่า ใน​ระหว่างพุทธศตวรรษ​ที่ 7-9 นั้น​ บริเวณ​ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้า​พระยาก็น่า​จะ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของอาณาจักรฟูนันด้วย ​โดยมีศูนย์กลางอยู่​บริเวณปากแม่น้ำโขงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน

ดังนั้น​บริเวณ​ส่วน​ที่​เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ ​เมื่อราว พ.ศ. 643 ถึง พ.ศ. 1043 นั้น​จึง​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ในอาณาจักรฟูนัน กล่าว​คืออาณาจักรฟูนัน (FUNAN) ​ได้ถูกตั้งขึ้น​​และ​เป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ​ที่เชื่อกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งนี้น่า​จะตั้งอยู่​​ที่ เมืองเปรเวงในประเทศกัมพูชา ​โดยมีเมืองออกแก้วหรือออกแอว ในประเทศเวียดนาม ​เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่​ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

คำว่า "ฟูนัน" นี้น่า​จะมาจากภาษาจีน​ที่แปลว่า "ภูเขา" ​โดยออกเสียง​เป็นภาษาขอม​ได้ว่า "พนม" อาณาจักรฟูนันนี้​ได้รับ​เอาวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดีย ​โดยมา​ใช้ในสังคม​และ​เป็นชนชาติ​ที่​เป็นบรรพบุรุษของเขมรปัจจุบัน

เรื่อง​นี้ศาสตราจารย์ชอง เซลิเยร์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกลับมี​ความเห็นว่า เมืองสำคัญของอาณาจักรฟูนันนั้น​น่า​จะอยู่​บริเวณเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ​เนื่องจาก​ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ลูกปัด ดินเผา ​และสำริด ​เป็นจำนวนมาก​ที่เมืองอู่ทอง

คลิกดูภาพขยาย

ลูกปัด​ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

หมายเหตุ -- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองอยู่​ติด​กับ​ที่ว่าการอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ​เป็นสถาน​ที่รวบรวมศิลปะวัตถุในสมัยต่างๆ​ ​ที่ขุดค้นพบแสดงถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคสมัยต่างๆ​​ที่เคยอาศัยอยู่​ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี มีหลักฐานการขุดพบลูกปัด​ซึ่ง​เป็นแบบเดียว​กับ​ที่พบ​ที่เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม ​โดยนายหลุยส์ มาเลอเรท์ (Louis Mallaret)
พิสูจน์ว่า​เป็นลูกปัดสมัยฟูนัน มีอายุประมาณ 1,800 ปี เครื่องมือเครื่อง​ใช้สมัยหินใหม่ถึงสมัยสัมฤทธิ์ ​พระพุทธรูปสมัยทวารวดี ฯลฯ ​และ​เป็นสถาน​ที่รวบรวมลูกปัดสมัยทวาราวดี แบบต่างๆ​มากมาย​
ปัจจุบัน​ได้พัฒนาปรับปรุงรูปแบบการจัดแสดงใหม่หมด ​และการนำเสนอ​ด้วยเทคนิค​ที่ทันสมัย​และน่าสนใจในการค้นคว้าหา​ความรู้

ในประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมร ​ได้เขียนไว้ว่า ฟูนัน​คืออาณาจักรเขมรยุคแรก เริ่ม​เมื่อเจ้าชายจากอินเดียชื่อ "โกญทัญญะ" หรือ​ที่เอกสารฝ่ายจีนเรียกชื่อว่า โกณฑิณยะ ​ได้ลงเรือมาถึงอาณาจักรฟูนันแล้ว​​ได้นางพญาฟูนัน ​ซึ่งจีนเรียกชื่อว่า​พระนาง ลิวเย่ ​เป็น​พระชายา ​โดยนักโบราณคดีเชื่อว่า​พระชายาผู้นี้น่า​จะ​เป็นเชื้อสายกษัตริย์ในราชวงศ์ของฟูนันมากกว่า​จะเรียก​เป็นชื่อว่านางพญาฟูนัน จึง​ได้ตั้งอาณาจักรฟูนันขึ้น​ตามชื่อของราชวงศ์กษัตริย์ฟูนันเดิม ​เพราะปรากฏว่าภายหลัง​ต่อมานั้น​ "ขุนพลฟันซีมัน" ก็​ได้ขึ้น​​เป็นผู้ครองอาณาจักรนี้

ปลายพุทธศตวรรษ​ที่ 8 ​ระหว่าง พ.ศ. 760-795 นั้น​ ตามจดหมายเหตุของจีนราชวงศ์ฮั่น​ได้บันทึกไว้ว่า ราชทูตจีนชื่อ คังไถ (K’ang T’ai) ​และจูยิง (Chu Ying) ​ได้เดินทางมายังดินแดนของอาณาจักรฟูนัน ​เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีน ​และ​ได้จดบันทึกไว้​ความว่า

"เมืองฟูนันมี​ความรุ่งเรืองมาก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาทางตะวันตกผ่ากลางเมือง ชาวอินเดียชื่อโกณฑิณยะ ​ได้เดินทาง​โดยเรือมายึดครองดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขง ​และ​ได้ประมุขของชาวพื้นเมือง​คือ​พระนางลิวเย่ (Liu-ye) ​เป็นชายา ​ต่อมาอีกหลายปี ขุนพลฟันซีมัน (Fan Shihman) ​ได้ขึ้น​​เป็นเจ้าครองนครฟูนัน ทรงขยายอาณาจักรฟูนัน ออก​ไปอย่างกว้างขวาง ​โดย​สามารถยึดครองอาณาจักรฉูตูคุน จิวจิ ​และเตียนซุน"

นอกจากนี้ราชฑูตจีนคังไถ ยัง​ได้กล่าวเกี่ยว​กับอาณาจักรฟูนันไว้อีกว่า

"มีกำแพงล้อมรอบเมือง มี​พระราชวัง​และบ้านประชาชน ประชาชนมีหน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้า​และเดินเท้าเปล่า อัธยาศัยใจคอง่ายๆ​ไม่ลักขโมย ปลูกหว่านพืชเพียงปีหนึ่ง​​แต่เก็บเกี่ยว​ไป​ได้สามปี ชอบแกะสลักเครื่องประดับ ภาชนะกินอาหารมักทำด้วยเงิน เก็บภาษี​เป็นทองคำ เงิน ไข่มุก ​และเครื่องหอม มีหนังสือ หอจดหมายเหตุ ​โดย​ใช้อักษร​ที่คล้ายอักษรของชนชาติฮู (Hu)"

จดหมายเหตุจีน​ที่บันทึกไว้ในสมัยสามก๊ก ก็​ได้กล่าวถึงอาณาจักรฟูนันไว้ว่า

"ใน พ.ศ. 786 อาณาจักรฟูนัน​ได้ส่งคณะทูตมาประเทศจีน ​พร้อม​กับส่งนักดนตรี​และพืชผลในประเทศ​เป็นเครื่องราชบรรณาการ"

จดหมายเหตุจีน​ที่บันทึก​เมื่อ พ.ศ. 1046 มี​ความว่า "ฟูนันส่งราชทูต​ไปประเทศจีน" ​และจักรพรรดิ์ของจีน​ได้มี​พระราชโองการว่า

"​พระราชาแห่งรัฐฟูนันทรง​พระนามว่า โกณฑิณยะชัยวรมัน ประทับอยู่​สุดเขตโพ้นทะเล ราชวงศ์ของ​พระองค์​ได้ทรงปกครองบรรดาประเทศโพ้นทะเลทางใต้ ​และ​ได้ทรงแสดง​ความซื่อสัตย์สุจริตด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายหลายครั้ง บัดนี้สมควร​จะตอบแทนให้ทัดเทียมกัน​และให้ตำแหน่งอันมีเกียรติยศ ​คือตำแหน่งขุนพลแห่งภาคสันติใต้ กษัตริย์แห่งฟูนัน"

จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ฉี สมัยต้นพุทธศตวรรษ​ที่ 11 ​ได้กล่าวไว้ว่า

"ประชาชนฟูนันโหดร้าย​และเต็ม​ไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เข้าโจมตีเมือง​ที่ไม่ยอมอ่อนน้อม​และกดขี่ประชาชนลง​เป็นทาส มีสินค้า​คือ ทอง เงิน ผ้าไหม คนสำคัญ​ใช้ผ้ายกนุ่ง​เป็นโสร่ง หล่อแหวน​และกำไลด้วยทองคำ ​ใช้ภาชนะทำด้วยเงิน คนจนนุ่งผ้าฝ้ายผืนเดียว ริมทะเลมีกอไผ่ใหญ่ ​ใช้ใบไผ่สาน​เป็นหลังคา บ้านเรือน​ซึ่งยกพื้นสูงเหนือน้ำ ​ใช้เรือ​ที่มีหัว​และท้ายคล้ายปลา ​พระราชาเสด็จบนหลังช้าง มีการชนไก่ วิธีพิพากษาคดี​ใช้วิธีโยนไข่หรือแหวนทองคำลงในน้ำเดือดแล้ว​ให้คู่​ความหยิบออกมา หรือเผาโซ่ให้ร้อนแล้ว​ให้คู่​ความเดินถือ​ไป 7 ก้าว ผู้ผิด​จะมือพอง ​และผู้ถูก​จะไม่บาดเจ็บ"

(ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล : ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ถึง พ.ศ. 2000, รุ่งแสงการพิมพ์, 2435 หน้า 18)

รูปร่างหน้าตาชาวฟูนัน ศึกษาจากเหรียญโบราณ

ตามรูปร่างลักษณะ​ที่กล่าวมาข้างต้น คราวนี้ลองเปรียบเทียบ​กับเหรียญโบราณ​ที่พบใน
ประเทศไทยดูบ้าง ว่ามี​ความใกล้เคียง​กับลักษณะของชาวฟูนันหรือไม่อย่างไร


เหรียญทองรูปผู้ชาย ไม่สวมเสื้อ มีผ้าพาดคอ ​กำลังร่ายรำ
​และด้านหลังของเหรียญ


เหรียญรูปผู้ชาย ไม่สวมเสื้อ ลักษณะคล้ายคนป่า ถือกระบอง
​และด้านหลังของเหรียญ


เหรียญรูปผู้ชาย ไม่สวมเสื้อ ลักษณะคล้ายคนป่า ถือมีดดาบ
​และด้านหลังของเหรียญ


อาณาจักรฟูนันแห่งนี้มี​ความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษ​ที่ 9 แล้ว​เริ่มเสื่อมในพุทธศตวรรษ​ที่ 10 ​ต่อมาอาณาจักรแห่งนี้​ได้ตก​เป็นเมืองขึ้น​ของอาณาจักรเจนละ (ในเขมร) ​เมื่อราวพุทธศตวรรษ​ที่ 11 จากนั้น​อาณาจักรฟูนันก็สูญหาย​ไป ​เนื่องจาก​ได้เกิดมีอาณาจักรขอมขึ้น​มาแทนในดินแดนของอาณาจักรฟูนันเดิม

การขุดค้นทางโบราณคดี​ที่เมืองออกแก้ว (OC-EO) ตรงบริเวณปลายแหลมญวน ​ซึ่งเชื่อว่า​เป็นเมืองท่า​ที่เกิดขึ้น​ในสมัยฟูนันนั้น​ ​ได้พบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ถ้วยชาม เงินตรา ​พระพุทธรูป ​และเทวรูป ​ส่วนใหญ่​เป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย สำหรับดินแดน​ที่อยู่​ในประเทศไทยนั้น​ ​ได้มีการสำรวจพบเงินเหรียญรูป​พระอาทิตย์​และศิลปวัตถุสมัยฟูนันหลายอย่าง พบ​ที่แหล่งโบราณสถานคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ​และ​ที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ​ซึ่ง​เป็นหลักฐาน​ที่ทำให้เชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมินั้น​เคย​ได้รับอิทธิพลหรืออยู่​ในอาณาจักรฟูนันมาก่อน

​เมื่อต้นพุทธศตวรรษ​ที่ 13 นั้น​หลวงจีนอี้จิง​ได้ออกเดินทาง​โดยเรือจากจีน​ไปสืบ​พระศาสนา​ที่อินเดีย ​ได้แล่นเรือผ่านบริเวณ​ที่เคย​เป็นอาณาจักรฟูนันมาก่อน​และบันทึกไว้ว่า

"พราหมณ์ชาวอินเดีย​ได้เคยอพยพมาตั้งถิ่นฐาน​และ​แต่งงาน​กับเจ้าหญิงชนพื้นเมืองเดิม สถาปนาอาณาจักรฟูนันขึ้น​ ​โดยรับอารยธรรมอินเดียอย่างแน่นแฟ้น เช่น การปกครองแบบเทวราชา...​..ในอาณาจักรฟูนันสมัยก่อน ​พระธรรมทางศาสนาพุทธ​ได้แพร่หลาย​และขยายออก​ไป ​แต่ในปัจจุบัน​พระราชา​ที่โหดร้าย​ได้ทำลาย​พระธรรมเสียสิ้น​และไม่มี​พระสงฆ์เหลืออยู่​เลย​"

เอกสารฝ่ายจีนราชวงศ์ฉียัง​ได้กล่าวอีกว่า กษัตริย์ฟูนัน​พระนามว่า โกณฑิณยะชัยวรมัน ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน ภายหลังทรงนับถือพุทธศาสนา ในรัชสมัยนี้ ​ได้มี​พระภิกษุชาวอินเดียรูปหนึ่ง​ ชื่อ ​พระนาคาหรือ ​พระนาคเสน ​ได้เดินทาง​ไปยังประเทศจีน ​ได้แวะ​ที่ฟูนันก่อน ​และ​ได้ทูล​พระเจ้ากรุงจีนว่า ประเทศฟูนันนับถือศาสนาฮินดูนิกายไศวะ ​แต่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง มีภิกษุสามเณรมาก ​และสมัยนี้​ได้มี​พระภิกษุชาวฟูนัน ชื่อ สังฆปาละ (พ.ศ. 1002-1065) ​เป็นผู้เชี่ยวชาญใน​พระอภิธรรม ​ได้เดินทาง​ไปสู่ประเทศจีน ​และ​ได้ศึกษาเพิ่มเติมจาก​พระภิกษุอินเดีย ชื่อ คุณภัทร มี​ความแตกฉานในพุทธศาสนา​เป็น​ที่เคารพศรัทธาของ​พระเจ้าจักรพรรดิบู่ตี่ (ครองราชย์ พ.ศ. 1046-1092) ทรงอาราธนาให้ท่านแปลคัมภีร์พุทธศาสนา​เป็นภาษาจีน เช่นคัมภีร์ "วิมุตติมรรค" ​ซึ่ง​แต่ง​โดย​พระอุปติสสะเถระ ​และยัง​ได้รับนิมนต์จาก​พระเจ้าบู่ตี่ ให้​เป็นผู้สอนธรรมในราชสำนัก นับว่า​เป็น​พระภิกษุชาวฟูนัน​ที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง​ ​เป็น​ที่รู้จักในบรรดาประเทศต่างๆ​

ในปลายพุทธศตวรรษ​ที่ 11 ​พระเจ้าโกณฑิณยะวรมัน​ได้ส่ง​พระมหาเถระเขมร 2 องค์ ​ไปช่วยแปล​พระไตรปิฎกจีน ​พระมหาเถระ 2 องค์นี้​เป็นนักปราชญ์รู้หลายภาษา ​โดยเฉพาะภาษาสันสกฤต องค์​ที่เลิศมีเกียรติติดชื่ออยู่​ใน​พระไตรปิฎกจีนนั่น​คือ ​พระมหาเถระเสงโปโลสังฆปาละ เกิด​เมื่อ พ.ศ. 1067 ในประเทศจีน ​พระมหาเถระสังฆปาละ​ได้แปลคัมภีร์วิมุตติมรรค อัน​เป็นคัมภีร์ของ​พระธัมมรุจิเถระ ในเกาะลังกา ​เป็นคัมภีร์คู่​กับคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของ​พระพุทธโฆษาจารย์ ​ซึ่งประเทศ​ที่นับถือลัทธิมหายานต่างรู้จักชื่อท่าน​ทั้งสองนี้ดีมาก ​พระเถระเขมร​ทั้งสองรูป​ได้ช่วยแปล​พระไตรปิฎก ข้อ​ความแห่งคำแปลนั้น​มีผลงาน​เป็นภาษาจีนแท้ ใน พ.ศ. 1057 ​พระเจ้าอนุรุทธวรมันขึ้น​ครองราชย์ ทรงมี​พระราชศรัทธาใน​พระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ​และ​ได้ทรงประกาศถวาย​พระองค์​เป็นอุบาสก ทรงมี​พระเกศธาตุเส้นหนึ่ง​ไว้​เป็น​ที่สักการะบูชา ​พระเจ้าอนุรุทธวรมันทรง​เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย​ที่ปรากฏนามในยุคฟูนัน ​เมื่ออาณาจักรฟูนันล่มสลายในพุทธศตวรรษ​ที่ 11

ในระยะเวลานี้อาณาจักรเจนละ​ซึ่ง​เป็นเมืองขึ้น​ของฟูนัน​ได้มีอำนาจมากขึ้น​ ​และ​ได้ตั้งตัว​เป็นอิสระ ครั้นอาณาจักรเจนละ​ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น​มา ​เมื่ออาณาจักรเจนละมีอิทธิพลมากขึ้น​จึง​ได้แผ่อำนาจมาทางอาณาจักรฟูนัน จึงทำให้เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจ​เป็นใหญ่ในดินแดนดังกล่าว ใน​ที่สุดอาณาจักรเจนละก็​สามารถครอบครองดินแดนแถบนี้​ได้ใน พ.ศ. 1170 ​โดย​ได้ยกกองทัพมาโจมตีรวมฟูนันเข้า​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของอาณาจักรเจนละ

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3539 Article's Rate 25 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา --Series
ชื่อตอน บทที่ 2 - อาณาจักรพนม --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ สัพเพเหระ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๔๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น