นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา #1
กาบแก้ว
...อรุณ ซัวสไดย กัมพูเจีย หรือ อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา ​เป็นคำทักทายภาษาเขมร ​เพื่อ​ที่​จะเปิดประตูสู่​พระราชอาณาจักรกัมพูชา ประเทศ​เพื่อนบ้านอาเซียน.....

ตอน : บทที่ 1 - อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา

คลิกดูภาพขยาย

อรุณซัวสไดย กัมพูเจีย หรือ อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา ​เป็นคำทักทายภาษาเขมร ​เพื่อ​ที่​จะเปิดประตูสู่​พระราชอาณาจักรกัมพูชา ประเทศ​เพื่อนบ้านอาเซียน มิตรสนิทชิดใกล้ของประเทศไทยเรา ​ที่ผู้เขียน​จะ​ได้พาท่าน​ไปรู้จัก​กับเรื่อง​ราวในอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน อันถือ​ได้ว่า​เป็นประวัติศาสตร์​ที่น่าสนใจ ขอเชิญติดตาม​ได้ ณ บัดนี้..

ตำนานการสร้างเมืองกัมพูชา

ตำนานเก่าแก่ของเขมรเรื่อง​ "​พระทอง-นางนาค" ​ได้กล่าวถึงการเกิดของเมือง "กัมพูชา" ​ซึ่ง​ความเชื่อจากตำนานในเรื่อง​นี้ ยังมี​ความเกี่ยวพัน​โดยยึดถือปฏิบัติ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของประเพณีการ​แต่งงานของชาวเขมรมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

ตามพงศาวดารกัมพูชาเล่าว่า ​พระทอง ​เป็นราชบุตรองค์กลางของ​พระเจ้าอาทิตยวงศ์ ผู้ครองกรุงอินทปัตถ์บุรี ​เมื่อมี​พระชนมายุพอ​ที่​จะปกครองบ้านเมือง​ได้ ​พระราชบิดาก็ส่งออก​ไปปกครองเมืองทางทิศใต้​พร้อมด้วย​พระเชษฐา​ทั้งสอง​และอนุชาองค์รอง ​ซึ่งออก​ไปครองเมืองทางทิศตะวันออก ตะวันตก ​และทิศเหนือ ​ส่วนอนุชาองค์สุดท้องนั้น​ยังทรง​พระเยาว์อยู่​ ​พระราชบิดาจึงให้ประทับอยู่​ใน​พระนคร​กับ​พระองค์ ​เมื่อครบสิบเดือน ​พระราชบุตร​ทั้งสี่นี้ก็​จะ​ต้องเข้าเฝ้าถวายบังคม​พระราชบิดาครั้งหนึ่ง​

​ต่อมา​พระราชบิดาทรงประชวรหนัก​จะเสด็จออกให้​พระราชบุตร​และท้าวสามนตราช​ทั้งหลายเฝ้าถวายบังคมไม่​ได้ จึงตรัสให้ราชบุตรองค์สุดท้องออกมารับแทน​พระองค์ ณ ท้อง​พระโรงในมหาปราสาท ​และ​เพื่อให้คน​ทั้งปวงรู้ว่ามาแทน​พระองค์ ​พระราชบุตรองค์สุดท้องเสด็จประทับบนบัลลังก์ ​ซึ่งตั้งอยู่​ภายในเศวตฉัตร การกระทำของ​พระอนุชาในครั้งนี้ ทำให้​พระทองคิดต่อ​ไปว่า ​พระราชบิดาคงยก​พระอนุชาให้ครอง​พระนครหลวง​เป็นใหญ่กว่าตน ​ซึ่งถึง​พระองค์​จะ​เป็นพี่ก็​ต้องถวายบังคมอยู่​ดี

​เมื่อ​พระทองคิดแคลงใจจึงปรึกษา​กับมนตรี​ทั้งปวง ต่างก็เห็นพ้อง​ต้องกันว่าควรเข้ายึดอำนาจ จึงยกทัพ​ไปล้อมราชธานีของ​พระบิดา ​พระเจ้าอาทิตยวงศ์พิโรธโกรธกริ้ว ​พระราชบุตรองค์น้อยจึงกราบทูลรับอาสา​ไปเจรจา​กับ​พระทอง ​เมื่อ​พระทองทราบว่า​พระราชบิดาไม่​ได้ทรงมอบราชสมบัติแก่​พระอนุชา​เป็น​แต่โปรดฯ ให้ออกมารับแทนเท่านั้น​ก็ตก​พระทัย อ้อนวอน​พระอนุชาให้เข้า​ไปกราบทูลขอ​พระราชทานอภัยโทษ​ที่เข้าใจผิด ​แต่​พระเจ้าอาทิตยวงศ์ไม่ยอมยกโทษให้ ตรัสสั่งให้ทหารออก​ไปจับ​พระทอง​และพวกพ้อง แล้ว​ตัดผม​ที่เกล้ามวยออก​ทั้งไพร่นาย ขับไล่ออกจากเมือง

​พระทอง​กับไพร่พลเดินทาง​ไปจนถึงนครโคกหมัน ​เป็นดินแดน​ที่ใกล้​กับพวกจาม ​พระทองจึงให้แยกย้ายกันตั้งบ้านเรือนอาศัย วันหนึ่ง​​พระทองชวนมหาดเล็กทรงม้าลัดตัดหาดทราย​ไปประพาส​ที่เนินโคกหมัน ครั้นเวลาบ่ายน้ำทะเลก็ขึ้น​มาจนท่วมหาดทราย เสด็จกลับไม่​ได้ จึงประทับรออยู่​ ณ ​ที่นั่นคืนหนึ่ง​

ดึกคืนนั้น​เอง นางทาวดีกุมารีบุตรีของพญานาค ​ได้นำบริวารแปลงกาย​เป็นสาวสวรรค์ ขึ้น​มาเล่น​ที่หาดทราย ​พระทองเห็นก็ชอบออกปากฝากรัก นางนาคทาวดีกุมารีก็ไม่ปฏิเสธ ​แต่ขอผัด​ไปอีก 7 วัน ขอให้​พระทองจัดเครื่องราชบรรณาการมาคอยถวาย​พระบิดา​ที่บริเวณโคกหมันนั้น​ ​เมื่อให้คำมั่นสัญญาแล้ว​ นางนาคทาวดีกุมารีก็ลากลับนาคพิภพ ​เมื่อน้ำลด​พระทองก็เสด็จกลับ ครั้นครบกำหนด 7 วัน ​พระทองก็จัดเครื่องราชบรรณาการ​และเสนาอำมาตย์ราชบริพารมาคอย​ที่เนินโคกหมัน
คลิกดูภาพขยาย

ฝ่ายนางทาวดีกุมารี​เมื่อกลับคืน​ไปถึงนาคพิภพแล้ว​ก็เข้าเฝ้า​พระราชบิดา กราบทูลพญานาคให้ทรงทราบ​ซึ่งพญานาคก็ยอมตามใจ ครั้น​เมื่อถึงเวลานัดหมายก็พา​พระธิดา​พร้อมด้วยวงศานุวงศ์ขึ้น​มาสู่โคกหมันก็พบ​กับ​พระทอง

​เมื่อพญานาคทรงทราบว่า​พระทอง​เป็นลูกกษัตริย์ ก็มี​ความปีติยินดียกนางนาคทาวดีกุมารีให้ ​พร้อม​ทั้งสำแดงฤทธิ์สูบน้ำบริเวณโคกหมันออกจนหมด แล้ว​เนรมิตเมืองขึ้น​ใหม่ ให้ชื่อว่าเมือง "กัมพูชา"
คลิกดูภาพขยาย

อยู่​มาวันหนึ่ง​​พระทองเกิดอยากเห็นเมืองบาดาล จึงขอร้องให้นางนาคช่วยพาลง​ไปดู นางนาคทาวดีกุมารีจึงให้​พระทองเกาะผ้าสไบของตนลง​ไปเมืองบาดาล เรื่อง​ราวตอนนี้กลาย​เป็น​ที่มาของประเพณีหนึ่ง​ในพิธีการ​แต่งงานของชาวเขมร ​คือ เจ้าบ่าว​ต้องเกาะชายสไบของเจ้าสาว ​เพื่อเดินเข้าสู่เรือนหอ ​ซึ่งเปรียบเสมือน​กับ​พระทองจับสไบนางนาค ​เพื่อเดินทาง​ไปยังเมืองบาดาลดินแดนของนางนาคนั่นเอง

ดอกไม้ประจำชาติของราชอาณาจักรกัมพูชา
คลิกดูภาพขยาย

ดอกลำดวน (Rumdul) ​เป็นดอกไม้ประจำชาติของราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) ดอกลำดวนมีดอกสีขาวปนเหลืองนวลอยู่​บนใบเดี่ยว กลีบดอกหนาทึบ​และแข็งเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเย็นแบบกรุ่นๆ​ ถูกจัด​เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง​​เพราะมี​ความหมายถึง​ความสดชื่นหอมกรุ่น เชื่อกันว่า​เป็นต้นไม้สำหรับสุภาพสตรี วิธีปลูก​ที่ถูก​ต้อง ​จะ​ต้องปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน ​ที่สำคัญ​ต้องปลูกในวันพุธจึง​จะ​ต้องตรงตามตำราโบราณ

ดอก Rumdul หรือ ดอกลำดวน มีกลิ่นหอมในเวลาค่ำ ​เนื่องจากกลิ่นหอมนี้เองทำให้ในอดีตมักเปรียบดอกลำดวน​กับผู้หญิงเขมร ต้นลำดวนมี​ความสูง 8-12 เมตร พบ​ได้ทั่ว​ไปในประเทศแถบอินโดจีน​โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา ​และนิยมปลูกในสวนสาธารณะ

ลำดวนหวนหอมตระหลบ
กลิ่นอายอบสบนาสา
นึกถวิลกลิ่นบุหงา
รำ​ไปเจ้าเศร้าถึงนาง
กาพย์เห่เรือ : ​พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

ต้นไม้ประจำชาติของราชอาณาจักรกัมพูชา

​ส่วนต้นไม้ประจำชาติของราชอาณาจักรกัมพูชานั้น​​คือต้นตาลโตนด ชาวกัมพูชา​จะเรียกกันว่าต้นโตนด ​ซึ่ง​จะมีให้เห็นอยู่​ทั่ว​ไป มีอยู่​ช่วงหนึ่ง​รัฐบาล​จะสั่งห้ามตัดหรือทำลายอย่างเด็ดขาด ​ใครตัดมี​ความผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ยัง​ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเพิ่มเติมตามหัวไร่ปลายนาอีกด้วย
คลิกดูภาพขยาย

คลิกดูภาพขยาย

​โดยเฉพาะบรรดานักท่องเ​ที่ยว​ที่เดินทาง​ไปทัศนาจรในราชอาณาจักรกัมพูชา ก็​จะสังเกตเห็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านในรูปแบบต่างๆ​ ​ที่​เป็นฝีมือชาวบ้านนำมาวางจำหน่ายแก่ผู้สนใจทั่ว​ไปตลอดสองข้างทาง ​ซึ่ง​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นผลิตภัณฑ์​ที่ทำมาจาก​ส่วนต่างๆ​ของต้นตาลโตนด ไม่ว่า​จะ​เป็นรูปนกทำจากใบตาล ลูกตาลสด น้ำตาลเมา น้ำตาลสดบรรจุขวด​พร้อมดื่มแก้กระหาย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลแว่น ตลอดจนขนม ของขบเคี้ยว​ที่​ส่วนใหญ่​ใช้วัตถุดิบหลักมาจากน้ำตาลโตนด
คลิกดูภาพขยาย

แหล่งผลิต​และจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากตาลโตนดในกัมพูชามีอยู่​ 2 แหล่งใหญ่​ที่ชาวบ้านทำกันอย่าง​เป็นล่ำ​เป็นสัน ​คือตลอดสองฝั่งถนนจากปราสาทนครวัด​ไปยังปราสาทบันทายศรี​เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร ​และช่วงจากเสียมเรียบ​ไปกรุงพนมเปญระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ​แต่เส้นทางนี้​จะทำกัน​เป็นจุดๆ​ไม่ตลอดเส้นทางเหมือน​ที่เส้นทางปราสาทนครวัด​และปราสาทบันทายศรี

สินค้าทุกชิ้น​ที่วางจำหน่ายนั้น​​จะมีการทำขึ้น​ในบริเวณใกล้เคียง ​ซึ่งผู้ซื้อหรือผู้สนใจ​สามารถเข้า​ไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิต​ได้ในทุกขั้นตอน ​ซึ่ง​จะมีการนำสินค้ามาวางขายแล้ว​ทดลองสาธิตทำ​เป็นตัวอย่าง​เพื่อโชว์นักท่องเ​ที่ยวด้วย ​เพราะสินค้า​ที่วางจำหน่ายในร้านนั้น​​เป็นของชาวบ้าน​ที่อาศัยอยู่​ในละแวกใกล้เคียง​ทั้งสิ้น
คลิกดูภาพขยาย

สุภาพสตรีชาวกัมพูชาเจ้าของร้านขายของ​ที่ระลึกริมทางตั้งอยู่​ห่างจากปราสาทบันทายศรีประมาณ 5 กิโลเมตร ​โดยผลิตภัณฑ์​ที่วางจำหน่ายในร้าน​ส่วนใหญ่​จะทำมาจากตาลโตนด เธอบอกว่าเปิดขายทุกวันตั้งแต่เช้า​ถึงเย็น ลูกค้า​ส่วนใหญ่ก็​จะ​เป็นชาวต่างชาติ​ที่มาเ​ที่ยวชมปราสาทบันทายศรี

ชุด​แต่งกายประจำชาติของชาวกัมพูชา

ชุด​แต่งกายประจำชาติของชาวกัมพูชา​คือ ซัมปอต (Sampot) หรือผ้านุ่งกัมพูชา ทอด้วยมือ มี​ทั้งแบบหลวม​และแบบ​พอดี คาดทับเสื้อบริเวณเอว ผ้า​ที่​ใช้มักทำจากไหมหรือฝ้าย หรือ​ทั้งสองอย่างรวมกัน

ซัมปอตสำหรับผู้หญิงมี​ความคล้ายคลึง​กับผ้านุ่งของประเทศลาว​และไทย ​ทั้งนี้ ซัมปอดมีหลายแบบ​ซึ่ง​จะแตกต่างกัน​ไปตามชนชั้นทางสังคมของชาวกัมพูชา ​ถ้า​ใช้ในชีวิตประจำวัน​จะ​ใช้วัสดุราคาไม่สูง ​ซึ่ง​จะส่งมาจากประเทศญี่ปุ่น นิยมทำลวดลายตามขวาง ​ถ้า​เป็นชนิดหรูหรา​จะทอด้ายเงิน​และด้ายทอง
คลิกดูภาพขยาย


การ​แต่งกายทั่ว​ไป

หญิง นิยมนุ่งผ้าถุงสีดำ เนื้อมัน คาดเข็มขัด ใส่เสื้อสี งานพิธีนุ่งผ้ายก ​ส่วนพวกในวังมักนุ่งผ้าโจงกระเบน ไว้ผมตัด บางคนเคี้ยวหมากจนฟันดำเหมือนคนไทยสมัยก่อน ​แต่ก็แทบไม่มีให้เห็นแล้ว​ในปัจจุบัน

ผู้ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อคอปิด ขัดกระดุมห้าเม็ด

กัมพูชายุคก่อนประวัติศาสตร์

เกร็ด​ความรู้เกี่ยว​กับยุคก่อนประวัติศาสตร์ของกัมพูชานั้น​มีอยู่​น้อยมาก แหล่งโบราณคดีเก่าแก่​ที่สุดของกัมพูชา​ที่ค้นพบในปัจจุบัน ​คือ ถ้ำ แลง สแปน (Laang Spean) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ​ซึ่งเชื่อว่าผู้คนเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานกัน​เมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ​และแหล่งโบราณคดีสำโรง เซน (Samrong Sen) ​ซึ่งเชื่อว่าเริ่มมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน​เมื่อราว 230 ถึง 500 ปีก่อนคริสตกาล

ชาวกัมพูชาเริ่มรู้จักการเลี้ยงสัตว์​และเพาะปลูกข้าว​ได้ตั้งแต่​เมื่อราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ​สามารถทำเครื่องมือจากเหล็ก​ได้ตั้งแต่ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนหน้า​ที่อิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย​จะแผ่เข้ามาถึงดินแดนแถบนี้ ในราวปี​ที่ 100 ก่อนคริสตกาล

หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าพื้น​ที่หลาย​ส่วนของดินแดนประเทศกัมพูชาในปัจจุบันเริ่มมีผู้คนอาศัยอยู่​ตั้งแต่​เมื่อราวสหัสวรรษแรก​และสหัสวรรษ​ที่ 2 ก่อนคริสตกาล ​โดยจัด​เป็นวัฒนธรรมยุคหินใหม่ ​ซึ่งผู้คนกลุ่มนี้อาจอพยพมาจากทางพื้น​ที่ตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ในก่อนช่วงคริสต์ศตวรรษแรก ผู้คนในแถบนี้​ได้มีวิวัฒนาการสู่การตั้งถิ่นฐาน​เป็นหลักแหล่ง มีการจัดโครงสร้างของสังคมอย่าง​เป็นระบบ ​ซึ่งทำให้​สามารถพัฒนาทักษะวิทยาการต่างๆ​ ​ได้ก้าวหน้ากว่ายุคก่อนๆ​​เป็นอย่างมาก กลุ่ม​ที่มีพัฒนาการก้าวหน้า​ที่สุดอาศัยอยู่​ในบริเวณชายฝั่ง ​ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ​และบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ​สามารถเพาะปลูกข้าว​และเลี้ยงปศุสัตว์​ได้ นักประวัติศาสตร์หลายคนมี​ความเห็นว่า ผู้คนกลุ่มนี้​ได้ตั้งหลักแหล่งอาศัยก่อนหน้าผู้คนในประเทศ​เพื่อนบ้าน ​คือ เวียดนาม ไทย ​และลาว

ผู้คนกลุ่มนี้อาจจัดอยู่​ในกลุ่มออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) หรืออย่างน้อยก็มี​ความสัมพันธ์​กับบรรพบุรุษของมนุษย์กลุ่มดังกล่าว ​ซึ่ง​เป็นกลุ่มคน​ที่อาศัยอยู่​ทั่ว​ไปในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​และเกาะแก่งต่างๆ​ ของมหาสมุทรแปซิฟิกในปัจจุบัน ผู้คนเหล่านี้มี​ความรู้ในงานโลหะ เช่นเหล็ก​และสำริด ​โดย​เป็น​เป็นทักษะ​ที่คิดค้นขึ้น​เอง งานวิจัยในปัจจุบัน​ได้ค้นว่า ชาวกัมพูชาในยุคนี้​สามารถปรับปรุงสภาพภูมิประเทศมาตั้งแต่ยุคหินใหม่

อนึ่งชนชาติขอมหรือ​ที่ภายหลังรู้จักกันในชื่อเขมรนั้น​ ​เป็นบรรพบุรุษของชนชาติกัมพูชาในปัจจุบัน ในระยะหนึ่ง​ชนชาติขอม​ได้เคยแผ่อำนาจเข้ามาในประเทศไทย ลาว ​และแถบปากแม่น้ำโขง

​ซึ่งประวัติของอาณาจักรเขมร​ได้เริ่มต้นขึ้น​ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 6 ​โดยเริ่มจากอาณาจักรชื่อ "ฟูนัน" (Funan) ​ซึ่งตั้งอยู่​ทางภาคใต้ของแหลมอินโดจีน

อาณาจักรฟูนัน (Funan) มีเมืองหลวงตั้งอยู่​แถบเมืองบาพนม ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ​และ​ต่อมา​ได้ขยายอาณาเขต​ไปยังแคว้น​ที่ชื่อเจนละ ​โดยแคว้นเจนละ​ได้เจริญขึ้น​มาแทนอาณาจักรฟูนัน (Funan) ในเวลา​ต่อมา ​ซึ่งภายหลัง​ได้กลาย​เป็นประเทศกัมพูชานั่นเอง
คลิกดูภาพขยาย


​ส่วน​ความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะเขมร​ที่​ได้มีการค้นพบประติมากรรมเริ่มต้นจากศิลปะแบบพนมดา ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1100 หลังจากนั้น​ก็​ได้มีการสืบทอดศิลปะอย่างต่อ​เนื่อง ถึงศิลปะแบบกุเลน ​ซึ่ง​เป็นช่วงหัวต่อ​ระหว่างก่อนสร้างเมืองนคร ​และแบบเมืองนคร มาจนถึงศิลปะแบบนครวัด แบบบายน เจริญรุ่งเรืองสืบมา จนกระทั่ง ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 20 - 21 อาณาจักรเขมรจึง​ได้เสื่อมลงใน​ที่สุด

ศิลปะแบบเขมร มี​ทั้งสถาปัตยกรรม​ที่​ใช้วัตถุถาวร ​ใช้ไม้ ​และ​ใช้วัตถุผสม​ทั้ง 2 ชนิด ปัจจุบันสถาปัตยกรรม​ที่ยังคงเหลือ ​คือสถาปัตยกรรมแบบ​ที่สร้างด้วยอิฐ​และศิลา ​โดย​ส่วนใหญ่มัก​เป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาท หรือศาสนสถาน ​ทั้งแบบหลังเดียว​และหลายหลัง
คลิกดูภาพขยาย

การแบ่งศิลปะเขมรออก​เป็นแบบต่างๆ​ ​ใช้การแบ่งตาม​ความแตกต่างของศิลปะ ​โดย​สามารถแบ่งแยก​ได้​ทั้งหมด 14 แบบดังต่อ​ไปนี้

ก่อนสร้างเมือง​พระนคร

1. ศิลปะแบบพนมดา (Phnom Da) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1100 -- 1150 (6th Century)

2. ศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุก (Sambor Prei Kuk) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1150 -- 1200 (6th - 7th Century)

3. ศิลปะแบบไพรเกมง (Pri Kmeng) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1180 -- 1250 (6th - 7th Century)

4. ศิลปะแบบกำพง​พระ (Kampong Preah) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1250 -- 1350 (7th - 8th Century)

ช่วงหัวต่อ

5. ศิลปะแบบกุเลน (Kulen) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1370 -- 1420 (8th - 9th Century)

สมัยเมือง​พระนคร

6. ศิลปะแบบพะโค (Preah Ko) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1420 - 1440 (9th Century)

7. ศิลปะแบบบาเค็ง (Bakheng) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1440 - 1470 (9th Century)

8. ศิลปะแบบเกาะแกร์ (Kor Ker) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1465 - 1490 (Late 9th Century) Update 15/7/03

9. ศิลปะแบบแปรรูป (Pre' Rup) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1490 - 1510 (Late 9th - Early 10th Century)

10. ศิลปะบันทายศรี (Banteay Sri) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1510 - 1550 (10th Century) Update 15/7/03

11. ศิลปะแบบคลัง (Khleang) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1510 - 1560 (10th Century)

12. ศิลปะแบบบาปวน (Baphuon) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1560 - 1630 (10th - 11th Century)

13. ศิลปะแบบนครวัด (Angkor Wat) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1650 - 1720 (11th - 12th Century)

14. ศิลปะแบบบายน (Bayon) ราวพุทธศตวรรษ​ที่ 1720 - 1780 (12th Century)

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3536 Article's Rate 24 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา --Series
ชื่อตอน บทที่ 1 - อรุณสวัสดิ์ กัมพูชา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ สัพเพเหระ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๓๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น