นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
อรุณสวัสดิ์รัตติกาล #2
SONG-982
..."รับประทาน​ได้ค่ะ​ มื้อนี้ไม่มีของคาว ข้าวใหม่เจือข้าวกล้องข้าวเหนียวนิดหนึ่ง​ ​กับผักฝานราดน้ำผึ้งผสมมะนาว เรียก​กำลังตอนเช้า​ๆ​ ดีออกค่ะ​"...

ตอน : บทที่ ๒

กามเทพทนงองอาจ ผาดแผลงศรแกมบุปผา

ศรศักดิ์ปักอยู่​แทบอุรา หอมชื่นนาสาน่ายินดี

ตั้งแต่ประสบพบสมร จิตพี่นี้ร้อนดั่งไฟจี้

กลัว​แต่เจ้า​จะไม่ไยดี พี่จึ่งไม่กล้ามาวอน
*




null ​ความมืดนั้น​มัวหม่นอยู่​เพียงแค่อึดใจ แล้ว​​ทั้งเรือน​ที่สะเทือนไหวก็นิ่งสนิท บานหน้าต่างเผยออก​โดยตัวของมันเอง ใน​ที่สุด​ความสว่างของยามเช้า​ก็กลับคืนมา
"นางไม่พบเรา"

สีหน้าของชายหนุ่มนั้น​ยังมีแววตื่นเต้น จนมธุรดา​ต้องนึกขำ ​เพราะสีหน้าท่าทีอย่างนั้น​ คงยากนัก​ที่​จะ​เป็น​พระเอกในดวงใจของ​ใครสักคน อย่างดีก็แค่อาจ​จะตกหลุมรักในนาทีแรก แล้ว​นาที​ที่สอง พอเห็นบุคลิกท่าทางอย่างนี้ มีหรือ​ที่​ใคร​จะอยู่​รอให้​เขามาปกป้องคุ้มครอง

"ทำไมมันรุนแรงนักเล่าคะ​ ราว​กับฟ้า​จะถล่ม"

นมแจ่มเองก็ยังมีแววกังวล คง​จะห่วงผู้​เป็นนายหนักขึ้น​​เป็นแน่

"ฤทธิ์นางมาก ​แต่ก็แค่ผ่านมาหรอกครับ​...​"

ตอนจบประโยค เหมือน​เขา​จะรีบกลืนบางถ้อยคำลงในลำคอ

"แล้ว​คุณมุ...​"

"ผม ผมก็ไม่แน่ใจ ไม่นึกว่านาง​จะมา"

"ช่วยอธิบายให้กันฟังหน่อย​​ได้ไหมคะ​ ว่านี่มันเกิดอะไร​ขึ้น​ แล้ว​มันเกี่ยวอะไร​​กับคุณพ่อหรือเปล่า"

​เพราะสองคน หนึ่ง​หนุ่มหนึ่ง​หญิงชรา เหมือน​จะพูดจาให้พอเข้าใจกันอยู่​เพียงสองคน มธุรดาจึง​ต้องถามหา​ความกระจ่าง

"งั้นป้าแจ่มก็อธิบาย​ไปเถอะครับ​ ​จะว่า​เป็นพายุไล่ช้างหรือลมไล่มดอะไร​ก็ว่า​ไป ผม​จะรีบ​ไปดูคุณลุง อาจ​จะหลบอยู่​​กับคุณอา"

"ฉันไม่ใช่เด็กสองขวบนะยะ ก็เห็นอยู่​ตำตา ​จะสัก​แต่ว่าเล่าๆ​ ออกมา​ได้ยังไง"

เธอหมั่นไส้​เขานัก พออันตรายตรงหน้าพ้น​ไป ก็ทำเหมือน​เป็นท่านผู้นำขึ้น​มาทีเดียว ​ทั้ง​ที่สีหน้าหวั่นๆ​ ยังไม่​ได้จางหาย​ไปหมดด้วยซ้ำ

"แล้ว​...​ ​ที่คุณมุให้คุณหลบอยู่​ในนี้...​"

แล้ว​ดูเถอะ นมแจ่มก็ยังไม่วาย​เป็นห่วง คน​ที่​กำลังพยายามทำตัว​เป็นลูกผู้ชาย

"คงแค่มาลาดตระเวนละมังครับ​ ทางไม่ไกลมาก เดี๋ยวผมให้แก้ว​ไป​เป็น​เพื่อนก็​ได้"

หน้าซื่อๆ​ ​กับคำพูดซื่อๆ​ ของรัตติกร ไม่น่าทำให้มธุรดาถึง​กับขำ ​แต่เธอก็ขันพรืดออกมาจน​ได้

"ฟังดูเหมือนนาย​จะเก่งกล้า​สามารถมากเลย​นะนั่น"

"ขอบคุณครับ​"

รัตติกรยังรับคำ​กับการประชดประชันนั้น​​ได้อย่างหน้าตาเฉย

"นี่​จะแกล้งยวนกันหรือไง"

คราวนี้ชายหนุ่มทำสีหน้างุนงงจริงจัง

"อย่ามาทำหน้ามึนใส่ฉันนะ แล้ว​ยังไง ​ถ้า​จะ​ไปช่วยคุณพ่อ ทำไมไม่ให้พวกคนในไร่ตาม​ไปด้วย"

จนใน​ที่สุดเธอก็ไม่รู้ว่า​จะแกล้งถากถาง​เขาต่อ​ไป​เพื่ออะไร​ น้ำเสียงของประโยคท้าย จึง​เป็นการ​เป็นงานยิ่งขึ้น​

"มากคนก็มาก​ความเปล่าๆ​ แค่คุณคนเดียวก็เกินพอแล้ว​"

"ไอ้...​"

​เขาคงไม่ทัน​ได้ยินหรอกนั่น ​กับถ้อยคำประดามี​ที่พรั่งพรูออก​ไปอย่างไม่เกรงใจ ​เพราะแค่จบคำของตัว ​เขาก็เผ่นแผล็วออก​ไปทางหน้าต่าง

เดี๋ยว!!!

ออกทางหน้าต่าง!

สติดีหรือเปล่า นี่มันชั้นสอง!

มธุรดารีบโผ​ไปทางหน้าต่าง​ที่​เขาเพิ่งโดดข้ามแล้ว​ผลุบหาย​ไป

"อีตาบ้า!"

แล้ว​ก็​ต้องโวยใส่อีกรอบ ​เพราะเหมือนรัตติกร​จะเงยขึ้น​มารอรับคำนี้อยู่​แล้ว​

​และก็​เป็นอันว่า ​ความ​เป็นห่วงชั่ววูบก็มลายหาย​ไป ​พร้อม​กับคำนั้น​ของตัวเธอเองในทันที

​แม้อดไม่​ได้​ที่​จะ​ต้องมองตาม ตอน​ที่เด็กแก้ววิ่งตาม​ไปสมทบ ​แต่พอหันกลับ มธุรดาก็ตั้งคำถาม​กับหญิงชราทันที

"​ใครกันคะ​ เข้ามานอนในห้องนี้​ได้ยังไงคะ​นม"

น้ำเสียงติด​จะกระด้างๆ​ เสียด้วยซ้ำ

"หลานชาย​เพื่อนเก่าคุณมุน่ะค่ะ​"

หญิงชราเลย​อึกอักแทบตอบไม่ถูกอย่างช่วยไม่​ได้

"ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นคุณพ่อ​จะคบหา​ใครสนิทสนมถึง...​ ขนาดนี้"

"​เป็นเกลอเก่ากันค่ะ​ ตั้งแต่คุณแม่ของคุณน้ำผึ้งยังอยู่​ คุณธรรพเพิ่งข้ามมาจากฝั่งข้างโน้น"

"จากพม่า...​ อีตานั่น​เป็นกระเหรี่ยงหรอกหรือคะ​"

พอพูดถึงฝั่งโน้น มธุรดาก็​ต้องนึก​ไปถึงฟากเขตแดนของประเทศ​เพื่อนบ้านทันที ​เพราะระยะทางจาก​ที่ดินตรงนี้ ข้ามไหล่​เขาแคบๆ​ ​ที่มี​แต่เฉพาะคนย่านนี้เท่านั้น​​ที่​จะรู้ทาง ก็​จะข้ามเขตประเทศไทย จากบ้านนี้​ไป อย่างไรก็ไม่เกินสามสิบกิโลโมตร

ถึงตอนนี้ บุตรสาวคนเดียวขอนายมุรธา เจ้าของไร่อัปสรสวรรค์อันกว้างใหญ่ ก็ลืม​ไปแล้ว​ว่า ตอน​ที่เธอโวยวาย ทำไมนายนั่นถึงไม่ยอมขยับเขยื้อน ​จะนึกถึงก็เพียงตรง​ที่ว่า

"ท่าทางอย่างนั้น​ เรา​จะพึ่งพา​ได้หรือคะ​ แค่พูดจากันก็แทบ​จะไม่รู้เรื่อง​อยู่​แล้ว​"

พอรู้ว่ามาจาก "ฝั่งโน้น" มธุรดาก็ตี​ความ​ไปว่า ​ที่​เขาทำหน้าซื่อขอบคุณในคำประชดประชันนั้น​ ก็​เพราะไม่​ได้เข้าใจภาษาไทยดีนักนั่นเอง

"แถมยังอวดเก่ง ​ที่ว่ามากคนก็ยิ่งมาก​ความอะไร​น่ะ หรือ​เขาหาว่าหนู​เป็นคนทำให้เรื่อง​มันยุ่งยากขึ้น​ ...​หรือเปล่าคะ​นม"

หญิงชราแกล้งเมิน​ไปทางอื่น แสร้งทำ​เป็นไม่​ได้ยินคำถาม จนหญิงสาว​ต้องสะกิด ถึง​จะหันมาตอบ

"​เขาคงพูด​ไปงั้นเองมังคะ​ ก็คุณหนูยังว่า พูดจากันยังไม่ค่อย​จะรู้เรื่อง​ไม่ใช่หรือ"

"​เขา​เป็นกระเหรี่ยงจริงๆ​ หรือคะ​ ​ที่คุยๆ​ ​กับพวกในไร่ ​เขาพูดกันไม่ชัด ​แต่นี่พูดไทยชัดเปรี๊ยะ"

หญิงชราแกล้งนิ่ง​ไปอีกอึดใจใหญ่ อมยิ้มให้จนหญิงสาวออก​จะงง

"ดูเหมือนคุณหนู​จะสนใจ​เขามาก...​"

"โธ่! นม...​ อยู่​ๆ​ ก็เข้ามาในบ้าน แล้ว​...​ ยัง...​ มานอน...​"

"​เป็นอุบัติเหตุหรอกค่ะ​ คุณรัตติเธอคงไม่คิดอะไร​มากมังคะ​"

นมแจ่มยิ้มๆ​ ตอนพูดจบ

"คุณนมเจ้าขา ​เป็นหนูหรอกนะคะ​​ที่​จะเสียหาย อยู่​ๆ​ ก็...​"

"คุณรัตติเธอศีลมั่นคงดีนักล่ะค่ะ​ คุณน้ำผึ้งไม่​ต้อง​เป็นห่วง ข้อหนึ่ง​ถึงห้ารักษาครบ ​โดยเฉพาะข้อสามข้อสี่"

"หมาย​ความว่ายังไงคะ​"

"คุณหนูละก็ สรุปว่า​เขาไม่​ได้สนใจคุณหรอกค่ะ​ ก็นมบอกแล้ว​ว่า​เป็นแค่อุบัติเหตุ"

​กับคำตอบแบบตัดบทนี้ มธุรดายังงงๆ​ ว่าตน​กำลังถูกกล่าวหาว่าไร้เสน่ห์อยู่​หรือไม่

"คุณหนู​จะรับของเช้า​เลย​ไหมคะ​"

แล้ว​หญิงชราก็เปลี่ยนเรื่อง​​ไปง่ายๆ​

"นมจ๊ะ​...​"

​แต่เธอรู้ทัน จึงรั้งแขนของแม่นมคนเก่าแก่​เอาไว้ ก่อน​ที่นาง​จะผละ​ไป

"อธิบายมาก่อน อธิบายมาให้ครบทุกเรื่อง​ แค่สองอาทิตย์เองนะคะ​เนี่ย ทำไมมันเหมือนเกิดอะไร​ขึ้น​มากมาย​"

ปกติมธุรดา​จะอยู่​ในกรุงเทพฯ รับงานวาดภาพประกอบ ​ทั้งนิตยสาร​และหนังสือเล่ม สองสัปดาห์​ที่ผ่านมา รับงานใหญ่​ต้องวาดปกซีรี่ย์นิยายแปลของนักเขียนอินเดีย ​เป็นเรื่อง​ราวยืดยาวของมหากาพย์แห่งหิมพานต์ เธอ​ต้องเสียเวลาค้นคว้าข้อมูลมากมาย​ แก้ไขงานครั้งแล้ว​ครั้งเล่า กว่า​ที่นักเขียนเจ้าของลิขสิทธิ์​จะยอมผ่านการพิจารณา

จึง​เป็นสองสัปดาห์​ที่เธอ​ต้องปิดตัวจากโลกภายนอก กระทั่งในวันเกิดยัง​ได้​แต่หมกตัวอยู่​หน้าโต๊ะทำงาน ​เพราะ​ต้องสร้างโลกขึ้น​อีกโลกหนึ่ง​ในจินตนาการ ​โดย​ใช้มหากาพย์เรื่อง​นั้น​​เป็นหนทาง ​ซึ่งการเข้า​ไปสู่โลกแห่งจินตนาการนั่นไม่ยากเลย​ ​เพราะคนแปล แปล​ได้อย่างละเมียดละไมงดงาม ​และ​สามารถแปลให้คนไทยเข้าใจ​ได้อย่างง่าย​ที่สุด ยิ่ง​เมื่อเทียบ​กับต้นฉบับ​ภาษาอังกฤษ ก็ยิ่งเห็นว่า คนแปลเรื่อง​นั้น​ มี​ความ​สามารถสูงส่งเพียงใด...​

เพียง​แต่เธอไม่เคย​ได้เจอ​กับ​เขาเลย​...​ ​กับผู้แปลผู้มีนามปากกาว่า...​ รัตติกาล...​

​แต่ก็แค่สองสัปดาห์​ที่หาย​ไป ​ซึ่งผู้​เป็นบิดาย่อมรู้ดีว่าเธอมัก​เป็นเช่นนี้เวลา "งานเข้า" ​และ​ที่จริง พอปิดงาน​ได้​เมื่อเย็นวาน เช้า​นี้มธุรดาก็ตั้งใจ​จะมาค้าง​ที่บ้านนี้สักสามสี่คืนอยู่​แล้ว​

"นมอธิบายไม่ถูกหรอกค่ะ​ คง​ต้องรอคุณมุเธอมาเล่าให้ฟัง"

​เมื่อเข้าตาจน นมแจ่มก็ตอบแบบตัดปัญหาให้พ้นตัวเช่นนี้ตามเคย

"แสดงว่า​ที่จริงคุณพ่อไม่​ได้​เป็นอันตรายอะไร​หรือคะ​"

"ก็...​ เอ่อ...​"

พอถูกไล่เบี้ย หญิงชราก็ถึง​กับออกอาการตะกุกตะกัก

"ก็...​ ​เมื่อคืน นมไม่รู้ว่าคุณรัตติ ​กับ...​ ​กับคุณธรรพกลับมาแล้ว​"

"ตกลงสองคนนั่น​เขา​เป็น​ใครกันแน่คะ​ ดูเหมือนนม​จะไว้ใจ​เขามาก"

ยิ่งถูกไล่เรียง สีหน้าของคนถูกซักก็ยิ่งซีดลงๆ​

"เกลอเก่าของคุณมุน่ะค่ะ​"

"ไม่​เอาละ บอกให้มันกระจ่างกว่านี้หน่อย​​ได้ไหมล่ะคะ​ แค่เกลอเก่าๆ​ อยู่​เท่านี้เอง"

ก่อน​ที่​จะถูกคาดคั้นซักถามอะไร​​ได้มากกว่านั้น​ หญิงชราก็เรอออกมาดังเอิ้ก ก่อน​จะล้มพับ​ไป ดี​ที่ว่าพามานั่งคุยบนเตียงกันตั้งแต่แรก

"อ้าว! นมคะ​...​ นม...​ แวว แวว...​ ขึ้น​มาช่วยกันหน่อย​ นมแจ่ม​เป็นลม"

คำท้าย มธุรดาตะโกนเรียกสาว​ใช้อีกคน ​ที่อายุมากกว่าตนไม่กี่ปี

แววขึ้น​มา​ได้เร็วทันใจ ในมือมีถ้วยยาลมติดมาด้วยอย่างรู้งาน

คนประคองอยู่​ก่อนค่อยๆ​ ป้อนให้จิบ ขณะอีกคนเริ่มนวด​ที่ปลายมือปลายเท้า

"ยังไงพี่แวว นม​เป็นอย่างนี้บ่อยไหม"

"พักหลังๆ​ นี่ก็ถี่เหมือนกันค่ะ​ ​เมื่อวันก่อนคุยกันเรื่อง​ฟ้าเรื่อง​ฝนอยู่​ดีๆ​ นมแกก็ลมจับ โวยวายว่าเห็นนกยักษ์ๆ​ โฉบลงหลังยอด​เขา แล้ว​ก็ลมพับ​ไป"

ขณะ​ที่ต่างคนต่างช่วยปฐมพยาบาลหญิงชรา มธุรดาจึงถือโอกาสซักถามเรื่อง​ราว​เอา​กับแวว

"นกอะไร​คะ​ โฉบลงหลังยอด​เขาไหน"

"โน้นไงคะ​ หลัง​เขาเปลว"

หญิงรับ​ใช้ชี้มือประกอบ ​ไปยังแนวสัน​เขา​ที่มีริ้วผาหลั่นกันขึ้น​​ไปจรดยอด จนแลคล้าย​เป็นแนวของเปลวศิลาอัคคี ​ซึ่งนั่นก็​คือทิศทางเดียว​กับ​ที่นมแจ่มชี้ทิศทาง​ที่มาของเกลอเก่าของบิดานั่นเอง

"​เขาเปลว ข้ามลง​ไปก็เขตพม่า"

"ค่ะ​ นมแกเห็นอยู่​คนเดียว ​แต่ก็เชื่อ​เป็นตุ​เป็นตะ ว่าตาไม่ฝาดแน่ๆ​"

"แล้ว​นายรัตติอะไร​นั่นละ ​กับคุณอะไร​นะ ทับๆ​"

"คุณธรรพค่ะ​ พ่อเลี้ยงเหมืองแร่แถวเมาะตะมะ"

"​เพื่อนเก่าคุณพ่อ...​"

"ไม่ทราบซีคะ​ เห็นนมก็ว่าอย่างนั้น​"

"แล้ว​นายรัตติกรล่ะ"

คนถามสังเกตเห็นว่าคน​กำลัง​จะตอบมีสีหน้าระเรื่อขึ้น​นิดหนึ่ง​

"ก็...​ น่ารักดีค่ะ​ อัธยาศัยใจคอก็ดี"

"ไม่​ได้หมายถึงเรื่อง​นั้น​ค่ะ​พี่แวว ผึ้งหมายถึงว่า​เขา​เป็น​ใคร มาจากไหน"

"อ๋อ...​"

แววทำท่าเขินอายอย่าง​กับสาวรุ่น ก่อน​จะตอบคำอีกรอบ

"คุณรัตติมาถึงก่อน ตอนแรกก็มาส่งข่าว แล้ว​ก็คุยกันถูกคอ​กับคุณมุ เลย​แวะมาบ่อยๆ​"

"นานแล้ว​หรือ ทำไมคุณพ่อไม่เคยบอก"

"คลาดกันกระมังคะ​ พอคุณน้ำผึ้งมาทีไร คุณรัตติก็เงียบหาย​ไปทุกที"

"ไหนบอกว่าแค่สองอาทิตย์"

"​ใครว่าคะ​"

"ก็...​"

มธุรดาปลายตาลงยังหญิงชรา ​ที่ตอนนี้เหมือนคน​กำลังหลับมากกว่าคน​เป็นลม

"คุณธรรพค่ะ​ เพิ่งมาถึง​เมื่อสองอาทิตย์ก่อน มาค้างอยู่​สองคืนแล้ว​ก็เงียบ​ไป"

"​เขา​ไปพักอยู่​​ที่ไหนกันล่ะ ไกลไหม"

"ไม่ไกลมังคะ​ พี่แวว​กับเจ้าขวัญก็ไม่เคย​ไปสักที ​แต่คุณรัตติแกก็​ไปๆ​ กลับๆ​ มาตั้งนานแล้ว​ คงมาซื้อ​ที่ทางถัดจากไร่เรา​ไปหน่อย​มังคะ​"

"อะไร​ๆ​ ก็มังคะ​ๆ​ ไม่เห็นแน่นอนสักอย่าง"

มธุรดาแกล้งกระแทกเสียงใส่ ​กับแวว เธอก็เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ​ เช่นกัน ยังจำ​ได้ดีว่าแววนั้น​ รัก​และทะนุถนอมตัวเธอมากแค่ไหน ​และก็แววนี่แหละ​​ที่ติดตามมารดาของเธอมา แล้ว​พอท่านหาย​ไป แววก็อาศัยอยู่​​กับคุณพ่อ อยู่​​กับนมแจ่มเรื่อยมา มีหน้า​ที่รับคำสั่งดูแลเธอมาจนโต

"เรื่อง​ของเจ้านายก็​ต้องมังคะ​ๆ​ อย่างนี้ละค่ะ​ ​ถ้าอยากรู้รายละเอียด คุณน้ำผึ้งคง​ต้องรอถามคุณมุท่าน​เอาเอง"

"มาลูกไม้เดียวกันเลย​นะพี่แวว คน​ที่นอนนิ่งอยู่​นี่ ก็...​ เอะอะก็ให้รอถามคุณพ่อๆ​"

พอพูดจบ ก็เขย่าปลุกหญิงชรา​ที่หลับตาพริ้ม

"ลืมตาเถอะค่ะ​ อย่ามาแกล้งอู้​เอาตัวรอดเลย​ หนูรู้หรอกค่ะว่า​นมแกล้ง"

"คุณหนูละก็ คนแก่ก็อย่างนี้ ​จะถือสาอะไร​กันคะ​"

หญิงชราพูดโอดโอย​ไปอย่างนั้น​เอง ​เพราะพอถูกเรียก ก็หยัดตัวขึ้น​อย่างกระฉับกระเฉง

"​ไปเตรียมของเช้า​เถอะแวว ตั้งไว้สี่​ที่เลย​ก็​ได้ เผื่อคุณธรรพ​จะมา​กับคุณท่านด้วย"

"อย่าเฉไฉสิคะ​นม...​ อะไร​ๆ​ ก็​จะปิดปากกันด้วยของกิน"

"ก็นมบอกแล้ว​ว่าให้รอถามคุณพ่อ"

"​แต่​เมื่อคืน นมนั่นละ ​ที่โวยวายกว่า​ใครๆ​"

"ก็ตอนนั้น​มันไม่รู้ ไม่รู้​จะหัน​ไปพึ่ง​ใคร"

"แล้ว​โทร.​ไปบอกคุณย่าหรือเปล่าล่ะคะ​"

มธุรดาค่อยนึกขึ้น​​ได้ตอนนี้ว่า ​ถ้า​เมื่อคืนเกิดเรื่อง​ร้ายแรงขนาดนั้น​ นมแจ่มก็น่า​จะ​ต้องโทร.​ไปรายงานคุณย่าเสียด้วย

"คุณมุขท่านก็เล่นงานนมแย่​ไปน่ะสิคะ​"

สีหน้าท่าทางของหญิงชรานั้น​ เห็น​ได้ชัดว่า​ทั้งเกรง​ทั้งกลัว คุณหญิงมุขมณีอยู่​เต็ม​ที่

"แล้ว​​ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้น​มาจริง"

"นมถึงโทร.ตามคุณหนูไงคะ​"

นัยน์ตาของหญิงชราฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้น​มานิดหนึ่ง​

"​จะ​ใช้หนู​เป็นกันชนงั้นสินะ"

"ไม่​ต้องหรอกค่ะ​ ไม่​ต้องแล้ว​...​ ก็...​ คุณมุเธอคงไม่​ได้​เป็นอะไร​แล้ว​"

หญิงชรารีบโบกไม้โบกมือให้​กับคนรู้ทัน

"ก็อย่าง​ที่นมบอก พอเห็นหน้าคุณรัตติ รู้ว่าคุณธรรพมา ก็แสดงว่าปลอดภัยแน่"

รู้สึกว่า​คำตอบนี้​จะถูกย้ำ​เป็นครั้ง​ที่สาม มธุรดาจึงอดนึกหมั่นไส้อีตารัตติกรนั่นไม่​ได้

"เชื่อใจ ไว้ใจกันเหลือเกินนะคะ​ ​กับคนท่าทางหาสาระไม่​ได้อย่างนั้น​...​"




เจ้าขวัญ หลานชายของนมแจ่มโหวกเหวกนำมาก่อน ตามด้วยชายสูงวัยแปลกหน้า​ซึ่งประคองบิดาของมธุรดามาด้วย ขณะ​ที่นายรัตติกรนั่นเดินรั้งท้าย

"หิวชิปเป๋ง พี่แววๆ​ เจ้าขา พี่แววมยุราของเจ้าขวัญ ขอข้าวต้มร้อนๆ​ ให้ข้าน้อยสักสองชามเถอะเจ้าค่า"

สำเนียงคำหัวคำท้ายของเจ้าขวัญเพี้ยนๆ​ กว่าภาษาปกติเช่นนี้เสมอ ​ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ดี แถมยังออก​จะภาคภูมิใจภาษากึ่งๆ​ ลิเกของมันมากเสียด้วย

"เรียกหาทำไมตั้งสองชามสามชาม ตะกละตะกลามไม่เข้าเรื่อง​"

"ธ่อ! ยาย...​"

เจ้าขวัญยานคาง เหมือนเหลือระอา​กับญาติผู้ใหญ่คนเดียวของมันเต็มที

"​จะให้มันร้อนลวกปาก​ทั้งสองชามหรือไงเล่า ก็ตักมา​พร้อมกัน​ทั้งสองชาม ชามแรกร้อนหน่อย​ พอหมดชาม พอ​จะต่อชามสองก็เหลือแค่อุ่นๆ​ กะลังกินไงเล่า"

​แต่แปลกตรง​ที่ ​กับยายมันเองแท้ๆ​ กลับไม่เคย​ใช้สรรพนามแปลกๆ​ เหล่านั้น​ด้วยเลย​สักครั้งเดียว

​ระหว่าง​ที่สองยายหลานต่อปากต่อคำกัน มธุรดาโผเข้า​ไปช่วยประคองบิดาตั้งแต่แรกแล้ว​ ชำเลือง​ไปมองชายหนุ่มนิดหนึ่ง​ ก็เห็นสีหน้าท่าทางของ​เขาเคร่งขรึมแทบ​จะ​เป็นคนละคน​กับคน​เมื่อเช้า​

ชายสูงวัย​ที่ช่วยประคองนายมุรธามาถึงใต้ร่มชานเรือนนั้น​ มีท่าทางภูมิฐาน สีหน้ายังผ่องใส ​ทั้ง​ที่ผม​และหนวดเครา​เป็นสีขาววาวๆ​ ​ไปหมดแล้ว​

มอง​ไปก็มีเค้าคลับคล้ายกันรัตติกร ​แต่นายนั่นไม่มีท่าทางน่านับถืออย่างนี้

"หนูมธุรดา...​"

ชายสูง​เป็นวัย​เป็นฝ่ายเอ่ยทักทายขึ้น​ก่อน จนหญิงสาว​ต้องรีบยกมือไหว้

"ขอบ​พระคุณคุณลุงมากค่ะ​ คุณพ่อ...​ ​เป็นอะไร​มากหรือเปล่าคะ​"

ด้วย​ความ​เป็นห่วงบิดา จึง​ต้องถามออกมาเช่นนั้น​

"ไม่​เป็นไรมากหรอกหนู พักสักประเดี๋ยวก็ค่อยยังชั่ว"

น้ำเสียงของชายสูงวัย​ที่ มธุรดา​ได้ยินนมแจ่มเรียกว่า "คุณธรรพ" เต็มเปี่ยม​ไปด้วยแววปรานี ​และช่วยให้อบอุ่นใจ​ได้ดียิ่ง คงอย่างนี้ ​ที่ทำให้หญิงชรามั่นใจนักว่าบิดาของเธอ​จะปลอดภัย

"ลุงชื่อคันธรรพะ คงมีคนแนะนำให้รู้จักแล้ว​"

​ส่วนสำเนียงภาษานั้น​ แปร่งๆ​ ​ไปเล็กน้อย ​โดยเฉพาะตรงชื่อของตนเอง

"เชิญคุณลุงรับประทานอาหารเช้า​ด้วยกันนะคะ​"

​ที่ออกปากเชิญทันที ก็​เพราะเห็นว่าแววเริ่มตักข้าวต้มใส่ชามแก้วรอไว้แล้ว​

กลิ่นหอมของข้าวใหม่ อวลมาให้สูดเก็บเข้าไว้ในอก ​และเหมือน​กับมีมนตรายาวิเศษตรลบมา​พร้อมกัน ​เพราะพอกลิ่นอ่อนๆ​ ลอยมาแตะจมูก นายมุรธาก็ดูเหมือน​จะมีเรี่ยวแรงขึ้น​มาทันที

"เชิญเลย​ครับ​คุณธรรพ น่า​จะพอรับประทาน​ได้"

​และก็​เป็นนายมุรธา ​ที่รีบเชื้อเชิญแขกผู้มีท่าทางภูมิฐานนั้น​อีกครั้ง

"รับประทาน​ได้ค่ะ​ มื้อนี้ไม่มีของคาว ข้าวใหม่เจือข้าวกล้องข้าวเหนียวนิดหนึ่ง​ ​กับผักฝานราดน้ำผึ้งผสมมะนาว เรียก​กำลังตอนเช้า​ๆ​ ดีออกค่ะ​"

คราวนี้​เป็นนมแจ่ม​ที่สาธยายรายการอาหารตอนตัก​กับดังว่า ใส่จานแก้วเล็กๆ​ แยก​เป็นสำรับสำหรับ​แต่ละคนเลย​ทีเดียว

"มี​แต่ผัก​กับผัก แล้ว​​เมื่อไหร่มัน​จะโตกันซักกะทีล่ะเนี่ย"

เสียงเจ้าขวัญบ่นออดแอดอยู่​ตรงหัวโต๊ะอีกฝั่ง มัน​ได้รับสิทธิพิเศษในการร่วมโต๊ะ​กับคุณๆ​ ด้วยการแลก​กับ​ต้องจัดการเก็บล้างภาชนะ​ทั้งหมดหลังมื้ออาหาร

"​จะกิน​กับผัก หรือ​จะกิน​กับไม้เรียวล่ะ"

ผู้​เป็นยายไม่ยอมอ่อนข้อ

"ไข่เค็มสักใบก็ยังดี"

มันจึง​ได้​แต่บ่นอุบๆ​ อิบๆ​ ของมันต่อ​ไป

ตั้งแต่กลับมา มธุรดายังไม่​ได้ยินเสียงของรัตติกรเลย​สักคำ พอทุกคนเข้า​ที่สำหรับมื้อเช้า​เรียบร้อย​ ​เขาก็นั่งลงเงียบๆ​ แล้ว​เริ่มรับประทาน​โดยสายตาไม่​ได้เงยขึ้น​สบหน้า​ใครอีกเลย​ ​และก็เหมือนว่าทุกคนต่างตกอยู่​ในภวังค์​ความคิดของตน จนมธุรดาเริ่มรู้สึกอึดอัด

"​เมื่อเช้า​ นกอะไร​ก็ไม่รู้พี่แวว ตัวใหญ่ยังกะอะไร​ดี"

​เป็นเจ้าขวัญ​ที่ส่งเสียงทำลาย​ความเงียบ มันหัน​ไปคุย​กับแวว​ที่ยืนคอยดูแลสำรับอยู่​ด้านข้าง

"นกเนิกอะไร​กันล่ะ เครื่องบินของหลวงนั่นหรอก คงบินต่ำละมั้ง เลย​สนั่นหวั่นไหวขนาดนั้น​"

"เครื่องบินอะไร​​จะกระพือปีกพึ่บๆ​พั่บๆ​"

"เฮลิคอปเตอร์ไงล่ะ"

"แล้ว​ทำไมใหญ่นัก ฟ้ามืดเลย​ไม่เห็นหรือ"

"พอเถอะน่ะเจ้าขวัญ พูด​ไปกิน​ไปไม่มีมรรยาท"

มันเถียง​กับแวว จนนมแจ่ม​ต้องออกปากปราม

"ก็เด็กมันไม่มีพ่อแม่ค่อยสั่งสอน"

เจ้าขวัญเลย​​ได้ทีหันมาต่อล้อต่อเถียงกันหญิงชราแทน

"แล้ว​ยายเอ็งไม่​ได้สั่งสอนหรือไงล่ะ"

นมแจ่ม​เอาหางทัพพีชี้เข้า​ที่หน้าอกตนเอง

"ยายก็สอน ​แต่มันไม่รู้จักจำ"

"ไอ้เด็ก...​"

ไม่ทัน​ที่​จะ​ได้ออกเพลงยุทธทัพพีบินหรอก ตอน​ที่เจ้าขวัญโดดหาย​ไปหลังจากจบคำ ​ความไวของมันนั้น​สุด​ที่นมแจ่ม​จะเอ็ดตะโรตาม​ไปให้รู้สำนึก

พอสถานการณ์ของสองยายหลานสงบลง มธุรดาก็หันกลับมาทางชาย​ทั้งสามอีกครั้ง ​และก็​ต้องหันกลับมาพบ​ความเงียบขรึมเช่นเดิม

"มารอตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อน"

ใน​ที่สุด ​เมื่อชายสูงวัยวางช้อน ​เขาก็หันมาเอ่ย​กับเธอ

"มารอ...​"

มธุรดายังเดาเจตนาในคำถามของ​เขาไม่ออก

"นี่เลย​อายุเก้าสิบเก้าสิบวันมาเท่าไร"

​และเธอเพิ่งสังเกตว่า หางเสียงของนายคันธรรพ ​แม้​จะไม่มีคำท้าย ​แต่ก็ฟังไพเราะ​เป็นยิ่งนัก

"คะ​...​ เก้าสิบเก้าสิบ...​"

"ใช่...​ หนูมธุรดาอายุเลย​เก้าสิบเก้าสิบวันมากี่วันแล้ว​"

"เพิ่งครบยี่สิบสอง​เมื่อสัปดาห์ก่อนค่ะ​...​ ​ถ้า...​ คุณลุงหมาย​ความว่าอย่างนั้น​"

เธอพยายามเรียบเรียงถ้อยคำให้ดี​ที่สุด ​แม้​จะยังไม่เข้าใจอะไร​เลย​ก็ตาม...​



**************************


* ศกุนตลา ​พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาล​ที่ ๖

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3499 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์รัตติกาล --Series
ชื่อตอน บทที่ ๒ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๘๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น