นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
อรุณสวัสดิ์รัตติกาล #4
SONG-982
...​แต่แล้ว​เสียงกรงเล็บของมันกระแทกไม้ลอดใต้ถุนดังกึก ก่อน​จะดีดตัวกลับ ​ที่ปะทะนั้น​​เป็นมุมอับสายตาของคนใต้ถุนเรือน กระทั่งมันพ้นออก​ไปจนอยู่​ในสายตาอีกครั้งนั่นละ ​ทั้งหมดจึง​ได้เห็น งูแสงอาทิตย์ตัวยาวลายสีเข้ม ถูกโฉบติด​ไปด้วย...

ตอน : บทที่ 03

"สายเกิน​ไป...​นานเกิน​ไปแล้ว​กระมังคุณมุ"

​ทั้ง​ที่ควร​จะพูด​กับมธุรดาให้รู้เรื่อง​ ผู้สูงวัยกลับหัน​ไปพูด​กับนายมุรธา

"มันจำ​เป็นด้วยหรือครับ​ ​ที่ผ่านมา น้ำผึ้งก็อยู่​มา​ได้ ไม่มีปัญหาอะไร​"

​ส่วนผู้​เป็นบิดาของเธอก็ตอบคำด้วยคำถาม ไม่คิด​จะหันมาอธิบายสิ่งไรเพิ่มเติม

มธุรดาจึงยิ่งรู้สึกอึดอัด ​เพราะ​ที่สองคนหัน​ไปพูดจากันนั้น​ มันน่า​จะ​เป็นเรื่อง​​โดยตรงของตัวเธอเองไม่ใช่หรือ ใน​เมื่อมานั่งอยู่​ต่อหน้านี่แล้ว​ ทำไมไม่ถามกันตรงๆ​

"หรือว่ายังไงลูก พ่อเองก็ยุ่งๆ​ ตั้งแต่โทร.​ไปอวยพรวันเกิด ก็ไม่​ได้คุยกันอีกเลย​"

"ก็ดีนี่คะ​ ​ที่จริง​ได้งานชิ้นใหญ่ฉลองวันเกิดซะด้วย งาน​เขาเร่งๆ​ หนูก็เลย​ไม่​ได้มาค้าง​กับคุณพ่อตั้งแต่​เมื่ออาทิตย์​ที่แล้ว​"

เธอตอบ​ไปตาม​ความจริง ขณะ​ที่พยายามมอง​ไปยัง​แต่ละคน เหมือน​จะขอ​ความกระจ่างๆ​ ว่ามันเกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่เนี่ย!

​และพอชำเลือง​ไปทางรัตติกร ก็เห็นว่านายนั่นมองมาอยู่​ก่อนแล้ว​ ​เขาไม่คิด​จะหลบ ตอน​ที่​ต้องประสานสายตากันตรงๆ​

"มองทำไมไม่ทราบ!"

เลย​สบโอกาส​ได้ระบายอารมณ์

"รอว่าคุณ​จะมองมา​เมื่อไหร่"

​แต่​เขากลับตอบเรียบๆ​ ไร้วี่แววโทสะใดๆ​ ​ทั้งสิ้น

นั่นทำให้มธุรดายิ่งขัดเ​คือง

"​จะรอทำไมล่ะ"

เธอกระแทกเสียงใส่ ไม่สนหรอกว่า​จะ​เป็นลูก​ใครหลาน​ใคร

คราวนี้​เขาอมยิ้ม ราว​กับอยาก​จะให้เธอโวยอะไร​ออกมาอีก

"ทำไม! ​จะรอทำไม!"

"ก็...​ รอให้คุณโวยใส่ผมอย่างนี้ไงล่ะครับ​ พอ​ได้ระบายอารมณ์ใส่ผมแล้ว​อาจ​จะสบายใจขึ้น​ จริงไหม"

"อีตาบ้า!!"

มธุรดาจึงสนองศรัทธาให้​เขาเต็มๆ​ อยาก​จะสรรหาคำอื่นๆ​ ต่อ​ไป ​แต่ชายสูงวัย​ที่นมแจ่มบอกว่า​เป็นลุงของนายนี่ เอ่ยแทรกขึ้น​เบาๆ​

"พักหลังมานี้ อารมณ์หรือ​ความรู้สึกนึกคิดปรวนแปรมากน้อยแค่ไหน"

คำถามนั้น​ทำให้เธอ​ต้องหยุดคิด จริงสินะ...​ มัวเพลินอยู่​​กับงาน ​และ​ความฟุ้งซ่านแบบนั้น​ก็มีประโยชน์เสียด้วย ​คือมันยิ่งช่วยให้จินตนาการบรรเจิดเพริดพราว ​แต่ก็ไม่ผิดหรอก ​ที่ใน​ระหว่างนั้น​ อารมณ์ของเธอวิบวับขึ้น​ลง รวดเร็ว​และรุนแรงกว่าปกติ

"ก็...​ พอสมควรน่ะค่ะ​"

ตอน​ที่ตอบ มธุรดานึกเลย​​ไปถึงช่วงเวลาในรอบเดือน ​ที่​จะ​ต้องรู้สึกหงุดหงิดโมโหง่ายอยู่​สักสี่ห้าวัน ด้วย​เพราะฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน

"​แต่ว่า...​"

ไม่ทัน​ได้ต่อคำ เสียงพึ่บๆ​ พั่บๆ​ ก็ดังแทรกเข้ามา ​เพราะอยู่​ใต้ถุนเรือน ทุกคน​ที่หันหาจึงยังมองไม่เห็น กระทั่งเจ้านกเค้าแมวตัวใหญ่บินต่ำเรี่ยพื้น จนแลคล้าย​จะตกลงตรงลานหน้าบ้านนั่นละ จึงรู้ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​

แล้ว​มันก็เปลี่ยนจังหวะ ตวัดปลายปีกพุ่งตัวเหินตรงมายัง​ทั้งกลุ่ม!

​ความตกใจทำให้ทำอะไร​ไม่ถูก ทุกคน​ได้​แต่ตะลึงงันใน​ความผันผวนรวดเร็วนั้น​ ​และพอ​จะถึงตัวเรือน มันก็กวักปีกอีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยน​เป็นหันขาพุ่งเข้ามา กางกรงเล็บออกเหมือนหมาย​จะล่าเหยื่อ

​แต่แล้ว​เสียงกรงเล็บของมันกระแทกไม้ลอดใต้ถุนดังกึก ก่อน​จะดีดตัวกลับ ​ที่ปะทะนั้น​​เป็นมุมอับสายตาของคนใต้ถุนเรือน กระทั่งมันพ้นออก​ไปจนอยู่​ในสายตาอีกครั้งนั่นละ ​ทั้งหมดจึง​ได้เห็น งูแสงอาทิตย์ตัวยาวลายสีเข้ม ถูกโฉบติด​ไปด้วย

ในพริบตา​ต่อมา งูนั้น​ไม่ยอมจำนน มันแว้งขึ้น​ฉก หมายตรงคอของเจ้านกเค้าตัวโต จนผู้ล่าตก​เป็นฝ่ายเสียเปรียบ เกือบตายด้วยอสรพิษ หากไม่เหวี่ยงมันทิ้ง​ได้ทันการ

งูเจ้ากรรมยาวเกือบสองเมตร ละลิ่วมาหล่นตุ้บตรงกลางวงบนโต๊ะมื้อเช้า​ มันชันคอขึ้น​หมาย​จะฉกซ้ำ ต่อหน้ามันบัดนี้​คือมธุรดา

คน​ทั้งหมดยิ่งตื่นตะลึง! นิ่งงันอยู่​ด้วย​ความตกใจ!

กระทั่งในเสี้ยววินาที​ต่อมา ​ที่มันพุ่งหัวออก​ไป ปากอ้าเผยเขี้ยวคมอย่างหมาย​จะฉกกัดให้เต็มรัก ​แต่ก่อน​จะ​ได้ฝั่งเขี้ยว​กับซอกคอ​ที่อยู่​ห่างออก​ไปอีกไม่ถึงครึ่งนิ้ว ​ทั้งตัวก็กระตุกกลับ

​เป็นรัตติกร​ที่รั้งหางมันไว้ แล้ว​กระชากไอ้ตัวยาวให้ย้อนศร

​แต่เจ้างูนั้น​ก็เปลี่ยนเป้าหมาย​ได้ทันกัน!

มันเอี้ยวตัวมา​พร้อม​กับแรงดึง ไม่หมายซอกคอ​แต่​เป็นนัยน์ตาของชายหนุ่ม

"บังอาจ!"

เสียงตวาดของหญิงสาวดังก้อง เจ้างูแสงอาทิตย์วายร้ายนั้น​คล้าย​ต้องมนตร์ ร่างตกห้อยอยู่​​กับมือของรัตติกร

ทุกคน​ที่ตะลึงงันยิ่งงุนงง มองมา​ที่มธุรดา​เป็นตาเดียว

หญิงสาวส่ายหน้าเลิ่กลั่ก

"ไม่ใช่เสียงหนูนะคะ​"

เธอรีบเอ่ยปฏิเสธ ​เพราะเข้าใจ​ความหมายในสายตาทุกคู่​ที่เขม้นมอง

"​แต่เสียงผู้หญิงใสๆ​ อย่างนั้น​ ก็มี​แต่คุณพี่น้ำผึ้ง"

ดูเหมือนเจ้าแก้ว​จะ​ได้สติฉับไวกว่า​ใครอื่น

"แก้วเห็นพี่พูดอะไร​สักคำไหมล่ะ"

"ไม่เห็นเจ้าคะ​"

"เห็นไหมล่ะ"

มธุรดาหลงคิดว่าเจ้าแก้วเข้าใจแล้ว​ จึงหันกลับ​ไปทางชายหนุ่ม

"ก็แก้วบอกว่าไม่เห็นไงเล่าเจ้าคะ​"

​แต่มันยังย้ำ จนบรรยากาศ​ที่ตึงเครียดอยู่​นั้น​ คลี่คลายลง​ได้ทันที ​เพราะทุกคนต่างพากันถอนหายใจ ให้​กับ​ความไร้เดียงสาแบบไม่ดูกาลเทศะของเด็กชาย

"รู้แล้ว​ละว่าเจ้าแก้วน่ะไม่เห็น พี่ก็ไม่เห็นเหมือนกัน"

​เป็นรัตติกร​ที่หัน​ไปพูดด้วย ขณะ​ที่มือยังไม่ปล่อยอสรพิษตัวยาว ​ที่แน่นิ่งราว​กับตาย​ไปแล้ว​

"​เอายังไง​กับเจ้านี่ดีครับ​"

​เขา​ต้องขอ​ความคิดเห็นจากสองผู้อาวุโส

"ปล่อย​ไปเถอะ มันคงแค่ผ่านมา"

"​แต่ทำไมผ่านเข้ามา​ได้ ​และเราไม่ยักรู้ว่ามันมาแอบอยู่​ตรงไม้ลอดนั่น ตั้งแต่​เมื่อไหร่"

"ก็คงงูน้อยธรรมดา มาอาศัยหลบแดด หรือไม่ก็หลงมานอนอยู่​ตั้งแต่​เมื่อคืน"

นายมุรธาให้​ความเห็น ​เพราะตนก็ค่อนข้างมั่นใจในข่ายมนตราของตัวเอง​ที่ร่ายอาคมเสกใส่ ​เอาไว้คุ้มครองเรือนหลังนี้ให้พ้นจากภยันตราย

"ปล่อย​ไปเถอะค่ะ​ มันคงแค่ตกใจ ไม่คิด​จะทำร้าย...​"

มธุรดาเอ่ยขึ้น​บ้าง

"พวกอสรพิษ ไว้ใจไม่​ได้"

​แต่รัตติกรทำท่า​จะไม่ยินยอม

"ฤทธิ์มันมาก" ​เขายังย้ำ

"ก็สิ้นฤทธิ์​ไปแล้ว​นี่คะ​"

เธอเองไม่​ได้รู้สึกหรอกว่า น้ำเสียง​ที่พูดจา​กับชายหนุ่มนั้น​อ่อนโยนลงแค่ไหน

"ปล่อย​ไปเถอะรัตติ ​ถ้ามันมีฤทธิ์ ผู้คุมฤทธิ์ของมันก็คงอยู่​แถวนี้ อย่างเพิ่งสร้างศัตรู"

นายคันธรรพกล่าวเบาๆ​ หลังจาก​ที่นิ่ง​ไปนาน

"เราย้ายขึ้น​​ไปนั่งบนเรือนกันก่อนดีกว่า"

แล้ว​ผู้​เป็นเจ้าของบ้าน ก็ตัดบท​เอาง่ายๆ​ หลังจาก​ที่รัตติกร เหวี่ยงเจ้างูแสงอาทิตย์ตัวยาวนั่น ให้มันเลื้อยปราดหาย​ไปในพุ่มไม้ทางลานหน้าเรือน

ตอน​ที่ทุกคนขยับ​จะย้ายนั้น​ มธุรดารู้สึกเหมือนมีเธอคนเดียว​ที่​ได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวอีกคน ดังก้องอยู่​ในอากาศ




"ผู้หนุนแผ่นดินท่านบิดกาย ทำให้เขตศักดิ์สิทธิ์คลาดเคลื่อน"

ชายสูงวัยเริ่มอธิบายต่อ​ไป ​เมื่อ​ทั้งหมดพากันย้ายขึ้น​มา​ที่เฉลียงชั้นบน ​เป็นการพูด​โดยไม่​ต้องมีการซักถาม ตั้งแต่​ทั้งขบวนเริ่มก้าวขึ้น​บันไดมานั่นแล้ว​

"อะไร​ๆ​ มันจึงบิดเบือน​ไปหมด"

เหมือนนายคันธรรพ​จะพูด​ไปเรื่อยๆ​ ​แต่ก็น่าแปลก​ที่หลายข้อตรง​กับข้อสงสัยของมธุรดา ​แต่อีกใจ เธอก็ออก​จะหน่าย ​กับเรื่อง​ปรัมปราเหล่านี้นัก ​เพราะตลอดสองสัปดาห์​ที่ผ่านมา ก็​ต้องผจญอยู่​​แต่​กับเรื่อง​นี้ แล้ว​ยัง​ต้องมาฟังเรื่อง​​ที่ไม่เคยมี​ใคร ประสบพบเห็นด้วยตาของตัวเองจริงๆ​ อยู่​ซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า

ตั้งแต่นายรัตติกรเอ่ยถึงนางครุฑี นางครุฑสตรีอะไร​นั่น ​ที่มธุรดา​ต้องนึกหาผ้านุ่งผ้าห่มมาห่อหุ้มร่างในจินตนาการของตนไว้อย่างทุลักทุเล ก็​ที่​เป็นบุรุษเพศ คาดผ้าผูกเอวไว้เพียงผืนเดียว ท่อนล่าง​เป็นนก ท่อนบน​เป็นแผงอกกำยำ ​แม้ใบหน้า​จะละม้าย​ไปทางพญาอินทรี ให้พิศดารพันลึกอย่างไรๆ​ ก็คง​จะดูดีกว่าสตรีเพศ

ตอน​ที่เธอนึกถึงว่า​จะพันผ้าปิดถัน​ไปท่าไหนดี ​จะคาดอกชักสไบ หรือ​จะห้อยหน้าแล้ว​ไพล่สองชาย​ไปด้านหลัง หรือ​ถ้า​จะให้ทะมัดทะแมงหน่อย​ ก็คง​ต้องถึง​กับตะเบงมาน เหมือนอย่างหญิงบ้านบางระจันเวลาออกรบ...​

ตอนนั้น​ ชายสูงวัยผู้นี้ยังกล่าวเหมือนรู้ใจว่า

"อีกนาม นางชื่อสุบรรณี แปลว่านางผู้มีขนอันงาม"

"เหมือนอย่างสุบรรณ น่ะหรือคะ​ แสดงว่า​ทั้งผู้หญิงผู้ชายก็​ต้องมีขนงามไม่ต่างกัน"

เธอแค่พยายามสานต่อบทสนทนา จึงถามเรื่อย​ไป

"แล้ว​​เป็นคนครึ่งนก หรือนกครึ่งคนกันคะ​ แล้ว​​จะนุ่ง​จะห่มกันอย่างไร"

คนถามนึกตามประสา​ที่ชิน​กับการนึก​เป็นภาพ ตาม​ความถนัดในสายอาชีพ ​ส่วนคำ​ที่ตอบกลับมา ก็ทำให้เธอพอ​จะเข้าใจขึ้น​มา​เป็นเลาๆ​

"จิตกำหนดรูป เหมือน​กับ​ที่มนุษย์​ต้องสร้างสัญญะ​เพื่อกำหนดสสารหรืออสสารบางอย่าง พอคิดเห็นลงรอยกันดีแล้ว​ เรา​จะไม่หวน​ไปนึกถึงรูปเดิม ​เมื่อพูดถึงสิ่งนั้น​ ก็​จะนึกถึงรูป​ที่ปรุง​แต่งขึ้น​มา มากกว่า​จะนึก​ไปถึงรูปเดิม​ที่ยาก​จะอธิบาย"

นั่นละ ​ที่พอพากันขึ้น​มานั่งบนเฉลียงนี้ แล้ว​นายคันธรรพเริ่มบทด้วย "ผู้หนุนแผ่นดิน" มธุรดาจึงเริ่มเบื่อ ​ที่​จะ​ต้องทนฟัง ตำนานการเกิดโลกนี้อีกครั้ง

"ขุดเจาะน้ำมันกันโครมๆ​ จน​จะถึงแกนโลกอยู่​แล้ว​มั้ง ยังไม่เห็นเคยเจออะไร​"

พอนึก​ไปเช่นนั้น​ เสียงตอบก็สวนกลับมาทันที

"ไม่เห็นใช่ว่า​จะไม่มี ไม่เคยเห็นใช่ว่า​จะไม่​ได้เห็นนะหนู"

นายคันธรรพหันมาตอบ ราว​กับ​เขาเฝ้าติดตาม​ความคิดของเธออยู่​ตลอดเวลา

"ไม่​ได้หมาย​ความว่าอย่างนั้น​หรอกค่ะ​ ​แต่​คือ...​ก็อย่าง​ที่คุณลุงบอก ​ทั้งหมดมันก็แค่สัญลักษณ์ต่างๆ​ ​ที่พอคนโบราณหาทางอธิบายอย่างวิทยาศาสตร์ไม่​ได้ ก็​ต้องกำหนดให้สิ่งนั้น​สิ่งนี้ มีรูปร่างอย่างนั้น​อย่างนี้ แล้ว​ก็ทำอากัปกิริยาให้เหมือนผู้คน ​จะ​ได้อธิบายเรื่อง​ราว​ที่อธิบาย​ได้ยากให้ง่ายขึ้น​ ก็แค่นั้น​เองไม่ใช่หรือคะ​"

​ที่มธุรดาอยากรู้จริงๆ​ ​คือเรื่อง​​ที่​ทั้งฟ้ามืด​ไป ​พร้อม​กับ​ที่​ทั้งเรือนสะเทือนไหว ​กับเรื่อง​เสียงสตรี​ที่​สามารถกำราบเจ้างูร้ายนั่น​ได้ต่างหาก ​เพราะไม่เชื่อแน่ๆ​ ว่านางสุบรรณี หรือนางครุฑีนั้น​​จะมีอยู่​จริง

​แต่พอ​ได้สบสายตา​กับชายสูงวัยผู้ยังมีใบหน้าผ่องใสอยู่​นัก เธอก็คล้าย​จะคลาย​ความรู้​ความคิด​ที่เอ่ยออก​ไป​ได้ทันที

"หากเลือก​ที่​จะเชื่ออย่างนั้น​ก็ไม่มี​ใครห้าม​ได้หรอกหนู พุทธโคดมท่านยังตรัส ​ความเชื่อ​เป็นเรื่อง​เฉพาะตน ท่านยังสอนให้พิจารณาตามกาลามสูตร ท่านประเสิรฐกว่าเทพยดา​ทั้งหลายก็ตรงนี้ ​คือมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง"

คำอธิบายคล้าย​จะฟังง่ายๆ​ ​แต่กลับยุ่งยาก​และคลุมเคลือเหลือแสน

"แล้ว​เกี่ยวอะไร​​กับท่านผู้หนุนแผ่นดินอะไร​นั่นล่ะคะ​"

มธุรดาไม่​ได้คิด​จะถกเถียง ​แต่เธอไม่เข้าใจจริงๆ​ ว่ามันมาเกี่ยวข้องกัน​ได้ยังไง

"ท่านไม่​ได้ปฏิเสธเทพดา ท่านเองก็รู้ก็เห็น สาวก มหาสาวกของท่านก็เห็น ​แต่ท่านไม่​ได้ให้ยึดถือ ท่านสอนธรรมขั้นสูงกว่านั้น​ อินทร์พรหมยมยักษ์จึง​ต้องฟังท่าน"

"ก็ยังไม่เกี่ยว​กับผู้หนุนแผ่นดิน...​ ปลาอานนท์ใช่ไหมคะ​...​"

"มนุษย์ อมนุษย์ เทพ พรหม ล้วน​ต้องเวียนว่ายตายเกิด ท่านจึงไม่​ได้ยึดหยุดอยู่​เพียงแค่นั้น​"

"คุณลุงคะ​...​ ​ได้โปรดเถอะค่ะ​"

แล้ว​มธุรดาก็​ต้องวิงวอน ในใจรู้สึกว่า​นายคันธรรพผู้นี้ ออก​จะเกินๆ​ เสียแล้ว​

"สรุปว่า ตอนนี้หนูยังไม่​ต้องเชื่อว่า สิ่ง​ที่มีจริงมันมีอยู่​จริงๆ​"

"หรือว่าทุกคนตรงนี้เชื่อ...​ งั้นหรือคะ​"

มธุรดาหัน​ไปมองทีละคน ​ซึ่ง​แต่ละคนก็เพียงแค่ทำหน้าเฉยๆ​ จนเธอคาดเดา​ความคิดไม่ถูก

"คุณพ่อคะ​"

พอเห็นท่าว่า​จะคุย​กับนายคันธรรพต่อ​ไปไม่รู้เรื่อง​ มธุรดาก็จำ​เป็น​ต้องหันหาบิดา

"หนู​จะเชื่อ​ที่พ่อพูดไหม"

"คุณพ่อไม่เคยโกหกหนูนี่คะ​"

"​ถ้าเรื่อง​​ที่พ่อ​จะพูด ​เป็นเรื่อง​​ที่หนูไม่เคยรู้เห็นมาก่อน หรือไม่ตรง​กับสิ่ง​ที่เคยรู้มาก่อน หนู​จะเชื่อพ่อไหม"

"​ถ้าคุณพ่อไม่แกล้งหลอก...​"

ถึงตอนนี้ มธุรดารู้สึกเหมือน​ได้ยินเสียงถอนหายใจแกมรำคาญหน่อย​ๆ​ ดังมาจากชายหนุ่ม ​ที่​ได้​แต่ตามขึ้น​มานั่งฟังอยู่​เงียบๆ​ ตรง​ที่ห่างออก​ไปทางริมระเบียง

เธอหัน​ไปมอง ​แต่เพียงแค่มองผ่านๆ​ รูปร่างหน้าตานั้น​ยังจับตา ปากคอคิ้วคางเหมือนอย่างวาด หากหญิงใดเห็นรูปในกระดาษคงลุ่มหลง อาจถึง​กับ​ต้องก้มลงจูบกระดาษ ​ความหล่อเหลานั้น​เข้าขั้นระยับจับจิต แล้ว​พอ​เขาเงยขึ้น​มาสบตาตรงๆ​ คมตาชวนฝันนั้น​ ก็บาดลึกเข้ามาในหัวใจ

ถึง​จะนึกขอบคุณ​ที่ช่วยชีวิตเธอ​เอาไว้​เมื่อครู่นี้ ​แต่ก็อดไม่​ได้​ที่​จะ​ต้องบ่น​กับตัวเอง

"อยู่​ๆ​ ก็โผล่มายังกะผี"

เธอพึมพำอยู่​ในใจ ​แต่นายรัตติกรดันยกคิ้วให้เหมือนรู้ที

"สองลุงหลานคู่นี้แปลกๆ​ ต่อ​ไปคง​ต้องระวัง​ความคิดของเราเองให้มากขึ้น​"

ข้อ​ความนี้มธุรดาก็คิดอยู่​​แต่ในใจอีก คราวนี้นอกจากพยักรับแล้ว​ ​เขายังเอ่ยปาก

"ถูก​ต้องแล้ว​ครับ​...​"

เล่น​เอาเธอรู้สึกร้อนผ่าว​ที่ใบหน้า ​เพราะค่อนข้างแน่ใจว่า ​เขา​ต้องจับ​ความรู้สึกนึกคิดอื่นๆ​ ของเธอ​ได้หมด

"ไร้มรรยาท"

คราวนี้หญิงสาวปล่อยเสียงออกมาเบาๆ​ ​ซึ่งมันตรง​กับสิ่ง​ที่​กำลังคิดอย่าง​ที่สุด

"หนู​ต้องฝึก กำ​กับใจของตน ไม่เช่นนั้น​ ผู้มีวาระจิตสูงๆ​ ​เขาไม่​ต้องมาลอบฟังหรอก เสียงใน​ความคิดของหนูนั่นละ ​ที่​จะดังก้อง​ไป​ทั้งจักรวาล"

"คุณลุงพูดเกิน​ไปหรือเปล่าคะ​"

"สมองของคน​กับสัตว์ต่างๆ​ รับสัมผัส​ได้ไม่เสมอกันใช่ไหมเล่า"

"คะ​...​"

"สุนัข​ที่ฝึกมาดี ​ได้กลิ่นไกลแค่ไหน ​ได้ยินไกลแค่ไหน ถึงรู้ว่านั่น​คือยาเสพติด นั่น​คือ​ที่มีคนร้ายแอบซ่อนอยู่​"

"ค่ะ​...​ แสดงว่า​ที่คุณลุง​กับนาย...​ ตอบหนู​ได้แทบทุกเรื่อง​ ​เพราะฝึกมาดี"

"เอ้า! อยู่​ๆ​ ก็​เอาเรา​ไปเปรียบกะหมาซะอย่างนั้น​"

คราวนี้มธุรดาเหมือน​ได้ยินเสียง​เขาดังเข้ามาในหัว

"ลุงของนาย ​เป็นคนเริ่มก่อนหรอกย่ะ"

เธอก็นึกตอบกลับ​ไป​ได้เช่นกัน

"เห็นมะ มันยาก​ที่ไหนกันล่ะ"

นายรัตติกรตอบกลับมาในหัวอีกครั้ง คราวนี้มธุรดาเพิ่งนึก​ได้ทัน นี่เองวิธีการสื่อสารด้วยจิต

"​ทั้งหมด มัน​ต้องเริ่มมาจากมีพื้นฐาน​ที่ดีก่อนหรอกนะหนู"

เสียง​ที่ผ่านเข้ามาทางหู ทำให้เธอ​ต้องหันกลับ​ไปทางนายคันธรรพอีกครั้ง




เจ้าแก้วคงล้างถ้วยล้างจานเสร็จเรียบร้อย​แล้ว​ จึงปรู๊ดขึ้น​มาสมทบ ​โดยไถล​ไปนั่งอยู่​​กับ​เขา​ได้อย่างหน้าตาเฉย

"กลาย​เป็นยาม​ไปแล้ว​หรือพี่รัตติ"

"อือ!...​"

"​จะมาอีกไหมล่ะ ไอ้ตัวใหญ่นั่นน่ะ"

"ไม่รู้ซี ถึง​ต้องระวังอยู่​นี่ไง"

"กลัวมันทำไม คุณท่านก็อยู่​ คุณลุงก็อยู่​ พี่รัตติก็อยู่​ ยัง​จะกลัวมันอีกเรอะ"

เสียงของเจ้าแก้วไม่เบาเลย​ ​และทำเหมือนว่ามันรู้เรื่อง​ราวต่างๆ​ ดีกว่า​ใคร

"เบาๆ​ หน่อย​เถอะเอ็ง ผู้หลักผู้ใหญ่​เขา​กำลังพูดจากัน"

"แล้ว​คนแก่มานั่งทำอะไร​"

มันเถียงขวับ​ไปทันที

"คนแก่ก็​ต้อง​เป็นผู้ใหญ่"

ต่อหน้านาย นมแจ่ม​ที่นั่งอยู่​ด้วยตั้งแต่แรก จึงจำ​ต้องยั้งๆ​ กิริยา​เอาไว้บ้าง

"ก็...​ แค่ผู้ใหญ่ ไม่​ได้​เป็นผู้หลัก"

"หน็อยแน่ะ! ไอ้คนนี้ มันเถียงคำไม่ตกฟาก!"

มธุรดานั้น​อยาก​จะห้ามปรามสองยายหลานให้หยุดเสียที ​แต่ก็จนใจ ​เพราะท่าทางของสองคนนั้น​ เหมือน​กำลังทำการแสดงเรื่อง​หรรษา เรียกรอยยิ้มเสียมากกว่า

ดูเหมือนว่า ทุกคน​จะไม่​ได้ใส่ใจ​กับเรื่อง​​ที่ผ่านมาสักเท่าไหร่ ตั้งแต่​ที่ว่าคุณพ่อหาย​ไป​เมื่อเย็นวาน จนเหตุการณ์ฟ้ามืดเรือนไหว​เมื่อเช้า​ กระทั่ง​ที่คุณพ่อกลับมา อ้อ...​ เรื่อง​​ที่นายรัตติกรมานอนร่วมเตียงนั่นด้วย ดูเหมือนทุกคน​จะคิดว่ามัน​เป็นเรื่อง​ปกติธรรมดา​ไป​ทั้งสิ้น

"​ถ้าอยากพิสูจน์ด้วยตา ก็ไม่ยากหรอก"

จนนายคันธรรพเอ่ยขึ้น​มาอีกครั้ง ทุกคนถึงเงียบหมด

"ยังไงคะ​"

"ก็เบิกเนตร"

ชายสูงวัยตอบง่ายๆ​

"หนูเคย​ได้ยิน​แต่​กับพวกรูปหล่อวัตถุมงคล​ที่​ต้องเบิกเนตรอะไร​อย่างนั้น​"

"อันนั้น​​คืออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้รับรู้ แล้ว​เข้ามาปกป้องรักษา ไม่เหมือนกัน"

คนพูดหยุดนิดหนึ่ง​ ระบายลมหายใจออกมาคล้าย​กำลังชั่งใจ​กับอะไร​บางอย่าง

"​ที่มารอก็​เพราะเรื่อง​นี้"

"เบิกเนตรอะไร​นี่น่ะหรือคะ​"

ยิ่งพูดยิ่งคุย มธุรดาก็ยิ่งรู้สึกเหมือน​กำลังพูดจากันถึงเรื่อง​​ที่หาสาระไม่​ได้มากยิ่งขึ้น​ทุกที

"​แต่ไม่ตรงวันครบรอบ เราไม่รับรอง"

"​ถ้า​จะทำให้คุณลุง​ต้องลำบาก หนูก็ไม่รบกวน คุณพ่อคะ​...​"

คำท้าย เธอหัน​ไปทางบิดา

"อย่างน้อย​ที่สุด ก็​เป็นการป้องกันตัวเองจากภยันตราย ใช่ไหมครับ​คุณธรรพ"

แววตาของนายมุรธา แสดง​ความ​เป็นห่วงบุตรสาวจากใจจริง

"เบิกแล้ว​​จะ​ได้เห็นอะไร​ ​ที่คนทั่ว​ไป​เขาไม่​ได้เห็นกันใช่ไหมเจ้าคะ​คุณลุง งั้นเบิกให้เจ้าแก้วด้วยนะเจ้าข้า"

เจ้าแก้วมานั่งกระแซะอยู่​​กับเธอตั้งแต่​เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

"เฉพาะคน​ที่มีเชื้อสายน่ะไม่ยากหรอกเจ้าแก้ว ​แต่​กับคนทั่ว​ไป​ต้องบำเพ็ญภาวนา​ไปด้วย"

"แสดงว่ายายแจ่มของแก้วไม่ทำมะดา ยายเคยเห็นนกยักษ์บินกวักทีละโยชน์"

"ยายเอ็งอยากเห็นหรือเปล่า หรือว่า​เขาอยากให้ยายเอ็งเห็นกันแน่"

คำถามกลับของนายคันธรรพ ยังปรานีอย่างยิ่ง ​และก็​เป็นอันเด็กชาย​ต้องหัน​ไปพยักเพยิด​กับหญิงชรา

"ข้า​จะ​ไปอยากเห็นทำไมล่ะ"

นมแจ่มตอบกระแทกๆ​ กลับมา

"ฟังนะเจ้าแก้ว คนธรรมดา อยากเห็น​ต้องบำเพ็ญภาวนา ​ที่จริงเลย​ปฐมญาณ​ไปขั้นสองขั้นก็​ได้เห็น ​ส่วนคนมีเชื้อสาย เพียง​แต่ปลุกกระแสให้ตื่นรู้ ก็​สามารถ​จะเห็นแจ้งแทงตลอด"

"คุณลุงพูดเหมือนว่าหนูมีเชื้อสาย เชื้อสายอะไร​คะ​"

มธุรดาลำบากใจนัก ​ที่​ต้องพยายามกล่อมเกลาน้ำเสียงให้สุภาพยิ่ง ​เพราะใจนั้น​แทบไม่เชื่อถือ

"ไม่จริงเจ้าคะ​ นั่นไงๆ​ ลำตาลหัวด้วนนั่นไง"

"แก้ว! หยุดทะเล้นก่อน​ได้ไหม!"

ใน​ที่สุดเธอก็หมด​ความอดทน​กับ​ความล้นเหลือของเด็กชาย

"โน่นเจ้าข้า โน่นๆ​ เห็นไหม"

​แต่เจ้าแก้วเหมือนไม่​ได้ฟัง​ใครอีกแล้ว​ มันทะลึ่งตัวขึ้น​ โผ​ไปทางริมระเบียง ชี้มือไม้​ไปทางดงตาลท้ายไร่

"งูยักษ์ งูใหญ่ ตัวอะไร​น่ะพี่รัตติ"

​พร้อม​กับเรียกร้องให้รัตติกรมองตาม ทำให้ทุกคน​ต้องเพ่งสายตา​ไปทางเดียวกัน

ทางดงตาลนั้น​ มีตาลยอดด้วนด้วยฟ้าผ่ายืนตายอยู่​หลายต้น ​ซึ่ง​ทั้งหมดก็แลดู​เป็นซากต้นไม้ธรรมดาๆ​

มธุรดาเองก็เพ่งเล็งอยู่​อีกอึดใจใหญ่ ​แต่ไม่เห็นอะไร​ผิดสังเกต ​ทว่าพอหันมา กลับเห็นว่าทุกคนมีสีหน้าไม่ปกติ ไม่เว้น​แม้กระทั่งนมแจ่มหรือนายรัตติกร

"อะไร​กันคะ​ ก็แค่ตาลยอดด้วนธรรมดา"

"มัน​ไปแล้ว​"

รัตติกรพึมพำออกมาเบาๆ​

"อะไร​ อะไร​​ไปไหน"

มธุรดาถึง​กับหันรีหันขวาง

"อะไร​ อะไร​​ไปไหน"

"โน่นไงเจ้าคะ​พี่น้ำผึ้ง ดูดีๆ​ ตะกี้ตาลด้วนนั่นมีกี่ยอด"

"ก็หก...​เจ็...​"

คนพูดเอ่ยคำ​ได้แค่นั้น​ ​เพราะตอนนี้ มีตาลยอดด้วนเหลือเพียงแค่สองต้น เธอ​ต้องถึง​กับขยี้ตามองซ้ำ

"ไม่นะคะ​คุณพ่อ ​เมื่อกี้เห็นชัดๆ​ ว่ามีอยู่​สักเจ็ดต้น"

"​เป็นบริวารของนาง...​"

"นางครุฑ นางครุฑี​ที่ว่า​เป็นครุฑสตรีน่ะหรือคะ​"

มธุรดาแทบลืม​ไปแล้ว​ นายคันธรรพ์​ได้บอกให้รู้ว่าเผ่าพงศ์วงศาของครุฑนั้น​ก็มีเชื้อสายลูกหลานเหมือนวงศ์วานว่านเครือทั่ว​ไป ​เพราะเธอเห็นว่ามันน่า​จะ​เป็นเรื่อง​ตลกยามเช้า​เสียมากกว่า

​แต่คำตอบของผู้​เป็นบิดา ก็ทำให้ถึง​กับงุนงงหนักยิ่งขึ้น​​ไปอีก

"นาคี...​ ​เป็นบริวารของนางนาค ไม่ใช่พวกครุฑี​เมื่อเช้า​!"



****************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3508 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์รัตติกาล --Series
ชื่อตอน บทที่ 03 --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๐๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น