นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
อรุณสวัสดิ์รัตติกาล #1
SONG-982
...อากาศอันยะเยือกนั้น​ กลับอุ่นอวล ​เป็นอุณหภูมิของยามเช้า​​ไป​เมื่อใดก็ไม่มี​ใครสังเกต แสงวาวของช่อสายน้ำผึ้งตรงหัวเตียง ​ที่ยังระยิบล้อแสงเช้า​อยู่​นั่น ก็ไม่มีผู้ใดหัน​ไปสนใจ มี​แต่ร่างนิ่งตรงหน้านี้เท่านั้น​ ​ที่สองสาวต่างวัย ​กำลังจ้องเขม็ง...

ตอน : บทที่ ๐๑

คนธรรพ์รับขวัญแล้ว​จุมพิต กรสะกิดเลี้ยวลอดสอดประสาน
เคล้าเคล้นเล่นดวงปทุมมาลย์ ยุพาพานแม่อย่าหมองกมลใน
​ซึ่งโทษผิดชิดโฉมประโลมเล้า ด้วยร้อนเร่าสวาทหวังไม่ยั้ง​ได้
อย่าถือ​ความจงประนามประนอมใจ พี่​จะไว้ชีพด้วยวนิดา



แสงทองเพิ่งพ้นขอบฟ้าเพียงเบาบาง หากภายในห้องนี้กลับกระจ่างด้วยแสงนวล ​โดยเฉพาะตรงหัวนอน อันมีพื้นผนังทาสีน้ำเงินเข้ม ตัด​กับภาพลายเส้นของช่อดอกสายน้ำผึ้งสีเหลืองเรืองรอง

ตรงภาพนั้น​...​ ​กำลังวิบวับ คล้ายเส้นสายระย้าย้อยนั่น ปิดประดับไว้ด้วยเปลวทอง

อากาศอุ่น...​ เริ่มยะเยือกเย็น ขัดแย้ง​กับแสงแห่งรุ่งทิวา ​ที่เริ่มสาดสายสว่างไสวขึ้น​ทุกวินาที

หนาวจนมธุรดา​ต้องหดปลายเท้าเข้าใต้ผ้าห่ม หนักเข้าก็​ต้องเคลื่อนผ้านั้น​ขึ้น​คลุมให้มิดหัว ขดตัวอยู่​ภายใต้​ความอบอุ่นอันคุ้นเคย

ผ้าห่มทำมือ ทำจากเศษผ้าตัด​เป็นชิ้น แล้ว​ต่อกันเข้า​เป็นลวดลายเรขา ลายพิมพ์บน​แต่ละชิ้น​ส่วนใหญ่​เป็นมวลบุปผา ดอกเล็กช่อน้อย กระจิริดพราวสีสรรทั่ว​ไป​ทั้งผืน

​เป็นสมบัติชิ้นเดียว​ที่มารดาของมธุรดาทิ้งให้เธอดูต่างหน้า

มธุรดาไม่อยากตื่นเลย​ในตอนนี้ อยากให้เรื่อง​ราว​ทั้งหมด​เมื่อคืน​เป็นแค่​ความฝัน

อยากให้ข่าวร้ายนั่น คลี่คลายเสียตั้งแต่ยังไม่​ได้ลืมตา...​

เผื่อว่า...​

​จะ​ได้ถูกปลุกให้ลุกขึ้น​มา ด้วยเสียงของบิดา...​ เหมือนอย่าง​ที่เคย

ใต้ผ้าห่มผืนนี้ สองสิ่ง​ที่มธุรดารู้สึกอบอุ่น​และคุ้นเคย หนึ่ง​ก็​คือ การ​ได้เข้านอน​พร้อมผ้าห่มของแม่ ผืนผ้าอันเก็บออม​ความอบอุ่น​เอาไว้ มอบให้เธอ​ได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น

​ทั้ง​ที่จริง นมแจ่มก็บอกเสมอแหละ​ว่า เธอมาทีไร ก็​จะเตรียม​เอาผ้าห่มนี้​ไปตาก ให้ซับไอตะวันไว้ตั้งแต่หัวบ่าย แล้ว​ไม่ทันแดด​จะร่มลม​จะตก ก็เก็บพับอบร่ำไออุ่นนั้น​ไว้รอท่า

​แต่​เมื่อคืน...​

เธอมา​โดยกะทันหัน นมแจ่ม​จะรู้​ได้อย่างไร ว่า​ต้องจัดการผ้าห่มรอไว้

​กับอีกสิ่ง​ที่มธุรดาแสน​จะเคยคุ้น นั่นก็​คือ เสียงปลุกของผู้​เป็นบิดา ชวนกันลงมาทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศ​ส่วนกุศลให้มารดาผู้หายลับ

คืนนี้มีสิ่งหนึ่ง​แล้ว​​ที่ยังคงอยู่​ ใน​เมื่อผ้าห่มอุ่นยังอวล​ไปด้วย​ความอาทรห่วงใย แล้ว​​จะไม่ให้คิด​ได้อย่างไรว่า เรื่อง​ราว​ทั้งหมด​เมื่อคืน ​เป็นแค่​ความฝัน

เดี๋ยวพ่อก็มาปลุก...​

แล้ว​เธอก็​ต้องแกล้งซุกตัวอยู่​ในผ้าห่ม จนคุณพ่อ​ต้องถลกผ้าออก​ทั้งผืนนั่นละ ถึง​จะยอมลืมตาขึ้น​มาสบตา กล่าวอรุณสวัสดิ์ แล้ว​ก็ทำท่า​จะหลับต่อ​ไป ให้ท่านสรรหาวิธีอื่นๆ​ มาปลุกลูกสาวคนนี้ให้ลุกขึ้น​จากเตียงให้จง​ได้

ก็คุณพ่อเคยเล่นปลุกตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง อากาศหนาวเย็นเหมือน​จะตาย ​ใคร​จะอยากตื่น เธอเคยตื่นเร็ว...​ ​เพื่อร่วมใส่บาตร ​แต่ก็หลับแล้ว​หลับอีก กว่าแสงสาง​จะส่งสัญญาณ ให้​พระภิกษุออกโปรดสัตว์

ขณะ​ที่ขดตัวอยู่​ใต้ผ้าห่มนี่ก็ยังคิด หนาวเย็นขนาดนี้ ​ต้อง​เป็นค่อนดึกลึกล้ำ น้ำค้างยังคงฉ่ำละอองไอเย็น จนคงแทบ​จะกลาย​เป็นแม่คะ​นิ้ง...​ ​คือหยาดน้ำค้าง​ที่จับเกล็ด กอดมวลกันเข้าจนแข็งวาว ด้วยอุณหภูมิอันเย็นจัด

อีกนานหรอก กว่าบิดา​จะมาปลุกให้ลุกออกจาก​ที่

​แต่​ที่หลังเปลือกตา ละม้ายมีแสงส่องสว่าง

อาจ​เป็นแสงจากโคมไฟดวงเล็ก ​ที่นมแจ่มตามไว้ให้ตรงข้างเสาประตู มธุรดาจึงเพียงแค่ซุกหน้าหลบอยู่​​กับหมอนหนานุ่ม

​แต่แสงนั้น​ไม่จางหาย...​ หนักเข้าก็​ต้อง​ใช้ท่อนแขนช่วยปิด

คราวนี้ค่อยรู้สึกว่า​แสง​ที่ระรานการนอน ค่อยหรี่ลง...​

​ทว่า...​ กลับมีเสียงเครือๆ​ ครือๆ​ คล้ายเสียงกรนของบิดา ​ที่มธุรดายังจำ​ได้ดี ​และเคยคิด​ไปว่า นั่น​คือเสียงกล่อมนอนของพ่อ

เหมือนอย่างตอนนั้น​ ยาม​เมื่อเธอยังเล็ก ตอน​ที่มารดาหายลับ​ไปใหม่ๆ​ แล้ว​พ่อ​ต้องมานอน​เป็น​เพื่อน โอบปลอบ​และกล่อมนอน

​ทั้ง​ที่จริง...​ อีกนานแสนนาน นานจนจำไม่​ได้แล้ว​ว่าครั้งสุดท้าย​ที่พ่อ​ต้องมานอน​เป็น​เพื่อนนั้น​​คือ​เมื่อไร เธอจึงค่อยระลึก​ได้ว่า เสียงเครือๆ​ ครือๆ​ นั้น​แท้​ที่จริง​คือเสียงกรนของคน​ที่รักเธอ​ที่สุด...​

"พ่อ...​ น้ำผึ้งมาแล้ว​เจ้าค่ะ​"

มธุรดาคิดว่าตนขานรับเสียงครางๆ​ ครือๆ​ ​ไปดังนั้น​

อีกนิด เดี๋ยวพ่อก็​จะแกล้งจี๋ ยุทธวิธีสุดท้าย​ที่​จะให้เธอ​ต้องยอมจำนน

รอ...​ ลุ้น...​ ว่า​จะหลบ...​ หรือแกล้งขี้เกียจตื่นต่อ​ไปอย่างไรดี

เงียบ...​

คราวนี้เงียบหมด...​

แสง​ที่วาวๆ​ อยู่​หลังตาก็ดับลับ เสียง​ที่คล้ายครวญๆ​ ก็สนิทนิ่ง

อากาศยิ่งหนาว ราว​ทั้งกายเพียงคลี่คลุมไว้ด้วยผ้าแพรผืนบาง

​ที่นอน​และหมอน ยะเยือกราว​กับท่อนศิลาบนยอด​เขา

สติ​ที่ตื่นรู้​เพราะลุ้นรอบิดาให้มาสะกิด เริ่มบอก​กับตัวเองว่ามีสิ่งผิดปกติ

​เมื่อ​ความอบอุ่นอันคุ้นเคยมลายหลาย...​

...​สิ่ง​ที่ตั้งใจหวัง​จะสมดั่งหวังกระไร​ได้

​ที่เธอรีบบึ่งรถมา ก็​เพราะนมแจ่มโทร.​ไปบอกว่าคุณพ่อหายเข้า​ไปในป่า

นมแจ่มละล่ำละลักนักหนา ว่าเหมือนคราวคุณแม่หายลับ​ไปไม่มีผิด

จนเธอ​ต้องรีบมา มาถึง​เมื่อใกล้เ​ที่ยงคืน มา​เพื่อ​จะ​ได้เห็นว่านมแจ่มอกสั่นขวัญแขวนอยู่​ถึงขนาดไหน

ใช่! คุณพ่อหายตัว​ไป!

มธุรดานึกโกรธตัวเองขึ้น​มาวิบหนึ่ง​

ดูเถอะ! ช่างเลือนรางนัก ​กับเหตุการณ์​เมื่อกลางคืน นึกไม่ออกเลย​ว่า เธอ​จะเข้านอน​และหลับลง​ได้อย่างไร

​ทั้ง​ที่​เมื่อยิ่งฟังนมแจ่มเล่า​ไปๆ​ ก็ยิ่งแปลกใจนักหนา ​เพราะอยู่​ๆ​ บิดาก็มุ่งหน้าเข้าป่า​ไป​เมื่อก่อนพลบ หญิงชรา​ที่เลี้ยงดูเธอมา​แต่เล็กๆ​ ไม่​ได้ห้ามปรามหรือทักถาม ​เพราะคิดว่าคงลืมอะไร​ไว้​ที่สุดเขตบ้าน ออก​ไป​เอามาแล้ว​ก็กลับ ไม่ทันมืดก็คงมาถึงสำรับชานเรือน

ยิ่ง​เมื่อตอนนมแจ่มเล่าว่า พอเข้าไต้เข้าไฟก็ให้เจ้าแก้วหลานแกออก​ไปตาม จนเด็กชายวัยไม่พ้นสิบสองกระหืดกระหอบกลับมา ​พร้อม​กับผ้าขะม้า​ที่คุณพ่อเคียนเอวออก​ไป นั่นละ นมแจ่มจึงถึง​กับ​ต้องเกณฑ์คนงาน​ทั้งไร่ออกเ​ที่ยวค้นหา

ก็​เพราะค้นอย่างไรก็ไม่เจอ ​แต่ละชั่วโมง​ที่ผ่าน​ไป สาม สี่ ห้าชั่วโมง​ที่นมแจ่มเฝ้ารอ แล้ว​ก็หวนนึกว่า เหมือนค่ำคืนวันนั้น​ไม่มีผิด!

"พ่อ...​ พ่อจ๋า...​ นม...​ นมจ๋า พ่อกลับมาหรือยัง!"

มธุรดาผวาลุก ​ทั้ง​ที่ยังรู้สึกว่า​ทั่วร่างยังเย็นยะเยียบ

แสงทองสาดย้อนเหมือนแกล้ง ผ่านช่องลมเข้ามาเพียงแค่​จะแยงนัยน์ตา

เธอ​ต้องหลับตาหลบ รู้สึกว่า​มีดาวระยิบอยู่​ในหัว ทิศทางสับสน​ไปหมด

พอตั้งสติ​ได้อีกครั้ง ก็หันตัว​ไปอีกทาง ตั้งใจ​จะขยับลงข้างเตียง

​แต่ก็​ต้องสะดุดกึก!

ยังไม่​ได้ลืมตาดีตอน​ที่รู้สึกว่า​หัน​ไปกระทบ​กับอะไร​บางอย่าง

พอรีบลืมตาดู...​

ทีแรกก็ไม่ชัด แค่เรืองๆ​ วาวๆ​ เหมือนร่างคนใสๆ​ นอนนิ่งอยู่​ข้างๆ​

พอเพ่งเข้าก็ชัดขึ้น​ ร่างนั้น​หัวหนุนหมอน นอนก่ายหมอนข้างอีกใบอยู่​อย่างสบาย

​ที่สำคัญ...​ ผู้ชาย!...​ แถมยังเปลือยท่อนบน!

กรี๊ด!...​.

มธุรดากรี๊ดลั่นบ้าน! ตกใจเสียยิ่งกว่าตอน​ที่รู้ว่าพ่อยังไม่กลับมา

ผู้ชาย! เวรกรรม!...​

​ใคร! มาจากไหน! มาตั้งแต่​เมื่อไหร่!

กรี๊ด!...​ มธุรดากรี๊ด...​ แล้ว​ก็กรี๊ด...​ ​แต่อีตานั่นยังนอนนิ่ง ​ทั้ง​ที่ลืมตาอยู่​ชัดๆ​

จนมีเสียงตึงตังขึ้น​บันได เคาะประตูระรัว แล้ว​ก็เปิดผลัวะเข้ามาด้วย​ความร้อนใจ กระทั่งนมแจ่มผวาเข้ามาถึงตัว อีตาผู้ชายคนนี้ก็ยังไม่ตื่น

"ต๊าย!...​ คุณรัตติ"

คราวนี้นมแจ่มแทบ​จะ​เป็นฝ่ายกรี๊ดแทน

"ทำไมมานอนอยู่​นี่...​ ตายๆ​ มาอยู่​ตรงนี้​ได้ยังไงกันล่ะคะ​"

ขณะถาม หญิงชราร่างท้วมก็เข้ามาแทรกกลาง​ระหว่างเธอ​กับ​เขาในพริบตา

อากาศอันยะเยือกนั้น​ กลับอุ่นอวล ​เป็นอุณหภูมิของยามเช้า​​ไป​เมื่อใดก็ไม่มี​ใครสังเกต แสงวาวของช่อสายน้ำผึ้งตรงหัวเตียง ​ที่ยังระยิบล้อแสงเช้า​อยู่​นั่น ก็ไม่มีผู้ใดหัน​ไปสนใจ มี​แต่ร่างนิ่งตรงหน้านี้เท่านั้น​ ​ที่สองสาวต่างวัย ​กำลังจ้องเขม็ง

"​ใคร...​ ​ใครกันคะ​นม...​"

"คุณรัตติ คุณรัตติกรน่ะค่ะ​"

ทางหนึ่ง​ก็เอ่ยตอบ ทางหนึ่ง​ก็​กำลังกล้าๆ​ กลัวๆ​ ว่า​จะทำอย่างไรดี

"ลุก...​ ลุก​ได้...​ เอ่อ...​ ลุกไหวไหมล่ะคะ​"

"ไม่​ได้...​ มนตร์ยัง...​อุ๊บ!"

หญิงชรารีบยื่นมือ​ไปปิดปากของชายหนุ่ม ​ทั้ง​ที่​เขาไม่​ได้ขยับปากพูดจาเลย​สักนิด

"แล้ว​ยังไงกันคะ​ ​จะทำยังไงกันดี ป้าก็ตามหาเสียทั่ว ว่า​จะให้ช่วยกันตามหาคุณท่าน แล้ว​ก็ดูซิ...​ มาอยู่​ตรงนี้เอง"

"เบี้ยแก้...​ หน้า​พระเลไลย์ในห้อง​พระ...​"

มธุรดาก็​ได้ยินชัดว่า​เขาพูดอะไร​บ้าง เพียง​แต่ไม่เห็นว่า​เขาพูด...​ ด้วยวิธีใด ​เพราะนมแจ่มนั่งขวาง​เอาไว้

"คุณหนูคะ​ ช่วยป้าหน่อย​ ​ที่ห้อง​พระ ในพานแก้วหน้า​พระเลไลย์ หอยเบี้ย​ที่มีเชือกถักหุ้มอยู่​น่ะค่ะ​ ช่วย​เอามาให้ป้าหน่อย​ เร็วค่ะ​ เร็วเข้า"

นมแจ่มหันมาสั่งการ สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง

"​แต่...​ ​แต่ว่า...​"

"เร็วเถอะค่ะ​ อย่าเพิ่งถามอะไร​ตอนนี้"

มธุรดาแทบ​จะลืมนึกถึงบิดา​ไปเลย​ ​เมื่อเจอ​กับสถานการณ์ตรงหน้า เธอไม่ต่อปากซักถามอะไร​อีก ​จะรีบวิ่ง​ไป​ที่ห้อง​พระ ​แต่ประตูห้องนอนกลับปิดปัง!

​ทั้งเธอ​และนมแจ่มต่างสะดุ้ง หันมองหน้ากัน​ไปมา

"แค่ลม! ​ไปค่ะ​ เร็วเข้า!"

​พร้อม​กับคำเร่ง หญิงชราก็เอื้อมมือ​ไปตบผนังตรงหัวนอนดังปังเช่นกัน

​และเช่นเคย ไม่มี​ใครสังเกตเห็นว่า ​เมื่อสิ้นเสียง แสงวาวตรงช่อดอกสายน้ำผึ้งก็จางลงทันที

ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย มธุรดารีบวิ่งข้ามห้องโถง​ไปอีกฝั่ง คราวนี้ประตูห้อง​พระปิด เธอ​ต้องเขย่า ​ทั้งดึง​ทั้งดัน เห็นอยู่​ชัดๆ​ ว่าถูกลั่นดานจากภายใน

แล้ว​​ใคร​จะ​ไปอยู่​ในนั้น​ ใน​เมื่อไม่ใช่ลูกบิด ข้างนอก​จะคล้องปิดด้วยกุญแจ ​ส่วนข้างใน ไม่แน่ใจว่ามีกลอนหรือเปล่า

มธุรดา​ต้องวิ่งกลับมา​ที่ห้องนอนตน

"นมคะ​...​ เปิด...​"

"ประตูมันฝืดน่ะค่ะ​ ​ไปลองอีกที เบี้ยแก้ตรงหน้า​พระเลไลย์นะคะ​"

ราว​กับหญิงชรา​จะรู้ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​ ไม่ทัน​ที่หญิงสาว​จะบอกหมด ก็ตอบ​ได้ทันที

มธุรดาไม่ทันเอะใจ รีบหันกลับ​ไปทำตามนั้น​...​

คราวนี้...​ ประตูคงฝืดจริง ​เพราะพอออกแรงผลักดัน มีแรงฝืนอยู่​นิดเดียว แล้ว​ประตู​ทั้งบานก็เผยเข้า​ไปอย่างง่ายดาย

เบี้ยแก้​ที่ว่า เหมือน​จะเรืองแสงรอ ​เพราะทันที​ที่มองปราดเข้า​ไป มันก็กระ​จะกระจ่างอยู่​ในสายตา

พอฉวยมา​ได้ก็รีบหันกลับ ไม่ทัน​ได้เห็นว่า รอยแย้ม​พระพักตร์ของ​พระปฏิมานั้น​ คล้าย​จะสรวลเสียมากกว่า

นมแจ่มบังสายตา​เอาไว้อีกแล้ว​ ตอนหลังจาก​ที่ยื่นมือมารับเบี้ยแก้จากเธอ

"​ไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อนเถอะค่ะ​ แล้ว​ค่อยมาพูดจากัน"

เสียงของหญิงชรา ฟังดูเย็นใจลงอีกมาก

มธุรดา​ได้​แต่ทำตาม ​เพราะไม่เห็นประโยชน์ในการ​จะคัดค้านหรือรั้งรอ

​แต่ในใจเริ่มกังวล...​

เรื่อง​ประหลาดพวกนี้ ​จะเกี่ยว​กับการหาย​ไปของคุณพ่อหรือเปล่าหนอ




น้ำอุ่น...​ ​ทั้ง​ที่น่า​จะเย็นจัด หรือว่าเธอ​จะป่วยไข้​ไปจริงๆ​ ​เพราะเดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็หนาว หรือว่ากังวลเรื่อง​บิดามากเกิน​ไป จนอารมณ์​ความรู้สึก​ทั้งหลาย ชิงกันรับรู้ปรวนแปร​ไปหมด

​แต่อย่างน้อยก็สดชื่นขึ้น​ ​และก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองยังมีสติ ​เมื่อ​ได้​แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย​ ​เพราะเตรียมเครื่อง​แต่งกายมา​พร้อมสรรพ

ถึง​จะลาก​ทั้งกระเป๋ามาจากห้องนอนก็เถอะน่า ดีกว่า​ต้อง​เอาผ้าห่อตัวกลับ​ไปค้นหาสวมใส่ให้ทุลักทุเล อับอายสายตาของอีตาบ้านั่น

แล้ว​ใน​ที่สุด มธุรดาก็กลับบอกตัวเองไม่​ได้เหมือนกันว่า ทำไมตอนขากลับมา​ที่ห้องนอนนี่อีกที จึงถึง​ต้องย่องกริบถึงขนาดนี้

"ตั้งแต่ท่านพลิกกาย ปริมณฑลแห่งไฟก็เคลื่อน คุณอามุก็ทราบ"

ยิ่งพอ​ได้ยิน​เขาเอ่ยถึงบิดา มธุรดาก็แทบ​จะกลั้นลมหายใจ

"ตั้งแต่ครั้ง​ที่เกิดคลื่นยักษ์นั่นใช่ไหมคะ​ คุณมุเธอก็เล่าให้ป้าฟัง ​แต่ป้าไม่เคยคิดว่า​จะเกิดอะไร​ขึ้น​​กับเรา​ได้"

นมแจ่มก็เอ่ยถึงบิดาเช่นกัน คราวนี้​ได้​ความเพิ่มขึ้น​อีกว่า คุณพ่อก็รู้เห็นเรื่อง​ราวอะไร​บางอย่าง

​แต่...​ ท่านพลิกกาย ปริมณฑลแห่งไฟ ​กับ...​ คลื่นยักษ์

มันเกี่ยวอะไร​กัน

"ก็คุณมุเธอ​เป็นนักวิทยาศาสตร์"

เสียงนมแจ่มยืนยันหนักแน่น

"พอๆ​ ​กับ​ที่​เป็นนักเทวศาสตร์"

เสียงทุ้มๆ​ ของอีตานั่น ออกสำเนียงล้อๆ​

"นักไสยศาสตร์มากกว่า ป้าไม่เคยเห็นว่า​จะเคารพนับถือเทวดาองค์ไหน"

"อาจ​เป็น​เพราะรู้จักเทวดาดีเกิน​ไปหรือเปล่าครับ​ เลย​ไม่นับถือ"

ยิ่งฟัง มธุรดาก็ยิ่งรู้สึกว่า​บทสนทนา​จะยิ่งเลย​เถิดเวิ่นเว้อ ​แต่ก็จำ​จะ​ต้องอดทนแอบฟังต่อ​ไป ​โดยไม่ยอมรับเด็ดขาดว่า ​เพราะตนยังกระดากอายเกินกว่า​จะกลับ​ไปสู้หน้า​เขา​ได้

ก็นี่ขนาดยังไม่​ได้เห็นหน้ากันชัดๆ​ รูปร่างหน้าตา​เขายังติดตา​ได้ถึงเพียงนี้ รูปร่าง​ที่มีกล้ามเนื้ออันชวนมอง ​กับใบหน้า​ที่​แม้​ได้เห็นแค่เสี้ยวหน้า ในชั่วเสี้ยววินาที ก็ยังทำให้เธอใจเต้นตึกๆ​ ราว​กับมี​ใคร​ไปรัวกลองอยู่​ในอก

"ก็​เพราะมีคนอย่างพวกคุณมาเข้าพัวพันกันเยอะละมังคะ​"

"พวกผมไม่ใช่เทวดา"

"ป้าก็ไม่​ได้บอกว่าพวกคุณ​เป็นเทวดา...​ ว่า​แต่...​ ตกลง​ไปยังไงมายังไง ถึง​ได้มาลงเอย​ที่ห้องนี้​ได้คะ​ ป้าก็นึกไม่ถึง เลย​ไม่​ได้จัดให้คุณผึ้งเธอ​ไปนอนอีกห้อง"

เริ่มเข้าเค้าแล้ว​ละ...​ มธุรดาเลย​ยิ่งตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างใจจดใจจ่อ

​ทั้ง​ที่อีกใจก็เริ่มขัดแย้ง...​ ​จะมามัวแอบฟังอยู่​ทำไมกันล่ะเนี่ย

"คุณอาสะกดไว้ตั้งแต่​เมื่อเย็นวาน ท่านว่าพวกนั้น​วนเวียนใกล้เข้ามา"

สิ้นเสียงนี้ ในห้องก็เงียบ​ไปอีก​เป็นอึดใจ จนคนแอบฟัง​ต้องชะโงกหน้า​ไปมอง

สองคนในห้องหันหน้าออกหน้าต่าง หันหลังให้เธอ ​และผู้ชายคนนั้น​ ​ที่พอยืน ก็สูงกว่าหญิงชราตั้งมากมาย​ ​เขามีผ้าผืนห่มคลุมอยู่​ด้วย

มองจากด้านหลัง กรอบโครงร่างทึมๆ​ ​เพราะยืนย้อนแสงอยู่​ตรงนั้น​ ทำให้ดูเหมือนกรอบร่างนั้น​แผ่รังสีเรืองๆ​ ออกมา​ได้

​แต่​เพราะ​เขาทำท่าเหมือน​จะหันกลับมา มธุรดาจึง​ต้องรีบหลบ จนไม่ทัน​ได้สังเกตว่า กรอบร่างของหญิงชรา​ที่ยืนอยู่​ข้างกัน กลับปราศจากรังสีเรื่อเรืองใดๆ​

"แสดงว่าคุณมุรู้หรือคะ​ ว่า​จะเกิดอะไร​ขึ้น​"

"คุณอาอาจ​จะแค่​ต้องการ​ไปจัดการอะไร​บางอย่าง"

"ทำไมไม่บอกป้าก่อน"

"คงรีบ...​"

"ไม่ค่ะ​ รีบแค่ไหนเธอก็​จะบอก"

"งั้นก็คงไม่​ได้คิดเตรียมการอะไร​มาก่อน"

"​ถ้าอย่างนั้น​ก็​ต้องกลับมาเตรียมการ ไม่ใช่หาย​ไปดื้อๆ​ อย่างนี้ค่ะ​"

"​จะคุยแบบจับต้นชนปลายไม่ถูกกันอีกนานไหมคะ​"

ใน​ที่สุดมธุรดาก็ทนรำคาญไม่ไหว ​ต้องโผล่เข้า​ไป​พร้อม​กับคำถาม

"ก็รออยู่​ว่า​เมื่อไหร่​จะออกมาจากหลังประตู"

ผู้ชาย​ที่นมแจ่มเรียกว่า "คุณรัตติ" ตอบกลับมาแบบยิ้มๆ​

"หาว่าแอบฟังหรือไง นี่มันห้องฉันนะ นายนั่นละ​เป็น​ใคร"

คนพูด​ต้องรีบกล่าวหากลับ ​เพราะถูกคำตอบนั่นแทงถูกใจดำเข้าทันที ​ทั้ง​ที่ค่อนข้างแน่ใจว่า เธอหลบ​ได้พ้นจากสายตา​เขาแน่ๆ​

"ผมก็ไม่รู้​จะเรียกว่าแอบหรือเปล่า ก็เห็นเงาตะคุ่มๆ​ พาด​ไปโน่น ก็คงไม่แอบละมั้ง"

แล้ว​​เขาก็พยักหน้าให้มองตาม ว่าเบื้องนอก ด้านหลังของมธุรดานั้น​ เงาของเธอเอง ทอดไกลออก​ไป ​เพราะแสง​ที่สาดผ่านกรอบประตูห้องนอนออกมานั่นเอง

"หลบให้พ้นแดดสิครับ​ ยืนตรงนั้น​มันร้อน"

​เขาพูดออกมาอีกประโยค คราวนี้เหมือน​กับว่า​จะ​เอาใจใส่เธอนิดๆ​

มธุรดาจึงก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาอย่างเก้อๆ​ ไม่ทัน​ได้สังเกตอีกด้วยว่า มุมสาดสะท้อนของแสง​กับเงาร่างของเธอนั้น​ มันทำมุมผิดปกติกันอยู่​อย่างไร

ก่อน​ที่​จะเดินนำ​ไปตรงชุดนั่งเล่นตรงมุมห้องปลายเตียง ​เขาก็หันมาแนะนำตัวเองอย่าง​เป็นทางการ

"อรุณสวัสดิ์ครับ​ ผม...​ รัตติกร วงศ์ธตรฐ...​"

"ฉันไม่​ได้อยากรู้!"

เกือบ​จะพูดคำนี้ออก​ไปแล้ว​​แต่เธอยั้ง​เอาไว้​ได้ทัน

"คุณมธุรดาใช่ไหมครับ​ คุณอามุรธาพูดถึงคุณบ่อยๆ​"

แล้ว​​เขาก็พูดเรื่อย​ไป ขณะเดินตรง​ไปนั่งลงบนโซฟายาว ราว​กับ​เป็นห้องนอนของตัวเอง

"เชิญนั่งครับ​...​"

แน่ะ! ยังมีหน้ามาเชิญให้นั่ง ช่าง​เป็นสุภาพบุรุษเสียนี่กระไร

"คุณ​กำลังเชิญเจ้าของห้องให้นั่งในห้องของตัวเอง"

มธุรดาทำเสียงเย็นๆ​ เน้นๆ​ ให้รัตติกร​ได้รู้ว่า นี่ไม่ใช่ห้องของ​เขาแน่ๆ​

"ผมเชิญคุณนั่งแล้ว​ผิดตรงไหน หรืออยาก​จะยืนคุยกัน"

คนฟังค้อนขวับ​กับคำนี้ แถมยังตวัดเผื่อ​ไปถึงหญิงชรา​ที่ยืนอมยิ้มอยู่​ห่างๆ​

"นี่มันห้องนอนฉัน มัน​ต้องเริ่มจากนายกล้าดียังไง ไม่ใช่มาแนะนำตัวเหมือนไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​!"

"ผมถูกขังไว้​ที่นี่...​"

"ตลกหรือไง ก็เห็นว่านอนสบายอยู่​ชัดๆ​ นอนข้าง...​อุ๊ย!!!"

มธุรดารีบระงับคำ จนเผลอขบริมฝีปากของตนเองดังกึก

"ไม่​ได้ตลก ​แต่​ที่จริง ​จะบอกว่าถูกขังก็ไม่เชิง คุณอา​เป็นคนจัดการเรื่อง​นี้เอง"

"​โดยการให้คุณมานอนบนเตียงลูกสาว​เขาน่ะเรอะ!"

"คุณมาทีหลังนะ ผมนอนอยู่​ก่อน"

หญิงสาวแทบกรี๊ด ตกลงเธอ​เป็นฝ่ายผิดหรือนี่

"อีตาบ้า! มันเกี่ยว​กับก่อนหรือหลังตรงไหนล่ะ"

"​ถ้าไม่เกี่ยวแล้ว​คุณ​จะมาโมโหโกรธาอยู่​ทำไมล่ะครับ​ มัว​แต่วุ่นอยู่​​กับเรื่อง​นี้ เลย​ไม่​ต้องปรึกษากันเรื่อง​คุณอามุ"

ถ้อยคำของ​เขาเหมือน​กำลังให้สติ ​แต่มธุรดาฟังยังไง ก็ยังรู้สึกเหมือน​เป็นการแก้ตัวอยู่​ดี"

"นั่งกันก่อนเถอะค่ะ​ ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า"

หญิงชราเพิ่ง​ได้ช่องเจรจาก็ตอนนี้

"นมผิดเองแหละ​ค่ะ​ มัว​แต่​เป็นห่วงคุณท่าน เลย​ลืมว่าเธอให้คุณรัตติพักอยู่​ห้องนี้"

"​แต่​เมื่อคืนไม่มี​ใคร"

มธุรดาอดเถียงไม่​ได้

"เถอะค่ะ​ ยังไงเรามาห่วงเรื่อง​คุณมุรธาก่อนดีกว่านะคะ​"

แล้ว​นมแจ่มก็ตัดบท​เอาง่ายๆ​ ด้วยเหตุผล​ที่มธุรดายาก​จะคัดค้าน ในใจของเธอ​ได้​แต่คิดว่า ...​ฝาก​เอาไว้ก่อนเถอะน่ะ!

"งั้นก็ให้ออกตามหา สว่างขนาดนี้แล้ว​"

เธอรีบออก​ความเห็น

"ไม่​ต้องรีบหรอกครับ​ ​ถ้า​จะพบ ก็ควรพบตั้งแต่​เมื่อคืน"

น้ำเสียงของรัตติกรบอกชัด ว่าเรื่อง​นี้ไม่​ได้หนักหนาเลย​สักนิด

"คุณอาอาจ​จะแค่ล่อพวกนั้น​​ไป​ที่อื่น"

แล้ว​​เขาก็หัน​ไปพูด​กับนมแจ่มเหมือนเห็นว่า​เป็นเรื่อง​ปกติธรรมดา​ที่สุด

"​แต่ปกติคุณมุเธอ​ต้องบอกป้า หรือไม่ก็ทิ้งสัญญาณอะไร​ไว้"

"อาจ​จะฉุกเฉินจริงๆ​ ละมังครับ​"

พอ​ได้ยินคำว่า "ฉุกเฉิน" ใจของมธุรดาก็​เป็นห่วงหนักขึ้น​มาอีก

"ไม่​ต้อง​เป็นห่วงหรอกครับ​ ฟากโน้น คุณลุงผมก็คอยดูอยู่​"

"คุณธรรพ กลับมาแล้ว​หรือคะ​"

หญิงชรารีบถามถึง เหมือนคน​ที่เอ่ย ​เป็นคน​ที่เคยรู้จักกันมานาน

"ยังไงกันแน่คะ​เนี่ย หนูจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว​"

ยามเผลอตัว มธุรดามักแทนตัวเองว่าหนู​กับนมแจ่มอยู่​เสมอ

"เรื่อง​มันยาวอยู่​หรอกค่ะ​ ​แต่​ถ้า​เป็นอย่าง​ที่คุณรัตติว่ามา นมก็​ต้องขอโทษคุณหนูจริงๆ​ ​ที่ทำให้​ต้องพลอยมา​เป็นห่วง ขับรถมาดึกๆ​ ดื่นๆ​"

"กรุงเทพ​กับสวนผึ้งใกล้กันแค่นี้เองหรอกค่ะ​"

"ก็นั่นละค่ะ​ ไม่อย่างนั้น​ เช้า​ๆ​ นมอาจ​จะค่อยโทร.​ไปบอก"

"ตกลงคุณพ่อ​เป็นอะไร​หรือเปล่าคะ​นี่"

มธุรดาเลย​ชักไม่ค่อยแน่ใจ ว่าสถานการณ์​เป็นอย่างไรกันแน่

"​ถ้าคุณรัตติว่าปลอดภัยก็น่า​จะปลอดภัย"

หญิงชรายืนยัน ด้วยหลักฐาน​ที่ไม่น่าเชื่อถือเลย​สักนิดใน​ความรู้สึกของคนฟัง

เธอจึง​ต้องปรายตามอง​เขาแบบว่า...​ นมแน่ใจหรือคะ​ ​กับสิ่ง​ที่อีตานี่พูด...​

ในพลัน!

อากาศก็หวั่นไหว ​ทั้งเรือนคลอน​ไปคล้ายลมโยก แค่ครึ่งอึดใจ​ทั้งฟ้าก็มืดมิด!

หญิงชราร้องคุณ​พระช่วย ขณะรัตติกรโผนตัว​ไปทางหน้าต่าง

เสี้ยววินาทีถัดมา ​ทั้งประตูหน้าตาก็ปิดปัง!

​ทั้งห้องมืดสนิท

เสียง​ที่เบาเหมือนกระซิบของรัตติกรนั่น มธุรดาจับ​ได้ว่ามีแววหวาดหวั่นแฝงอยู่​ไม่น้อยเลย​

ตอน​ที่​เขาเอ่ยคำ...​

"​เป็นนาง!...​ ครุฑี!!!...​"



****************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3460 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง อรุณสวัสดิ์รัตติกาล --Series
ชื่อตอน บทที่ ๐๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงปิง [C-18641 ], [124.121.122.114]
เมื่อวันที่ : ๑๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๓.๑๔ น.

เริ่มออกสตาร์ทก็น่าติดตามอีกแล้ว​​ครับ​​ท่าน...​​!

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น