นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
จะลองรักอีกสักครั้ง #7
พลอยพนม
..."พี่หลวง ทำไมถึง​ต้องมา​เป็นโต๋ยเชี้ย หรือว่าไม่อยาก​จะเหยียบดง​เขายาอีกแล้ว​ พี่ไม่อยากอยู่​ใกล้น้องน้องก็ไม่ว่าไร ​แต่​กับพี่หมึก พี่พริ้ง -พวกนั้น​พี่ควร​ไปเยี่ยม​เขาบ้าง...

ตอน : บทที่ ๗

"พี่หลวง ทำไมถึง​ต้องมา​เป็นโต๋ยเชี้ย หรือว่าไม่อยาก​จะเหยียบดง​เขายาอีกแล้ว​ พี่ไม่อยากอยู่​ใกล้น้องน้องก็ไม่ว่าไร ​แต่​กับพี่หมึก พี่พริ้ง -พวกนั้น​พี่ควร​ไปเยี่ยม​เขาบ้าง ​เพราะ​เขาบ่นคิดถึงพี่กันทุกวัน "

น้ำคำหญิงหมอน​ที่ต่อว่าผมบนรถเมล์ขณะเธอ​โดยสาร​ไปขายแร่​ที่ตะกั่วป่ายังกึกก้องอยู่​ในหู

หลังสึกจาก​พระ, คำเรียกชื่อผมของเธอเปลี่ยน​ไปเช่นเดียว​ใคร ๆ​อีกหลายคน​ที่เรียกผมผิดจากเดิม

พ่อแม่​และญาติ ๆ​ ​แต่ก่อนเคยเรียกชื่อกันเฉย ๆ​ ​แต่หลังจากสึก​พระมาพวก​เขาก็เรียก "เจ้า" นำหน้าชื่อ, หญิงหมอน​และน้องสาวของผมก็เลิกเรียกชื่อ หันมาเรียก ‘พี่หลวง’ แทน

วันนั้น​ผมบอก​กับหญิงหมอนว่า "​ความจริงหลังสึกจาก​พระมาแล้ว​พี่หลวงก็ตั้งใจ​จะช่วยพ่อ​กับแม่ทำสวน ​เพราะตอนนี้งานในสวนเพิ่มขึ้น​กว่าก่อนพวกท่านทำกันไม่ไหว ​แต่เผอิญเจ๊กฮุยหาคน​เป็นโต๋ยเชี้ยรถให้ไม่​ได้ ก็เลย​ขอร้องให้พี่หลวงมาช่วยมันสักพัก...​."

"อะไร​กัน! รวยจนไม่มี​ที่​จะเก็บเงินออกอย่างนั้น​ ทำไม​จะหาคนจ้างไม่​ได้" หญิงหมอนว่า

"เรื่อง​นั้น​พี่หลวงไม่รู้หรอก ​แต่ว่าพี่หลวง​กับ​เขา​เป็น​เพื่อนกันนี่ น้องหมอนก็รู้ไม่ใช่หรือ?" ผมชี้แจงให้หญิงสาวเข้าใจ

"รู้​จะ" เธอทอดสายตาลงต่ำ น้ำเสียง​ที่เล็ดลอดออกมาเบา ๆ​ สั่นเครือ ​ทว่าโชคดี​ที่ถนนช่วงนั้น​​เป็นทางเรียบ เสียงเครื่องยนต์หน้ารถจึงดังหึ่ง ๆ​ เบา ๆ​ ทำให้ผมพอ​จะฟัง​ได้ยิน

​ทว่าอากัปกริยาอย่างนั้น​ ผมพอ​จะคาดเดา​ได้ไม่ยากว่ามันเกิดอะไร​ขึ้น​...​ ​แต่ผม​กำลังทำงาน ​กำลังปฏิบัติหน้า​ที่ของตนอยู่​ ​จะมัวคุยเพลินอยู่​​กับเธอไม่​ได้ ผมจึงพูดออกตัวก่อน​จะถอยฉากออกมาว่า

"​เมื่อไหร่น้องหมอนว่าง ​จะ​ไปเ​ที่ยวพังงา​กับพี่หลวงบ้างก็​ได้นะ เรา​จะ​ได้คุยกัน ตอนนี้พี่หลวง​กำลังทำงาน ไม่สะดวก​​ที่​จะคุยนาน ๆ​ "

ตอนท้าย ๆ​ ผมพูดเสียงเบา ไม่อยากตก​เป็นเป้าสายตาผู้​โดยสารอื่น ​และไม่คิดว่าแม่หญิงจากดง​เขายา​จะตั้งใจฟัง

"​แต่หมอนยัง​จะไม่กลับ​ไปเหมืองหรอก​จะ" เธอว่า "วันนี้ขายแร่ฝากเงินธนาคารให้เสร็จเสียก่อน พรุ่งนี้หมอน​จะ​ไปเ​ที่ยวพังงา​กับพี่หลวง รับปากหมอนนะว่า​จะพาเ​ที่ยว"

ฉิบหายแล้ว​กู!

ผมสะดุ้ง ​แต่ปากกลับตอบตกลง​ไปอย่างง่ายดาย

"จ้า-ตกลง พรุ่งนี้รถพี่ออกจากท่าแปดเช้า​โมงนะ น้องหมอนออกมารอตรงปากทางละกัน"

"คะ​พี่"



ตัวเมืองพังงามีขนาดเล็ก​ถ้าเทียบ​กับตัวเมืองของจังหวัดอื่น ​แต่สิ่ง​ที่จังหวัดอื่นอาจไม่มี​และไม่อาจเทียบ​ได้ก็​คือ​ความสงบเย็น ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี ​แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พบหน้ากันก็พูดจาทักทายอย่างมิตร

"โก​จะพาจี้​ไปเ​ที่ยวไหน"

ไอ้หนุ่มสองแถว​ที่นั่งจับพวงมาลัยอยู่​หน้ารถหันมาถาม ​เมื่อผมโบกมือพาหญิงหมอนขึ้น​รถ​โดยสารของ​เขา ​เพราะ​เขาจำ​ได้ว่า ผม​เป็นกระเป๋ารถเมล์ ยืนเรียกผู้​โดยสารขึ้น​รถเสียงปาว ๆ​ อยู่​​ที่ท่ารถ พังงา-คุระบุรี ​เป็นประจำทุกวัน

"ตรงไหนน่าเ​ที่ยวบ้างล่ะ ​พอดีน้องสาวผม​เขาอยากให้ผมพาเ​ที่ยวสักพัก-ก่อน​ได้เวลาออกรถกลับนางย่อน"

ผมถามหลังจาก​เขาเคลื่อนรถออกจาก​ที่มาแล้ว​
นางย่อนก็​คือคุระบุรี มัน​เป็นชื่อเดิม ​แม้​จะเปลี่ยนใหม่​เป็นคุระบุรีแล้ว​ ​แต่คนพังงา​ส่วนใหญ่ก็ยังเรียกนางย่อน

โชว์เฟอร์หนุ่มคนนี้อัธยาศัยดี ​เขาขับรถสองแถวของ​เขา​ไปเรื่อย ๆ​ ไม่รีบ ​พร้อม​กับชวนผม​และหญิงหมอนคุย​ไปตลอดทาง

"​ที่เ​ที่ยวมีมาก ​แต่ว่าโกมีเวลาน้อย สักครู่ก็​จะ​ต้องออกรถกลับนางย่อนอีกใช่ไหม "

"สองชั่วโมงกว่า ๆ​ " ผมว่า

รถสองแถวคันนี้​เป็นรถรอบเมือง ไม่มีคิวเหมือนรถบัสของผม ​สามารถวิ่ง​ไปวิ่งมาอยู่​ในตัวเมือง​เพื่อตระเวนรับส่งผู้​โดยสาร​ได้ตลอด​ทั้งวัน เหมือนรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ​ ตอนนั้น​พังงายังไม่มีรถตุ๊กตุ๊ก มี​แต่รถสองแถวอย่างนี้เท่านั้น​ ​เมื่อมีผู้​โดยสารโบกขึ้น​มาก็​จะจอดรับ​และ​ไปส่งทุกแห่งตาม​ที่​เขาบอกให้​ไป

ขณะนั้น​บนรถมีผู้​โดยสารสองคนแค่ผม​กับหญิงหมอนเท่านั้น​ หญิงหมอนถาม​เขาว่า

"​ถ้าเรา​จะเหมาให้คุณพา​ไปเ​ที่ยวให้ทั่วเมือง ​โดยไม่​ต้องรับผู้​โดยสารอื่นอีก คุณ​จะคิดราคาเท่าไหร่"

"สองชั่วโมงนี้ใช่ไหม?" ​เขาย้อนถามหญิงหมอน

"ใช่ค่ะ​ อาจไม่ถึงด้วยซ้ำ ​เพราะเรา​ต้องกลับมาก่อนรถบัสของพี่หลวง​จะถึงคิวออกจากท่าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง"

"แบบนั้น​ก็ดีเหมือนกัน คุณสองคน​จะ​ได้เ​ที่ยวให้ทั่วเมือง"

"เท่าไหร่คะ​ คุณอย่าคิดแพงนะ"

"โอ้ย-ผมไม่คิดแพงหรอกครับ​ ผม​กับโกอาชีพเดียวกัน คิดแพง​ได้ไง จี้พูดมาเลย​ดีกว่า ​จะให้ผมเท่าไหร่"

"ฉันกะไม่ถูกหรอก คุณนั่นแหละ​บอกมาเถอะ ไม่​ต้องเกรงใจ เพียง​แต่ให้มันสมน้ำสมเนื้อก็แล้ว​กัน ​เพราะฉันไม่รู้ว่า​จะ​ต้อง​ไป​ที่ไหนกี่แห่ง"

"โกว่าไง" ​เขามองผมผ่านกระสกส่องหลัง "​จะให้ผมกี่บาท​"

"ก็แล้ว​​แต่คุณเถอะนะ ว่ามาเถอะ เราอาชีพเดียวกัน ผมเข้าใจ"

"งั้นผมขอค่าน้ำมันร้อยเดียวพอ" ​เขาว่า

"ฉันให้ร้อยห้าสิบ" หญิงหมอนพูด "​ไปเถอะขับพาพวกเรา​ไปเ​ที่ยวให้สนุก​และปลอดภัยก็แล้ว​กัน"

​เมื่อย้อนกลับ​ไปนึกถึงวันนั้น​แล้ว​ผมก็ยังรู้สึกขำไม่หาย อุตส่าห์ต่อรองกันตั้งนาน สุดท้าย​เขาคิดแค่ร้อยเดียว ​และก่อน​จะพาเรา​ไปไหว้​พระ​ที่วัดถ้ำสุวรรณคูหา​ซึ่งมี​พระนอนขนาดใหญ่อยู่​ภายในถ้ำ​เขาก็เลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน บอกเด็กปั๊มว่าเต็มถัง ​ซึ่ง​เป็นการเติมน้ำมันของนักเลงรถขนานแท้ ​เพราะ​แม้น้ำมันรถในถัง​จะยังมีอยู่​มากน้อยยังไงก็ตาม นักเลงรถ​โดยสารก็​จะร้องสั่งว่า "เต็มถัง" เสมอ

ใน​ระหว่าง​ที่เด็กปั๊มยืนจับหัวจ่ายเติมน้ำมันลงในถังข้างรถ ผมเหลือบตามองตัวเลขมิเตอร์บนหน้าปัดหัวจ่ายวิ่งไล่กันเร็วจี๋ กระทั่งสุดท้ายมันจอดอยู่​​ที่ ๑๘ ลิตร ๑๘๐ บาท​

​ระหว่างนั้น​น้ำมันเบนซินลิตรละ ๑๐ บาท​ ดีเซล ๖ บาท​

​เพราะฉะนั้น​ราคา​ที่​เขาคิดค่า​โดยสาร​กับเรา ​กับค่าน้ำมัน​ที่​เขา​จะขับพาเรา​ไปเ​ที่ยวมันจึงสมน้ำสมเนื้อกันอย่างแน่นอน ผมคิดว่าตลอดเส้นทาง​ที่เรา​จะ​ไป รถคงกินน้ำมันไม่เกิน ๓ ลิตร ​เพราะ ​เขาพาเราเ​ที่ยว ๒ ชั่วโมง ​และจอดอยู่​​กับ​ที่ให้เราเดินเล่น หรือนั่งคุยกันไม่ต่ำกว่าชั่วโมง รถแล่น​ไปตามทางจริง ๆ​ รวมแล้ว​ก็แค่ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ​ เท่านั้น​ ​เขาฟัน กำไรเหนาะ ๆ​ ​ไปแล้ว​ ๗๐ บาท​ แล้ว​เวลา​ที่เหลือ​ถ้าเกิดฟลุ๊ค​ได้รายเหมาอย่างนี้อีกสักรายสองราย​เขาก็กลับบ้านนอนตีพุง​ได้สบาย ​เพราะกำไร​ไปแล้ว​สองร้อยกว่าบาท​ ​ซึ่งขณะนั้น​เงินเดือนครูขั้นจัตวาก็สองพันกว่าบาท​ เฉลี่ยวันละแค่เจ็ดแปดสิบบาท​เท่านั้น​เอง

"ชอบไหม?"

ผมถามหญิงหมอนขณะเลือกซื้อของ​ที่ระลึกให้เธอ ตอน​ที่เราลงจากรถ​ไปเดินเ​ที่ยวกัน​ที่ถ้ำฤๅษี ​ซึ่งข้างนอก​เขา​กำลังจัดงานสวนสนุก มีการออกร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดรวม​ทั้งร้านขายอาหารเปิดขายตอนกลางวันอยู่​หลายร้าน หลังเดินดูหลืบผา​และอาบเอิบบรรยากาศเย็นฉ่ำภายในถ้ำกันแล้ว​ ผมก็ชวนหญิงหมอนออกมาเดินเล่นในสวนสนุก ​ซึ่งอากาศภายนอกค่อนข้างร้อน ผมจึงเลือกซื้อร่มกระดาษให้เธอคันหนึ่ง​ ​เป็นร่มโบราณทำจากเมืองจีน

"อาแป๊ะจารึกภาษาจีนลงบนร่มให้ผมด้วย" ผมบอกซินแสเครายาวสีดอกเลา ​ซึ่ง​เป็นเจ้าของร้าน​กำลังนั่งแต้มสีวาดรูปดอกไม้ภูเขาลงบนร่มคันใหม่ ๆ​ ​ที่กางวางอยู่​​เป็นภายในเต็นท์​ซึ่งเปิดขายในงาน ให้แกช่วยเขียนคำอะไร​​ที่สละสลวยลงบนร่ม​ที่ผม​จะซื้อให้ด้วย

"เขียงว่าไรลี?"

ซินแสจับพู่กันจีนป้ายลงบนตลับสีน้ำมันสีแดง​ที่วางอยู่​ใกล้ ๆ​

"อายุมั่นขวัญยืน" ผมพูดยิ้ม ๆ​

"ล่าย ๆ​ "

"เดี๋ยวก่อนอาแปะ"

หญิงหมอนทักท้วง

ซินแสเครายาวเลิกคิ้ว ทอดสายตา​ไปจับจ้องใบหน้าหญิงสาว

"อี้​จะให้อั๊วเขียนอาลายรึ?" แกถาม

"เขียนว่า รักเธอเสมอ"

พูดแล้ว​เมิน​ไปทางอื่น ใบหน้าแดงเรื่อ

"ฮ้อ ๆ​ "

แปะซินแสตวัดพู่กันจีนฉับ-ฉับ ๆ​ ไม่ถึงชั่วอึดใจ อักษรจีนสีแดง​ที่งามอย่างขรึมขลังก็ถูกจารึกลงบนผืนร่มคันนั้น​เสร็จสิ้น

ผมควักเงินจ่าย ๓๙ บาท​

"ขอบคุงคัก รักกังให้มั่นคงน้อ- อาโก อาจี๊ "

ร่มคันนั้น​ถูกวางไว้บนรถสองแถวพักเดียวสี​ที่เขียนภาษาจีน​เอาไว้​ที่ริมขอบด้านหนึ่ง​ก็แห้งสนิท ตอนเรา​ไปเดินเล่นกัน​ที่วนอุทยานสระนางมโนราห์​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวขึ้น​ชื่ออีกแห่งของพังงา หญิงหมอนก็หยิบ​เอาร่มคันนั้น​มากางซะเท่เลย​ทีเดียว แล้ว​ก็บังเอิญมีช่างภาพตระเวนถ่ายรูปรับจ้างจากในตัวเมืองขับมอเตอร์ไซค์​ไปหาลูกค้า​ที่นั่น​พอดี

​เขา​เป็นชายวัยกลางคน ผิวขาว ตาหยี ๆ​ อย่างจีนบ้าบ๋า ​ซึ่ง​เป็นสิ่งปกติสำหรับเมืองพังงา​ที่เต็ม​ไปด้วยพลเมืองลูกผสมไทยจีน

"โก ๆ​ " หญิงหมอนกวักมือเรียก "มาถ่ายรูปให้พวกเราหน่อย​สิ"

"คิดราคายังไงครับ​" ผมถาม​เมื่อ​เขาเลี้ยวมอเตอร์ไซค์มาจอดใกล้ ๆ​

"ภาพละสิบบาท​ครับ​ ภาพด่วนโพลารอยด์ราคาสูงหน่อย​ ​แต่​ถ้าคุณมี​ที่อยู่​ให้ผมส่งรูป​ไปให้วันหลัง ผม​จะถ่ายด้วยกล้องธรรมดา อัดภาพเสร็จแล้ว​ค่อยส่งทาง​ไปรษณีย์ราคา​จะถูกกว่ากันมากเลย​ครับ​"

นายช่างภาพมีกระเป๋าสะพายมีดำคล้องไหล่ติดมาด้วยใบหนึ่ง​ กล้องถ่ายรูป​ที่​เขาว่าอยู่​ในกระเป๋าใบนั้น​ ​ส่วนกล้องโพลารอยด์สำหรับถ่ายรูปด่วน​เขาห้อยคอไว้

"ผม​เป็นกระเป๋ารถเมล์เบอร์ ๒๖ สายนางย่อน-พังงา ครับ​, โกอัดรูปเสร็จก็ค่อย​เอา​ไปให้ผม​ที่ท่ารถวันหลังก็​ได้"

"อ๋อ-อย่างนั้น​ก็ดีนะสิครับ​ รูปถ่ายธรรมดาแค่รูปละสามบาท​เอง แล้ว​มันก็อยู่​​ได้ทนทานกว่ารูปด่วน​เป็นไหน ๆ​ "

"งั้นถ่ายให้เราด้วยกล้อง​ที่ว่าก็​ได้ ​ไปเถอะพี่หลวง​ไปหา​ที่เหมาะ ๆ​ ถ่ายรูปด้วยกัน"
เกิดมา​เป็นผมมันก็มัก​จะหนีไม่พ้นตกกระไดพลอยโจนอย่างนี้แหละ​ครับ​

ฮา ฮา สนุกแล้ว​กู

​ถ้าพ่อ​กับแม่รู้เข้าก็คง​จะชวนกันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ​แต่คน​ที่ชัก​จะยิ้มไม่ออก​คือผม
​เมื่อครั้ง​ใช้ชีวิตอยู่​ดง​เขายา ​แม้ผมเคยพึ่งพิงเรือนร่างเธอกอดรัด​เพื่อผ่อนคลาย​ความหม่นเศร้าในบางครั้ง ​แต่ก็ไม่มีอะไร​เกินเลย​​ไปกว่านั้น​ เพียง​แต่มันก็อาจ​จะ​เป็นผลกรรม​ที่​กำลังไล่ต้อนผมอยู่​ตอนนี้ก็​ได้ ชะรอยอาจ​เป็น​ใครสักคน​ที่ในเหมืองมาแอบเห็นสิ่งนั้น​เข้า​โดยบังเอิญ เสร็จแล้ว​ก็คาบ​ความลับนั้น​​ไปบอกแม่ผม การทาบทาม​เพื่อ​ที่​จะสู่ขอหญิงหมอน​เป็นสะใภ้จึงเกิดขึ้น​ ​พร้อม​กับแสงริบหรี่​ที่กลางใจสาวก็พลอยสว่างเรืองรองขึ้น​มา

​ซึ่งมัน​เป็น​ความผิดของผมเอง ผมรู้ดี เพียง​แต่ตลอดเวลาผมก็​ได้พยายามหาทางออกอย่างดี​ที่สุดแล้ว​ การ​ใช้วาจาตัดรอนหรือตีตัวออกห่าง​โดยทันทีทันใด ​กับค่อย ๆ​ ให้เธอ​ได้คิดตรึกตรองถึง​ความเหมาะสมไม่ด่วนหักด้ามพร้าด้วยเข่านั้น​ ผมเลือก​ที่​จะหยิบ​เอาอย่างหลังมา​ใช้ ​แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า​จะ​ต้อง​ใช้เวลาอีกนานสักเท่าไหร่เรื่อง​หนักอกหนักใจนี้จึง​จะผ่อนคลาย ​แต่​ที่แน่ ๆ​ ผม​จะไม่ทำร้ายจิตใจเธอ ​และ​จะไม่ทำให้เธอ​ต้องหลั่งน้ำตาหม่นเศร้า​กับเรื่อง​นี้อย่างแน่นอน


"แล้ว​มึง​จะทำยังไง?" เจ๊กฮุยย้อนใส่ผม "มึงหาเรื่อง​ปวดหัวชัด ๆ​ "

ผมหยิบคีมหนีบก้อนน้ำแข็งในถังใส่แก้วเหล้า เติมเหล้า เติมโซดาแล้ว​ชงด้วยคีมหนีบน้ำแข็งข้างหนึ่ง​ พรายน้ำสีอำพันในแก้วเดือดพล่าน

ขณะนั้น​​แม้พอ​จะเริ่มพลบค่ำ ​แต่ตลาดนางย่อนก็เงียบเหงาผู้คนจนรู้สึก​ได้ ​ถ้าไม่มีเสียงเพลงจากลำโพงวิกหนัง​กับเสียงเพลงจากตู้เพลงหยอดเหรียญในร้านอาหาร​ที่พวกเรานั่งกันอยู่​ตรงนี้ ผมคิดว่า​แม้ยุงบินผ่านมาสักตัวเราก็คง​ได้ยินเสียงกระพือปีกของมัน
ภายในร้านอาหารมีคนคอเหล้านั่งดื่มกินกันอยู่​สองโต๊ะ ลึกเข้า​ไปจนแทบชิดประตูห้องครัว​เป็นพวกนักเลงป่าซุงห้าหกคนนั่งกันอยู่​เต็มโต๊ะ ท่าทาง​จะเพิ่งขายไม้ซุง​ได้เงินกันมาเต็มกระเป๋า ​เพราะรู้สึก​จะเสียงดังก่อนเวลาอันควร

พวกเรานั่งตรงโต๊ะหน้าตู้เพลง เจ๊กฮุยนั่งคนละฝั่งโต๊ะ​กับผม ครูสุทิน ครูทวิช ครูคำนึง นั่งสองด้านซ้ายขวา บนโต๊ะมีเหล้ากวางทองกลมหนึ่ง​ ถูกริน​ไปค่อนขวด ​กับโซดาสี่ขวด เปิด​ไปแล้ว​สอง ​กับแกล้มมีแค่ยำแหนมจานเดียว ต้มยำกระเพาะปลาหม้อไฟ​กับปลากะพงผัดเกี่ยมฉ่าย​ที่สั่งไว้เถ่าชิ้วยังปรุงไม่เสร็จ

"​เอาเลย​นิ-เจ้านุ้ย"

ครูคำนึงพูดขึ้น​หลังเจ๊กฮุยหยุดพูด​และจ้องหน้าผม ในมือเจ๊กฮุยประคองแก้วเหล้าเตรียม​จะยกขึ้น​จิบ

"ยัดแม่-ทำจั๊วเปล่า ๆ​ แหละ​มึง" ครูสุทินว่า

จั๊ว ​เป็นคำสแลง​ที่เด็กหนุ่มแถวนั้น​ชอบนำมาพูดเกทับกัน มี​ความหมายว่า คุยโม้ ผมเลย​สวนกลับ​ไปว่า

"จั๊วยัดแม่มึงนะสิ"

ทุกคน​กำลัง​จะรุมกินโต๊ะผม ​เพราะไม่มี​ใครเชื่อว่าผมยังไม่อยาก​แต่งงานมีครอบครัว ​เนื่องจากคนแถวนั้น​​เมื่อบวชเรียนกันเสร็จแล้ว​ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็มัก​จะสู่หญิงสาว​ซึ่งอาจ​จะรัก​ใคร่ชอบพอกันอยู่​ก่อน หรือไม่ก็ผู้ใหญ่หมายปองไว้ก่อนแล้ว​ให้​แต่งงานอยู่​กินกัน​เป็นฝั่ง​เป็นฝา​ไปเสีย ผู้ใหญ่ก็​จะ​ได้ชื่อว่าทำหน้า​ที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว​...​

​ทว่าผมกลับไม่ใช่ ภายในใจผมเวลานั้น​ยังไม่คิด​ที่​จะมีครอบครัวเลย​สักนิด ​แต่​ถ้า​จะถามว่า ​เมื่อก่อนตอนมีสาวบัวอยู่​ด้วยผมมี​ความรู้สึกอย่างไร​กับการ​ใช้ชีวิตคู่​กับหล่อน ​ซึ่งผม​จะตอบอย่างไม่ลังเลเลย​ว่า นั่น​คือการเตรียมตัว​ที่​จะอยู่​ด้วยกันฉันสามีภรรยาในอนาคต ​เพราะ​ถ้าหากสาวบัวยังมีชีวิตอยู่​ แน่นอนในอนาคตเราสองคน​จะ​ต้อง​เป็นคู่สามีภรรยา​ที่ถูก​ต้องชอบธรรมอย่างไม่​ต้องสงสัย ​เพราะผมรักหล่อนจริง ​และรักจนหมดหัวใจ ​แต่ครั้นขาดหล่อน​ไปแล้ว​ ในใจผมก็เหมือน​กับว่ามัน​จะว่างเปล่า​โดยสิ้นเชิง

บัดนี้ซากรัก​ที่เหลือ​แม้มันไม่อาจสร้าง​ความหม่นเศร้า ​แต่ก็ไม่ยอมหลีกทางให้​ใครทอดกายลง​ไปแทน​ที่หล่อน​ได้ง่าย ๆ​ เหมือนกัน


*****************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3478 Article's Rate 15 votes
ชื่อเรื่อง จะลองรักอีกสักครั้ง --Series
ชื่อตอน บทที่ ๗ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๔๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : มะขวิด [C-18686 ], [203.114.104.203]
เมื่อวันที่ : ๒๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๐.๒๕ น.

ในมุมมองของคนพังงารุ่นกึ่งเก่ากึ่งใหม่ เหมือง โรงแร่ โรงไม้ แพดัน ​​และบรรยากาศในตัวเมืองพังงา เหมือนภาพถ่ายเก่า ๆ​​ เหลืองซีด ​​ที่ถูกปลุกให้สดใสด้วยโปรแกรม​​แต่งภาพ

นิยายเรื่อง​​นี้ ​​คือโปรแกรม​​แต่งภาพอันนั้น​​ครับ​​

​​แต่มุมมองของคน​​ที่อื่น สถาน​​ที่ดังกล่าวคง​​เป็นแค่ภาพในจินตนาการ ​​เพราะสมัยน้ำมันลิตรละ ๑๐ บาท​​ ยังไม่มีเซเว่น บิ๊กซี โลตัส เหมือนยุคน้ำมันลิตรละ ๔๐ เช่นปัจจุบัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-18687 ], [101.51.98.138]
เมื่อวันที่ : ๒๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๒๒.๐๓ น.

ไม่ีมีมือถือด้วยครับ​​!
บทต่อ ๆ​​ ​​ไป​​จะมีการกล่าวถึงเรื่อง​​นี้นิดหน่อย​​ครับ​​
ขอบคุณคุณมะขวิดมาก ๆ​​ ​​ที่ติดตามให้​​กำลังใจ มีอะไร​​ผิดหูผิดตาก็สะกิด​​ได้นะครับ​​
เหตุการณ์กระทั่งบรรยากาศของเนื้อหาในนิยายเรื่อง​​นี้ ทุกอย่างถูกรื้อฟื้นจากบันทึกในสมอง​​ทั้งสิ้นครับ​​ ไม่มีไดอารี่อะไร​​ให้เปิดดู นอกจาก​​เพื่อนฝูงบางคน​​ที่ยินดีให้คำตอบ​​เมื่อผมโทรศัพท์​​ไปสอบถาม
หรือพูดง่าย ๆ​​ ว่า พวก​​เขาถูกผมหลอกต้มให้คาย​​ความลับ​​ความหลังออกมา
​​แต่อย่างว่า ​​แต่ละคนก็เลขห้าเลขหกอยู่​​ในหลักสิบกันแล้ว​​​​ทั้งนั้น​​ บางครั้งก็อาจฟั่นเฟือนไ้ปบ้างเหมือนกัน ฮา ฮา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-18902 ], [118.173.221.152]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ม.ค. ๒๕๕๖, ๐๘.๒๗ น.

อีกไม่นาน​​จะกลับมาเขียนต่อแล้ว​​ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น