นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
คีตมายา #5
SONG-982
...‘​ความ​ต้องการ’ กลับ​เป็นคำคำเดียว​ที่ผ่านเข้ามาในหัว บวก​กับสิ่ง​ที่​ได้รู้สึก ​ได้เห็นอยู่​ต่อหน้า ​ทั้งหมดนี่ละ​ที่เร้าให้หล่อน​ต้องการ รอยจุมพิต​ที่ยังไม่จางจากหลังมือ มันเข้า​ไปฝังลึก​และลามเลย​​ไปทั่วร่าง ราว​กับ​เขาระดมจูบ​ไปตลอด​ทั้งแผ่นผิว จนเนื้ออ่อนระริกขึ้น​​เพราะคว...

ตอน : มนต์คีตา

คีตธรมอง​ไปรอบห้องด้วย​ความพอใจ คาถาป้องกัน​ที่เริ่มอีกครั้งหลังจากหญิงสาวรีบออก​ไป ขณะนี้​ได้กลาย​เป็นข่ายใยโปร่งแสง ห้อมล้อมอาณาเขตชั่วคราวของตนเองไว้​ได้อย่างแข็งแรง อีก​ทั้งยังเสกสิ่ง​ที่​จะอำนวยให้สุขสบายเพิ่มขึ้น​ เตียงเหลี่ยมถูกเปลี่ยนให้​เป็นเตียงกลม มีมุมมน​และนุ่มนิ่มเหมือนเบาะสำหรับทารก ​ทั้งหมอนหนุนหมอนกอดมีเพิ่มขึ้น​อีกหลายใบ

ขาด​แต่สระน้ำเล็กๆ​ สำหรับนอนแช่ให้ชื่นใจ ​ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา ​เพราะ​เขา​ไปแอบดู ‘ห้องน้ำ’ มาแล้ว​ ​และมันก็น่าอัศจรรย์ ​ที่เพียงขยับก้านโลหะเล็กๆ​ ตรงมุมหนึ่ง​ของอ่างว่างเปล่า น้ำใสสะอาดก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย ข้างๆ​ ก้านเหล็กนั่น มีแผงโลหะบางอย่าง มี​ทั้งปุ่มกดปุ่มหมุนประดับไว้ ​ซึ่ง​เขาลองจิ้มๆ​ หมุนๆ​ ดูเช่นกัน ผลก็​คืออ่างน้ำ​ที่เหมือนมีรูรั่วอยู่​รอบด้าน กลับบันดาลให้สระน้ำเล็กๆ​ มี​กำลังคลื่นเคลื่อนวกเวียนอย่างรุนแรง ยังไม่​ได้ทดลองหรอกว่ามัน​จะเกิดอะไร​ขึ้น​หาก​เอาตัวลง​ไปแช่ ​เพราะอยาก​จะจัดการในห้องของตนให้เสร็จเรียบร้อย​เสียก่อน

​แม้​จะพอใจอยู่​มาก​กับสภาพรอบห้อง​ที่เห็น ​แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัด​กับกระแสพลังบางอย่าง ​ทั้ง​ที่​เป็นของบ้านหลังนี้เอง รวม​ทั้ง​ที่​เป็นของมหานครแห่งนี้ด้วย ​ที่คล้ายลามเลีย เข้ามาสัมผัส​กับ​กำลังจิตของ​เขาอยู่​ตลอดเวลา

​ที่เชิงผาอัสกรรณนั้น​ ​แม้เหล่าผู้มีทิพยภาวะ​จะมากมาย​ ​แต่หากมิมีเหตุ หรือไม่คิด​จะหาเหตุแก่กัน ก็​จะอยู่​กันอย่างปองสุข ​คือทุกผู้ทุกนามล้วนตั้งใจให้แห่ง​ที่อยู่​นั้น​สงบ​และศานติ ผู้ใดมีหน้า​ที่ใด ก็กระทำ​ไปตามนั้น​ ผู้ใดเคยผูกเวรกรรม​กับ​ใคร ก็ตาม​ไปชด​ใช้ตอบแทนกันตามกรรม ไม่มีสิ่งอื่นหรือ​ใครอื่นมาบงการ ให้ดำรงตนผิดแผก​ไปจากปกติภาวะนอกเหนือจากนั้น​

เช่น​เขา นักดนตรีแห่งวินธรเขตร ก็เพียงรับหน้า​ที่ท่อง​ไปทั่วแดน บรรเลงเพลงให้เสนาะสรวง สรรค์สร้างทำนองคีตาให้บังเกิดโสตถิ ​คือ​ความผาสุกสวัสดีแก่ปวงเทวา ณ เขตนั้น​ นั่นก็จัดว่าไม่เสียค่า​ที่​ได้บังเกิดมา

​ซึ่งในฐานะเช่นนั้น​ คนธรรพ์เช่น​เขาก็ยินดี มี​ความสุข​กับการคิดประดิดประดอยจังหวะทำนองต่างๆ​ ให้เพริศพริ้งพิสดารยิ่งๆ​ ขึ้น​ ​แต่​กับในมนุษยภพแห่งนี้ ในโลก​ที่แตกต่างจากทางโน้นแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ​เขายังไม่แน่ใจ ว่าชีวิตในภพภูมินี้​จะ​ต้องเริ่มดำเนิน​ไปเช่นไร

เปิดกล่อง ตั้งใจ​จะหยิบเครื่องดนตรีประจำกายขึ้น​มาหา​ที่ตั้งวางให้เหมาะเจาะ อดไม่​ได้​ที่​จะลูบ​ไปตามเนื้อไม้ นี่​เขาหยุดบรรเลงนานเกิน​ไปแล้ว​หรือไร หัวใจถึงโหยหาถึงเพียงนี้ การ​ที่​เขาสู้อุตส่าห์มาถึง​ที่นี่ ​จะแก้ปัญหา​ที่เกิดขึ้น​​ได้แน่หรือ...​

ใน​ที่สุด สายตาก็​ไปหยุด​ที่หลังลับแลนั่นอีกครั้ง มัน​เป็นลับแลไม้หอม แกะ​เป็นลวดลายสายสอด ​เป็นเส้นพุ่งเส้นนอน บ้างโค้งบ้างคด บ้างหลบหยัก​เป็นเหลี่ยม​เป็นมุม ​ซึ่งหากคีตธรรู้จักชื่อ ก็คงเอ่ยชมว่าตั้งชื่อ​ได้สมนัก ​กับสองลาย​ที่สลับรับกัน​ไปมา ​ระหว่างประแจจีน​กับแก้วชิงดวง

​ที่ผ่านมา​เพราะ​ความละเอียดประณีตของการสลักเสลานั่น ทำให้หยุดสายตาอยู่​เพียงแค่นั้น​ ​แต่คราวนี้​เขาแลเลย​​ไปด้านหลัง มัน​คือบานประตู​ที่แนบเนียน ถูกออกแบบให้กลืน​ไป​กับ​ทั้งผนังด้านนั้น​

คีตธรลองเปิดออก​ไป แล้ว​ก็พบ​กับชานร้านดอกไม้ ​คือชาน​ที่แล่นออก​ไปเลย​ชายคา ตั้งประดับไว้ด้วยไม้กระถางหลากพันธุ์ บ้างหน้าตาเหมือนไม้ใหญ่ต้นโต ​แต่กลับแคระกระจิริด บ้างทรงต้นเหมือนสนใหญ่ ​แต่กลับสูงไม่​ได้เกินกว่าสองศอก

ยังมีกระถางใหญ่​ที่ตั้ง​กับพื้น ปลูกไม้ดอกขาวส่งกลิ่นหอมกำจาย ​กับ​ที่สุดชานตรงระเบียง มีตั่งใหญ่ตั้งไว้โดดๆ​ มีร่มโบราณคันมโหฬารกาง​เอาไว้ ราวรอให้​ใครสักคนมาลงนั่ง ชื่นชม​กับอุทยานพฤกษาขนาดย่อมให้เย็นใจ

ก่อน​จะก้าวออก ​เขาหันกลับ​ไปหยิบหมอนมาใบหนึ่ง​ พอเดินถึงก็ลงนั่ง ​ใช้หมอนแบนนั้น​รองแทนเบาะ ขาหนึ่ง​ยังห้อยลงตามสบาย ขณะชักขาอีกข้างเหมือน​จะขัดสมาธิ ​เป็นท่านั่งแบบเทวราชอาสน์​ที่คุ้นเคย ​และ​เมื่อกระชับพิณเข้าประจำ​ที่ ก็ราว​กับว่า​ทั้งโลก​จะตั้งใจฟัง

​เพราะรอบข้างกลับสงบงัน เหลือเพียงเสียงน้ำตกจำลองจากด้านหน้าเรือน ​กับกลิ่นหอมอ่อนโยนของมวลดอกไม้ ​ที่แสดงว่า​เขายังอยู่​ในโลกนี้ ไม่ใช่วูบกลับ​ไปยังแดนดินถิ่นเดิมของตน

ทำนองคีตานั้น​เต้นเร่าขึ้น​แล้ว​ในห้วงคำนึง ​แต่ยังไม่กล้าบรรเลงออก ​ได้​แต่ลูบพิณ​ไปมา อย่างกล้าๆ​ กลัวๆ​ บทร้องนั้น​ก็ล้นปรี่ ​เป็นประกายพลุ่งพล่านวาบวาวอยู่​ในทุกถ้อยคำ แรงบันดาลใจจากรูปโฉมของหญิงสาวนั่นเอง ​ที่ทำให้​เขาอยาก​จะปลดปล่อย​ความอัดอั้นออกมาให้สุดพลัง

​แต่ก็ยังกลัว ​ความแปรปรวนแห่งธาตุเจ้าเรือน​จะบังเกิด ​และส่งผล​ไปถึง​ที่วินธรเขตร แค่ตอนนี้​ที่นั่นก็คงยุ่งเหยิงอยู่​มากแล้ว​ หากไม่ระวังหรือควบคุมคีตาแห่งตนให้ดี มีหรือ ณ ​ที่นั้น​​จะไม่ยิ่งเดือดร้อน

​กับอีกเรื่อง​​ที่กลัวก็​คือ ยังไม่มีอะไร​การันตี​ได้เลย​สักนิดว่า หาก​เขา​กับหล่อน​ได้ใกล้ชิด ร่วมรสร่วมรัก ร่วมอภิรมย์สมสนุก แลกเปลี่ยนบรมสุขแก่กันจนสิ้นแล้ว​ ข่ายพลังในแดนสรวง​ที่สับสน​เพราะฝีมือตน ​จะ​ได้รับการแก้ไข​ได้จริงๆ​

​และมันไม่ง่าย ถึง​จะรู้ว่าการ​ได้หญิงสาวมา​เป็นคู่ชื่นชิดเชย ​จะ​สามารถคลี่คลาย​ความยุ่งเหยิงนั้น​​ได้จริง ​แต่เงื่อนไข​ที่​จะ​ได้มาก็ยังยาก ​เพราะ​ความผูกพันของสองใจ​จะ​ต้องมั่นคงตรงกัน ปิดผนึก​ความรัก​ความเสน่หาไว้แค่สองคน ไม่คิดสอดส่ายชำเลืองแล​ใครอื่นอีกเลย​

นั่นละสิ่ง​ที่ยาก ​เขา​จะ​ไปรู้ใจหล่อน​ได้อย่างไร กระทั่งตัวเองยังมั่นใจไม่​ได้ด้วยซ้ำ

​ที่สำคัญ​คือหล่อนไม่ใช่ชาวแดนสรวง ​จะให้เข้าใจเรื่อง​การสมยอมกันง่ายๆ​ ​ได้อย่างไร อยู่​ๆ​ ​จะบอกให้หล่อนลงนอนรองกาย​เขา ​เพื่อให้เทวาองค์อื่น​ได้อยู่​อย่างปกติสุขอย่างนั้น​น่ะรึ...​

แค่ชั่วรอบ​พระจันทร์จร ข้ามดิถีเพ็ญ เวียน​ไปสู่ดิถีใหม่ คงไม่นานเลย​​ถ้าเทียบ​กับการ​ต้อง​ใช้เวลาเกี้ยวพา โน้มน้าวให้หล่อน​ได้เข้าใจ ​และตอบสนอง​เขาอย่างเต็มอกเต็มใจ การบังคับหรือ​ใช้กลอุบายใดๆ​ นั่น​เป็นอันลืม​ไป​ได้เลย​ ​เพราะเงื่อนไข​คือหล่อน​จะ​ต้อง​ต้องการในตัว​เขาพอๆ​ ​กับ​ที่​เขา​ต้องการในตัวหล่อน

​ทั้งหมด​ที่มาถึง​ที่นี้ หากทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดี ​เขาก็​จะ​ได้กลับ​ไป​เป็นนักดนตรีแห่งวินธรเขตรเช่น​ที่เคย ​ส่วน​ถ้าไม่สมประสงค์ ​เขาก็คงตกอยู่​ในภาวะเหมือนตาย​ทั้ง​เป็น ซ้ำยัง​จะ​เป็นการตาย​ทั้ง​เป็น​ที่แสนทรมาน...​

ก็อะไร​เล่า​จะทรมานนักดนตรี​ได้หนักหนาเท่า การถูกสั่งห้ามไม่ให้เล่นดนตรี!

แล้ว​แรงผลักดัน​ที่อัดอั้นอยู่​ในหัวใจก็​เป็นฝ่ายชนะ คีตธรขยับเครื่องดนตรีประจำกายให้เข้า​ที่ กระชับปลายนิ้ว​ที่ต้นสาย แล้ว​เริ่มดีดไล่เสียง​เป็นจังหวะเบาๆ​ ​โดยยังมิ​ได้เอื้อนเอ่ยเสียงขับขาน

ลองดูเฉพาะแค่เสียงดนตรีแค่นั้น​​จะ​เป็นอย่างไร ​เขาแบ่ง​ความรู้สึก​ส่วนหนึ่ง​ให้จับ​ที่จี้ห้อยคอ หากมันมีปฏิกิริยา นั่นหมาย​ความว่าในโลกโน้นก็เกิดผล การสำแดงเพลงพิณใน​ที่นี้ ​จะยังส่งอานุภาพ​ไปปรากฏ​เป็น​ความวุ่นวาย ณ เชิงผาอัสกรรณ

สำเนียงพิณไล่เสียงพลิ้วแผ่ว ​และ...​ ไม่มีอะไร​ผิดแปลกตาม​ที่นึกกลัว ไม่ว่า​จะทางโน้นหรือทางนี้ ​ที่ห่วงว่า​กำลังของคีตาอาจรุนแรง จนทำให้พื้นชานของเรือนไม้ลุก​เป็นไฟ หรือหมู่วิหคนกกา​จะคลั่งเสียง จนหวีดร้องจิกตีกันเหมือนอย่างบรรดากรวิกปักษาสวรรค์

อุณาโลม​ที่ห้อยคอก็ไม่​ได้ร้อนขึ้น​อย่าง​ที่วิตก แสดงว่าคีตดนตรี​ที่ถูกบรรเลงอยู่​ตรงนี้ไม่​ได้ส่งผลอันใดต่อวินธรเขตรแน่นอน

พอคลายใจ...​ จากเพียงเสียงดนตรีบรรเลง คีตธรก็เริ่มเอื้อนทำนองเพลงขับขาน...​

"...​โอ้เจ้าราศีเอย...​
...​ทรงศรี ฉวี วรวิลาส กลวาด วิมลเสมอ
...​​ใครยล ก็ดล จิตละเมอ มนถึง คะนึงศรี
...​ในฟ้า ​จะหา อรสุรางค์ ดุจนาง ก็ห่อนมี
...​ในดิน ​จะหา อรยุพี กลนุช ก็สุดหา
...​​ความงาม ณ สาม ภพเสนอ ​จะเสมอ บ่มีมา
...​ทรามวัย ประไพ พรศุภา ผิวเห็น ก็​เป็นบุญ...​"
วสันตดิลกฉันท์*


​และแล้ว​...​

อากาศเปล่าก็พราว​ไป...​ ​เป็นจุดแสงเล็กยิบปรายโปรยอยู่​รอบกาย...​

พอละอองหนึ่ง​ตก​ต้องผิว ก็เจ็บจี๊ดเหมือนเข็มแทง พลันเดียวกัน อุณาโลม​ที่คล้องศอ ก็ร้อนวูบเหมือนเหล็กหลอม

คีตธรชะงักเสียง ​แม้ปลายนิ้ว​จะยังไม่หยุดเกลากรีดดีดสาย ​แต่​ความผิดประหลาด​ทั้งหลายก็พลันดับ คล้ายไม่เคยเกิดละอองแสงใด ไม่มีสิ่งไรกระทบผิว จี้ห้อยก็ราวไม่เคยร้อนเหมือน​จะหลอมเนื้อ อย่างในวินาทีก่อนหน้า

แล้ว​​เขาก็หยุดมือ ระบายลมหายใจอย่างแรง บอกไม่ถูกว่าตนรู้สึกอย่างไร น้อยใจ เสียใจ เ​คืองแค้นหรือขัดใจ

มันมากกว่า​ที่คิด สัญญาณเตือนแค่จี้​ที่คล้องก็น่า​จะเพียงพอ ​แต่นี่...​ กระทั่งอากาศเปล่าก็ย้ำชัด ผลร้าย​ที่เกิดขึ้น​ในหิมวันต์ ณ วินธรเขตรนั้น​​จะยิ่งแรงร้ายกว่าแค่ละอองสะเก็ดไฟ ณ ​ที่นี้ ​เป็นแสนเท่าทวีคูณ

"​ต้องแก้ไขแน่ๆ​ สินะ! แล้ว​​จะทันไหมล่ะ ​กับแค่รอบเพ็ญเดียว!"




สารพัดสิ่ง​ที่​ต้องผจญ ทำให้ราศีรู้สึก​ได้ว่าตนเองหงุดหงิดมากกว่าปกติ ตั้งแต่​เมื่อวานนั่นแล้ว​ ​ที่ไม่รู้ว่า​จะ​ต้องซวยซับซวยซ้อน​ไปถึงไหน

เรื่อง​นายเพี้ยนนั่น แค่ต่างคนต่างอยู่​ก็น่า​จะหมดเรื่อง​​ไป​ได้หรอก ​แต่ภารกิจสำคัญของคุณนารท นายจ้างจอมบงการนั่นซี ​ที่กระทั่งแสงริบหรี่ยังมองไม่เห็น

หล่อนไม่หวังหรอกว่า​จะสืบหาร่องรอย​เขา​ได้ด้วยการโทร.หาคนไม่กี่คน ​และก็​เป็น​ไปตามนั้น​ ​คือไม่​ได้​ความคืบหน้าอะไร​เลย​ ไม่มี​ใครเคยพบเห็นนายภาคินอีกเลย​ นับตั้งแต่ภรรยาของ​เขา ​ซึ่งก็​คือมารดาของหล่อนเองนี่ละ อยู่​ๆ​ ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขณะ​กำลังแสดงคอนเสิร์ตอยู่​​ที่อารีน่าฮอลล์

แล้ว​นายภาคินก็หาย​ไปเข้ากลีบเมฆ​ไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้หล่อนงมหาสาเหตุของเรื่อง​ราว​ที่เกิดขึ้น​ตลอดมา ตั้งแต่เหตุการณ์บนเวทีคราวนั้น​ จนถึงวัน​ที่ผู้​เป็นแม่ของหล่อนยัง​ต้องรักษาตัวอยู่​จนถึงทุกวันนี้

"​ถ้าติดต่อ​ได้ บอก​เขาด้วยนะครับว่า​เรายังรอเสมอ ​จะหอบโปรเจคมา หรือมารับงานเรา​ไปทำก็​ได้​ทั้งนั้น​"

พวกนั้น​ต่างพากันสรุปบทสนทนา​กับหล่อนด้วยทำนองนี้ ​แต่ไม่ใช่เรื่อง​แปลก ​เพราะในเรื่อง​การปั้นคน จากดินให้​เป็นดาว นายภาคินถือ​เป็นปรากฏการณ์ของวงการบันเทิง

ไม่ใช่แค่​ได้​แต่งงาน​กับดาราสาวพราวเสน่ห์​ที่จบจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ​แต่ยังส่งเสริมให้เธอผู้นั้น​เด่นดังในขั้ว​ที่แตกต่าง กลาย​เป็นร็อกเกอร์สาวเสียงทรงพลัง ​ที่มียอดขายในเนื้อเพลงสากลโด่งดัง​ไปทั่วโลก อีก​ทั้งยังไม่ใช่​เป็นชื่อเสียงแค่ข้ามคืน ​เพราะ RiZa หรือริศา วงษ์ราพณ์ มารดาของราศี เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกอยู่​อีกร่วมสิบปี จน​แม้ในพักหลัง แฟนเพลงชาวไทย​จะติดตามผลงานน้อยลง ​แต่บรรดาผู้อำนวยการสร้าง​ทั้งหลายต่างหมายมั่น ว่านั่น​คือตัวอย่างฝีมือของนายภาคิน ​ที่พิสูจน์ให้เห็น​ได้ด้วยตา

มีสองสามคน​ที่ถามหาเหตุผลว่า ทำไมถึง​ต้องตามหาพ่อเลี้ยง ​เพราะ​ความบาดหมางขั้นรุนแรง​ระหว่างหล่อน​กับ​เขา ​เป็นเรื่อง​​ที่คนวงในย่อมรู้ดี ซ้ำบางคนยังทำที​เป็นห่วง​ไปถึงผู้​เป็นมารดา ว่า​ถ้าหากหายดีแล้ว​ก็​พร้อม​จะชวนกลับ​ไปร่วมงาน...​

แล้ว​​ระหว่าง​ที่ผ่านมานี้ล่ะ...​ ทำไมหล่อน​จะไม่รู้ พวกนั้น​แค่​ต้องการข่าวของร็อกเกอร์สาวแก่ ตกอับ​และ​ต้องรักษาตัวอยู่​ในโรงพยาบาลบ้า ​เอา​ไป​เป็นข่าวคั่นเวลาเท่านั้น​ละ!

โทรศัพท์​ที่ถูกทิ้งให้หญิงสาวนั่งจ้องมันนิ่งๆ​ อยู่​หลายนาที ส่งเสียงดังขึ้น​อีกครั้ง ​เป็นเสียง​ที่หล่อนจำ​ได้ทันที ​และยิ่งเพิ่ม​ความสะอิดสะเอียน​ที่มีต่อคนโทร.เข้ามาอีกมากมาย​

แฟนเก่า...​ ​ที่เคยเข้ามาพัวพัน คบหา​และทำท่า​จะ​ไปกัน​ได้ดี หากไม่รู้เสียก่อนว่า​เขาแค่​ต้องการ​ใช้หล่อน​เป็นสะพาน ข้าม​ไปถึงชื่อเสียง​ที่นายภาคิน​จะ​สามารถบันดาลให้​ได้

​เขาโทร.มา​เป็นห่วง นัดกินข้าวเย็นในร้านสุดหรูบนยอดตึกระฟ้า หาก​จะ​ได้คุยกันเรื่อง​ของเดอะริซ่า​และนายภาคิน ​ซึ่งราศีตอบคำชวนนั่นด้วยการตัดสายทิ้ง สบถสาปส่งอยู่​ในใจอีกหลายคำ​กับผู้ชายพรรค์นี้

​ที่จริง ​ถ้าตอนนั้น​ ​เขาเข้ามาบอกตรงๆ​ ว่าอยากเข้าถึงพ่อเลี้ยงของหล่อน เรื่อง​ราวคงไม่​ต้องลงเอยให้เกลียดกันขนาดนี้ ก็เรื่อง​การ​ใช้เส้นสาย​กับวงการบันเทิงมันแยกกันไม่ออกอยู่​แล้ว​

รายชื่อคน​ที่น่า​จะโทร.หา​เพื่อสืบข่าว ถูกไล่เรียงมาตั้งแต่ช่วงสาย จนเกือบ​จะหมด​ที่ลิสต์ไว้ในสมุด เหลืออยู่​ไม่กี่คน ก็​เป็นคน​ที่​จะ​ต้องดั้นด้น​ไปหา ​ซึ่ง​ต้องชั่งใจไม่น้อยว่า ​จะคุ้มค่าหรือไม่

เสียงท้องร้องของตัวเองปลุกให้ราศีรู้ว่าเลย​เวลามื้อกลางวันมานานแล้ว​ ​และทำให้นึกขึ้น​​ได้ว่า สัญญา​กับนายนั่น​เอาไว้ เรื่อง​​จะเตรียมมื้อกลางวัน "ง่ายๆ​" ให้​เขารับประทาน

​เพราะมัวง่วนอยู่​​กับการโทร.หาคนนั้น​คนนี้ จึงไม่ทันสนใจเสียงดนตรี​ที่ลอยตามลม ไม่ใส่ใจ​กับเสียงร้อง​เป็นทำนองหนักๆ​ เบาๆ​ ​ที่ฟังแทบไม่เข้าใจ ​และไม่ไยดี​แม้กระทั่งละอองแสงยิบๆ​ ​ที่หล่อนคิดว่าแค่สายตาพร่า​ไปชั่วคราว จากการจ้องหน้าจอของโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ​ นานเกิน​ไป

​แต่พอ​ความคิดกลับมาสู่สิ่งรอบกาย ก็เหมือนนึกขึ้น​​ได้ถึงสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​​ทั้งหมด อยู่​ๆ​​ความอยากรู้อยากเห็นก็เกิดขึ้น​ ในบ้านตอนนี้มีแค่หล่อน​กับ​เขา เสียงเพลง เสียงดนตรี ​กับละอองแสงประหลาด​เมื่อครู่ ก็น่า​จะเกิดจากนายนั่น

ไม่รู้ทำไม​ต้องค่อยย่อง​ไปหน้าประตู ​แต่หล่อนก็ทำอย่างนั้น​ ตั้งใจว่า​จะแค่โผล่หน้า เรียกให้​เขามากินมื้อเ​ที่ยง ​ทว่าพอ​จะผลักบานประตูเข้า​ไปก็​ต้องชะงักนิดหนึ่ง​ ​กับกลิ่นหอมอ่อนๆ​ ​ที่ลอยมากระทบจมูก ​เป็นกลิ่นชวนชื่นใจ จำพวกเปลือกมะนาว​กับผิวส้ม ​และเครื่องเทศอีกบางชนิด​ที่หล่อนโปรดปราน

​ทว่าพอ​จะทาบฝ่ามือผลักบานประตูเข้า​ไปจริงๆ​ ก็​ต้องกระตุกวูบ เหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ​ ดีดฝ่ามือให้ออกห่าง กระแสไฟ​ที่รู้สึก​ได้นั้น​ ยังส่งอาการชามาจนถึงข้อศอก

ราศีจ้องมองดูบานประตูไม้ธรรมดาๆ​ ตรงหน้าอย่างไม่อยาก​จะเชื่อ​ความคิดตัวเอง

​ใคร​จะบ้าถึงขั้นต่อไฟฟ้าไว้​ที่ประตู ​เอาไว้ช็อตพวก​ที่​จะล่วงล้ำเข้า​ไปอย่างนั้น​รึ!

​แต่หล่อนก็ไม่คิด​จะผลักประตูเข้า​ไปอีก เปลี่ยน​เป็นแค่เคาะเรียกเบาๆ​

"ออกมากินมื้อเ​ที่ยงกันเถอะค่ะ​"

"...​...​"

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ​

ลองเคาะอีกครั้ง แล้ว​ก็ยังเงียบ...​

แขกของคุณป้ามณฑา ​เขาอาจ​ไปอยู่​​ที่ชานด้านหลังกระมัง ราศีจึงเดินอ้อมห้อง​ไปอีกด้าน คิด​จะอ้อมมุมระเบียง​ไปเรียก ​แต่คราวนี้กลับรู้สึกเหมือนถูกมนตร์สะกด

เสียงดนตรีนั่นเหมือนมีเวทย์มนตร์ ​ทั้งทรงพลัง​และชวนให้หวั่นไหว​ไป​พร้อมกัน

ราศีโตมา​กับครอบครัวนักดนตรี คุณริศาผู้​เป็นมารดาจบวิทยาลัยนาฏศิลป์สาขาการขับร้องเพลงไทย ​ทั้งยังบรรเลงเครื่องสาย​ได้อย่างล้ำเลิศ ​แม้ตัวหล่อนเอง​จะร้องเพลงไม่​เป็น ​แต่เสียง​ที่​ได้ยินก็บอก​ได้ว่า ​ใคร​คือผู้​ที่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้

​และหล่อนก็ไม่เคย​ได้ฟังเสียงดนตรี​และเสียงร้อง​ที่ไพเราะจับใจขนาดนี้มาก่อน

ในเสียงร้อง หลายเสียงคล้าย​จะจับ​ได้​เป็นคำไทย ​แต่เสียงสูงต่ำขึ้น​ลง พลิ้วระรัวของการเอื้อน​เป็นทำนองแปลกประหลาด ทำให้ไม่แน่ใจว่า​เป็นบทเพลงภาษาไทย หล่อนอาจเคย​ได้ยินหรือไม่เคย​ได้ยินมาก่อน ก็ยังบอก​กับตัวเองไม่​ได้

​แต่ก็ยังเข้าใจ​ได้ เข้าใจ​ความหมาย เข้าใจ​ความรู้สึก​ที่สอดผสานอยู่​ในบทเพลง

ผมสีดำยาวลุ่ยรายลงมาปกปิดใบหน้ากว่าครึ่งของคีตธร​เอาไว้ เหมือน​กับนาทีแรก​ที่​ได้พบกัน ​เขาไม่​ได้หันมองมา ยังคงก้มหน้าบรรเลงพิณราว​กับในโลกนี้ไม่มีสิ่งอื่นใด สำคัญเท่า​กับการ​ได้ดื่มด่ำ​กับทำนองดนตรีของตนอีกแล้ว​

ราศีรู้สึก​ได้ถึงเรื่อง​ราว​ที่ดำเนิน​ไปในเสียงเพลง คนรัก​ที่มีอัน​จะ​ต้องพลัดพราก ​แต่ยังคงเฝ้าคอย​และห่วงหา แทบ​จะรู้สึกถึงยามย่ำสนธยากาล​ที่​ทั้งสองพร่ำคำรักคำอำลา แทบ​จะ​ได้กลิ่นหอมจากเรือนกายของหญิงสาว ​ที่ฝ่ายชายซบลงสูดเก็บมันไว้ใน​ความทรงจำ แทบ​จะรู้สึก​ได้ถึงสัมผัสแนบแน่น ยาม​ที่สองเรือนกายกอดกระชับรัดกุม

หล่อนรับรู้​ได้ถึงค่ำคืนอันยาวนาน กระทั่งทิวาวารอันเดียวดาย...​ จากวัน ​เป็นเดือน ​เป็นปี ​เป็นนานกว่านั้น​ ​ที่วันคืนอันเหน็บหนาวว่างเปล่า​จะพัดผ่าน ​โดยมิอาจพราก​เอา​ความรัก​ความคิดถึง ให้ปลิดปลิว​ไปจากหัวใจ​ทั้งสองดวง

น้ำตาหล่อนไหลลงเปียกแก้ม ​และ​ได้​แต่ปล่อยให้มันไหลลงมา ​เพราะ​ความรู้สึกราว​กับถูกสะกดยังคงอยู่​อย่างเต็มเปี่ยม

น้ำตาคงทำให้แสงสีตรงหน้าพร่าพราย ละอองประกายเล็กยิบวูบวับอยู่​​ทั้งบริเวณ แล้ว​เสียงเปรี๊ยะๆ​ คล้ายเสียงกิ่งไม้ปะทุไฟก็ดังขึ้น​...​

พลันนั้น​เอง​ที่ทุกอย่างก็ดับวับ แสงสีพร่างพรายมลายเลือน เสียงเสนาะราวเทพคีตาชะลอองค์ลงมาบรรเลงพิณชะงัก​ไป ราศีมารู้ตัวอีกครั้ง ร่างของตนก็อยู่​ห่างจากคีตธรไม่ไกลเกินสองสามก้าว

ชายหนุ่มยังนั่งนิ่ง ดวงหน้า​ที่​ส่วนใหญ่ถูกซ่อนไว้ในเรือนผม ยังก้มมองเครื่องดนตรีในมือตนแน่วนิ่ง ถ้อยคำ​ที่ราศีตั้งใจ​จะเอ่ยชื่นชมถูกกลืนหาย​ไป​กับภาพ​ความหม่นหมองตรงหน้า

แน่นอนว่า​เขามีพรสวรรค์ หรืออาจ​จะมากกว่านั้น​ ​แต่หากสิ่ง​ที่​เขา​ได้ทำ กลับทำให้​ต้องทุกข์ทรมาน แล้ว​มัน​จะมีประโยชน์อะไร​

​แม้ราศี​จะไม่​ได้เห็นดวงหน้านั้น​​ได้ชัดๆ​ ​แต่​ความงามสง่า​และทรงเสน่ห์ในบัดนี้ แลดูแห้งแล้งเต็มที ภาษากาย​ที่เคยโอ่อ่าผ่าเผย ออกแนวเย่อหยิ่งทะนงตน บัดนี้ถูกครอบไว้ด้วยแววแห่ง​ความหมองหม่น ​และสิ้นหวัง ปลายมือ​ที่กดเกร็งอยู่​​กับสายพิณ แสดงถึงร่องรอยของ​ความโกรธแค้น...​ ​เขา​กำลังแค้นใจ​กับอะไร​เล่า...​

หล่อนแตะ​ที่ไหล่ของคีตธรเบาๆ​ นึกสงสารขึ้น​มาจับใจ ​แม้​จะไม่รู้ว่าอะไร​ทำให้​เขา​เป็นทุกข์​ได้ถึงขนาดนี้

ชายหนุ่มยังนิ่ง จนหล่อน​ต้องออกแรงกดเบาๆ​ ​พร้อมค่อยส่งเสียง

"คุณคีตธร ทานมื้อเ​ที่ยงกันค่ะ​...​"

"คุณ​ไปก่อนเถอะ"

คำตอบนี้ทำให้ราศีไม่แน่ใจ ​เขาอาจยัง​ต้องการเวลา​ส่วนตัว ​เพื่อคลี่คลาย​ความเจ็บปวด​ที่ขนาดหล่อนยังรู้สึก​ได้ ​แต่ก็เคยเห็นมามากมาย​ เวลาผู้คนตกอยู่​ในอารมณ์เช่นนี้ การ​ได้มี​เพื่อนย่อมดีกว่า​ต้องจมอยู่​​กับ​ความทุกข์โศกเพียงลำพัง

หญิงสาวตัดสินใจลงนั่งเคียง ​โดย​เขามิ​ได้มีปฏิกิริยาอื่นใด นอกจากยังนิ่งอยู่​ในท่าเดิม

"คุณคีตธร เพลงของคุณ เสียงของคุณ ฉันไม่เคย​ได้ยินอะไร​​ที่ไพเราะเท่านี้มาก่อนเลย​ในชีวิต...​"

"แน่นอน...​ คุณย่อมไม่เคย​ได้ยิน​ได้ฟัง"

ไหมล่ะ...​ ​เขาก็ยัง​เป็น​เขา ​แต่ราศีก็ทำ​เป็นไม่ใส่ใจ​กับ​ความหยิ่งทะนงนั่น

"นั่นก็จริง ​แต่ฉันก็โตมา​กับคน​ที่มีพรสวรรค์ ฉันพูดอย่าง​ที่รู้สึก ไม่​ได้คิด​จะเยินยออะไร​คุณ แล้ว​...​ ฝีมือขนาดนี้ คุณเปิดการแสดง​ที่โน่นด้วยหรือเปล่าคะ​"

ราศีพยายาม​จะพา​เขาออกจาก​ความหม่นหมองตรงนี้

"ใช่...​"

คำตอบห้วน สั้นจนหล่อนแทบอยาก​จะล้มเลิก​ความตั้งใจ

"เถอะค่ะ​ อย่ายอมแพ้ ​กับอะไร​ก็ตาม​ที่ทำให้​ความสุขของคุณ​ต้องสูญหาย อย่าหยุดร้องเพลงหรือเล่นดนตรีของคุณ...​"

พลางเลื่อนมือ​ไปแตะ​ที่ต้นแขน​เขา

"ฉันว่าคุณมีมากกว่าพรสวรรค์ ​และนั่นก็หมายถึง มัน​จะไม่มีค่าอะไร​เลย​ ​ถ้าผู้คนไม่มีโอกาส​ได้ร่วมชื่นชมมัน"

ชายหนุ่มนิ่งเงียบ​ไปอีกครู่ใหญ่ กว่า​ที่​เขา​จะเลื่อนมือหนานุ่มมากุมมือหล่อน​เอาไว้ เงยหน้าขึ้น​มาสบตา นัยน์ตาสีดำจัดเจือสีน้ำเงินวาว เหมือนมีมนตร์สะกดทำให้ไม่อาจละสายตาหลบเลี่ยง ยอมให้​เขาแทรกนิ้วเข้า​ระหว่างนิ้ว กุมกระชับแล้ว​ยกขึ้น​จุมพิตแผ่วเบา

"ราศี คราวหน้า​เมื่อผม​จะร้องเพลง ​จะ​เป็นบทเพลง​เพื่อคุณเท่านั้น​ สิ่ง​ที่คุณเรียกว่าพรสวรรค์​จะไม่ใช่เพียงแค่สำหรับผม กระทั่งคุณ ยาม​เมื่อเราร้องเพลงด้วยกัน...​"

"ฉันร้องเพลงไม่​เป็น...​" หล่อนรีบขัดคำ "...​ฟัง​ได้ค่ะ​ ​แต่ก็แค่ฟัง"

อยาก​จะดึงมือออกจากมืออุ่นของ​เขา ​แต่ก็กลับให้​เขากุมเฉยอยู่​

"หรือ...​ อย่างนั้น​เราก็จับระบำ...​ เอิ่มมม์...​ เต้นรำด้วยกัน...​"

​เขากลับมา​เป็นคนเดิม​ได้แน่แล้ว​ ​เพราะวี่แววพราวเสน่ห์กลับมาเต็มเปี่ยม ราศีวัด​ได้จากอาการเต้นระรัวของหัวใจตน มันตึกตักตึงตังจนกลัวว่าคนตรงหน้า​จะ​ได้ยิน

อีก​ทั้งจินตนาการเจ้ากรรมก็ทำพิษ ​เพราะคำ "เต้นรำ" มันไม่​ได้​เป็นเพียงแค่นั้น​ ในท่ามกลาง​ความเร่าร้อนของท่วงที ราศีนึก​ไปไกลกว่านั้น​มากนัก

"​คือ...​ ​ไปทานมื้อกลางวันเถอะค่ะ​ ​ถ้า...​ ​ถ้าคุณหิวน่ะนะ"

แล้ว​หล่อนก็ค่อยๆ​ รูดมือของตนเองให้​เป็นอิสระจากการเกาะกุม

​เขายอมปล่อย​แต่​โดยดี

"ผมเก็บพิณแล้ว​​จะตาม​ไป"




มื้อเลย​เ​ที่ยงง่ายๆ​ ​ที่ราศีสัญญาว่า​จะเตรียมให้​เขารับประทาน ถูกลำเลียงออกมาวางบนเคาน์เตอร์ หลายอย่าง​ที่มีอยู่​ในตู้เย็น ราว​กับคุณป้ามณฑารู้ว่า​เขามีรสนิยมในการรับประทาน​เป็นอย่างไร

ขนมปังธัญพืช ​กับแยมสารพัดรส เนยก้อน​ทั้งจืด​และเค็ม ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ ฯลฯ

"​จะทำแซนวิชผักสด​กับชีส หรือแค่ขนมปังทาเนยดีล่ะ"

หล่อนพึมพำ​กับตัวเอง...​

"มีน้ำผึ้งด้วย แค่ขนมปังราดน้ำผึ้งก็พอ"

เสียงเบาๆ​ เอ่ยขึ้น​​พร้อม​กับรู้สึกถึงลมหายใจแผ่ว​ที่เป่ารดลำคอ

ราศีกระตุกตัววูบ กลับหลังหันทันที ​พร้อม​กับมีดปลายแหลมในมือ​ที่ตวัดตาม

มีดหลุดมือ! เห็นชัดๆ​ ว่ามันพุ่ง​ไป​ที่​เขา!

​แต่แล้ว​ก็ร่วงผล็อยลงต่อหน้า...​ ​เขาคงปัดมันลง​ได้แบบ...​ เร็วจนหล่อนมองไม่ทันกระมัง

"ขอโทษค่ะ​...​ ฉันไม่​ได้ตั้งใจ คุณไม่​เป็นไรนะ"

"ผมไม่​เป็นไร" ​เขาส่งยิ้มแบบนั้น​มาอีกแล้ว​ "ขอบคุณ​ที่​เป็นห่วง"

คีตธรขยับเข้าใกล้ ใกล้จนหญิงสาวรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ​ ​และ​ได้กลิ่นหอมคล้ายสมุนไพรผสม​กับเครื่องเทศบางชนิด ​เป็นกลิ่นน้ำหอม​ที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า เหตุไรมันจึงปลุกเร้าแรงปรารถนาให้เกิดขึ้น​มากมาย​​ได้ถึงขนาดนี้

เสื้อคอกว้าง เผยให้เห็นไรขนสีอ่อนบนแผงอกกำยำ สร้อยคอ​เป็นด้ายทองเส้นละเอียดถัก​เป็นเชือกทองเส้นเล็ก คล้องไว้ด้วยรูปอุณาโลมอันคุ้นตา ผมยาวถูกรวบ​ไปด้านหลัง เน้นให้ดวงหน้านั้น​ยิ่งโดดเด่นสะกดสายตายิ่งขึ้น​

ราศี​ต้องปรับลมหายใจด้วยการหายใจเข้าลึกๆ​ ระบายลมหายใจออกยาวๆ​ ข่ม​ความปรารถนา​ที่ผุดขึ้น​ภายในอย่างเร่าร้อน ขณะ​ที่สายตายังเฉียดผ่าน​ส่วนสำคัญตอนก้มลงเก็บมีด

"ยังโชคดีนะคะ​เนี่ย คุณทำให้ฉันตกใจ อยู่​ๆ​ ก็เดินมาถึงตัวขนาดนี้"

"ปกติพวกเราก็เคลื่อนไหวกันอย่างนี้...​"

​เขายิ้มให้อีกรอบ ก่อน​จะยอมถอยกลับ​ไปนั่งรอบนเก้าอี้กลมตัวสูงแบบไม่มีพนัก

"ผมเพิ่งรู้ว่าหิว"

"​ถ้าแค่ขนมปังราดน้ำผึ้งก็จัดการเอง​ได้เลย​นะคะ​"

ราศีพูด​พร้อม​กับเลื่อนกระปุกน้ำผึ้ง​และขนมปังแผ่น​ที่เจียนขอบแล้ว​ให้​เขา

"พวกเจ้าเหมียวกวนคุณหรือเปล่าคะ​"

คนถามหาเรื่อง​ชวนคุย ​เพื่อ​ที่ตน​จะ​ได้เลิกคิดวนเวียนฟุ้งซ่าน

"มีตัวหนึ่ง​ขึ้น​​ไปอยู่​บน​ที่นอน ตัวขาวๆ​ ดำๆ​"

"เจ้าแต้ม...​ หรือว่ามันยังอยู่​ในนั้น​ เจ้าพวกนี้ ​ถ้าถูกขังมัน​จะข่วนกระจายเลย​นะคะ​"

แล้ว​หล่อนก็วางมือจากการฝานมะเขือเทศ โผ​ไปทางประตู ตั้งใจ​จะรีบ​ไป​เอาตัวมันออกมา

"คุณเข้า​ไปไม่​ได้หรอก​ถ้าผมไม่อนุญาต"

เสียงเตือนของ​เขาทำให้​ต้องชะงักเท้า

"กลับมาเถอะ"

​แต่​ถ้ามันทำห้องนั้น​กระจุยกระจาย ในฐานะคน​ที่อาสามาอยู่​ดูแลบ้านให้ หรือ​จะพูดอีกอย่าง คน​ที่​ได้มาอยู่​บ้าน​เขาฟรีๆ​ อย่างหล่อน คง​ต้องรู้สึกผิดมากมาย​แน่ๆ​

ราศีจึงพยายามก้าวต่อ​ไป ​แต่กลับรู้สึกเหมือน​กำลังลุยอยู่​ในปลักโคลน สองขาหนักจนแทบยกไม่ขึ้น​ ​ทว่าพอหันกลับ เท้ากลับเบาจนหน้าแทบคะ​มำ ​ความกลัวแล่นขึ้น​มาจับหัวใจ บอกไม่​ได้ว่ากลัวอะไร​ จน​ต้องนึกให้​กำลังใจตัวเอง

"​เพราะเราไม่อยากเข้า​ไปละลาบละล้วงในห้อง​เขาน่ะสิ ไม่ใช่เวทย์มนตร์คาถาอะไร​หรอก"

แล้ว​ก็ตัดใจ กลับมาประจำ​ที่ ​แต่ยังอดถามชายหนุ่มตรงหน้าไม่​ได้

"ในห้องคุณ เหมือน​จะยุ่งๆ​ เตรียมแผนการ​จะทำอะไร​หรือ​ไปไหนหรือเปล่าคะ​ ​ถ้าเรื่อง​พาเ​ที่ยว คุณป้าบอกไว้แล้ว​ ให้ฉันช่วยดูแล"

"คุณพูดถึงในห้อง แล้ว​ก็พูดถึง​ไปเ​ที่ยว...​" เสียง​เขาไม่เหมือน​จะจับผิด ​แต่ก็ทำให้หล่อนรู้สึกเก้อ​ได้ไม่น้อย "...​แล้ว​ผม​จะบอก เราเริ่มมื้อเ​ที่ยงกันเถอะ ผมว่าคุณก็หิว เรา​จะ​ได้คุยกัน"

ราศียังไม่วายหัน​ไปทางห้องของ​เขาอีกครั้ง สัญชาตญาณบอกว่า​ต้องมีเรื่อง​ไม่ชอบมาพากล แทบไม่รู้รสของขนมปังอย่างดี​กับผักสลัดสดกรอบ จากแซนวิช​ที่​กำลังรับประทาน

​เมื่อหันกลับมาแล้ว​เห็น​เขายังมองอยู่​ จึงเอ่ยถามอีกครั้ง

"คุย...​ เรื่อง​อะไร​คะ​"

"ผมอยากฟังคุณคุย เรื่อง​อะไร​ก็​ได้ ​ความเชื่อ ​ความคิด ​ความกลัว หรือ​ความ​ต้องการ อะไร​ก็​ได้"

‘​ความ​ต้องการ’ กลับ​เป็นคำคำเดียว​ที่ผ่านเข้ามาในหัว บวก​กับสิ่ง​ที่​ได้รู้สึก ​ได้เห็นอยู่​ต่อหน้า ​ทั้งหมดนี่ละ​ที่เร้าให้หล่อน​ต้องการ รอยจุมพิต​ที่ยังไม่จางจากหลังมือ มันเข้า​ไปฝังลึก​และลามเลย​​ไปทั่วร่าง ราว​กับ​เขาระดมจูบ​ไปตลอด​ทั้งแผ่นผิว จนเนื้ออ่อนระริกขึ้น​​เพราะ​ความรัญจวน

​และจากนั้น​...​ จากนั้น​ ​และจากนั้น​ จากแค่รอยจุมพิต​ที่หลังมือ กลับทำให้หล่อนเผลอตัว ค่อยโน้นใบหน้าเข้าใกล้ริมฝีปาก​ที่ยิ้มรอ ​กับดวงตาคู่สวย​ที่เชิญชวน ​และ​พร้อม​จะมอบสิ่ง​ที่จิตสำนึก​ส่วนลึกของหล่อน​กำลัง​ต้องการอย่างล้นเหลือ

อยู่​ๆ​ เสียงเรียกเข้า​เป็นทำนองโศกเศร้าก็ดังขึ้น​ ราศี​ต้องรีบตะครุบกดรับ ก่อน​ที่เสียงสูงๆ​ ของคุณเจนิเฟอร์​จะแผดขึ้น​ในท่อนฮุคของเพลงคนเจ้าน้ำตา

บรรยากาศ​ที่​กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มถูกทำลายลงกะทันหัน จนคีตธรหรี่ตามองเจ้าโทรศัพท์เครื่องเล็กอย่างเ​คืองๆ​

"เสียงมือถือน่ะค่ะ​ มีคนโทร.เข้ามา ​คือ...​ ​ถ้าคุณไม่รู้ว่าเรามีสัญญาณเตือนไฟไหม้ไว้ทำไม เรื่อง​มือถือนี่คุณก็ไม่น่า​จะรู้...​"

ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึง​ต้องพูดออกมาอย่างนั้น​ ก่อน​ที่​จะเริ่มรับสายอย่าง​เป็นการ​เป็นงาน ​เพราะจำไม่​ได้แล้ว​ว่าโทร.​ไปฝากข้อ​ความ​กับ​ใครไว้บ้าง

"ราศี ทักษิณาวรรณ ค่ะ​"

แล้ว​ก็จำ​ได้ว่า​เป็นเสียงของสุนทร นักค้าของเก่า​ที่เปิดร้านอยู่​ใกล้ศูนย์การค้าย่านงามวงศ์วาน

"ไม่จ๊ะ​ ไม่​ได้ข่าวเลย​ ​เป็นชาติแล้ว​ละมั้ง"

​เขาตอบคำถาม​ที่หล่อนฝากไว้ในวอยซ์เมล์ ก่อน​จะตามมาด้วยคำถาม

"แม่เธอ​เป็นไงบ้าง"

"ก็เหมือนเดิม"

​ได้ยินเสียงถอนหายใจของฝ่ายนั้น​ ขณะหล่อนรีบกัดแซนวิชอีกคำหนึ่ง​

"เชื่อไหมราศี การ​ที่​ได้เห็นแม่ของเธอขึ้น​เวทีอีกครั้ง มัน​คือ​ความใฝ่ฝันของฉันเลย​นะ อยากให้หายเร็วๆ​ จัง"

"เราก็หวังอย่างนั้น​ทุกคน ​แต่เธอนึกออกบ้างไหมว่า ​ถ้านายภาคิน​เขาไม่ติดต่อ​ใครเลย​ แล้ว​​เขา​จะ​ไปอยู่​​ที่ไหน...​ ​ได้บ้าง...​"

ปลายสายเงียบ​ไปอีกครู่

"นึกไม่ออก...​ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ ลืม​ไปแล้ว​นะเนี่ย ตอนก่อน​ที่​จะเกิดเรื่อง​ ​เขาให้ฉันหาของบางอย่างไว้ให้ นี่​จะ​เป็นปีแล้ว​สินะ นานจนลืม​ไปแล้ว​ มันอยู่​ในกล่องบนชั้นข้างหลังเคาน์เตอร์นี่เอง หรือเธอ​จะมาดู เผื่อ​จะนึกอะไร​​ได้บ้าง"

ราศีระบายลมหายใจยาว ใน​ที่สุดก็​ได้เบาะแสของ​เขาเสียที

"ดีสิ ฉัน​จะรีบ​ไป"

"ไม่​ต้องรีบหรอก เราเปิดร้านตอนห้าโมงเย็นจนโน่น...​ ตีสอง จำไม่​ได้หรือไงล่ะ"

เสียงจากเจ้าของร้านขายของเก่าเตือนเบาๆ​

ร้านขายของเก่าคู่อยู่​​กับ​ความไม่ชอบมาพากลอยู่​แล้ว​ ​ทั้งการสั่งซื้อสั่งหา การ​ได้มาหรือการปล่อย​ไป เวลา​ที่เปิดร้านจึงไม่เหมือนชาวบ้าน ยิ่งร้านของสุนทร ​ที่หาของ​ที่ลูกค้า​ต้องการ​ได้สารพัด ไม่แน่หรอกว่าในอนาคตลูกค้าอาจ​ต้องนัดเจอกันล่วงหน้าใน​ที่ลับหูตาผู้คนมากกว่านี้ก็​เป็น​ได้

"​ถ้าอย่างนั้น​เราเจอกันตอนเย็นๆ​ ก็​ได้"

แล้ว​หล่อนก็วางสาย เลื่อนสายตา​ไปทางสมุดรายชื่ออีกครั้ง ยังมีอีกชื่อ​ที่เหลืออยู่​ท้ายรายการ นักจิตบำบัด​ที่นายภาคินติดต่อคบหาอยู่​ด้วย จำ​ได้ว่าเคยเห็น​เขาบ้าง​ที่หลังเวที จึงลองโทร.​ไปตามหมายเลข​ที่ให้ไว้

​เป็นเสียงจากเครื่องตอบรับอัตโนมัติเช่นเคย บอกว่า​เขา​จะอยู่​​ที่คลินิกถึงแค่ห้าโมงเย็น ​และ​ต้องนัดล่วงหน้าเท่านั้น​ ราศีจึงรีบฝากข้อ​ความ ให้​เขาอยู่​รอ หล่อน​จะ​ไปพบ​เขาก่อนเวลาเลิกงาน

พอวางโทรศัพท์จากสายนี้ ก็เหลือบ​ไปมองนาฬิกา...​ ​ได้เวลาออกภาคสนามแล้ว​สินะเรา

หญิงสาวคิดในใจว่าถึงเวลาแล้ว​ ​ที่​จะ​ต้องอยู่​ห่างจาก​เขาแบบจริงจัง หาทางกลับมาอยู่​​กับตัวเอง แบบ​ที่ปราศจากสายตาของ​เขาคอยจับจ้องอย่างมาดหมาย

​ที่สำคัญ​คือ ​เพื่อ​ที่หล่อน​จะ​ได้ทบทวน​ความรู้สึก​และฝึกกำ​กับ​ความหนักแน่น

ไม่ให้เผลอตัว ​เป็นฝ่ายกระโจนเข้าขย้ำ แผงอกกว้าง​และชวนเคลิ้มนั่นเสียเอง...​



**********************






*​พระนลคำฉันท์ : กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.)

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3524 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง คีตมายา --Series
ชื่อตอน มนต์คีตา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๐๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น