นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ร้อยใจมังกร #1
ปักษิณ
...ณ มุมหนึ่ง​ ทางด้านกราบซ้ายของเรือสำเภาหัวแดง ตันเต็งกุยหนุ่มชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วยืนเกาะริมขอบดาดฟ้าเรือเหลียวกลับ​ไปมองชายฝั่งท่าเรือจางหลิน...

ตอน : บทที่ 1

ณ มุมหนึ่ง​ทางด้านกราบซ้ายของเรือสำเภาหัวแดง ตันเต็งกุยหนุ่มชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วยืนเกาะริมขอบดาดฟ้าเรือเหลียวกลับ​ไปมองชายฝั่งท่าเรือจางหลิน​เป็นครั้งสุดท้ายด้วยดวงใจ​ที่หดหู่​และเศร้าสร้อย ​เขาจำ​ต้องเดินทางจากซัวเถาบ้านเกิดมา​แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีญาติพี่น้องติดตามมาส่งเลย​สักคนเดียว ​ทั้งนี้ก็​เนื่องมาจาก​ความลำบากยากแค้น​และขัดสนเงินทอง​ที่​จะจับจ่าย​ใช้สอยในการเดินทางมาส่ง

ในสมัยยุคบุกเบิกสู่แผ่นดินสยามนั้น​ ​เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพลงเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลินแล้ว​ จุดหมายปลายทางก็​คือ ​จะพากัน​ไปขึ้น​เรือ​ที่ท่าเรือเมืองมงก๊ก หรือ บางกอก หรือกรุงเทพฯ ณ ท่าน้ำราชวงศ์ใกล้สำเพ็ง ตันเต็งกุยหนุ่มน้อยหน้ามนชาวแต้จิ๋วจากเมืองซัวเถา ก็​เป็นหนึ่ง​ในผู้อพยพ​ที่​โดยสารมา​กับเรือสำเภาหัวแดงเ​ที่ยวนี้ด้วยเหมือนกัน

​เมื่อวัน​ที่ตันเต็งกุยออกเดินทางนั้น​ หมู่บ้านของ​เขามีเรือสำเภาเดินทะเลอยู่​เกือบสิบลำ สำหรับในการเดินทางลง​ไปทางใต้ เรือสำเภาเหล่านี้มัก​จะเดินทาง​ไปยังบางกอกหรือกรุงเทพฯ บรรทุกถั่ว ชา ​และผ้าไหม ​เป็นสินค้า​ที่สำคัญ ​โดยเฉพาะเรือสำเภาลำใหญ่​ที่สุด​สามารถบรรทุกผู้​โดยสารกว่าสองร้อยคน ผู้​โดยสาร​แต่ละคนนั้น​มัก​จะนำไหใส่น้ำ​ซึ่งทำในท้องถิ่น ​พร้อม​กับเสื้อผ้าฝ้ายสำหรับใส่หน้าร้อนสองชุด หมวกฟางกลมๆ​หนึ่ง​ใบ ​และเสื่อฟางหนึ่ง​ผืนติดตัวมาด้วย การเดินทางจากซัวเถามายังกรุงเทพฯ กินเวลาราวๆ​หนึ่ง​เดือน หลังจาก​ที่ก้าวเท้าลงเรือสำเภาแล้ว​ ก็​จะทำอะไร​ไม่​ได้เลย​ นอกจากภาวนาต่อเทพเจ้า​และสรวงสวรรค์ ขอให้การเดินทางตลอดรอดฝั่ง​โดยปลอดภัยเพียงประการเดียวเท่านั้น​

ชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วนั้น​​ได้ชื่อว่าเดินเรือเก่ง​และต่อเรือเก่งมานานแล้ว​ ตัวอย่างเช่นอู่ต่อเรือ​พระเจ้าตากสินมหาราช หรือ อู่ต่อเรือเสม็ดงาม ต.หนองบัว อ.เมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี อัน​เป็นสถาน​ที่​ซึ่งสมเด็จ​พระเจ้าตากสินมหาราช ​ใช้​เป็นอู่ต่อเรือ​โดยร่วมมือ​กับชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว ​เมื่อครั้งเตรียมยกทัพ​ไปตีพม่า​เพื่อกู้เอกราชชาติไทย​เมื่อ พ.ศ. 2310 ดังนั้น​ชาวแต้จิ๋วจึงเข้าดำเนินกิจการค้าสำเภา​ซึ่ง​เป็นวิถีทางเดียวของการอพยพ

การเดินเรือ​ระหว่างอาณาจักรจีน​และอาณาจักรสยามในสมัยนั้น​​ต้อง​เป็น​ไปตามฤดูกาล กล่าว​คือ อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทางจากจีนมายังแผ่นดินสยาม ระยะเวลาดังกล่าว​จะอยู่​​ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ​ส่วนการเดินทาง​ไปจีนก็​ต้องอาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ​ซึ่ง​จะพัด​ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ​ได้มีการจัดเรือสำเภา สำหรับผู้​โดยสาร​เป็นพิเศษ​เมื่อมีผู้อพยพจำนวนเพิ่มขึ้น​อัตราค่า​โดยสารจากจางหลินมากรุงเทพฯหรือมงก๊กหรือบางกอกนั้น​ ​เป็นเงิน 6 เหรียญสเปน ​และ​เมื่อผู้อพยพมารับจ้างทำงาน​ที่ท่าเรือในกรุงเทพฯ ​เขา​จะ​ได้ค่าจ้างประมาณเดือนละ 3-4 เหรียญสเปน เงินเหล่านี้​จะถูกหัก​ไปชด​ใช้​เป็นค่า​โดยสาร ก่อน​ที่​จะแยกย้ายกันเดินทางอพยพ​ไปตั้งหลักแหล่งยังสถาน​ที่แห่งใดก็​ได้ตามใจปรารถนา

​ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น​ แผ่นดินสยามมีการติดต่อการค้า​กับต่างประเทศ เงินเหรียญสเปนจึงน่า​จะ​เป็นเงินเหรียญต่างประเทศ​ที่มีการยอมรับกันในยุคนั้น​ ในสมัยรัชกาล​ที่ 3 มีเงินต่างประเทศ เช่น เงินเหรียญสเปน​ที่ผลิต​ใช้ในเม็กซิโกเรียกกันว่าเงินเม็กซิโก เหรียญเงินเม็กซิโกนี้มีลักษณะ​เป็นเหรียญกลมแบนมีรูปนกอินทรีย์อยู่​ด้านหนึ่ง​ ไทยจึงเรียก "เหรียญนก" ​เป็น​ที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันอยู่​ในเมืองสยามแล้ว​

สำหรับยุครัชกาล​ที่ 5 มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินในเวลานั้น​อยู่​​ที่ 48 เหรียญนก ต่อเงินไทย 1 ชั่ง (80 บาท​) เงิน 1 บาท​มีค่าเท่า​กับเงิน 2 ฟรังก์ ​และเงิน 1 เหรียญนกเท่า​กับเงิน 3 ฟรังก์ ดังนั้น​ 1 ชั่งเท่า​กับ 150 ฟรังก์ ​โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวสอดคล้อง​กับเอกสาร​ที่บันทึกเหตุการณ์ ร.ศ. 112 กล่าวว่า สมเด็จกรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ กราบทูลฯ รัชกาล​ที่ 5 ว่า จ่ายเงินให้ฝรั่งเศส​เมื่อวัน​ที่ 22 สิงหาคม 2436 ​เป็นเงินไทยรวม 1,605,235 บาท​​กับอีก 2 อัฐ*

*​โดยอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์สองฉบับ​ ​คือ หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Le Monde Illustre' ฉบับ​เดือนตุลาคม ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) ​และ หนังสือ The People and Politics of the Far East ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) เขียน​โดย Henry Normal

คนจีนชาวแต้จิ๋ว​ที่อพยพมาเมืองสยามในช่วงแรกๆ​ ล้วนพากันมาลงเรือ​ที่ท่าเรือจางหลิน ​แต่ครั้นถึงสมัย​ต่อมา​เมื่อมีการเปิดท่าเรือซัวเถา​ที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถาจึงกลาย​เป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว​และยัง​เป็นมาจนทุกวันนี้

การเดินทางด้วยเรือสำเภามายังกรุงสยาม​เป็น​ไปด้วย​ความอดอยากกันดาร​และทุกข์ยากลำบาก ชาวแต้จิ๋วอพยพไม่น้อย​ที่​ต้องล้มหายตายจาก​ไป ​เพราะ​ความอดอยาก ​ส่วนใหญ่แล้ว​ผู้อพยพ​จะถูกจัดให้อยู่​บนดาดฟ้าเรือ ​เพราะใต้ท้องเรือ​ใช้บรรทุกสินค้าจนเต็ม ผู้อพยพจึง​ต้องตากแดดตากลมในการเดินทางมาตลอดทาง ​และมักขาดอาหาร​และน้ำ​เพราะการเดินทางกินเวลานาน​เป็นแรมเดือน

หนุ่มตันเต็งกุยเองก็ใฝ่ฝันถึงชีวิตในอนาคต​เอาไว้เช่นเดียวกัน​กับบรรดาหนุ่มชาวจีนอพยพคนอื่นๆ​ทั่วๆ​​ไป หาก​แต่​เขา​จะเดินทาง​ไปถึงฝั่งฝันหรือไม่นั้น​ พรหมลิขิต​และโชคชะตาบวก​กับ​ความวิริยะอุตสาหะของตัว​เขาเองเท่านั้น​​ที่​จะนำพา​ไปตลอดรอดฝั่งจนถึงจุดหมายปลายทาง​ได้

บนดาดฟ้าเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลิน​ที่​กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองสยามเ​ที่ยวนี้ มี​เพื่อนร่วมเดินทาง​เป็นชาวแต้จิ๋วรุ่นเดียว​ที่มีวัยไร่เรี่ยกัน​กับตันเต็งกุยอยู่​คนหนึ่ง​ ​ทั้งคู่พูดคุยถูกคอกัน หนุ่มคน​ที่ว่านี้แซ่จิวมีชื่อว่าบุ้นเพ้งหรือเรียกชื่อเต็มๆ​ว่าจิวบุ้นเพ้ง ​ซึ่งจิวบุ้นเพ้งผู้นี้​ได้เล่าให้ตันเต็งกุยฟังว่า​เขา​เป็นกำพร้าไม่มีพ่อแม่ อาศัยอยู่​​กับลุง​ที่เพิ่งเสียชีวิต​ไป​เมื่อสามเดือนก่อน​ที่​เขา​จะตัดสินใจออกเดินทาง​โดยสารเรือ​เพื่อ​ไปเสี่ยงโชค​ที่เมืองสยามเหมือนคนอื่นๆ​​เขาบ้างตามกิติศัพท์​ที่ร่ำลือกันว่า​เป็นแผ่นดินทอง มีช่องทางทำมาหากิน​และมีโอกาส​ที่​จะร่ำรวยเงินทอง ผลักดันตัวเองให้​เป็นเจ้าสัว​ได้​โดยไม่ยากนัก เพียง​แต่มี​ความขยันหมั่นเพียร​และอดทนต่อ​ความยากลำบากสักหน่อย​เท่านั้น​เอง

"​เมื่อสักครู่พวกกลาสีเรือบอกอั๊วว่าอีกสามวันเท่านั้น​พวกเราก็​จะเดินทางถึงเมืองบางกอกแล้ว​"

จิวบุ้นเพ้งเอ่ยบอกตันเต็งกุยตอนบ่ายวันหนึ่ง​​ที่อากาศสดใส​แต่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวทำให้เหงื่อไหลย้อยออกมาจนชุ่มหลัง รวม​ทั้งตามลำคอ​และใบหน้า ทำให้​เขา​ต้อง​เอาผ้าด้ายดิบผืนบางสีขาวมอๆ​​เพราะ​ความเก่า​ที่พาดไหล่อยู่​ยกขึ้น​ซับเหงื่อตลอดเวลา

"จริงหรือบุ้นเพ้ง?" ตันเต็งกุยถามด้วย​ความตื่นเต้น ท่าทางดีใจฉาบให้เห็นอยู่​บนสีหน้าอย่างชัดเจน

"จริงสิ พวก​เขาคุยกันตรงท้ายเรือโน่น ​แต่เสบียงอั๊วหมดตั้งแต่​เมื่อวานนี้แล้ว​ล่ะ ​ทั้งอาหารแห้ง​และน้ำดื่มด้วย!" จิวบุ้นเพ้งพูดบอก​เพื่อนร่วมทางด้วยสีหน้าละห้อย พยายาม​ที่​จะกลืนน้ำลายอันแห้งผากลงคออย่างยากเย็น

"อาหารแห้งของอั๊วก็เพิ่ง​จะหมด​เมื่อเช้า​นี้เหมือนกัน คง​ต้องอดข้าวกัน​ไปถึงสามวันแน่ๆ​เลย​ ​แต่ยังดี​ที่อั๊วยังพอมีน้ำดื่มเหลือติดก้นไหอยู่​อีกนิดหน่อย​ อาจ​จะพอประทังกระหาย​ได้จนถึงพรุ่งนี้เช้า​ ​แต่ใน​เมื่อลื้อหิวน้ำอั๊ว​จะแบ่งให้ลื้อจิบบ้างก็​ได้ ​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​น้ำ​ที่เหลืออยู่​นี่ก็คง​จะหมดเกลี้ยงก่อนเย็นวันนี้อย่างแน่นอน" ตันเต็งกุยกล่าวแสดงให้เห็นถึง​ความมีน้ำใจไมตรีต่อ​เพื่อนร่วมเดินทางในยามยาก

"ขอบใจลื้อมากเต็งกุย อั๊ว​จะไม่ลืมบุญคุณของลื้อในครั้งนี้เลย​ ​เมื่อพวกเราเดินทางถึงเมืองสยามแล้ว​ ​ถ้าหากมีโอกาส สักวันหนึ่ง​อั๊วคง​ได้ทดแทนบุญคุณของลื้อบ้าง อั๊วขอให้สัญญา" จิวบุ้นเพ้งจ้องลึกเข้า​ไปยังดวงตาของตันเต็งกุยพลางเอื้อมมือ​ไปบีบแขนชายหนุ่มอย่างสำนึกใน​ความเอื้ออาทรของ​เขา

"ไม่​เป็นไรหรอก​เพื่อน เราร่วมเดินทางด้วยกันมาตั้งเกือบเดือนหนึ่ง​แล้ว​ ​และเราก็สนิทสนมกันจนแทบเรียก​ได้ว่า​เป็น​เพื่อนรักกันแล้ว​นะ จริงไหม?" พูดจบตันเต็งกุยก็เลื่อนไหน้ำดื่ม​ไปตรงหน้า​และยื่นส่งให้จิวบุ้นเพ้ง ​ซึ่งจิวบุ้นเพ้งก็​ได้ค่อยๆ​บรรจงยกขึ้น​จิบกลั้วคออย่างหิวกระหาย

"ใช่เลย​..​ถ้าอย่างนั้น​เรามาสาบาน​เป็น​เพื่อนตายกันดีไหม?" จิวบุ้นเพ้งเอ่ยอย่างหนักแน่นภายหลัง​ได้กลืนน้ำลงคอ​ไปแล้ว​ ​และในนาทีนั้น​เองจิวบุ้นเพ้งก็ยื่นมือซ้ายออกมาข้างหน้าพลางถลกแขนเสื้อขึ้น​เหนือข้อศอก พลิกฝ่ามือขวาเลื่อน​เอามีดพก​ที่ซ่อนไว้ในมือเสื้อออกมาอย่างรวดเร็วมองแทบไม่ทัน จรดปลายมีดลงบนท้องแขนด้านซ้ายข้างนั้น​ ตันเต็งกุยสะดุ้งนิดหนึ่ง​ในขณะ​ที่มองอากัปกิริยาของจิวบุ้นเพ้ง​โดยไม่ทัน​ได้ระวังตัว ใน​ที่สุด​เขาก็กล่าวตอบด้วยสีหน้าพอใจในคำพูดของสหายร่วมทาง

"ตกลง..บุ้นเพ้ง อั๊วยินดีสาบาน!"

"ดี..​ถ้าอย่างนั้น​ก็จงยื่นแขนออกมา เรา​จะกรีดเลือด​และดื่มร่วมสาบานกันเดี๋ยวนี้เลย​"

"​เอาอย่างนั้น​เลย​หรือ?"

"ใช่แล้ว​เต็งกุย..​เพื่อมิตรภาพ​ที่​จะคงยั่งยืน​ไปตลอดกาล ก่อน​ที่เรา​จะแยกทางกัน​เมื่อเรือแล่นถึงเมืองบางกอกแห่งกรุงสยาม"

"ดี เอ้านี่แขนอั๊ว" ตันเต็งกุยยื่นแขนออก​ไปข้างหน้าให้จิวบุ้นเพ้ง

"ต่อ​แต่นี้​ไป เรา​ทั้งสอง​จะ​เป็นพี่น้องร่วมสาบานกันจนกว่า​จะตายจากกัน"

จิวบุ้นเพ้งพูดพลางกรีดมีดลงบนท้องแขนซ้ายให้เลือดไหลหยดลง​ไปในไหน้ำนั้น​ทันที ​ซึ่งตันเต็งกุยก็ทำตามเช่นเดียวกัน

"อั๊วขอสาบานต่อหน้าม้าจ้อโป๋เทพเจ้าแห่งท้องทะเลว่าเรา​จะไม่ทอดทิ้งกัน คอยช่วยเหลือกันตลอด​ไป​เมื่อมีโอกาส" จิวบุ้นเพ้งกล่าวคำสาบานนำขึ้น​ก่อน ​พร้อม​กับยกไหน้ำผสมเลือดขึ้น​ดื่ม

"อั๊วก็ขอสาบานต่อดินฟ้า​และมหาสมุทรว่า​จะไม่ลืมบุ้นเพ้ง​เพื่อนรักตลอด​ไปเหมือนกัน" ตันเต็งกุยกล่าวตาม ชายหนุ่มยกไหน้ำผสมเลือดขึ้น​ดื่มจนหมดถึงหยดสุดท้าย พลางคว่ำไหลง​กับพื้นดาดฟ้าเรือ

หลังจากวันนั้น​มาจนถึงวันสุดท้ายก่อน​ที่เรือ​จะเข้าเทียบท่าราชวงศ์แห่งเมืองบางกอก ตันเต็งกุยพยายาม​ที่​จะสอดส่ายสายตามองหาจิวบุ้นเพ้ง​เพื่อนรัก​เพื่อกล่าวคำอำลา ​แต่ก็ไม่​สามารถ​ที่​จะตามหาตัว​เพื่อนร่วมสาบาน​ได้ ​เขารู้สึกประหลาดใจ​และเสียใจ​ที่ไม่มีโอกาส​ได้กล่าวคำล่ำลา​เพื่อกำหนดนัดหมาย​ที่​จะพบกันในอนาคต ​แต่ในใจลึกๆ​​เขาคิด​ไปในทาง​ที่ดีว่าจิวบุ้นเพ้งคง​จะมีแผนการหรือ​ความจำ​เป็นอะไร​สักอย่างก่อน​ที่เรือ​จะจอดเทียบท่า จึงไม่​ได้แสดงตัวให้​ใครเห็น

วัน​ที่ตันเต็งกุยเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ​โดยเรือสำเภา​ได้เข้าเทียบท่าราชวงศ์ในวันแรกนั้น​​เป็นเวลาสายมากแล้ว​ ชายหนุ่มจีนใหม่หรือไอ้หนุ่มซิงตึ๊งหิวแทบขาดใจ ​ทั้งน้ำ​และอาหารไม่​ได้ตกถึงท้องมานานกว่าสองวันแล้ว​ หน้าตาซูบผอมซีดเซียว ​เขาแทบ​จะก้าวเท้าเดินลงจากเรือไม่​ได้ มันหมุนเวียนเคว้งคว้าง​ไปหมด สุดท้าย​เขาก็หมดสติวูบม้วนตัว​พร้อม​กับเสื่อฟาง​และกระเป๋าผ้าทอด้ายดิบ​ที่แม่ของ​เขาเย็บให้กลิ้งหลุนๆ​ลง​ไปกอง​กับพื้นของท่าเรืออย่างไม่​เป็นท่า ชายหนุ่มทอดกายลงนอนเหยียดยาวหายใจรวยรินอยู่​ครู่หนึ่ง​ หูก็พลัน​ได้ยินเสียงตะโกนเรียกด้วยภาษาจีนแต้จิ๋ว ​พร้อม​ทั้งเขย่าตัว​เขาโยก​ไปมาอย่างแรง

"เฮ้ย..อาตี๋ๆ​..ลุกขึ้น​โว้ย เดี๋ยวโดนเหยียบตายห่า.."

ตันเต็งกุยค่อยๆ​ลืมตา​พร้อม​กับยันกายลุกขึ้น​ ​โดยมีผู้​ที่เขย่าตัว​เขาช่วยพยุงอีกแรงหนึ่ง​ ​เขามองดูชายผู้​ที่ช่วยพยุงพลางเอ่ยขอบคุณ​เป็นภาษาแต้จิ๋ว ชายผู้นั้น​​เป็นคนสูงอายุ ผมเริ่มหงอกประปราย ใบหน้าเข้มคิ้วดกท่าทางแข็งแรง ร่างกายกำยำล่ำสันทะมัดทะแมง ไม่สวมเสื้อนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว มีผ้าสีแดงซีดๆ​คาดพุงอยู่​ผืนหนึ่ง​เท่านั้น​ ประคองพา​เขา​ไปนั่งบนขดเชือกใหญ่​ที่วางกองอยู่​ริมท่าเรือ เอ่ยถามด้วยท่าทาง​เป็นห่วง

"ลื้อ​เป็นอะไร​วะอาตี๋ ไม่สบายหรือยังไง?"

"ผมหมดแรงล้มลงเฉยๆ​ไม่​ได้​เป็นอะไร​หรอกครับ​อาเจ็ก" ​เขาพูดตอบผู้อาวุโสกว่าอย่างนอบน้อม

"คง​จะหิวข้าวล่ะมั๊ง..อั๊วว่า?"

ตันเต็งกุยพยายามทรงกายยืนนิ่ง​พร้อม​กับพยักหน้า ชายหนุ่มทำตาลอยคล้าย​กับ​จะหมดเรี่ยวแรง หน้าซีดอย่างเห็น​ได้ชัด ท่าทางราว​กับ​จะ​เป็นลมฟุบลง​ไปอีก

"เฮ้ย..นี่ลื้อไม่​ได้กินข้าวมากี่วันแล้ว​ล่ะ?" ชายสูงอายุเอ่ยถามต่อด้วยเสียงแสดง​ความกังวลต่อภาพ​ที่​เขาประสบเบื้องหน้า

"วัน​ที่สามเข้านี่แล้ว​ครับ​อาเจ็ก"

"ไอ๊หยา..แล้ว​น้ำท่าล่ะวะ ลื้ออดมานานหรือยัง?"

"น้ำก็..เอ่อ..หมด​พร้อมๆ​กันนั่นแหละ​ครับ​"

"เฮ้อ..เจ๊กอั๊กซี่..​เอาอย่างนี้ก็แล้ว​กัน ยังงั้นลื้อนั่งรออั๊วอยู่​​ที่นี่ประเดี๋ยวนะ เดี๋ยวอั๊วกลับมา อย่า​ไปไหนเสียล่ะ!"

"ครับ​"

ชายชาวจีนสูงอายุหายลับ​ไปชั่วสองอึดใจก็รีบพรวดพราดกลับมา​พร้อม​กับห่อใบบัวยับย่น​ที่พับปิด​และมัดไว้เรียบร้อย​ด้วยเชือกกล้วย ​พร้อม​ทั้งกาน้ำ​และถ้วยชาเคลือบลายมังกรสีฟ้าขาวเล็กๆ​ 2 ใบ

"เมียอั๊วอีทำข้าวหน้าหมูพะโล้แห้งห่อมาให้กินกลางวัน อีห่อใบบัวแน่นปั๋ง เราแบ่งกันกินสองคนน่า​จะอิ่มพอ​ได้อยู่​..เอ้านี่..น้ำชาร้อนๆ​ดื่มให้ชุ่มคอก่อนอาตี๋"

แกพูดพลางรินน้ำชาใส่ถ้วยยื่นให้ชายหนุ่ม ​ซึ่งตันเต็งกุยก็เอื้อมมืออันสั่นเทา​ไปรับมาดื่ม​แต่​โดยดี นี่​เป็นน้ำอึกแรก​ที่​เขา​ได้ลิ้มรสในวัน​ที่เดินทางมาถึงเมืองมงก๊กหรือเมืองบางกอกจุดหมายปลายทางในวันแรก ​พร้อมด้วย​ความมีน้ำใจจาก​เพื่อนร่วมชาติ​ที่อพยพมาก่อนอย่างชายสูงอายุผู้มี​พระคุณผู้นี้ ​ความอบอุ่นฉาบ​ไปทั่วหัวใจ​และเรือนกายของ​เขาอย่างสุด​ที่​จะประมาณ​ได้ ​ความหวนหาอาวรณ์ถึงถิ่นกำเนิด​และ​ความชุ่มชื่นใจ​ที่มาพบแผ่นดินใหม่​ซึ่งให้​ความมีมิตรไมตรี​และเอื้ออาทร ราว​กับว่าตัว​เขายังอยู่​ ณ บ้านเกิดเมืองนอน​ที่เพิ่ง​จะจากมาเพียงเดือนเดียวไม่ผิดเพี้ยน ชายหนุ่มน้ำตาเอ่อล้นด้วย​ความปีติ​เมื่อคิดมาถึงตอนนี้ ​เขารินน้ำชาดื่มเองอีกสองถ้วยด้วย​ความกระหาย

"ลื้อชื่ออะไร​วะอาตี๋?"

"ผมแซ่ตันชื่อเต็งกุย เอ่อ..ผมชื่อ..ตันเต็งกุยครับ​"

"ยินดี​ที่​ได้รู้จักไอ้หลานชาย อั๊วแซ่ล้อชื่อบ้วนสูน ลื้อ​จะเรียกอั๊วว่าอาเจ็กบ้วนสูนหรืออาเจ็กสูนก็​ได้ อั๊วทำงาน​ที่ท่าเรือนี้มาปีกว่าแล้ว​ มีอะไร​​จะให้ช่วยก็บอกอั๊ว​ได้ ​แต่ก็คงช่วย​ได้เล็กๆ​น้อยๆ​เท่า​ที่พอ​จะช่วย​ได้เท่านั้น​แหละ​นะ"

"แค่นี้ก็​เป็น​พระคุณอย่างสูงแล้ว​ล่ะครับ​อาเจ็กบ้วนสูน ผมไม่อยากรบกวนให้อาเจ็ก​ต้องลำบาก​เพราะผมอีกหรอกครับ​" ตันเต็งกุยเอ่ยตอบแบบเกรงอกเกรงใจผู้มี​พระคุณ

"ไม่​เป็นไรตอนนี้ยังไม่​ต้องบอกอั๊วก็​ได้ เรามากินข้าวกันก่อนดีกว่า มาลองชิมฝีมือแม่ซิ่วอิงเมียของอั๊วกันหน่อย​ดีกว่า ว่ายัง​จะพอเทียบ​กับฝีมือแม่ครัวคนในเมืองจีน​ได้ไหม ในฐานะ​ที่ลื้อเพิ่ง​จะจากบ้านมาใหม่ๆ​ เชิญเลย​ไอ้หลานชาย"

ล้อบ้วนสูนพูดพลางก็แก้เชือก​ที่ห่อใบบัวออก ฉีกใบบัวแบ่งครึ่งออก​เป็นสอง​ส่วน จากนั้น​ก็จัดการแบ่งข้าวสวย​และหมูพะโล้แห้งแบบแต้จิ๋ว​ที่ห่อโปะมาบนข้าวสวยจนแน่นห่อออก​เป็นสอง​ส่วนเท่าๆ​กัน เสร็จแล้ว​ก็ยื่นครึ่ง​ที่แบ่งให้ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มอย่างมี​ความสุข​และฉาบ​ไปด้วยมิตรไมตรี

เพียงคำแรก​ที่ตันเต็งกุย​ได้ลิ้มรสข้าวสวย​และหมูพะโล้แต้จิ๋ว ​ที่หั่น​เป็นชิ้นบางๆ​ ​ความรู้สึกสัมผัสด้วยลิ้นของ​เขาบอกว่าอร่อยมากอย่าง​ที่ชายหนุ่มไม่เคย​ได้ลิ้มรสชาติแบบนี้​ที่ไหนมาก่อนเลย​ แถมข้างใต้ยังมีเต้าหู้​ที่​เอา​ไปทอดแล้ว​นำมาปรุงทำ​เป็นพะโล้อีกด้วยอร่อยจริงๆ​

"​เป็นยังไงมั่งวะ ฝีมือแม่บ้านของอั๊ว?" ผู้อาวุโสล้อบ้วนสูนเอ่ยถามยิ้มๆ​

"ยอดเยี่ยม​เป็นเลิศ อย่าง​ที่ผมไม่เคย​ได้ลิ้มรสชาติแบบนี้​ที่ไหนมาก่อนเลย​ครับ​อาเจ็ก" ชายหนุ่มตอบตรง​กับใจ​และ​ความรู้สึก​ที่แท้จริงของตัวเอง

"นี่​ถ้าซิ่วอิง​ได้ยินคง​จะดีใจจนน้ำหูน้ำตาไหลเลย​เชียวแหละ​ ไอ้หลานชาย แล้ว​อั๊ว​จะเล่าให้อีฟังเองเย็นวันนี้"

"นับว่าฝีมืออาซิ่มนี่สม​กับ​เป็นแม่บ้านของอาเจ็กบ้วนสูนผู้มีน้ำใจประเสริฐ​โดยแท้ ผมว่าเหมาะสมกันจริงๆ​​ทั้งสองคน ดัง​ที่​เขาเรียกว่าสมกันยัง​กับกิ่งทองใบหยกนั่นเลย​ทีเดียว"

"ลื้อนี่ปากหวาน​กับ​เขา​เป็นเหมือนกันนะไอ้หลานชาย อั๊วยิ่ง​เป็นคนบ้ายออยู่​ด้วย อิ่มแล้ว​..นั่งบนกองเชือกนานๆ​แล้ว​ปวดหลังว่ะ อีกอย่างหนึ่ง​แดดก็ไล่​ที่แล้ว​ด้วย เมืองไทยนี่แดดแรงกว่าเมืองจีน อั๊วว่าเราย้าย​ไปนั่งคุยกันต่อในร่ม​ที่ใต้ชายคาโกดังนั่นดีกว่า ​ไปกันเถอะ"

ย้าย​ไปคุยกันต่อ​ที่ใต้ชายคาโกดังเก็บของสักครู่ก็ใกล้เวลา​ที่ล้อบ้วนสูน​จะ​ต้องเข้ากะทำงาน หลังจากนั้น​​เขาก็รีบพาชายหนุ่ม​ไปลงทะเบียน​กับเจ้าหน้า​ที่ในฐานะ​ที่​เป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองอย่างถูก​ต้องเรียบร้อย​ ก่อน​ที่​จะจากกัน​เขาหันมาเอ่ยถามตันเต็งกุยอย่าง​เป็นงาน​เป็นการอีกว่า

"ลื้อทำงานอะไร​​ได้บ้างวะเต็งกุย?"

"ผมทำ​ได้ทุกอย่างครับ​"

"ทำงาน​ได้ทุกอย่างจริงหรือ?"

"ครับ​ แล้ว​ก็​คือ เอ่อ..ผมไม่เลือกงานหรอกครับ​"

"​เป็นช่างฝีมือบ้างหรือเปล่าล่ะ?"

"ผมทำงานช่างไม้​เป็นพอ​ใช้​ได้ครับ​ ​แต่​ถ้าไม่มีงานช่างไม้ หากมีงานอะไร​อื่นๆ​ให้ทำ ผมก็คิดว่า​ถ้าพยายามก็คง​จะทำ​ได้ไม่ยาก"

"ยังงั้นก็ดี ลื้อ​พร้อม​ที่​จะเริ่มทำงาน​ได้เลย​ไหมล่ะ?"

"ผม​พร้อมครับ​ ​ถ้าอาเจ๊ก​จะกรุณาช่วยหางานให้ผมทำ"

"​เอาอย่างนี้ ลื้อเตร็ดเตร่รออั๊วอยู่​แถวท่าเรือนี่จนกว่าอั๊ว​จะเลิกงาน​ได้ไหม พอ​ได้ยินเสียงหวูดเลิกงาน ก็ให้ลื้อกลับมายืนรออั๊วอยู่​​ที่ตรงนี้ เย็นนี้อั๊ว​จะพาลื้อ​ไปฝากให้ทำงาน"

"ฝากทำงานหรือครับ​?" เต็งกุยทวนคำถามด้วย​ความตื่นเต้นในโชควาสนาของตัวเอง​ที่​จะมีคนฝากให้ทำงานตั้งแต่วันแรก​ที่​เขา​ได้เดินทางเหยียบลงบนผืนแผ่นดินใหม่

"งั้นสิ..ฝากทำงาน อั๊วรับรองว่าลื้อ​ต้องชอบแน่ๆ​ ท่าทางทะมัดทะแมง หุ่นดีๆ​เท่ห์ๆ​​และหน้าตาหล่อๆ​แบบนี้ อั๊วว่าลื้อเหมาะ​กับงานนี้มาก"

"งานอะไร​หรือครับ​ อาเจ็ก?"

"เออน่า..เดี๋ยว​เมื่อถึงเวลาลื้อก็รู้เองนั่นแหละ​"

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3527 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ร้อยใจมังกร --Series
ชื่อตอน บทที่ 1 --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๖๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น