นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
คีตมายา #1
SONG-982
...รูป รส กลิ่น เสียง คล้ายระดมมาจนครบ เหลือเพียงแค่ผัสสะละกระมัง ​ที่ยังไม่บังเกิด พอคิดถึงตรงนี้ ​ส่วน​ที่แข็งขึงของชายหนุ่มยิ่งตึงหนัก รู้สึกเหมือนมัน​สามารถขยับขยายตัวตน ให้ยิ่งใหญ่​ได้คับฟ้า...

ตอน : คีตมายา

บทนำ


วินธรเขตร
เชิงผาอัสกรรณ ณ หิมวันต์ประเทศ

หมู่นกกรวิกกรีดเสียงโกรธา ราวแค้นเ​คืองนักหนา​กับสำเนียงคีตา​ที่​ได้ยิน

"ไม่! ไม่นะ! อีกแล้ว​หรือนี่!"

ต้นเหตุแห่งเสียงนั้น​รีบหยุดบรรเลง เลื่อนพิณในโอบประคอง ถอยออก​ไปสุดมือ​เพื่อพิจารณา

‘คีตธร’ ​เป็นนักดนตรีเดียวในวินธรเขตร นอกจาก​เขาแล้ว​ ไม่มี​ใครอื่น​ได้รับอนุญาตให้เข้ามาบรรเลงเพลงในเขตนี้อีก ​ที่สำคัญ​คือ ​เพราะ​เขา​เป็นผู้​ได้รับเลือก ​ได้รับ​ความไว้วางใจจากวินธรเจ้า ให้ช่วยสร้างสรรค์สรรพสำเนียงคีตา บรรเลงร่าย​เพื่อสุนทรี สร้างสมดุลแห่งศานติ ให้เกิดแก่ธาตุอารมณ์เจ้าเรือนของผู้อาศัยในแดนหิมพานต์เขตนี้ทุกตน

"​เป็น​ไปไม่​ได้หรอกน่า มีหรือ​ที่คีตาของเรา ​จะทำให้อารมณ์แห่งธาตุเจ้าเรือน ​ต้องมีอัน​เป็น​ไปเช่นนั้น​"

แล้ว​มือ​และนิ้วอันเรียวงามก็เริ่มร่ายมนตราแห่งเสียงดนตรีอีกคราว ท่วงทำนองนั้น​วิเวกหวาน...​ แว่วแผ่ว...​

​ทว่า...​

​เมื่อทำนองแผ่วแว่ว​ไป มวลปักษาสวรรค์​ทั้งนั้น​ก็ยิ่งกราดเกรี้ยว แล้ว​ใน​ความอลหม่านของฝูงวิหค ​ที่บ้างก็เริ่มรำป้อ​กับนางนก บ้างก็เริ่มกรีดปีกจิกตีเข้าตะลุมบอนกัน​เพื่อหมาย​จะแย่งชิงตัวนาง​ที่หมายตา

คีตธรยังฝืนบรรเลงเพลง ปลายนิ้ว​ที่ดีดสายพิณพลิกพลิ้ว​ไปนั้น​ เริ่มกระตุกเต้นเกินควบคุม ไฟในกายผ่าวขึ้น​จนร้อนรุ่ม ยิ่งจังหวะทำนองยิ่งระรัวเร่ง ​ทั้งร่างก็ราวตื่นฟื้น ​ส่วนอันเคยแนบนิ่งยังเคลื่อนขยาย คลี่กายให้แข็งขันขึ้น​เต็มตัว

​ที่สุด...​ ​เมื่อนักดนตรีหนุ่ม
นึกละอายอยู่​นัก ​กับอาการกามจริตกำเริบแห่งตน ​เขาก็จำ​เป็น​ต้องกระชากมือของตน ให้พ้นจากการดีดสาย

ชายหนุ่มผู้​เป็นเชื้อสายภาคบูรพทิศแห่งจาตุมหาราชิกาสวรรค์ ​ได้รับมอบหมายจากท้าวธตรตเจ้าแห่งเหล่าคนธรรพ์ ​และ​ได้รับเลือกจากผู้ครองวินธรเขตร รู้สึกหนักใจนัก ​ที่ขณะนี้ ​เป็นตนเองนั่นละ ​ที่ภาวะธาตุเจ้าเรือนเสียสมดุล ไฟโมหะตัณหาคุโชน ​แม้จิตสำนึก​จะพยายามควบคุม ​แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่แรงกำเริบภายใน

คีตธรรวมรวบสมาธิจิต แล้ว​เริ่มบรรเลงเพลงคีตาแห่งสรวงสวรรค์อีกครั้ง

ในใจนั้น​นึกว่า ​เอาเถิด...​ ​แม้นในกาย​จะปั่นป่วน ​แม้นเหล่ากรวิกปักษาสวรรค์​จะออกอาการเกรี้ยวกราดทุรน ​แต่ก็​เพราะตน​และบรรดาวิหคเหล่านั้น​ ล้วนประสาทสัมผัสอ่อนไหว ว่องไวต่อการดื่มด่ำเสวยอารมณ์ทำนองดนตรี อันยากนัก​ที่ผู้คนอื่นใด​จะเทียบเคียง

คราวนี้สายตาของคีตธรแลรอบ นอกจากเหล่ากรวิกนั่นแล้ว​ ตามโขดเขิน​และขอนไม้ ร่มพฤกษา​และตามยอดหญ้าระบัดใบ ย่อมมีเทพดา​และนางอัปสร นั่งนอนทอดกายทอดอารมณ์ คอยสดับฝีมือของ​เขา ​เพื่อช่วยปรับสมดุลธาตุภายในจิต

สีหน้าของเทพดา​และสาวสวรรค์​ทั้งหลาย ไม่​ได้แสดงว่า​กำลังรื่นรมย์ ผ่อนคลายหรือสบายจิตใจอย่าง​ที่เคย ยิ่ง​เขาดีดสายพิณต่อ​ไป ชาวทิพย์เหล่านั้น​กลับยิ่งเหมือนมีวี่แววกระวนกระวาย บางเริ่มส่งเสียงพึมพำ บ้างเริ่มชม้ายชายตาแล สบสายตา​ไปมา​ระหว่างกัน

คีตธร​ต้องชั่งใจ ก็นี่ไม่ใช่หรือยอดอันติมะแห่งเทพดนตรี บันดาลแรงปรารถนาให้​เป็น​ไป ปลดปล่อยดำฤษณาใน​ส่วนลึก​ที่สุดแห่งหัวใจ ให้แผ่ซ่าน​เพื่อดื่มด่ำ ​กับผัสสะแห่งโลกียวิสัย

เทพบุตร​และเทพธิดาหลายองค์เคลื่อนองค์เข้าใกล้กัน หลายคู่เริ่มคลอเคลีย ​และหลายคู่มีท่วงทีละม้าย​จะเริ่มเสพรสสมพาส

​ส่วนร่างตนนั้น​ ​เขายังรู้สึก​ได้ ​ความชูชันขันแข็ง ขมึงตึงจนเจ็บปวด ยิ่ง​ความรู้สึกนั้น​เครียดเกร็ง ก็ยิ่งเหมือน​กำลังหาญของท่วงดนตรี​จะยิ่งฮึกเหิม ปลายนิ้วพลิ้วพลิก กรีดร่ายสายสะบัด ให้เสียงแห่งสรรพคีตา อัญเชิญสัญญาณแห่งวิญญาณ์ ให้ระริกเร่าร้อนขึ้น​ด้วยกามตัณหา

สายฟ้าแลบแปลบอยู่​ปลายฟ้า หรือว่าผู้​เป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์ก็รับรู้ จึง​ได้ส่งแสงอินทรธนูให้แทรกแซง​ไปตามหมู่เมฆ เพิ่ม​ความสว่างหวาดไหวให้แก่มวลเมฆา​ที่เริ่มโกลาหล ตีเกลียวพุ่งม้วน หมุนวนจน​และเหมือน​กำลังอลหม่าน​ไป​ทั้งฟ้า

ฟากมหานทีนั้น​ก็เริ่มโหมแรงคลื่น หาดทรายทองส่งสีเข้มจัด ใบพฤกษ์สะบัดใบระริก วายุกระโชกรุนแรง

"อาจ​เป็นช่วงผลัดสมดุล หากเราพาให้วินธรเขตรผ่านจุดนี้​ไป​ได้ ไม่แน่...​ เหล่าเทวาในเขตแดนนี้​จะขอบใจเรา"

คีตธรนึก​ไปว่า อาจ​เป็นอำนาจมาร ส่ง​กำลังมาทดสอบตบะของเหล่าเทพดา กระทั่งตนเองก็อาจถูกลอง​กำลัง เส้นสายในกาย​ที่ตื่นตัวเต็ม​ที่อยู่​ในขณะนี้ ขอเพียงแค่ให้อดทนจนพ้นผ่าน ​กำลังจิต​กำลังญาณน่า​จะเพิ่มพูน

กลิ่นหอมโชยฉม ราวปาริชาตบุปผาสวรรค์​กำลังแย้มกลีบ กลิ่นนั้น​คล้ายกรุ่นอวลอยู่​รอบกาย คีตธรยังไม่หยุดดีดสายพิณ ขณะสายตาแลเห็นคล้ายมายาภาพ

อัปสรสวรรค์ล้วนเปล่าเปลือย ตรงเข้ามาหาด้วยท่วงท่าย่างเยื้องยวนยั่ว ​เมื่อเผลอรู้สึกว่า​นางนั้น​ไม่​ต้องจิต นางใหม่ก็โผหา ราว​พร้อมให้​เขาเลือกเฟ้นจนพอใจ

ทะเลย​ิ่งคลั่งโหมคลื่น นภากาศยิ่งกราดเกรี้ยว ​ทั้งสายฟ้า​ทั้งเสียงครางครืน หมู่นกกรวิกนั้น​ พาฝูงบินหายลับ​ไปนานแล้ว​ รอบกายตามโขดเขิน ร่มพฤกษ์​และยอดหญ้า บัดนี้มีกลุ่มหมอกทึบสีชมพูอวลนวลละออง ผุดคลุ้งอยู่​ตรงนั้น​ตรงนี้ จนระดะระดาดตา

นี้​คือคราวเทพเข้าชมสมพาสแก่กัน กระแสหมอกนวลชมพู ​คือกระแสแห่ง​ความรักจึงชโลมริน โอบกลุ่มชาวทิพย์ไว้อย่างแนบเนียน

นึกว่าตนเองน่า​จะปรากฏอวลอายเช่นนั้น​บ้าง ​แต่เปล่า...​

รอบกาย หมอกควัน​ที่ฟุ้งซ่าน กลับ​เป็นสีแดงราวเมล็ดทับทิมสุกปลั่ง มีริ้วสีไพลิน​และนิลกาฬสลับแทรก

รูป รส กลิ่น เสียง คล้ายระดมมาจนครบ เหลือเพียงแค่ผัสสะละกระมัง ​ที่ยังไม่บังเกิด พอคิดถึงตรงนี้ ​ส่วน​ที่แข็งขึงของชายหนุ่มยิ่งตึงหนัก รู้สึกเหมือนมัน​สามารถขยับขยายตัวตน ให้ยิ่งใหญ่​ได้คับฟ้า

แล้ว​อาภรณ์​ที่หุ้มร่างก็ขาดผึงเหมือนถูกกระชากฉีก ​ทั้งเรือนกาย​แม้ไม่อุดมด้วยมัดกล้ามเนื้อ ​แต่ยังทรงเสน่ห์อย่างยิ่งจากรูปทรงสม​ส่วน คีตธร​ต้องกดอกพิณลงแนบล่าง ขณะใจยังคิด​จะบรรเลงคีตาต่อ​ไป

"หยุด! จงหยุดในบัดดล!"

เสียงตวาดก้องราวฟ้าคำราม วชิรสายหนึ่ง​พุ่งปลาบลงตรงหน้า ละอองแห่งสายฟ้าปลิวมากระทบร่าง แล้ว​ทิพยอาภรณ์ก็สวมอยู่​บนกายของคีตธรอีกคราว

จ้าวแห่งวินธรเขตร​ต้องรีบเสด็จลง ​เพราะนักดนตรีประจำเขต​กำลังเสียสมดุล ธาตุเจ้าเรือน​กำลังระเริงร้อนด้วยไฟราคะ​ หากไม่มีผู้ใดยับยั้ง แถบถิ่นอันเคยสงบงดงาม ​เป็น​ที่หย่อนใจของเหล่าเทวา​และสาวสวรรค์ อาจ​จะกลาย​เป็นแหล่งซ่องสุมเสพกามกิจ

"คีตธร เจ้าทำอะไร​"

เสียงของผู้​เป็นจ้าวยังปรานียิ่ง

​และ​เมื่อผู้​เป็นใหญ่แห่งอาณาเขตปรากฏร่าง บรรดาเทวา​และเทวีก็พากัน​ได้สติ ต่างมองกัน​ไปมาอย่างงุนงง ​ที่ไม่เคยถูกกัน​แต่ตอนนี้กลับนั่งสนิทแนบชิด ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง​ ​ที่​เป็นฝ่ายหายวับ ด้วย​ความอับอายนั่นละ​เป็นสำคัญ

"คีตาของเจ้า เหตุไรจึงอุดม​ไปด้วยไฟแห่งราคะ​"

ในห้วงคำนึงแรก คีตธรคิด​จะเมินเฉยต่อคำถามนั้น​ หาก​เขาไม่ตอบ ก็ยาก​ที่จ้าววินธร​จะหยั่งรู้ถึงจิตใจ ​ที่จริงทิพยจิตของ​เขาอาจละเอียดอ่อนกว่าของผู้ยืนอยู่​ตรงหน้านี้ด้วยซ้ำ

"คีตธร...​"

​แต่เสียงเรียกย้ำยังไม่​ได้บอกว่า​กำลังแสดงอำนาจในฐานะผู้​เป็นใหญ่ ​ทั้งหมด​ที่​ได้ยิน ยังเต็มเปี่ยม​ไปด้วย​ความเมตตากรุณา

"ก็...​ แค่บรรเลง...​"

มือของคีตธรกำกระชัดอยู่​​กับด้ามพิณ บัดนี้​แม้อาการในกาย​จะยังไม่อ่อนลง​เป็นคืนสภาพ ​แต่จังหวะใจหัวใจก็ราบเรียบจนแทบกลับ​เป็นปกติ

"ไม่ คีตาของเจ้าไม่เคย​เป็นเยี่ยงนี้ ​แต่เดิมคีตาของเจ้าหล่อเลี้ยงธาตุเจ้าเรือนของปวงเทวาให้สมดุล ​แต่นี่...​ กระไร...​ รู้หรือไม่ มี​แต่เจ้า​ที่​จะทำให้ทุกอย่างกลับ​ไป​เป็น​ความราบรื่นดุจเดิม"

"ข้า...​ ข้าไม่เข้าใจ"

"ชั่วครูนี้ สิ่ง​ที่เกิด​จะสืบทอด พลัง​ที่พลาดเผลอสัมผัสสมพาสกันนั้น​ ทำให้ข่ายพลังงานของทิพยภพยุ่งเหยิง ​และ...​ มี​แต่เจ้า​ที่​จะแก้ไข!"

"​แต่...​ ข้าทดลอง ลองดูแล้ว​ถึงสามครั้งสามครา"

คีตธรบอก​ความ​ไปตาม​ที่คิด

"นึกว่าพวกทางอสูรภพ​จะมาลองดี...​"

"ดรุณ! ราว​กับเจ้าเพิ่งล่วงพ้นวัยเด็กมาเช่นนั้น​!"

เสียงของจ้าววินธรเข้มขึ้น​นิดหนึ่ง​ ​แต่ก็ยังจับ​ได้ว่า​เป็นแววหยอกเย้าเสียมากกว่า

"นั่นอย่างไร นางอัปสร​ที่​ต้องมนตร์คีตา มายาแห่งเสียงพิณของเจ้า"

ผู้พูดผายมือ​ไปด้านหนึ่ง​ หลังพฤกษาใบทอง ค่อยมีสาวสวรรค์นางหนึ่ง​เคลื่อนออกมาจาก​ที่ซ่อน

"หากเจ้า​จะปรับธาตุเจ้าเรือนให้กลับสู่สมดุล ก็ชื่นชมสมพาส​กับนางเสีย ก่อน​ที่​จะสายเกินการณ์ ทำให้ข่ายพลังงานทิพยาของวินธรเขตร​ต้องมีอัน​เป็น​ไป...​"

ขาดคำ ร่างตรงหน้าก็พุ่งวาบขึ้น​ฟ้า ทิ้งโค้งลงตรงยอดผา วินธรจ้าวสถิต ณ ​ที่นั้น​

นางอัปสรคงไม่​ได้แลตามเลย​ด้วยซ้ำ ​เพราะนางจ้องชายหนุ่มตรงหน้าราว​ต้องมนตร์สะกด กว่า​เขา​จะหันหน้ากลับมาจากสายวชิร​กำลัง​ที่พุ่งหาย สาวสวรรค์นางนี้ก็เปลื้องอารมณ์ ​และแนบกระชับชิดอยู่​​กับ​เขา​ได้แล้ว​​ทั้งเรือนกาย

คีตธรตั้งตัวไม่ติด ​ได้​แต่เพียงก้มลงจุมพิต​ที่หน้าผากมนสวยเบาๆ​

"นี่หรือ​ที่เจ้า​ต้องการ...​"

แววตา​ที่ส่งกลับมาแทนคำตอบนั้น​ ​เขารู้ชัด ว่านาง​ต้องการมากกว่านั้น​ขนาดไหน

ชายหนุ่ม​ต้องค่อย​เป็นฝ่ายถอย ผละกายออกจากกายเปล่าเปลือย

"​ได้โปรด...​ โปรดประทานมันแก่ข้า...​"

นางสวรรค์คุกเข่าลงแล้ว​ไขว่คว้า เห็นชัดว่าจุดหมายของนาง​คือสิ่งไร

"เจ้าแค่​ต้องการ...​ ไม่​ได้​ต้องการหัวใจข้า"

คีตธรก้มลงนิดหนึ่ง​ ให้นางรู้ว่า​เขาก็รู้ ถึงสิ่ง​ที่นาง​กำลัง​ต้องการมันอย่างยิ่งยวด

"ก็...​ เรือนกายเจ้างดงามยิ่งนัก ราว​กับเทพวิศนุกรรมบรรจงสลักเสลา ไยเจ้าไม่แบ่งปันให้เราสัก​ส่วนเศษ...​"

"หึ!" ฝ่าย​ที่ถูกโอ้โลม​ทั้งด้วยสายตา​และวาจา ​ต้องขยับหลบสองมือ​ที่ไขว่คว้าใกล้เข้ามา

คีตธรเห็นชัดว่านางอัปสร​กำลังคลั่งราคะ​ ​และคิดเพียงแค่​จะ​ใช้​ส่วนสำคัญของ​เขาช่วยปลดเปลื้อง

"รับรองว่าท่าน​จะ​ต้องพึงพอใจ นะ...​​ได้โปรด ท่านคีตธร...​"

นางยังพร่ำ ฉกมือวูบมาตรง​ส่วนสำคัญ ดี​ที่ชายหนุ่ม​เอาเครื่องดนตรีของตนป้องกันไว้​ได้ทัน

พอคว้า​ได้ด้ามพิณ นางอัปสรก็จับกระชับมัน ไล่ไล้​ไปราว​กับ​ได้พบ​กับวัตถุล้ำค่า ​ที่​สามารถช่วยปลดเปลื้องอาการแห่งตน

"อย่าแตะ​ต้องพิณของข้า!"

​เพราะท่าทางของนางนั้น​น่าสะอิดสะเอียน แววตาหื่นกระหายนั้น​ลามเลย​กระทั่ง​กับคันพิณ

"อย่างนั้น​ ท่านอยากให้ข้าแตะ​ต้อง​ส่วนใด"

"ไม่มี​ทั้งนั้น​!"

"ท่านแน่ใจหรือ"

"ใช่ ถึงเวลานี้ข้า​จะ​ต้องการมันอย่างไร ก็ไม่ใช่​กับพวกเจ้า"

ครั้งนี้เสียงของคีตธรดังกร้าว แน่ใจว่า​ทั้งรอบบริเวณ​ต้อง​ได้ยิน

แล้ว​บรรดานางสุรางค์ นางอัปสรสาวสวรรค์อีกหลายตนก็ปรากฏตัว ​แต่ละนางล้วนหมายตามายังจุดเดียว ​คือตัว​เขา

คีตธรกวาดสายตากราด​ไป กระทั่งนางสวรรค์หลายสิบ ยังไม่มีสักตน​ที่ตนเอง​จะนึกปฏิพัทธ์

"​ไปเถอะ พวกนางจง​ไปเสียจากข้า"

"เราไม่เคยเกี่ยงงอน หากท่าน​ต้องการเรา​พร้อมๆ​ กัน"

​เป็นอัปสรนางแรก​ที่ยื่นข้อเสนอ

"อย่าให้ถึง​กับ​ต้อง​ใช้คีตาขับไล่...​ ​ได้โปรด"

​เขา​ต้องยกพิณขึ้น​กระชับ​ที่ เตรียม​จะดีดสายด้วยบทเพลงทำลายพลังทิพย์นั่นละ บรรดาสาวสวรรค์ยอมหลีกลี้...​ ลับหาย

คีตธรกลับมายัง​ที่พำนัก​พร้อม​กับไฟในกาย​ที่ลุกโหม...​

ธาตุเจ้าเรือน​กำลังปั่นป่วนหนัก ราคจริต​กำลังพลุ่งพล่าน กระทั่งมิ​ได้นึกถึงเรื่อง​ราวของเพศรส ร่างกายยังแข็งขึงไม่หย่อนหยุด

ใน​ที่สุด​เขาก็​ต้องเปลือยร่างให้เปล่า พินิจภาพร่างแห่งตนในกระจกหิรัญย์บานใหญ่ เรือนผมยาวลุ่ยรายแผ่ลงเต็มแผ่นหลัง ดวงหน้าคมงามนั้น​ตนเห็นตนจนชินชา อีก​ทั้งเรือนกาย​ที่เปล่านางฟ้านางสวรรค์แถบวินธรนี้ถวิลหา ​แม้​เขา​จะเห็นว่ามัน​ได้สัด​ส่วนบริบูรณ์เพียงไร ก็ไม่ทำให้​เขาอยาก​จะเปิดเผย​ความเปล่าเปลือยทรงเสน่ห์เหล่านี้ให้​กับนางสวรรค์ผู้ใด​ได้สัมผัส

สายสุวรรณคล้องศอ​และจี้ห้อยรูปอุณาโลม คล้ายขยับวูบ คีตธรค่อยระลึกขึ้น​​ได้ จึงกล่าววาจา

"หิรัณย์เอย...​ จงชี้แจงให้แจ้งแก่ใจ นางผู้ใด​คือผู้อันคู่ควร​กับเรือนกายแห่งข้านี้"

​พร้อม​กับ​ที่เอ่ย คีตธรก็รวบรวม​กำลังญาณ เพ่งสมาธิลงตรงเงาแสง อันวาวขึ้น​จากกระจกหิรัญย์วิเศษ ​สามารถสอดส่อง​ได้​ทั้งไตรภพ

คง​เป็นกระแสเสียง​ที่เคลื่อนไหว ทำให้ภาพพร่า​ที่สะท้อนไม่แจ่มชัด

รอจนผู้ร้องขอค่อยลำดับ​ความคิด กระแสเสียง​ที่เคลื่อนไหว​เป็นเส้นสีนั้น​ จึงค่อยเข้าระเบียบ

​ที่คีตธรนึกรู้ ​คือคลื่นของนางจัก​ต้อง​เป็นอันหนึ่ง​อันเดียว​กับ​เขา ในฐานะภารยา​และนางนาฏยา ผู้​ที่มี​เขา​เป็นภารดา​และร่ายจังหวะคีตาให้นาง​ได้ร่ายรำบำบวงแก่มหาเทวา

คลื่นนั้น​ค่อยคลี่คลาย คราวนี้คีตธรเริ่ม​เป็นภาพเลือนราง เริ่มแรก​เป็นเรือนผม​ที่สยาย​ที่ถูกรวบ มุ่นเกล้าไว้​เป็นมวยต่ำ เผยแผ่นหลัง​ที่เนียนลออเปล่าเปลือย

ไฟกามในกายกลับมาเริงโรจน์!

"​เป็นนาง ​เป็นนางใช่หรือไม่...​ ​ต้อง​เป็นนาง ​ต้อง​เป็นนาง ร่างกายข้าจึงมีปฏิกิริยาถึงเช่นนี้ ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่...​"

พอจิตกลับฝันฟุ้ง ภาพเงาก็กลับเจื่อนจาง ​เขาเผลอตัวยื่นมือเข้าแตะ ​แต่สติเตือนไว้ว่า หากสัมผัส เงาภาพนั้น​​ต้องมลายหาย​เป็นแน่

"นาง...​ นาง​เป็น​ใคร"

คีตธรทำ​ได้​แต่เพียงกระซิบถาม

"ราศี ราศี ทักษิณาวรรณ"

"ไม่ใช่อัปสรงั้นรึ หรือ​เป็นสาวสวรรค์ชั้นใด"

ภาพนั้น​ยิ่งรางเลือน ​เป็นการตอบคำ ชี้ชัด...​ ไม่ใช่นางฟ้าหรือนางสวรรค์

"ไม่...​ ไม่ใช่ชาวฟ้า"

เสียงในจิตตอบกลับแจ่มชัด

"แล้ว​นาง​เป็น​ใคร นางอยู่​​ที่ไหน"

แล้ว​ภาพ​ที่คลี่คลายเจือจางก็กลับแจ่มชัด คราวนี้แลคล้ายวิมานสถาน ​เป็นเจดีย์​และปรางค์ปราสาทงดงามอลังการ ถัดมา​เป็นลำน้ำกว้างกวาง อีกฟาก​เป็นตึกราม​และถนนหนทาง ภาพ​ที่เห็น​แต่ไกลนั้น​ค่อยๆ​ ชัด ​และชัดเจนขึ้น​ จากถนนหนทาง​ที่มีเครื่องกลเคลื่อนไล่กัน​ไปมา จนถึงสี่แพร่งอันหนึ่ง​ ภาพนั้น​ก็เลี้ยวตาม...​

ภาพนิมิตจากกระจกหิรัญย์ย้อนขึ้น​​เป็นมุมสูง ณ ซอยเปลี่ยวสุดซอย​คือบ้านโบราณ ไม่ซอมซ่อ​แต่เงียบเหงา ยายแก่​ที่โผล่ระเบียงออกมานั่นทำให้ผู้​กำลังเพ่งพินิจตามภาพนิมิต​ได้ยิ้มออก

ก่อน​ที่ภาพ​จะวาบหาย คีตธรยังทัน​ได้เห็น แผ่นป้ายหน้าซอยจารอักษรไว้ให้​เป็น​ที่หมาย

"เรือนมณฑา"




***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3520 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง คีตมายา --Series
ชื่อตอน คีตมายา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๘๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-18850 ], [203.170.189.230]
เมื่อวันที่ : ๑๒ ต.ค. ๒๕๕๕, ๑๘.๓๗ น.

เข้าท่าค่ะ​​ ​​จะว่าอีโรติกก็พอ​​จะ​​ได้นะคะ​​ ​​แต่การ​​ใช้สำนวนกวีนี่ช่วย​​ได้มาก ทำให้ไม่ดูเรทอาร์มากเกิน​​ไปนักค่ะ​​
​​จะรอตอนต่อ​​ไปนะคะ​​
เอ...​​.แล้ว​​นี่​​จะทวงต้นฉบับ​​ "น้ำค้างกลางจันทร์" ​​พร้อมกันเลย​​ดีไหมเนี่ย รจนายังรออยู่​​นะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น