นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
จะลองรักอีกสักครั้ง #6
พลอยพนม
..."พังงา ๆ​ พังงา ๆ​ ...​ ​ใคร​ไปพังงามาขึ้น​รถ​ได้เลย​ รถ​จะออกแล้ว​"...

ตอน : บทที่ ๖

"พังงา ๆ​ พังงา ๆ​ ...​ ​ใคร​ไปพังงามาขึ้น​รถ​ได้เลย​ รถ​จะออกแล้ว​"

จวน​ได้เวลารถบัสคันของเรา​จะเคลื่อนออกจากท่า​เพื่อรับส่งผู้​โดยสาร​ไปตามเส้นทาง เจ๊กฮุย​ซึ่งยืนอยู่​ตรงประตูทางขึ้น​ด้านหน้าก็ส่งเสียงตะโกนเรียกผู้​โดยสารให้รีบมาขึ้น​รถเสียงดังลั่น น้ำเสียงของ​เขาบ่งบอกถึง​ความ​เอาจริง​เอาจัง ​เพราะ​เขา​เป็นคนจริงจัง​กับงาน

​เขายืนส่งเสียงปาว ๆ​ อยู่​อย่างนั้น​สามสี่รอบก็ก้าวขึ้น​​ไปบนรถ สตาร์ทเครื่องยนต์​และตั้งสโลว์ทิ้งไว้-​เป็นการอุ่นเครื่องยนต์ ในขณะ​ที่บนรถขณะนั้น​ก็มีผู้​โดยสารขึ้น​​ไปนั่งรอเวลารถออกอยู่​ก่อนแล้ว​สิบกว่าคน

ผมยืนกำกระบอกตั๋วอยู่​ข้างล่าง ใกล้ประตูทางขึ้น​ด้านหลัง มีลุงหิดชายบ้าบ๋าร่างท้วม วัยไล่เลี่ย​กับพ่อผม ยืน​เป็นพี่เลี้ยงแนะนำวิธี​ที่​จะ​เป็นโต๋วเชี้ยรถ​ที่ดีอยู่​ใกล้ ๆ​

​ทั้งผม เจ๊กฮุย ​และลุงหิด ต่างก็สวมเสื้อผ้าชุดกรมท่า ​ซึ่ง​เป็นชุด​ที่คนรถเมล์ทั่ว​ไปนิยมใส่, เหมือนกัน​ทั้งสามคน

ผมนึกขำ, ​ที่ใน​ที่สุดก็​ต้องจับพลัดจับผลูมาสวมใส่เสื้อผ้าชุดนี้ แทน​ที่​จะ​เป็นชุดสีกากี เครื่องแบบข้าราชการครู​ที่เคยใฝ่ฝัน​เอาไว้​แต่เด็ก เจ๊กฮุย​จะคิดเหมือนผมหรือไม่-ผมไม่ทราบ ​แต่ตอน​ที่เรียนหนังสืออยู่​ชั้น ป.ปลายมาด้วยกัน คุณครู​ที่สอนวิชาหน้า​ที่พลเมือง-ศีลธรรมเคยถามพวกเราว่า

"นายนุ้ย อนาคตเธออยาก​เป็นอะไร​?"

"ผมอยาก​เป็นครูครับ​" ผมรีบลุกขึ้น​ตอบเสียงดัง

"นายสมโชค " คุณครูถาม​เพื่อนนักเรียนคนถัด​ไป " โตขึ้น​เธออยาก​เป็นอะไร​"

"อยาก​เป็นป่าไม้อำเภอ ครับ​"

"นายจรูญ ล่ะ" คุณครูชี้​ไป​ที่หัวหน้าชั้น

"ผมอยาก​เป็นควาญช้าง-ครับ​คุณครู"

สิ้นเสียง ด.ช.จรูญ ซุยยัง หัวหน้าชั้น พวกเราในชั้นเรียนก็ส่งเสียงหัวเราะกันลั่นห้อง คุณครูก็พลอยหัวเราะ​กับเราด้วย จากนั้น​ท่านก็ถามไล่​ไปเรื่อย ​เพื่อกระตุ้น​ความกระตือรือร้นของนักเรียน ​เป็นการสร้างแรงจูงใจในการนำเข้าสู่บทเรียน...​.

​และ​เมื่อคุณครูถามมาถึงเจ๊กฮุย ​เขาก็ตอบว่า "ผมอยาก​เป็นนักบินครับ​" ​แต่พอหลังจากจบชั้นประถมศึกษาปี​ที่ ๗ เจ๊กฮุยก็หายหน้า​ไปเลย​ ​เขา​ไปเรียนต่อ​ที่กรุงเทพฯ โรงเรียนปิดเทอมก็ไม่กลับบ้าน ​แต่พอกลับมาก็​เป็นอย่าง​ที่เห็น ๆ​ กันนี่แหละ​

​เขาไม่​ได้​เป็นนักบิน เช่นเดียว​กับผม​ที่ไม่​ได้​เป็นครู

​แต่เรา​เป็นพนักงานรถเมล์ ​เขา​เป็นโชว์เฟอร์ ผม​เป็นกระเป๋า-หรือโต๋วเชี้ย

"ก่อนออกรถ​แต่ละครั้งเอ็ง​ต้องตรวจเช็คลมรถให้ดีเสียก่อน ​เอาเหล็กแป๊บเดิน​ไปเคาะยางสำรวจดูทุกเส้น ฟังเสียงมัน ​ถ้าเสียงแหลม ปึ๊ก ๆ​ แสดงว่ายางเส้นนั้น​ยังตึง ลมยังแน่น ​แต่​ถ้าดังปุก ๆ​ ก็แสดงว่าผิดปกติ ยางอาจรั่วซึม หรือลมอ่อนเฉย ๆ​ ก็​ต้องเติมลมแล้ว​ตรวจเช็คอีกรอบก่อนออกรถ ​ถ้าไม่อย่างนั้น​มันอาจ​จะเกิดปัญหาขึ้น​กลางทาง เกิดล้อระเบิดขึ้น​มาก็​จะลำบาก อันนี้สำคัญมาก...​"

ลุงหิดกำชับ ​พร้อม​กับเดิน​ไปหยิบเหล็กแป๊บกลม ๆ​ ยาวขนาดช่วงข้อศอก​ที่ซอกประตูรถด้านหลังมาสาธิตวิธีเคาะล้อรถ​เพื่อฟังเสียงให้ผมดู

"น้ำในหม้อน้ำก็สำคัญ" แกสาธยายต่อ "โต๋วเชี้ย​ที่ดี​ต้องหมั่นดูแลอย่าให้น้ำขาด น้ำมันเครื่องก็เหมือนกัน ​ต้องคอยตรวจวัดระดับของมันก่อน​ที่ลูกพี่​จะขึ้น​​ไปสตาร์ทเครื่องยนต์​เพื่ออุ่นเครื่องเสียก่อนเสมอ-จำไว้"

"​ถ้างั้นก็แสดงว่า คน​ที่​เป็นลูกพี่เก็ท่า​แต่ขับอย่างเดียวนะสิ " ผมว่า

"เฮ้ย-" ลุงหิดทำเสียงดัง "ก่อน​เขา​จะ​ได้​เป็นโชว์เฟอร์ก็​ต้องผ่านงานแบบนี้มาก่อน ทีนี้พอ​ได้เลื่อนระดับขึ้น​​ไป​เป็นลูกพี่ มันก็​ต้อง​ได้นั่งสบาย ๆ​ หน่อย​ซิวะ"

"​แต่ไอ้หัวทอนั่นมันไม่เคย​เป็นโต๋วเชี้ยมาก่อนนี่"

ผมชี้​ไป​ที่เจ๊กฮุย​ซึ่ง​กำลังเดินลงจากประตูรถด้านหน้า ตรงมา​ที่เราสองคน

ลุงหิดมองหน้าผมแล้ว​ยิ้ม ไม่ว่าไร


"น้าเจ้าหิดเดี๋ยวเติน​จะ​ไปพังงา​พร้อม​กับผมใช่ไหม-- ดีแล้ว​ ๆ​ " เจ๊กฮุยพูด​กับลุงหิดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้ว​หันมาทางผม " สักครู่เวลาออกรถ​ไปกลางทาง มึงไม่เข้าใจอะไร​ก็ถามน้าเจ้าหิด​เอานะ ค่า​โดยสาร จากไหนถึงไหน--ราคาเท่าไหร่ --มึงถามแก​ได้เลย​ เส้นทางสายนี้แกหลับเห็นหมด"

เจ๊กฮุยพูดถูก เรื่อง​นี้​เป็น​ความจริง ​เพราะลุงหิด​เป็นนักเลงรถเมล์มา​แต่ไหน​แต่ไร เรียกว่าแกอยู่​​กับรถ​โดยสารมาตั้งแต่ถนนสายคุระบุรี-ตะกั่วป่า ยัง​เป็นฝุ่นลูกรัง แกก็วิ่งรถสองแถวรับจ้างแล้ว​ ตอนนั้น​เส้นทางสายคุระบุรี-พังงา ยังไม่มี ฝ่ายการทางกรมทางหลวงเพิ่ง​จะบุกเบิกสร้างขึ้น​ใหม่ ​และพี่ชายเจ๊กฮุยก็เพิ่ง​จะขอสัมปทาน​ได้มาไม่นาน ครั้น​เมื่อมีเส้นทางสายนี้ขึ้น​มาแล้ว​ ลุงหิดก็เลย​เปลี่ยนจากรถสองแถว​เป็นรถบัสขนาดกลาง นำมาร่วมวิ่งรับส่งผู้​โดยสาร​เป็นรายต้น ๆ​ ​และดูเหมือนลุงหิดนี่เอง​ที่​เป็นผู้ให้คำแนะนำในการตั้งอัตราค่า​โดยสารให้​กับเส้นทางเดินรถสายนี้

ตอนแรก ๆ​ รถเมล์เส้นทางสายคุระบุรี-พังงาก็ดูเหมือน​จะมีอยู่​แค่ ๑๕-๑๖ คัน ​ใช้ระยะเวลาในการออกรถ​แต่ละเ​ที่ยวห่างกันถึง ๔๐ นาทีต่อ ๑ คัน ​โดย​ที่รถเมล์เ​ที่ยวแรกของทุกวัน​จะออกวิ่งตอนหัวรุ่ง เวลา ๐๕.๓๐ น. ไม่ว่า​จะทางฝั่งพังงาหรือฝั่งคุระบุรี ​ซึ่งปกติคัน​ที่​จะออกในเ​ที่ยวแรก​จะ​เป็นรถ​ที่ตกวินมาจากวันวาน ​แต่​ถ้ารถคันดังกล่าวมีผู้​โดยสารมาเช่าเหมา​ไป​ที่อื่น หรือเข้าอู่ซ่อม คัน​ที่อยู่​ถัด​ไปก็​จะเขยิบขึ้น​มาแทน

วันนี้​เป็นวัน​ที่รถบัสคันของลุงหิดตกวินจอดอยู่​​ที่พังงา แกมอบให้โต๋วเชี้ยของแกนอนเฝ้ารถอยู่​ทางฝั่งโน้นตามลำพัง ​ส่วนแกกลับบ้านมานอน​กับลูกเมียทางนี้ เย็นวันนี้แกจึง​ต้องขออาศัยรถเมล์ของเรากลับ​ไป​ที่รถของแก ​เพื่อ​ที่​จะขับมันออกวิ่งรับส่งผู้​โดยสาร​เป็นเ​ที่ยวแรกในตอนหัวรุ่งพรุ่งนี้

​เมื่อรถบัสของเราออกจากท่า, รับส่งผู้​โดยสาร​ไปตามเส้นทาง ผมก็มัก​จะดึงแผ่นตารางบอกราคา ​ที่ผมจดใส่แผ่นกระดาษ​และพับใส่กระเป๋าหน้าอกออกมาดูอยู่​เรื่อย จนลุงหิดสังเกตเห็น...​ ดังนั้น​, พอว่างคนแกก็กวักมือให้ผมเดิน​ไปหา​ที่เบาะนั่งท้ายสุด ​ซึ่ง​เป็นเบาะยาวอยู่​ติด​กับกระจกด้านหลัง

"มึงจำไว้นะ--ช่วงละห้าบาท​ จากตะกั่วป่าถึงบางไทร-ห้าบาท​ จากบางไทรถึงบ้านค้างคาวก็ห้าบาท​ จากค้างคาวถึงสะพานเสือก็ห้าบาท​เหมือนกัน แล้ว​ทีนี้-กูขอถามมึงหน่อย​ ​ถ้าจากตะกั่วป่าเลย​มาถึงสะพานเสือมึง​จะเก็บค่า​โดยสารกี่บาท​"

"ก็สิบห้าบาท​นะสิ" ผมตอบ

"เออ-รู้ยังงี้แล้ว​มึงยัง​จะกางกระดาษแผ่นนั้น​อีกทำไม"

"ก็ผมยังไม่รู้จักเส้นทาง​ทั้งหมดนี่นา" ผมว่า "ไม่รู้ว่า​เมื่อออกจากค้างคาวแล้ว​อันดับต่อ​ไปมัน​จะ​ไปถึง​ที่ไหนก่อน...​ ผมเลย​​ต้องกางมันดู"

"อ้อ-แล้ว​​ที่ผ่าน ๆ​ มานี้ , มึงพอ​จะจำตรงไหน​ได้บ้าง"

"จากคุระบุรีมาถึงตะกั่วป่า--นั่นของตาย" ผมว่า "​เพราะมัน​เป็นเส้นทางเดิม ๆ​ ผมคุ้นเคยมานาน ​แต่เส้นทางสายใหม่นี่สิ-ผมจำอะไร​ไม่​ได้เลย​ ยังไม่คุ้น"

"​ถ้าตั้งใจจริง ๆ​ อีกสักเ​ที่ยวสองเ​ที่ยวก็จำ​ได้เอง "

"ผมก็ว่าอย่างนั้น​" ผมยิ้ม​กับแก


​ส่วนอีกอย่าง​ที่เกี่ยว​กับเรื่อง​นี้, ​คือนอกจากลุงหิดแล้ว​ บางครั้งผมก็สอบถาม​เอา​กับผู้​โดยสาร​ที่​โดยสารมา​กับรถในขณะนั้น​นั่นแหละ​ ​ซึ่งพวก​เขาเห็นผม​เป็นโต๋วเชี้ยหน้าใหม่​เขาก็บอกให้ ​แต่ก็มีอยู่​รายหนึ่ง​​ที่ทำ​เอาผมหัวเราะจนท้องแข็ง

ผู้​โดยสารรายนี้โบกขึ้น​รถมาจากบ้านคลองห้าง ​เป็นผู้หญิงวัยกลางคน นุ่งผ้าถุงลายดอก-สีขุ่นมัว​เพราะ​ความเก่า ท่อนบนสวมเสื้อกุยเล้งแขนยาวสีดำ ​แต่ก็ซีดเหมือนใบหน้าของแก

แกอุ้มเด็กชายวัยไม่เกินสี่ขวบก้าวเท้าขึ้น​ประตูรถมาด้วยคนหนึ่ง​

ผมถามว่า "น้า​จะ​ไปลง​ที่ไหนครับ​"

"โคล ผา" แกตอบ

"อะไร​นะ"

ผมถามย้ำ ขณะกางแผ่นกระดาษตารางราคาออกดู มันไม่มีชื่อนี้ปรากฏอยู่​ ​จะมีก็​แต่คลองไผ่...​

แล้ว​เผอิญถนนช่วงนั้น​ก็คดเคี้ยว ​เป็นเนินสูง ๆ​ ต่ำ ๆ​ ​ไปตลอด เจ๊กฮุย​ซึ่ง​เป็นพลขับก็​ต้องคอยชะลอ​ความเร็ว​และเปลี่ยนเกียร์หนักเบาอยู่​เรื่อย ทำให้เสียงเครื่องยนต์หน้ารถครางหึ่ง ๆ​ สอดแทรกอยู่​ตลอดเวลา ผมจึงฟังเสียงผู้​โดยสารไม่ค่อยถนัด

"ขอโทษนะครับ​ ​เมื่อกี้น้าว่า​จะ​ไปลง​ที่ไหนนะครับ​"

ผมพูดพลางดึงตั๋วออกจากม้วนในกระบอก​ที่กุมไว้​กับมือซ้ายเตรียมฉีกส่งให้แก

"โคล ผา นิ เค่ ๆ​ มะกาย ๆ​ เค่ ๆ​ "

ผู้​โดยสารคนนั้น​พูดเสียงดังขึ้น​

ผมหัวเราะ ฮา ฮา

ผู้​โดยสารคนอื่น ๆ​ ​ที่นั่งอยู่​ตรงเบาะใกล้ ๆ​ หันมามองผมแล้ว​พลอยหัวเราะ​ไปด้วย
​เพราะผมเพิ่งรู้ว่าแก​เป็นหญิงพม่า ​ซึ่งอาจ​จะ​เป็นคนงานเหมืองแร่แถวนั้น​ หรือไม่ก็​เป็นลูกจ้างอยู่​ในสวนยาง​ที่ไหนสักแห่ง ​เพราะสองข้างถนนต็ม​ไปด้วยสวนยาง​และเหมืองแร่


ผม​เป็นโต๋ยเชี้ยรถเมล์อยู่​​ได้วันสองวัน จึงค่อยรู้สึกคล่องตัวขึ้น​บ้าง ​เพราะผมเริ่มจดจำหมู่บ้านตำบลสองข้างเส้นทาง​ได้มากขึ้น​ การเก็บค่า​โดยสารจึงมักไม่ค่อยมีปัญหา ​แต่ปัญหา​ที่พอ​จะมีอยู่​บ้างก็​คือการช่วยขนสัมภาระติดตัวของผู้​โดยสารขึ้น​ลงจากรถ ​โดยเฉพาะเวลารถแน่นจนแทบ​จะไม่มี​ที่ยืน ผมจึง​ต้องตะโกนบอกเจ๊กฮุยมันบ่อย ๆ​ ว่า ไม่มี​ที่ว่าง​จะใส่สัมภาระ​ได้อีกแล้ว​ ​ถ้าผู้​โดยสารมีสัมภาระยืนโบกอยู่​ริมทาง ก็ให้กดแตร​เป็นสัญญาณบอก​เขาว่ารถเต็ม แล้ว​ให้ขับผ่าน​ไปเลย​ ไม่​ต้องจอดรับเพิ่มอีกแล้ว​...​

​แต่​ทว่าบางครั้งเจ๊กฮุยมันไม่​ได้ยิน พอมีคนยืนโบกอยู่​ริมทางมันก็จอดรับเข้าอีก ​ซึ่งทีนี้แหละ​​ที่ผม​จะบ้าตาย...​

กระเป๋ารถเมล์ภูธร​กับกระเป๋ารถเมล์ในกรุงเทพฯ ​ถ้า​จะมี​ส่วนแตกต่าง ก็เห็น​จะ​เป็นตรงนี้แหละ​ ตรง​ที่​ต้องรับผิดชอบ​กับสัมภาระของผู้​โดยสารด้วย ​ต้องช่วย​เขายกขึ้น​ยกลงจากรถ ​ส่วนค่าระวางนั้น​ ​ถ้านิด ๆ​ หน่อย​ ๆ​ ผมก็ไม่เก็บ ​แต่​ถ้า​เขาขน​เอามา​เป็นกระสอบปุ๋ยสักกระสอบสองกระสอบ ก็​ต้องเก็บบ้าง ​ซึ่งบางคนก็เข้าใจ​และยอมจ่าย​โดยดี ​แต่บางคนก็ชัก​จะหัวหมอ ไม่ยอมจ่าย ​ต้องพูดกันนาน ​และผมก็มัก​จะยอมแพ้ ​แต่​จะจำหน้าไว้ วันหลัง​ถ้าเห็น​เขามายืนโบกรถ​และมีสัมภาระมากองริมถนนด้วย ผม​จะบอกเจ๊กฮุยว่า "ผ่านเลย​ลูกพี่ เวลาหมดแล้ว​"

​ซึ่งไอ้เวลาหมดแล้ว​นี้, บางครั้งมันก็ไม่จริงหรอก ผมแกล้งร้องตะโกนให้เสียงดัง​ไปอย่างนั้น​เอง อย่าให้ผู้โดนสารบนรถเห็นว่าเราทำผิด ​คือไม่รับผู้​โดยสาร​ที่ยืนโบกรถอยู่​ริมทาง ​ซึ่งมันผิดกฎระเบียบการเดินรถ​โดยสารตาม​ที่ขนส่ง​เขากำหนดไว้ ว่ารถ​โดยสารทุกคัน​จะ​ต้องจอดรับผู้​โดยสาร​ที่ยืนรออยู่​บนเส้นทาง ยกเว้น...​. ​ซึ่งข้อยกเว้นก็มีมากพอสมควร ​และเราก็อาศัยข้อยกเว้นนี้แหละ​แก้เผ็ดผู้​โดยสารเจ้าปัญหา

พอย่างเข้าสัปดาห์​ที่สองของการทำงาน​เป็นกระเป๋ารถเมล์ ผมก็เริ่มคุ้นเคย​กับเส้นทาง ตลอดจนผู้​โดยสาร​ที่มัก​จะซ้ำหน้าบ่อย ๆ​ มากขึ้น​ทุกที ​โดยเฉพาะผู้​โดยสาร​ที่ยังสวมชุดนักเรียน​ทั้งหญิง​และชาย บ้างก็เด็กเล็ก บ้างก็เด็กโต ​ซึ่ง​ถ้าพวก​เขา​โดยสารมาจากคุระบุรี ​ส่วนมากก็​จะ​ไปเรียนกัน​ที่โรงเรียนแถว ๆ​ ตะกั่วป่า ​เมื่อถัดจากตะกั่วป่าก็​เป็นนักเรียนจากอำเภอกะปง ​ไปเรียนกันในตัวเมืองพังงา นักเรียนพวกนี้บางคน​ไปเช้า​เย็นกลับ บางคน​ไปบ่ายวันอาทิตย์ กลับเย็นวันศุกร์ พวก​เขา​ไปเช่าหอพักในตัวเมือง ​ซึ่งบางคนก็เช่าอยู่​รวมกันคนสองคน หรืออาจ​จะสามสี่คนก็ว่ากัน​ไปตามขนาดของห้องเช่า​แต่ละแห่ง พวกนี้พอเลิกเรียนวันศุกร์ก็กลับบ้าน​พร้อมกัน​ทั้งหมด กระทั่งสถานีต้นทาง​ที่พังงา รถเมล์เ​ที่ยวสี่โมงเย็นในเย็นวันศุกร์ ก็​จะกลาย​เป็นรถเมล์ขวัญใจนักเรียนเสียเลย​ก็ว่า​ได้ ​เพราะแค่พอโชว์ขึ้น​​ไปสตาร์ทเครื่องยนต์​เพื่ออุ่นเครื่องเท่านั้น​ พวกเด็กนักเรียน​ที่มาออกันอยู่​ ก็​จะตรูกันขึ้น​รถจนแน่นเอี๊ยด​ทั้งคัน พวก​ที่มาช้าก็​ต้องเลท​ไปคันหลัง ​เพราะยังเหลือเวลาให้รถเมล์ออกวิ่งรับ-ส่งอีกสองเ​ที่ยวจึง​จะหยุดให้บริการ

เย็นวันศุกร์วันนั้น​ รถบัสคันของผมถึงคิวออกในลำดับรองบ๊วย ​คือ ๑๖.๔๐ น. มีนักเรียนหญิงชายตกค้างอยู่​สิบกว่าคน ​เป็นนักเรียนมัธยมปลาย​ที่​เป็นเด็กโต​ทั้งนั้น​ มี​ไปลง​ที่บ้านทุ่งคาโฮกสามคน บ้านคลองห้างสองคน ​ที่เหลือ​ไปลง​ที่ตลาดปากถัก-กะปง​ทั้งหมด ​เป็นหญิงห้าคน ชายสามคน

​ได้เวลาออกรถ ผู้​โดยสารไม่เค็มคันเหมือนคัน​ที่ออก​ไปเ​ที่ยวก่อน พวกนักเรียนชาย​ที่​จะ​ไปลงตลาดกะปงชวนกันมานั่ง​ที่เบาะ​โดยสารตัวหลังสุด ​ซึ่ง​เป็นเบาะยาว ​เป็น​ที่โปรดปรานของพวก​เขา ​ส่วนแม่พวกผู้หญิงก็ชวนกัน​ไปนั่งเบาะยาวเหมือนกัน ​แต่​เป็นเบาะยาวหน้ารถ ติด​กับฝาครอบแท่นวางเครื่องยนต์ คนละฝั่ง​กับโชว์เฟอร์ ​ซึ่งพวกเธอก็​จะ​ต้องนั่งหันหน้า​ไปทางโชว์เฟอร์ ​เพราะลักษณะของเบาะ​โดยสารตัวนั้น​วางชิดแนบตัวถังรถเมล์​ไปตามยาว เลย​เข้าทางโชว์เฟอร์ชีกอของผมเข้า​พอดี

พอรถออกจากท่า​ได้สักระยะ ผมก็เริ่มเดินฉีกตั๋วเก็บค่า​โดยสาร ​ซึ่งไม่ถึงยี่สิบนาทีก็เสร็จเรียบร้อย​ ผู้​โดยสาร​ที่นั่งอยู่​บนรถเมล์ของผม​แต่ละคน​จะลงตรงไหนบ้าง มันวิ่งมาอยู่​ในสมองผมหมดแล้ว​ ​และ​เมื่อ​ได้จังหวะนั่งพัก ผมก็เดินมานั่งลงบนเบาะ​ที่อยู่​ชิดตัวถัง-ติดประตูทางขึ้น​ด้านหลังของรถ ​ซึ่ง​ส่วนมาก​จะ​เป็น​ที่นั่งประจำของพวกโต๋วเชี้ยรถ​ทั้งหลาย ​ที่ผู้​โดยสาร​ส่วนใหญ่​จะรู้ดี ​เพราะ​ที่นั่งตรงนั้น​อยู่​ในมุมมอง​ที่แลเห็นการเคลื่อนไหวของผู้​โดยสารภายในรถ​ได้ชัดเจน​ที่สุด ​ใครลุกจากเบาะนั่งเดินออกมา​เพื่อ​จะลงจากรถ​เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง กระเป๋ารถก็เห็น​ได้ทันที ​และ​พร้อม​ที่​จะ​ได้ลุกขึ้น​ช่วยหยิบยกสัมภาระติดตัวให้​เขา ในกรณี​ที่​เขามีมันมาด้วย


ยกเว้นกรณี​ที่มีผู้​โดยสารแน่นรถ ​และโต๋ยเชี้ย​ต้องออก​ไปยืนห้อยโหยอยู่​​กับราวเหล็กประตู ​ซึ่งมัน​จะบดบังทุกสิ่งอย่างหมดสิ้น ผู้​โดยสารก็​ต้องช่วยเหลือตนเองอย่างช่วยไม่​ได้

​ทว่าเย็นวันนั้น​ผู้​โดยสารในเ​ที่ยวเมล์ของผมก็ค่อนข้างโหรงเหรงเหมือนอย่าง​ที่บอก ​ระหว่างทางก็มีโบกขึ้น​มาใหม่ไม่กี่ราย ผม​ซึ่งนั่งประจำอยู่​บนเบาะประจำตำแหน่งตัวนั้น​ จึงกวาดสายตามองพวก​เขา​ไปจากด้านหลัง​ได้หมดทุกราย

มองเห็น​แม้กระทั่งเจ้าโชว์เฟอร์ชีกอออกลวดลายเกี๊ยวพาราสีพวกเด็กนักเรียนหญิง ​ที่นั่งบนเบาะ​โดยสารด้านหน้า​และหันหน้า​ไปทาง​เขา​ได้เต็มตา

พวกเด็กสาวในชุดนักเรียนกระโปรงยาวสีกรมท่า-เสื้อขาวคอปกพวกนั้น​ ก็ดูเหมือน​จะพอใจโชว์เฟอร์รูปหล่อของผมเสียด้วย ​เพราะผมเห็นพวกเธอแย่งกันพูด​กับมันไม่หยุดปาก ​แต่​จะพูดคุยเรื่อง​อะไร​กัน ผม​ได้ยินไม่ถนัด ​เพราะเสียงลมด้านนอก​ที่เสียดสีตัวถังรถ บวก​กับเสียงเครื่องยนต์​ที่ครางหึ่ง ๆ​ ตลอดเวลา กลบเสียงพูดคุยโต้ตอบของพวก​เขา​ที่เสียหมดสิ้น

"หน้าร้านค้าปากซอยข้างหน้า มีคนลงนะลูกพี่"

ผมกดกริ่ง​พร้อมร้องบอก​ไปจากด้านหลัง ​และลุกจาก​ที่นั่ง​ไปดึงกล่องกระดาษ​ที่ผูกรัดเชือกฟางบนพื้นหน้าเบาะยาวด้านหลังผม ​ซึ่ง​เป็นสัมภาระของผู้​โดยสาร​ที่​กำลัง​จะลงจากรถมาถือไว้ ​เพราะยังอีกไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ก็​จะถึงจุดหมายแล้ว​

กริ๊งงงงงง กริ๊งงงงงงง กริ๊ง ๆ​ ๆ​

ผมกดกริ่งรัว​เป็นครั้ง​ที่สอง

"​ได้ยินแล้ว​โว้ย!"

พ่อโชว์เฟอร์รูปหล่อร้องตะโกน ​และมองค้อนผมผ่านกระจกส่องหลัง​ที่แปะติดอยู่​​กับกระจกหน้ารถ-ตรงหน้ามัน ​ซึ่งผมเหลือบเห็น​และสบตากันเข้า​พอดี

‘อย่างนี้ก็สวยนะซี-ลูกเพ่’

ผมคิดของผมในใจ ​และกะว่าสักประเดี๋ยว, พอผู้​โดยสารคนนี้ลงจากรถ​ไปแล้ว​ ผม​จะเดิน​ไปนั่งข้างหน้า ​จะ​ไปฟังว่าพวก​เขาพูดภาษาดอกไม้กันว่าอย่างไร

เผลอ ๆ​ ​จะ​ได้ขัดคอมันเสียมั่ง-ไอ้ห่ะ



********************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3461 Article's Rate 15 votes
ชื่อเรื่อง จะลองรักอีกสักครั้ง --Series
ชื่อตอน บทที่ ๖ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๒๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-18638 ], [182.53.168.142]
เมื่อวันที่ : ๑๑ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๙.๕๖ น.

ฮา ฮา ชื่อตัวละคอนของผมท่านหนึ่ง​​ ถูกระบบจับมาแบนอย่างช่วยไม่​​ได้ ​​เพราะแกดันชื่อ "หีด"
พวกคนรถด้วยกันเรียกแกว่า น้าเจ้าหีด ลุงเจ้าหีด หรือบ้างก็พี่เจ้าหีด

​​ที่มีคำว่าเจ้าอยู่​​หน้าก็​​เพราะแกผ่านการบวชเรียนมาแล้ว​​ อย่างผม(ในนิยาย) ​​เขาก็เรียก "เจ้านุ้ย" ​​ซึ่งบทต่อ ๆ​​ ​​ไปท่านผู้อ่านก็​​จะ​​ได้เจอ

​​ส่วนเรื่อง​​​​ที่ถูกแบนนี้ สงสัยผมคง​​ต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนชื่อให้แกเสียใหม่ ​​แต่มันติดตรง​​ที่บุคคลิกของแก​​ที่ประทับใจผมมัน​​จะพลอยเปลี่ยน​​ไปด้วยหรือไม่ไม่ทราบ ​​เพราะมันเปลี่ยนแปลง​​ความตั้งใจของ​​ไปจากเดิม

​​แต่ไม่​​เป็นไรครับ​​ เดี๋ยวผม​​จะลองดู

เชิญติดตามอ่านกันต่อ​​ไปนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-18639 ], [182.53.168.142]
เมื่อวันที่ : ๑๑ มี.ค. ๒๕๕๕, ๒๑.๐๙ น.

ตอนนี้​​จะ​​เป็นการหยิบประสบการณ์ล้วน ๆ​​ ​​เอาเขียนเล่ากันเลย​​นะครับ​​ ​​ซึ่งมันอาจไม่สนุกชวนติดตาม ​​แต่ผมคิดว่า มันน่า​​จะ​​เป็นกำไรชีวิตมาอีกอย่าง ​​ที่​​ได้รับรู้ถึงลักษณะการประกอบอาชีพของคนเราอีกอาชีพหนึ่ง​​ นอกจากอาชีพขุดหาเม็ดแร่ในป่า ในนวนิยายเรื่อง​​ก่อน​​ที่ผมเขียนจบ​​ไปแล้ว​​
มีอะไร​​​​จะแนะนำท้วงติงก็ขอเชิญนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงปิง [C-18642 ], [124.121.122.114]
เมื่อวันที่ : ๑๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๓.๒๗ น.

จำ​​ได้ว่า​​เพื่อนตชด.​​ที่ อ.สะเดา เคยเล่าให้ฟังว่ามีตชด.ยศ จ.ส.ต. คนหนึ่ง​​ชื่อจ่า "banned-ด" เหมือนกัน​​กับน้าเจ้า "banned-ด" ของคุณนาม เวลาเซ็นชื่อรับเงินเดือนแกมัก​​จะเซ็นอักษรคำว่า "banned ​​กับ ด" ห่างกัน พอ​​เพื่อนๆ​​แซวทักท้วงถึงเหตุผล แก​​จะตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

"ตอนกลางวันมันก็ห่างกันพรรค์นั้น​​​​เป็นธรรมดา ตกกลางคืนมันก็เข้ามาอยู่​​ชิดกันเองแหละ​​อย่าห่วง​​ไปเลย​​​​เพื่อน!"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-18645 ], [182.53.173.211]
เมื่อวันที่ : ๑๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๒๒.๑๗ น.

ฮ่า ๆ​​ ๆ​​

ผมเพิ่งเข้ามาตรวจแก้ครับ​​ลุง ขอบคุณ​​ที่ติดตามอ่านนะครับ​​
เรื่อง​​การเขียนหนังสือนี้ ผมขึ้น​​ครูมาจาก "ฟ้าเมืองไทย" ของ ครูอาจินต์ ​​ซึ่งท่านสั่งสอนมาแบบนี้​(สอนว่าเขียนในสิ่ง​​ที่เรารู้ให้ดีเสียก่อน) ผมก็​​ต้องหมั่นเขียนอย่างนี้ให้คล่องมือเสียก่อน ก่อนขยับ​​ไปทางอื่น
​​แต่ตอนนี้ แค่สิ่ง​​ที่รู้จริงผมก็ยังเขียนติด ๆ​​ ขัด ๆ​​ ยังเรียบเรียง​​ได้ไม่ดีพอ จนรู้สึกว่า​​ยังอ่านไม่ลื่นไหล ​​เพราะฉะนั้น​​ผม​​จะเขยิบข้ามขั้น​​ไปหาสิ่งอื่นในตอนนี้​​ได้อย่างไร--ใช่ไหมครับ​​
ไม่ใช่ติดยึด​​กับแนวเก่า ๆ​​ ​​แต่เหตุผลก็เหมือนอย่าง​​ที่บอกนั่นแหละ​​ ผมอยาก​​จะเขียนสิ่ง​​ที่รู้จริงให้ชำนาญเสียก่อน แล้ว​​สักวันค่อยคิดขยับ​​ไปเขียนอย่างอื่นบ้าง

ขอบคุณอีกครั้งครับ​​ลุง

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น