นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
จะลองรักอีกสักครั้ง #5
พลอยพนม
..."ตกลงเจ้า​จะ​ไป​เป็นโต๋ยเชี้ยรถให้เจ๊กฮุยมันจรืงหรือ"...

ตอน : บทที่ ๕

"ตกลงเจ้า​จะ​ไป​เป็นโต๋ยเชี้ยรถให้เจ๊กฮุยมันจรืงหรือ"

"ครับ​แม่ ผมว่า​จะช่วยมันสักพัก ​เพราะมันเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ ยังไม่คุ้ย​กับถิ่นเก่า มันเลย​ไม่อยากไว้ใจ​ใครนอกจาก​เพื่อน"

"จริง" พ่อว่า "โต๋ยเชี้ย​เป็นคนเก็บค่า​โดยสาร กระเป๋าเงินอยู่​​ที่มัน ​ถ้ามันเล่นไม่ซื่อ คิดยักยอกเข้ากระเป๋าก็ทำ​ได้ง่าย"

"​แต่คนอื่น​เขาคงไม่คิดอย่างเรานะ" แม่ทำสีหน้ากังวล "คนบ้านเราอาจไม่​เป็นไร ​เพราะ​เขารู้จักพวกเราดี ​แต่คนไกลมัน​จะดูถูก​เอา​ได้ อย่างแถวตะกั่วป่า กะปง พังงา ​ที่รถเมล์แล่นผ่านนั่นน่ะ มัน​จะว่าเรา​เป็นพวกไม่มีราคา"

"แม่ก็อย่า​ไปคิดมากซิครับ​ ผมไม่เห็นอยาก​จะ​ได้ลูกสาวคนแถวนั้น​มาทำลูกสะใภ้ให้แม่สักหน่อย​"

ผมพูดพลางเล่นพลางจริง​เพื่อ​เอาใจแม่ ​เพราะรู้ว่า​ที่แม่พูดมานั้น​ ในใจของแม่​กำลังคิดอะไร​อยู่​

ผู้คนแถวบ้านผมไม่ชอบเด็กหนุ่ม​ที่ทำตัวสะโอดสะอง เหยียบขี่ไก่ไม่ฝ่อ ชนิด​ที่เรียกกันว่า "พวกนั่งหัวสะพาน ยานท้ายรถ คดห่อบ้านคนอื่น’ ​แม้​ความหมาย​จะไม่เหมือน ‘ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก" เสียทีเดียว ​แต่ก็มี​ส่วนคล้ายอยู่​มาก

เด็กหนุ่ม​ที่นั่งกะพริบตาอยู่​ในเข่งใบนี้ไม่มี​ใครอยาก​จะยกลูกสาวให้ ถึง​จะ​ไปสู่ขอก็​จะถูก​เขาเรียกสินสอดเสียสูงลิบ

นั่งหัวสะพาน ยานท้ายรถ คดห่อบ้าน​เพื่อน มันบอกยี่ห้อว่าไม่​เอาไหน ตกเย็นก็ชวนกันจับกลุ่มเดินท่อง​ไปตามถนน ชวนกันนั่งคุยโม้บนราวสะพาน บ้านช่องตนอยู่​ไหนไม่สนใจ ​เพราะปากท้องฝากไว้​กับผู้อื่น

สำหรับโต๋ยเชี้ยรถ, ​ส่วนมาก​จะเข้าลักษณะ​ที่สอง ​คือ ยานท้ายรถ ​จะ​ไปไหนก็ห้อยโหนอยู่​ตรงท้ายรถ ไม่กล้าเข้า​ไปนั่งข้างใน ​เพราะไม่มีค่า​โดยสาร

บางแห่ง​เขาก็เรียกว่า 'ลอกอ’ ​ซึ่งไม่แน่ชัดว่าหมายถึงอะไร​ ​แต่​ทว่าพออยู่​​ไปนาน ๆ​ ลอกอพวกนี้ก็​จะค่อย ๆ​ คุ้นเคย​กับเจ้าของรถ ​เพราะการ​ที่เคยเกาะติดท้ายรถของ​เขา​ไปฟรี ๆ​ บ่อยเข้า ​เขาก็​ต้อง​ใช้งาน​เอาบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยโต๋ยเชี้ยประจำรถแบกขนสัมภาระติดตัวของผู้​โดยสารขึ้น​ลงจากรถบ้างไรบ้าง​ทำนองนั้น​ จนบางครั้งเจ้าของรถก็แถมค่าบุหรี่ให้ หรือ​เมื่อ​ไปถึงตลาดก็พา​ไปเลี้ยงข้าว พวกลอกอก็เลย​​ได้ใจ ชอบ​ที่​จะห้อยโหยท้ายรถสองแถวจนอยู่​ไม่ติดบ้าน

ภาพนึกของคนทั่ว​ไป​ที่มีต่อโต๋ยเชี้ยรถจึงมัก​จะออกมาในรูปนี้ ​โดยไม่เกี่ยว​กับ​ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ

แถวบ้านผม​จะมีผู้​ที่ยึดอาชีพกระเป๋ารถสองแถว หรือ โต๋ยเชี้ย ​เป็นอาชีพหลักกันหลายคน หรือกระทั่งว่า หลายครอบครัวกันเลย​ก็​ได้ ​เพราะอย่าลืมว่าสองฝั่งทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ในช่วงตั้งแต่จังหวัดระนอง เรื่อยลง​ไปจนถึง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สี่จังหวัดนี้ ผู้คน​ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นรถไฟด้วยซ้ำ ​จะสัญจร​ไปไหนมาไหน​แต่ละครั้งก็อาศัยรถยนต์​โดยสาร​เป็นหลัก ​และรถสองแถวในสมัยนั้น​ก็​เป็นพาหนะ​โดยสารอย่างหลัก ๆ​ เหมือนกัน

คนมีเงิน​เขาก็ลงทุนซื้อรถมาวิ่งรับจ้าง คนไม่มีทุนก็สมัคร​เป็นกระเป๋าแล้ว​ตกทอด​ไปถึงลูกหลาน

​ทว่าพอตกมาถึงรุ่นของเจ๊กฮุย​เพื่อนผม บ้านเมืองก็พัฒนาขึ้น​มา จากรถสองแถวเล็ก ๆ​ กลาย​เป็นสองแถวใหญ่ ​ใช้รถแรงม้าสูง ๆ​ ​เอามาต่อกระบะรถสองแถว รูปทรงเหมือนเดิม ​และยังคงเรียกกันว่ารถสองแถวเหมือนเดิม ​แต่พอมาถึงยุครถ​โดยสารรุ่นใหม่ รูปทรงห้อง​โดยสารเลียนแบบรถต่างประเทศ แล้ว​เรียกทับศัพท์ว่ารถบัส ​ซึ่งเดิมทีก็เริ่ม​ไปจากกรุงเทพฯ กระทั่งแพร่หลายถึง​ที่นั่น รถสองแถวในบางพื้น​ที่ก็ค่อยหาย​ไป ​และกลาย​เป็นมินิบัสแทน

เจ๊กฮุยถูกเรียกตัวกลับบ้าน แป๊ะเค่งพ่อของมันก็ซื้อมินิบัสคันใหม่เอี่ยม ให้มันนำมาร่วมวิ่งในเส้นทาง​ที่พี่ชายของมันขอสัมปทาน​ได้คันหนึ่ง​ เรื่อง​ราว​ความสัมพันธ์​ระหว่างผม​กับมันรอบนี้จึงเกิดขึ้น​​เพราะนี้​เป็นเหตุ

​และ​ถ้าหาก​จะพูดกันถึงเรื่อง​ราวของการศึกษาแล้ว​ เจ๊กฮุยก็เหมือนผม ชีวิตในรั้วการศึกษาของมันก็ขลุกขลักจนเรียนไม่สำเร็จเหมือนกัน ​แม้วิถี​จะต่างกันอยู่​บ้างตรง​ที่ผมโดนพิษภัยทางการเมืองเล่นงาน ​ส่วนมันนั้น​โดนพิษภัยจาก​ความ​เป็นคนหนุ่มหล่อ​ที่บรรดาหมอดู​จะให้คำจำกัด​ความว่า '​ความหล่อ​เป็นศัตรูตนเอง' กระทั่งสุดท้าย, เราสองคนต่างก็​เป็นคนไม่​เอาไหนในเรื่อง​การเล่าเรียนพอ ๆ​ กัน

​ความหล่อเหล่าเงางาม​ที่เรียกกันว่า เท่หรือหุ่นสมาร์ทของเจ๊กฮุยในเวลานั้น​​จะ​เป็นเช่นไร ก็ขอให้หลับตานึกถึงดาราภาพยนตร์ต่างประเทศสองคนมารวมกัน คนหนึ่ง​​คือ ฉี เส้าเฉียน ดาราดังของฮ่องกง ​กับอีกคน ​คือ สตีฟ แมกควีน ดาราดังจากฮอลลีวู้ดในสมัยนั้น​

​เมื่อ​เอาดารา​ทั้งสองนี้มารวมกันแล้ว​ นั่นแหละ​​เขาล่ะ นายไพรัช อภิชิตสกุล ​เพื่อรักของผม

ผมสึกจาก​พระมาอยู่​ช่วยพ่อแม่ทางบ้านขุดมันเลี้ยงหมู ​และดายหญ้าในสวนเงาะสวยยาง​ได้ไม่ถึงอาทิตย์ เจ๊กฮุยก็ขับรถกระบะมาหาผมถึงบ้าน ​โดยชักชวน ทวิช สุทิน คำนึง ​เพื่อนผม​ที่​เป็นครูสอนอยู่​​ที่โรงเรียนในหมู่บ้านมาด้วย แถมมีแม่ครูสาวนั่งมาในห้อง​โดยสารด้านหน้ารถคู่​กับเจ๊กฮุยด้วยอีกคน

"สงสัยงวดนี้กู​จะถูกเบอร์เว้ย อาเสี่ยนางย่อนขนพรรคพวกมาเยี่ยมถึงบ้าน"

พ่อผมทักทายหยอกล้อเจ๊กฮุยอย่างสนิทสนม ​เพราะ​จะว่า​ไปแล้ว​ ครอบครัวของปู่ย่าของผม​กับครอบครัวอาก๋งเจ๊กฮุยสนิทสนมกันมานาน ตั้งแต่สมัย​ที่คุระบุรี หรือ บ้านนางย่อน ยัง​เป็นเมืองปิด ​เป็นป่าดงดงทุรกันดาร ​จะสัญจร​ไปไหนมาไหนก็แสนลำบาก ​แม้​จะ​ไปหาหมอ​ที่ตะกั่วป่า ก็​ต้องอาศัยเรือแจวแจวโล้คลื่นลมเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน​ไป​เป็นวัน ๆ​ กว่า​จะถึงปากน้ำตะกั่วป่า

สมัยนั้น​ทางหลวงแผ่นดินสาย ๔ ในปัจจุบันยังสร้างมาไม่ถึง พวกเจ๊กจีน​ที่แจวเรือกางใบมาเปิดโรงเตี๊ยมขายชำในหมู่บ้านก็มีอยู่​แค่สองเจ้าเท่านั้น​ เจ้าแรก​คือแป๊ะกิมเส้ง -อาก๋งของเจ๊กฮุย ​ส่วนอีกเจ้าก็​เป็นโรงเตี๊ยมของยายแป้น ลูกสาวชาวจีน-​แต่มา​ได้สามี​เป็นคนไทย​ที่นี่

เว้นจากวัดนางย่อนของหลวงพ่อโข้ยแล้ว​ โรงเตี๊ยม​ทั้งสองแห่งจึง​เป็นดังจุดศูย์กลางของผู้​ที่อาศัยอยู่​ในชุมชนละแวกนี้ ​ซึ่ง​ใครคบ​ได้ไม่​ได้อย่างไรก็รู้กันหมด

สมัยก่อน, ปู่ของผม​แม้อดีต​จะ​เป็นขุนโจรปล้นฆ่าจน​ต้องหลบหนีอาญาแผ่นดินจากฝั่งทะเลตะวันออก​ที่อำเภอไชยา ตัดป่าฝ่าดงข้ามเทือก​เขาบรรทัดมาอยู่​ฝั่งทะเลตะวันตกฝั่งนี้ ​แต่ปู่ก็ทิ้งเขี้ยวเล็บไว้ในป่า​ที่ลุยผ่านมาจนหมดสิ้น ​เมื่อมามีครัวอยู่​ทางนี้ปู่ก็ประกอบ​แต่กรรมดี ช่วยเหลือ​เพื่อนบ้านไม่นิ่งดูดาย วิชา​ความรู้เรื่อง​การตีเหล็กตีมีดผลิตอาวุธ ดาบ หอก หัวธนู ง้าว กระทั่งปืนแก๊ปปืนลูกซองในคราวก่อน ก็เปลี่ยนมารับตีมีดพร้าิ ขวาน จอบ เสียม ทำเครื่องไม้เครื่องมือทำกินให้​กับ​เพื่อนบ้าน ​ถ้าเหลือก็​เอา​ไปฝากขาย​ที่โรงเตี๊ยมดังกล่าว จนกระทั่งคุ้นเคยสนิทสนมกันใน​ที่สุด

​และ​เมื่อตกมาถึงรุ่นพ่อผม, ​ที่ย่านโรงเตี๊ยมชายคลองแถวนั้น​กลาย​เป็นตลาดย่อม ๆ​ แป๊ะกิมเส้งก็มีแป๊ะเค่ง​เป็นทายาทสืบสกุล แล้ว​​ต่อมาก็มาคบค้าสนิทสนม​กับพ่อผมอีก ​โดย​ที่พ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อยแป๊ะเค่งเคยชักชวนพ่อ​ไปปลูกบ้านเรือนอยู่​ใกล้กัน​ที่ตลาด ​และแก​จะแบ่ง​ที่ดินให้พ่อผมเปล่า ๆ​ ​เพื่อให้พ่อ​ไปหัดทำการค้าอะไร​ก็​ได้ ​จะ​ได้อยู่​ใกล้ ๆ​ กัน​เพื่อ​ความอุ่นใจ ​เพราะขึ้น​ชื่อว่าลูกหลานของปู่ผมแล้ว​ ​ใคร ๆ​ แถบนั้น​ก็มักไม่กล้าตอแย กิตติศัพท์ในอดีตของปู่ยังมีอิทธิพลอยู่​พอสมควร ​ทว่าพ่อผมไม่ยอม​ไป

พ่อหัวเราะ ​และว่า "ดินแถวนั้น​ปลูกไรไม่ขึ้น​หรอก มี​แต่ไผ่ตากวาง ​กับหญ้าขี้เกรย (หญ้าเจ้าชู้) ​ทั้งเพ" พ่อเลย​ไม่ยอมรับการชักชวนของแป๊ะเค่ง ​แต่เรื่อง​การคบหากันนั้น​ยังแนบสนิทเหมือนเดิม ​แม้กระทั่งในช่วง​ต่อมา​ที่แป๊ะเค่งเปิดโรงสีรับสีข้าว แล้ว​ก็สร้างปั๊มน้ำมัน กระทั่งลูกชายหัวปีของแก​ซึ่งคุมกิจการปั๊มน้ำมันขอสัมปทานเส้นทางเดินรถ สายคุระบุรี -- พังงา จากกรมการขนส่ง​ได้มา แป๊ะเค่งเรียกลูกชายผู้เหลวไหลคนนี้กลับบ้าน ​เพื่อ​จะให้มาช่วยเหลือกิจการ​กับพี่ชาย พ่อของผม​กับแป๊ะเค่งก็ยังมีสายสัมพันธ์​และรัก​ใคร่ชอบพอกันเหมือนเดิม

คืนแรก​ที่เจ๊กฮุย​กับพวกขับรถกระบะมารับผม​ไปสังสรรค์กัน​ที่บ้านพักครู ผมถูกพวก​เขาคะยั้นคะยอให้ร่วมดื่มกินกันตั้งแต่หัวค่ำยันดึก กระทั่งไอ้หนุ่มคออ่อนอย่างผมเมาพับ ​ต้องนอนพัก​ที่นั่นจนเช้า​ถึง​ได้กลับบ้าน แล้ว​ทีนี้พอตกเย็น ไอ้​เพื่อน​ที่​เป็นครูพวกนั้น​ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง​​จะ​ต้องขี่มอเตอร์ไซค์มารับผม​ไปดื่มกิน​กับมันทุกวัน ​ซึ่งสุดท้ายผมก็เมาพับอยู่​​ที่นั่นทุกคืนเหมือนกัน กระทั่งแม่เห็นท่าว่าลูกชายคนนี้ชัก​จะเหลวไหล​ไปกันใหญ่ จึงนัดแนะกัน​กับย่าของผม ชวนกันเดินลัดป่าขึ้น​​ไปดง​เขายา ​ไปทาบทามหญิงหมอน​กับลุงทอง​และป้าพัวว่า​จะสู่ขอมา​แต่งงานอยู่​กิน​กับผม ​เพื่อว่าผม​จะ​ได้มีครอบครัว​ที่​ต้องหันมารับผิดชอบเสียที

​เพราะแม่นั้น​มองออกว่า ตลอดเวลา​ที่ผ่านมาหญิงหมอนน้องสาวของสาวบัวคิดยังไง​กับผม

"ไอ้มัดมือชก หรือคลุมถุงชนกันแบบนี้น่ะมันล้าสมัยแล้ว​นะ-แม่ทูนหัว"

พ่อผมพูด​กับแม่ ​และ​เมื่อผม​ได้ยินเข้า ผมก็รีบบ่ายเบี่ยง

"มัดมือชกอะไร​กัน" แม่มองพ่อตาเขียว ก่อน​จะหันมา​เอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากผม "ก็ไอ้
หมอนี้​ไปยั่วลูกสาว​เขาให้หลงรักต่างหาก แล้ว​ทีนี้ก็คิด​จะตีตัวออกห่างนะสิ--ใช่ไหม?"

"โธ่-แม่" ผมอ้อน "ผม​ไปยั่ว​ใคร​ที่ไหน แม่น่ะ-​ไปฟัง​ใคร​เขามา"

"เฮ้ย--เอ็งอย่ามาพูด" แม่ทำเสียงแข็ง ​พร้อมเชิดหน้าใส่ผม "มีอย่างเรอะ- เราน่ะ​ไปเ​ที่ยวจูบเ​ที่ยวกอด​เขาแล้ว​ยัง​จะมาพูดว่าไม่​ได้​ไปยั่ว​เขาอีก"

พอแม่พูดจบ พ่อผมก็หูผึ่ง

"ฮ่ะ! " พ่อทำตาเลิกลัก "แรกเดี๋ยวเธอว่าไรนะ"

แล้ว​พ่อก็มองจ้อง​ไป​ที่แม่ไม่ยอมกะพริบตา คล้าย​ต้องการ​จะเค้น​ความจริงนั้น​เสียให้​ได้

มันก็เลย​เข้าทางแม่ผม​พอดี

"ใน​เมื่อเธออยากรู้ก็ดีแล้ว​" แม่ว่า "ไอ้หมอนี้แหละ​ ไอ้เจ้าลูกชายตัวดีของเธอคนนี้แหละ​ มันริ​จะ​เป็นอ้น ​จะกินให้หมด​ทั้งกอ เธอรู้หรือเปล่า...​"

"แม่!"

ผมตกใจ ​แต่ไม่ทัน​ได้พูดอะไร​ พ่อของผมก็ชิงพูดขึ้น​เสียก่อน

"เฮ้ย-เธออย่าพูดบ้า ๆ​ นะ" พ่อผมว่า "กิน​ทั้งกอ​ที่ไหนกัน ก็ใน​เมื่อหญิงบัวมันจากพวกเรา​ไปตั้งนานแล้ว​นี่นา---​ ​จะ​เป็นไร​ไปล่ะ--หือ-​ถ้าเจ้านุ้ยลูกเรา​จะ​ไปรักชอบหญิงหมอนน้องสาวของมัน ก็ไม่เห็น​จะ​เป็นไรนี่-- จริงไหมล่ะ- แล้ว​อีหมอนน่ะ -หน้าตามันน่ารังเกียจ​กับ​เขา​ที่ไหน ​ได้มา​เป็นลูกสะใภ้เราก็ดีนะสิ งานการรึก็ขยัน—นี่-เจ้านุ้ย พ่อว่าแกทำตาม​ที่แม่​เขาว่า​ไปเถอะนะ...​ "

เจ้ย!

แรก ๆ​ ผมก็หลงดีใจ นึกว่าพ่อ​จะยืนข้างผม ​แต่​เอา​ไป​เอามา​ที่ไหน​ได้ สองคนรวมกันเล่นงานผมเสียนั่งไม่ติดเลย​ เคราะห์ดี​ที่ไอ้เจ๊กฮุยมันขับรถกระบะเลื้อยเข้ามาจอดหน้าบ้าน ช่วยขวางไว้เสียทัน

"น้ารุ่น-ตกลงผม​จะ​ต้องดึงตัวไอ้นุ้ย​ไปช่วย​เป็นโต๋ยเฉี้ยให้ผมวันนี้ละนะ คนเก่าไว้ใจไม่​ได้แล้ว​ มีอย่าง​ที่ไหน--คน​โดยสารแน่นรถทุกเ​ที่ยว ​แต่ผมไม่เคย​ได้เห็นตัวเงินเลย​ บางวัน​ทั้ง​ไป​ทั้งกลับเก็บค่า​โดยสาร​ได้ไม่ถึงสองพัน -มัน​จะ​เป็น​ไป​ได้ยังไง!!"

"​ได้เลย​ ๆ​" ผมละล่ำละลัก "​ได้เลย​​เพื่อน กู​จะ​ไปช่วยมึงเอง"

"อ้าว-เฮ้ย- ไอ้ลูกคนนี้นี่...​" พ่อเกาหัวแกรก ๆ​ ​จะขัดเจ๊กฮุยก็ไม่กล้า ​เพราะท่านคงคิดเลย​เถิด​ไปถึงแป๊ะเค่งพ่อของมัน

​ส่วนแม่ผมนั้น​​ได้​แต่นั่งค้อนลูกชายของท่านด้วยสองตา​ที่น่ารักน่าบูชาเท่านั้น​ ​เพราะเรื่อง​รู้ใจลูก ๆ​ ละก้อ--ไม่มี​ใครเกินแม่ของผมคนนี้หรอก

ชะรอยแม่คง​จะรู้ล่ะว่า เรื่อง​แบบนี้อยู่​ ๆ​ ​จะหักด้ามพร้าด้วยเข่านั้น​ไม่​ได้ แม่ก็เลย​ปิดปากเงียบ ไม่คัดค้านอะไร​​เมื่อเห็นผมเดิน​ไปเปิดประตูห้องนอน เก็บเสื้อผ้าบางชุดยัดกระเป๋าเดินทางติดตามเจ๊กฮุยมัน​ไป

"อ้อ-มาแล้ว​เรอะไข่นุ้ย"

แป๊ะเค่งยิ้มร่า​เมื่อผมวางกระเป๋ายกมือไหว้

คุณเจ๊อยู่​หลังร้าน-​ได้ยินเสียงก็เร่งเดินออกมายิ้มทักทายผมเหมือนกัน

คุณเจ๊ ก็​คือคุณแม่ของเจ๊กฮุย ​เป็นหญิงบ้าบ๋า​ที่แลละม้ายคนจีนมากกว่าคนไทย ท่าน​เป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว นัยน์ตาชั้นเดียว เวลายิ้มก็เหมือน​กับว่าเปลือกตาสองข้าง​จะแนบติดกันสนิท ​ซึ่ง​เป็นลักษณะการยิ้มแย้มของผู้​ที่จิตใจดีงาม

"กินข้าวซินุ้ย เจ๊ทำ​กับข้าวไว้เยอะแยะแนะ—อาฮุยเอ้ย พานุ้ย​ไปกินข้าวกินน้ำเสียก่อนเถอะ กว่า​จะ​ได้เวลาออกรถก็อีกตั้งนานไม่ใช่หรือ?"

"ผมกินมาจากบ้านแล้ว​ครับ​-เจ๊"

เจ๊กฮุย​และพี่ ๆ​ น้อง ๆ​ ของมันเรียกแม่ของตนว่า "เจ๊" กันทุกคน ผมก็เลย​พลอยเรียกท่านว่าเจ๊​ไปด้วย ​ส่วน​กับพ่อของ​เขานั้น​ พวก​เขาเรียก "แบ" ​แต่ผมเรียกแป๊ะ

"เฮ่ย-ลื้อกินจากบ้านมาแล้ว​ ​จะกิน​ที่นี่อีกหน่อย​​เป็นไร​ไป—เชอะ-ว่า​แต่อารุ่นพ่อของลื้อสบายดีไหม หมู่นี้ไม่เห็น​เขาออกมาตลาดเลย​"

"สบายดี-ครับ​แป๊ะ" ผมบอก "หมู่นี้พ่อ​กำลังยุ่ง​กับเล้าหมู​ที่เพิ่งสร้างใหม่ครับ​ "

"อ้อ-เรอะ- ​ถ้า​จะเลี้ยงหลายสิบตัวละสิท่า"

"พ่อกะ​จะสร้างให้ผมนะครับ​ ​จะให้ผมเลิกทำเหมืองมาอยู่​บ้าน ทำสวน เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่"

"ฮ่า ๆ​ ๆ​ พ่อลื้อก็คิด​เป็น​แต่เรื่อง​แบบนั้น​ สมัยก่อนอั๊วเคยชวนให้ออกมาทำการค้าด้วยกันในตลาดก็ไม่ยอมมา" พ่อของเจ๊กฮุยพูดแล้ว​หัวเราะหึ ๆ​ ในลำคอ รำพึง​กับตนว่า "คนเรานี้ชอบ​และถนัดไม่เหมือนกันจริง ๆ​ น่อ "



**************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3452 Article's Rate 15 votes
ชื่อเรื่อง จะลองรักอีกสักครั้ง --Series
ชื่อตอน บทที่ ๕ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๑๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : รจนา เจนีวา [C-18615 ], [92.62.170.250]
เมื่อวันที่ : ๐๒ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๘.๐๕ น.

คุณนามคะ​​
การ​​ได้อ่านงานเขียนของคุณ เหมือนคนไกลบ้าน​​ได้เสพอาหารไทยพื้นบ้านอันโอชารส หาทาน​​ที่ไหน​​ได้ยากค่ะ​​ ​​และเครื่องปรุงต่าง ๆ​​ ล้วน​​เป็นของพื้นบ้านแท้ ๆ​​
นับถือฝีมือถ่ายทอดของคุณมาก ๆ​​
ไม่ใช่แค่ตัวภาษา ​​แต่​​ความคิด ​​ความรู้สึก ​​ความ​​เป็นไทย อารมณ์ต่าง ๆ​​ มันทอประกายสัมผัส​​ได้
​​ได้เจอมิ่งมิตรนักเขียน (​​ที่ยังไม่เคยเห็นตัวจริง) ฝีมือระดับนี้ ถือว่า ​​เป็นโชคของนักอ่านอย่างยิ่งค่ะ​​
ด้วยไมตรีจิต

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงปิง [C-18618 ], [124.122.210.36]
เมื่อวันที่ : ๐๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๖.๐๒ น.

อ่านสนุก​​ได้บรรยากาศดีครับ​​คุณนาม...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-18620 ], [101.109.74.16]
เมื่อวันที่ : ๐๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๒๒.๕๒ น.

ขอบคุณ​​กำลังใจจากท่าน​​ทั้งสองมากนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น