นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ร้อยใจมังกร #2
ปักษิณ
..."นี่.. บ้านอาเจ็กหรือครับ​?" ตันเต็งกุยเอ่ยถามผู้อาวุโสกว่าด้วยท่าทีสงสัย ​เขาทำหน้าตื่น​เมื่อก้าวเดินตามล้อบ้วนสูนเข้า​ไปภายในบ้านตึกแถวสอง...

ตอน : บทที่ 2

"นี่..บ้านอาเจ็กหรือครับ​?"

ตันเต็งกุยเอ่ยถามผู้อาวุโสกว่าด้วยท่าทีสงสัย ​เขาทำหน้าตื่น​เมื่อก้าวเดินตามล้อบ้วนสูนเข้า​ไปภายในบ้านตึกแถวสองชั้นอันโอ่อ่า ​ที่หน้าบ้านมีรถลากจอดอยู่​สามคัน หากมีคนลากรถ​ที่​เป็นหนุ่มชาวจีน​แต่งกายเรียบร้อย​ หน้าตาดี ยืนเช็ดถูลูบคลำรถลาก​ทั้งสามอยู่​​แต่เพียงผู้เดียว ภายในบ้านพื้นปูหินแกรนิตขัดมันปลาบ มีโต๊ะไม้ฝังมุก​พร้อมเก้าอี้อีกแปดตัวดั้งเด่น​เป็นสง่าอยู่​ตรงกลางห้อง

"เปล่าน่อ บ้านอั๊วไม่ใหญ่โตอย่างนี้หรอก อั๊วเช่าห้องแถวชั้นเดียวอยู่​เลย​จาก​ที่นี่​ไปอีกหน่อย​เดียวเท่านั้น​เอง" ล้อบ้วนสูนตอบปฏิเสธทันควัน

"แล้ว​บ้าน​ใครกันหรือครับ​?"

"ก็บ้าน​ที่อั๊ว​จะพาลื้อมาฝากทำงานยังไงล่ะ"

"ฝากทำงาน?"

"เออซีวะ ก็งาน​ที่อั๊วบอกลื้อไว้นั่นแหละ​"

"อาเจ็กพอ​จะชี้แนะบอกแนวทางให้หน่อย​ ​จะ​ได้ไหมครับ​?"

"ทำไม​ต้องชี้แนะ อั๊วว่าลื้อ​ต้องทำ​ได้อย่างแน่นอน ทนเหนื่อย​เอาหน่อย​เดี๋ยวก็สบาย​ไปเอง"

"ครับ​ ​เอาไงก็​เอากัน"

จากนั้น​​ทั้งสองก็ไม่​ได้พูดอะไร​กันต่ออีก มีเด็กสาวอายุประมาณสิบห้าไม่เกินสิบหกปี ตัดผมม้ารวบชายมัด​เป็นหางม้าไว้ด้านหลัง ดวงตาใสแจ๋ว หน้าตาเรียบร้อย​ นุ่งกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มเสื้อคอจีนแขนยาวสีเดียวกัน ​ได้ก้าวออกมาจากห้องด้านหลัง เธอกล่าวเชื้อเชิญให้บุคคล​ทั้งสองคนนั่งรอเจ้าของบ้านอยู่​บนเก้าอี้ไม้ฝังมุกกลางห้องนั้น​ ​เมื่อรินน้ำชาร้อนๆ​ควันฉุยใส่ถ้วยให้บุคคล​ทั้งสองแล้ว​ เด็กสาวก็เดินกลับหายลับเข้า​ไปด้านใน​โดยไม่​ได้พูดคุยหรือวิสาสะ​กับคน​ทั้งคู่อีกเลย​​แม้​แต่คำเดียว

"ลูกสาวเจ้าของบ้านหรืออาเจ็ก?"

"คนรับ​ใช้ต่างหาก"

"คนรับ​ใช้?"

"ใช่..ถูก​ต้อง คนรับ​ใช้ของเธอผู้​เป็นเจ้าของบ้านนี้ยังไงล่ะ"

"ของเธอหรือ?"

"ใช่สิ ก็ท่านเจ้าของบ้าน​เป็นผู้หญิงนี่ ​จะไม่ให้เรียกเธออย่างนั้น​หรือ?"

"อ้อ!"

เสียงลากเกี๊ยะดังออกมาจากภายในห้อง​ที่เด็กสาวเพิ่ง​จะเดินลับหายเข้า​ไป​เมื่อครู่ พลันปรากฏร่างสตรีวัยกลางคนหน้าตาเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางบางๆ​ เฉพาะตรงแก้มเท่านั้น​​ที่ดู​จะออกสีเข้มหน่อย​จนเห็น​เป็นสีแดงระเรื่อๆ​ นุ่งกางเกงแพรจีนปั่งลิ้นสีแดงเลือดนกลายดอกโบตั๋น เธอสวมเสื้อคอจีนถังจวงแขนสั้น ตัดเย็บด้วยผ้าแพรสี​และลายเดียวกัน เผยให้เห็นผิวอันขาวผ่องยองใยชวนมอง สวมเกี๊ยะไม้ฉำฉาสีน้ำตาลอ่อน​ที่หุ้มด้วยแพรสีแดงเข้มด้านบน ทำให้ดูแล้ว​เข้าชุดกัน​กับชุดเสื้อผ้า​ที่สวมใส่ รอยยิ้มน้อยๆ​ปรากฏขึ้น​​เมื่อเธอเหลือบ​ไปมองใบหน้าของล้อบ้วนสูน​พร้อม​กับเอ่ยถามเสียงกังวานปานระฆังเงิน

"อาเฮียบ้วนสูนมา​พอดี อั๊ว​กำลังคิดว่า​จะให้คน​ไปตามอยู่​ทีเดียว"

"อาซ้อใหญ่มีธุระอะไร​​กับผมหรือครับ​?"

"ก็เรื่อง​คนลากรถนั่นแหละ​ นี่ก็ออก​ไปอีกคนหนึ่ง​แล้ว​ ตกลงตอนนี้รถลากเลย​ว่างอยู่​สองคัน จึงอยาก​จะให้เฮียบ้วนสูนช่วย​เป็นธุระหาคนเพิ่มให้อั๊วอีก"

"​ได้ครับ​ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมจัดการให้เอง"

"แล้ว​มาวันนี้มีธุระอะไร​​กับฉันหรือเปล่าล่ะเฮีย?" อาซ้อใหญ่ผู้​เป็นแก่เนี้ยพูดพลางเหลียว​ไปมองหน้าตันเต็งกุย ผู้​ที่​กำลังนั่งฟังการสนทนา​และ​กำลังจ้องมองเธออยู่​ด้วยดวงใจระทึก

"ก็เรื่อง​คนลากรถของอาซ้อใหญ่นั่นแหละ​ครับ​ นี่ครับ​...​" ล้อบ้วนสูนพูด​พร้อม​กับผายมือมาทางตันเต็งกุย "ชายหนุ่มผู้นี้​คือตันเต็งกุย ​เขามาจากเมืองซัวเถา เพิ่ง​จะเดินทางมาถึงบางกอก​เมื่อเช้า​วันนี้นี่เอง ผมเห็นว่า​เขามีหน่วยก้านท่าทางพอ​ที่​จะไว้วางใจ​ได้ จึงพามาให้อาซ้อใหญ่ดูตัว"

"เธอแซ่ตันหรือ?"

"ครับ​ผมแซ่ตันชื่อเต็งกุย..หรือตันเต็งกุย"

"เธอพัก​ที่ไหนล่ะ?"

"เอ้อ..ผมยังไม่มี​ที่พักเลย​ครับ​"

"อ้าว..แล้ว​เธอหาไว้แล้ว​หรือยังล่ะ?"

"ยังเลย​ครับ​"

"ผมว่า​จะให้​เขาพัก​ที่บ้านผมก่อนคืนนี้ แล้ว​พรุ่งนี้ค่อยหาห้องเช่าราคาถูกให้​เขา อาจ​จะเช่ารวมอยู่​​กับพวกจับกังข้างบ้านผมก็​ได้ อยู่​ใกล้ๆ​​จะ​ได้สะดวก​หน่อย​ในการมาทำงาน" ล้อบ้วนสูนเสนอแนะ

"ดีเหมือนกัน ​แต่​ที่ด้านหลังบ้านของฉันมีห้องเล็กๆ​ว่างอยู่​ห้องหนึ่ง​ เดิม​เป็นบ้านของคนดูแลสวน ​เขาย้ายออก​ไปมีเมีย ​เขา​แต่งงาน​กับลูกสาวชาวไร่ยาสูบ​ที่เมืองสุพรรณบุรี ฉัน​จะให้เธออยู่​ฟรี​แต่เธอ​ต้องตบ​แต่งสวนดูแลสวนให้ฉันด้วย ก่อนออก​ไปลากรถ เธอ​จะตกลงไหมล่ะเต็งกุย?"

"จริงๆ​หรือครับ​นี่!?" ชายหนุ่มอุทานออกมาในลำคอด้วย​ความพิศวง

"จริงสิ..​แต่เธอยังไม่​ได้รับปากฉันเลย​นะ?"

"ครับ​..ผมตกลงครับ​"

"เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงตกลงใจรับเธอทำงานลากรถง่ายๆ​อย่างนี้?"

"เอ้อ..ไม่ทราบครับ​อาซ้อใหญ่" ตันเต็งกุยเรียกสรรพนามเธอตามอย่างล้อบ้วนสูน

"ก็​เพราะสาเหตุว่า ประการแรกอาเฮียล้อบ้วนสูน​เป็นคนคัดกรองเธอมาให้ ประการ​ที่สอง​ที่สำคัญ​ที่สุดสำหรับคนรถลากของฉันก็​คือ หน้าตาท่าทางเธอ​ใช้​ได้ สะอาดสะอ้านตาดี พวกผู้ดีคนสยาม​เขาดูคนกัน​ที่หน้าตา ​เพราะ​เขาเกรงว่าผู้​โดยสาร​ที่เดินทาง​ไป​กับคนลากรถ​จะ​ได้รับอันตราย ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนต่างด้าว​ที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนอย่างพวกเรา ​ถ้าหน้าตาดุร้ายหรือลักษณะไม่น่าไว้วางใจ ก็​จะหาผู้​โดยสาร​ที่​จะจ้างเราลำบากเข้าใจไหมจ๊ะ​?"

"ผม​ต้อง​ไปลากรถให้​ใครนั่งหรือครับ​อาซ้อใหญ่?"

"ก็พวกลูกหลานเจ้านายคนใหญ่คนโตชาวสยาม​ที่​จะ​ไปเรียนหนังสือกันตามโรงเรียนบาท​หลวงฝรั่ง หรือโรงเรียนในวังนะซี คนพวกนี้​เป็นพวกผู้ดีของกรุงสยาม เรา​จะ​ต้องบริการพวก​เขาด้วย​ความนบน้อมถ่อมตน ห้ามทำท่าเกกมะเหรกเกเรทะลึ่งตึงตัง​โดยเด็ดขาด พวก​เขา​จะว่าอย่างไรเรา​จะ​ต้องอดทนเพียงประการเดียวเท่านั้น​ พอ​ที่​จะเข้าใจหรือยังล่ะทีนี้?"

"เข้าใจแล้ว​ครับ​อาซ้อใหญ่"

"ตกลงพรุ่งนี้เช้า​เธอกลับมาพบฉัน​ที่นี่ ฉัน​จะให้คนจัดห้องให้ ​และพาเธอดูสวน​ที่เธอมีหน้า​ที่​จะ​ต้องดูแลรักษาก่อนออก​ไปลากรถ"

"​ได้ครับ​"

"แล้ว​พรุ่งนี้เฮียบ้วนสูนก็รีบหาคนลากรถ​ที่ยังคงขาดอยู่​ เพิ่มให้อั๊วอีกคนหนึ่ง​ก็แล้ว​กัน อย่าลืมเสียล่ะ?" เ​ถ้าแก่เนี้ยสาวใหญ่หันมาเตือน​ความจำล้อบ้วนสูนอีกครั้งก่อน​ที่​จะจากกัน

"ครับ​ ผม​จะไม่ลืมอย่างแน่นอน เลย​ขอถือโอกาสลาอาซ้อใหญ่เสียเดี๋ยวนี้เลย​นะครับ​ สวัสดีครับ​"

"เชิญค่ะ​ สวัสดี"

​ทั้งสองคนยกมือไหว้ล่ำลาซ้อใหญ่หรือเ​ถ้าแก่เนี้ยลิ้มกิมหง ภรรยาของเจ้าสัวลิ้มกวงย้งเจ้าของเรือสำเภาค้าขาย​ระหว่างกรุงสยาม​และประเทศจีน ท่านมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่​ด้วยกัน​ทั้งหมดถึงห้าหลังด้วยกัน​ทั้งฝั่ง​พระนคร​และฝั่งกรุงธนบุรี

ออกจากคฤหาสน์ของซ้อใหญ่ลิ้มกิมหงเจ้าของรถลากให้เช่าแล้ว​ล้อบ้วนสูนก็พาตันเต็งกุย​ไปพักยังบ้านของตน​ซึ่ง​เป็นบ้านห้องแถว ​เขา​ได้เช่าอาศัยอยู่​​กับภรรยา​และลูกชายคนเดียวชื่อบุ้นป่า ไว้หางเปียยังเล็กอายุไม่เกินสามขวบ ​ทั้งนี้​เพราะซิ่วอิงภรรยาของล้อบ้วนสูนนั้น​อายุห่างกว่ากันถึงสิบห้าปี

​เป็นคืนแรก​ที่ตันเต็งกุย​ได้นอนบนบก​ที่มีผ้าห่มคลุมกายอย่างอบอุ่น ​เขานอนหลับอย่างมี​ความสุข ฝันถึงพ่อแม่พี่น้อง​ที่อยู่​เมืองจีน ภาพ​ที่​เขาเดินออกจากหมู่บ้าน​เพื่อ​ไปตาย​เอาดาบหน้านั้น​ยังฝังติดตรึงแน่นอยู่​ใน​ความทรงจำของ​เขาอย่างมิรู้ลืม แม่หรืออาม่าผู้ชรายืนกอดเต็งลั้งพี่สาวคนโตของ​เขาร้องไห้เช็ดน้ำตาอยู่​ป้อยๆ​​ทั้งๆ​​ที่มือของท่านยังโบกอยู่​ไหวๆ​ การพลัดพรากจากกันในครั้งนั้น​ตันเต็งกุยรู้ดีว่า โอกาส​ที่​เขา​จะ​ได้หวนคืนกลับ​ไปยังบ้านเกิดนั้น​น้อยเต็มทน หรือเรียก​ได้ว่าแทบ​จะไม่มีโอกาสเลย​ก็ว่า​ได้ เงินทองสำหรับค่าตั๋วเดินทางนั้น​ก็​เป็นเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัว​ที่​เขา​เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการหามาอย่างเหนื่อยยาก เตี่ยของ​เขาเองก็อายุมากแล้ว​ทำงานไม่แข็งแรงอย่าง​แต่ก่อน อาศัยราย​ได้จากการปลูกผักหญ้า​ที่ไม่ค่อย​จะ​ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าใด เพียงพออยู่​พอกินกัน​ไปวันๆ​หนึ่ง​เท่านั้น​เอง หมู​และเป็ดไก่​ที่เลี้ยงไว้ก็มีเพียงน้อยนิด เรียกว่าอยู่​กัน​ได้​โดยไม่อดอยากขาดแคลนอาหารการกินก็นับว่าบุญโขแล้ว​

​เขาฝันเห็นตัวเอง​แต่งตัวโก้หรูออก​ไปนั่งกินอาหารเหลาอย่างมี​ความสุข สวมเสื้อผ้าชุดถังจวง​และกางเกงแพรปั้งลิ้นอย่างดี มีพนักงานยืนโค้งคอยต้อนรับอย่างสมเกียรติ ในฝัน​เขา​ทั้งกิน​และดื่มอย่างมี​ความสุข มีสาวๆ​​ที่หน้าตาจิ้มลิ้มคอยคลอเคลียอยู่​ข้างกาย ​เป็นภาพ​ที่​เขาเคยวาดฝัน​เอาไว้ในอดีต​ที่​เขา​ได้ยิน​ได้ฟังมาจากคำบอกเล่าชองกลาสีเรือ​ที่​ไปโม้ให้​เขาฟังถึงสภาพ​ความ​เป็นอยู่​อย่างมี​ความสุขของบรรดาเจ้าสัว​และผู้อพยพ​ที่มาก่อนในสยามประเทศ ​ซึ่งก็ล้วน​แต่ประสบ​ความสำเร็จสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าเพียง​แต่รู้จักหนัก​เอาเบาสู้เก็บหอมรอมริบชั่วเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น​ การ​เป็นเจ้าสัวก็อยู่​เพียงแค่มือเอื้อมเท่านั้น​เอง ไม่​ได้ยากเกินกว่า​ที่​จะฝันใฝ่เลย​สักนิดเดียว

ฟ่อนเงิน​ที่​เขาเห็นในฝันนั้น​ช่างทำให้​เขามี​ความสุขอย่างเหลือหลาย ​เขาส่งเงินครึ่งหนึ่ง​ของจำนวน​ที่​เขาหา​ได้ใน​แต่ละเดือนฝากส่งทางโพยก๊วนกลับ​ไปให้แม่​และครอบครัวของ​เขา​ที่ซัวเถาไม่เคย​ได้ขาด ​ซึ่งประวัติ​ความ​เป็นมาของระบบ "โพยก๊วน" ในประเทศไทยนั้น​ เชื่อกันว่า​เป็นกิจการ​ที่มีการพัฒนามาจากชาวจีน​ที่มาอาศัย​และทำมาหากินอยู่​ในประเทศไทย ในอัน​ที่​ที่​จะส่งเงินดังกล่าวกลับ​ไปยังญาติพี่น้องชาวจีน​ที่อาศัยอยู่​ในประเทศจีน ​ทั้งนี้​เนื่องจากในสมัยนั้น​ระบบการเงินการธนาคารยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนเช่นทุกวันนี้

ใน​ความฝันนั้น​ตันเต็งกุย​สามารถมองเห็นภาพใบหน้าของเตี่ย​และอาม่ารวม​ไปถึงบรรดาพี่น้องต่างก็พากันมี​ความสุขกันถ้วนหน้า ต่างพากันชูนิ้วโป้ง​และพูดสรรเสริญเยินยอ​เขาจนตัวลอย นับว่าการเดินทางมาเมืองไทยของ​เขาในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างหน้าชื่นตาบาน ​เขาเผลอยิ้มจนหุบแทบไม่ลง

"ท่าทางอาเต็งกุยอี​กำลังฝันหวานอยู่​ทีเดียวว่ะซิ่วอิง นอนยิ้มอย่างนี้แสดงว่า​กำลังมี​ความสุข อั๊วว่าอย่าเพิ่งปลุกอีเลย​วะ ลื้อเตรียมปรุงอาหารเถอะ เดี๋ยวอั๊วขออาบน้ำก่อนแล้ว​ค่อยปลุกอาเต็งกุยก็​ได้"

"ค่ะ​เฮีย" ซิ่วอิงรับคำ​แต่​โดยดี

ชั่วเวลาผ่าน​ไปเพียงครู่ใหญ่ๆ​เท่านั้น​ กลิ่นหอมของอาหารก็เริ่มตรลบอบอวล​ไปทั่วบ้านเช่า​ที่​เป็นห้องแถวแคบๆ​นั้น​ หาก​แต่ตันเต็งกุยยังคงนอนนึกว่าตนเอง​กำลังมี​ความสุข​กับอาหารอยู่​ใน​ความฝัน ​เขาเคี้ยวปากเสียงดังจั๊บๆ​​โดยไม่รู้ตัว ​เป็นเวลา​ที่ล้อบ้วนสูนเดินออกมาจากการอาบน้ำหลังบ้าน​พอดี ซิ่วอิงบุ้ยปากให้สามีดูสภาพการนอนเคี้ยวปากน้ำลายไหลยืดอย่างมี​ความสุขพลาง​เอามือปิดปากหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดี ล้อบ้วนสูนก้มลงเอื้อมมือเขย่าตัวตันเต็งกุยเบาๆ​ ​พร้อม​กับเอ่ยปลุก

"เต็งกุย..อาเต็งกุย ตื่น​ได้แล้ว​โว้ย..เช้า​แล้ว​"

​ความฝันหายวับ​ไปทันที ตันเต็งกุยยังคงงงๆ​อยู่​​กับ​ความสุขใน​ความฝัน ​เขากระพริบตาถี่ยิบ มองหน้าล้อบ้วนสูน​และภรรยาด้วย​ความเกรงใจพลางพูดว่า

"ขอโทษทีอาเจ๊ก​และอาซิ่ม ผมคงเพลียจากการเดินทางไกล เลย​นอนหลับ​เป็นตายไม่รู้เรื่อง​ ถึง​ได้ตื่นสาย​ไปหน่อย​"

"อั๊วว่าลื้อ​กำลังนอนฝันดีมากกว่าว่ะ อั๊วเห็นลื้อนอนยิ้มเคี้ยวปากจั๊บๆ​อย่าง​กับ​กำลังลิ้มรสอาหารอันโอชาอยู่​ทีเดียว เลย​ยังไม่อยากปลุก จึงบอกซิ่วอิงว่าปล่อยให้ลื้อนอนฝันให้เพลินก่อนก็แล้ว​กัน สักพักถึงค่อยปลุก"

"อั๊วนี่แย่จริงๆ​ใช่ๆ​ไหมอาซิ่ม มาอยู่​บ้านท่านแล้ว​ ไม่​ได้ช่วยทำอะไร​เลย​ กลับสร้าง​ความลำบากใจให้อาเจ็ก​กับอาซิ่มอีก อั๊ว​ต้องขอโทษ ต่อ​ไปอั๊ว​จะไม่ทำตัวเหลวไหลอย่างนี้อีกแล้ว​ครับ​"

"ไม่​เป็นไรน่อ คนกันเอง อย่าคิดมาก​ไปหน่อย​เลย​น่าอาเต็งกุย สักวันหนึ่ง​​เมื่อลื้อร่ำรวยแล้ว​อั๊วคง​ต้อง​ไปพึ่งใบบุญลื้อมั่งแหละ​น่า"

"อาเจ๊กอย่าพูดปลอบใจผมเลย​ ผมยังไม่​ได้เริ่มงานสักแอะเดียว ​แต่ผมขอสาบานว่า​ถ้าผมมีโอกาสร่ำรวยขึ้น​มา​เมื่อใด ผม​จะไม่มีวันลืมบุญคุณของอาเจ็ก​และอาซิ่มเลย​จริงๆ​ครับ​"

"​เอาเถอะอั๊วว่าทาง​ที่ดี ลื้อรีบอาบน้ำ​แต่งตัว กินข้าวเช้า​กันแล้ว​รีบ​ไปบ้านอาซ้อใหญ่ลิ้มกิมหง​แต่เช้า​หน่อย​ก็ดี ​จะ​ได้รีบเริ่มทำงานเลย​"

"ครับ​"

หลังจากรับประทานข้าวต้มกุ๊ยอัน​เป็นอาหารหลักของคนจีนโพ้นทะเล​ที่มาอยู่​กรุงสยามในสมัยแรกๆ​ ​ซึ่งไม่ค่อย​จะมี​กับข้าวอะไร​เลิศรสมากมาย​นักเหมือน​กับบ้านคนจีนในสมัยนี้ ​เพราะ​ส่วนใหญ่แล้ว​พวก​เขา​จะ​ต้องรู้จักเขียมหรือกระเหม็ดกระแหม่ ถั่วลิสงคั่วเกลือ ไข่เค็ม​และปลาทูเค็มจึง​เป็นอาหารจานโปรด​ที่มีให้รับประทานทุกวันแทบ​จะทุกบ้านเลย​ทีเดียว อิ่มหนำสำราญแล้ว​ล้อบ้วนสูนก็เดินพาตันเต็งกุยมาส่ง​ที่หน้าคฤหาสน์ของตระกูลลิ้มก่อน​ที่​จะเลย​​ไปทำงานยังท่าน้ำราชวงศ์

เ​ถ้าแก่เนี้ยลิ้มกิมหงรู้สึกถูกชะตา​กับเจ้าหนุ่มแซ่ตันผู้มาใหม่​เป็นพิเศษ ​ทั้งนี้อาจ​จะ​เป็น​ที่หน้าตาท่าทาง​และหน่วยก้านของ​เขานั่นเอง วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าด้ายดิบสีมอๆ​ตัวเก่ง​ที่แม่เย็บให้ก่อนออกเดินทางมาเมืองไทย กางเกงขาก๊วยสีดำตัวเก่าคาดเอวด้วยเชือกด้ายสีเดียวกัน ​เขารู้สึกแช่มชื่นขึ้น​​เป็นพิเศษจากการ​ที่​ได้พักผ่อนหลับนอนมาแล้ว​อย่างเต็มอิ่ม

"มา​แต่เช้า​ทีเดียวพ่อหนุ่ม เดี๋ยวฉัน​จะให้เด็กพา​ไปยังห้องพัก​ที่อยู่​ด้านหลังตึกหลังนี้แหละ​ เสร็จแล้ว​ฉัน​จะพา​ไปแนะนำสถาน​ที่​ที่เธอ​จะ​ต้อง​ไปรับ​ไปส่งคนบ้านนั้น​​ทั้งวัน"

"ครับ​" ชายหนุ่มรับคำ​เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วด้วยกิริยานอบน้อม

"อ้อ..มีอีกอย่าง​ที่ฉันอยาก​จะให้เธอใส่ใจ​เป็นพิเศษก็​คือการหัดฝึกพูดภาษาไทยให้คล่อง ฉัน​จะดูแลหาคนให้​ไปช่วยสอนภาษาไทยแก่เธอตอนเย็นทุกวันหลังจากเลิกงานลากรถกลับมาบ้านนี้ ​เพื่อ​ที่เธอ​จะ​ได้สื่อสาร​กับพวกคนสยาม​ได้สะดวก​เวลาทำงานหรือติดต่อ​กับคนสยาม"

"ขอบคุณครับ​..อาซ้อใหญ่ ​ที่ให้​ความเมตตา"

"ไม่​เป็นไรเต็งกุย พวกเราคนจีนต่างด้าวด้วยกัน​ต้องช่วยเหลือกันอยู่​แล้ว​​เป็นธรรมดา"

ก่อนการออก​ไปปฏิบัติหน้า​ที่ในฐานะคนลากรถเจ๊กนั้น​ ตันเต็งกุย​ได้พูดคุย​เพื่อศึกษาถึงการทำงานในฐานะคนลากรถ​กับนายบักยู้ หนุ่มลากรถร่วมอาชีพเดียวกันก็​ได้​ความว่า เจ๊กลากรถ​จะ​ต้อง​แต่งตัว​โดยใส่หมวกกุยเล้ย นุ่งกางเกง​และสวมใส่เสื้อผ้าด้ายดิบ ​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นสีกรมท่า หรือสีน้ำเงิน หรือสีเทา กางเกงจีนไม่มีจีบ ไม่มีกระเป๋า ขาสั้นแค่เข่า เสื้อจีนปล่อยชาย ผ่าอก กระดุมถัก แขนยาว มีกระเป๋าสองข้างตรงชายเสื้อ บางคนยังคาดเข็มขัดกระเป๋าเส้นหนาสวมเกือกเจ๊กหรือเกี๊ยะ ​และ​ส่วนใหญ่​ที่ปากของเจ๊กลากรถ ​จะมีก้อนยาฉุนจุกอยู่​​เป็นประจำ ​ส่วนน่องนั้น​​จะเห็นเส้นเอ็น​เป็นปุ่มขอด ​ซึ่งเกิด​เพราะการวิ่งลากรถมานาน​เป็นแรมเดือนหรือแรมปี

สัญลักษณ์อีกอย่างของรถลากหรือรถเจ๊กก็​คือ เวลาวิ่งผ่านชุมชนคน​ที่ลากรถเจ๊ก​จะร้องขอทางว่า "เฮ้ย...​.เฮ้ย" ​เพราะรถลากในสมัยนั้น​ ไม่มีกระดิ่ง หรือแตรกดบีบขอทาง ​และเสียงเกือกเจ๊กหรือเกี๊ยะของคนลากรถ​ที่สวม ก็​จะดัง "ปั๊บ..ปั๊บ..ปั๊บ" ​ไปตลอดทาง

​เมื่อตันเต็งกุยย้ายเข้า​ที่พัก​ซึ่ง​เป็นอาคารไม้ปลูกคล้ายกระท่อมหลังเล็กๆ​ด้านหลังตึกอยู่​ลึกค่อนเข้า​ไปในสวนติด​กับริมคลองซอย ภายหลังจาก​ที่ชายหนุ่ม​ได้เดินสำรวจสวนอันกว้างใหญ่ภายในบ้านเรียบร้อย​แล้ว​ทุกซอกทุกมุม เ​ถ้าแก่เนี้ยก็ให้คนรับ​ใช้ตาม​เขา​ไปพบเธอ​ที่ด้านหน้าตึก ​โดยให้​เขา​เป็นผู้ลากรถพาเธอวิ่ง​ไปตามทาง​ที่เธอบอก ​โดยมีนายบักยู้คนลากรถ​ที่ว่างงานอยู่​ลากตามมาอีกคัน เธอออกคำสั่งให้​เขาลากรถพาเธอลัดเลาะ​ไปตามทาง​ที่มีรถลากวิ่งสวน​ไปมาประปราย สักพักใหญ่พอ​ได้เหงื่อเธอจึงสั่งให้ชายหนุ่มหยุด​ที่หน้าบ้านทรงไทยหลังใหญ่หลังหนึ่ง​บริเวณกว้างขวาง มีคนรับ​ใช้เดินกันพลุกพล่านราว​กับมีงาน

"นี่​คือบ้านคุณหญิงเจือ​และ​พระยาประดิษฐานาเวศน์​ที่เธอ​จะ​ต้องมาคอยบริการรับส่งผู้คน​ที่นี่ พวก​เขา​จะบอกเธอเองว่า​จะ​ไปไหนบ้างในวันแรกๆ​ ​ซึ่งเธอ​จะ​ต้องจดจำถนนหนทาง​เอาไว้ให้ดี ห้ามทำตัวเหลวไหล​โดยเด็ดขาด"

"ครับ​ ผม​จะไม่ทำให้อาซ้อใหญ่​ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน"

"ดีมาก นอกจากนี้แล้ว​เธอยังมีสิ่งอื่นใดสงสัยอีกบ้างไหม?""

ซ้อใหญ่ลิ้มกิมหงยิ้มหวาน​กับ​เขาอย่างตั้งใจ ​ทั้งนี้ก็​เพื่อ​ที่​จะ​เอาอก​เอาใจผูก​เขาให้อยู่​ในโอวาทด้วยเสน่ห์ของเธอ ทำ​เอาชายหนุ่มรู้สึกเก้อเขิน​และขวยอาย ​เขาสะอึกราว​กับมีอะไร​มาจุกอยู่​​ที่คอหอย ​เพราะวันนี้ซ้อใหญ่คนงามสวมชุดกี่เพ้าแขนกุดสีเขียวหัวเป็ดเผยให้เห็นช่วงไหล่​และเรียวน่องขาวสะอาดตา ดูเธอช่างหยาดเยิ้ม​ไปหมด​ทั้งตัว กำไล​ที่ข้อมือวันนี้เปลี่ยน​เป็นสีหยกเขียวเข้าชุดกัน​กับเกี๊ยะไม้ฉำฉาหุ้มแพรสีเขียวหัวเป็ด ตันเต็งกุยปฏิบัติตัวตามท่าทางของเจ้าหนุ่มบักยู้​ที่โค้งคำนับราว​กับ​จะยอมตายถวายหัว ​พร้อม​ที่​จะทำงานให้เธออย่างหมดหัวใจ

"ผมไม่มีอะไร​สงสัยอีกแล้ว​ครับ​ซ้อใหญ่"

"​เอาล่ะ ทีนี้เราเข้า​ไปพบ​กับเจ้าของบ้านกัน เต็งกุยเธอเข้า​ไปในบ้าน​กับฉัน ​ส่วนบักยู้ เธอเฝ้ารถ​ทั้งสองคันรอพวกเราอยู่​​ที่นี่เข้าใจไหม?"

"เข้าใจครับ​ซ้อใหญ่"

บักยู้รับคำ​พร้อม​กับโค้งคำนับพลางนั่งพักลงข้างๆ​รถลาก​ทั้งสองคัน ​ส่วนหนุ่มตันเต็งกุยนั้น​เดินตามหลังเ​ถ้าแก่เนี้ยลิ้มกิมหง​ที่เดินนวยนาดย้ายสะโพกเข้า​ไปภายในบ้านใหญ่หลังนั้น​​โดยมีหญิงวัยกลางคน​ซึ่ง​เป็นคนรับ​ใช้ของบ้านเดินนำทางพวก​เขา​ทั้งสองคน​ไปอีกที

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3528 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ร้อยใจมังกร --Series
ชื่อตอน บทที่ 2 --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๓๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น