นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #19
SONG-982
...​ที่ไกลลิบตา หมอกควันหนาทึบอย่างยิ่ง มีเพียงประกายคล้ายสายฟ้าแล่นแปลบปลาบ ให้พอเห็น​เป็นเค้าลาง ว่ามีภูเขาทะมึนซับซ้อนอยู่​มากมาย​ ซ้ำยังมีเหมือนนกใหญ่บินว่อนวนเวียน พอสายฟ้าแล่นปราด ก็สะท้อนเงา​กับ​จะงอยปาก​ที่น่า​จะ​เป็นเหล็ก!...

ตอน : บทที่ ๑๘

​ต้องรอจนถึงมืดค่ำปลอดผู้คน ทรงธรรมจึงค่อย​ได้โอกาส​ใช้​ความมืด แฝงตัวกลับเข้า​ไปในคฤหาสน์เรือนตึกบ้านอเนกคุณากร

พยายามฟังอยู่​เหมือนกันว่า ตรงฝั่งบ้านเรือนไทยของเจ้าคุณ ​จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง​ ​เพราะหลังจาก​ที่ตนรู้ข่าวเรื่อง​การเสียชีวิตของอุ่นเรือน พอตกเย็นข่าวลือเรื่อง​การตายของเจ้าคุณผู้​เป็นบิดา ก็แพร่สะพัดออกมาอีก

​แต่แปลก​ที่ฟากนั้น​กลับเงียบเชียบ ไม่มีการตามไฟหรือบรรเลงปี่พาทย์ใดๆ​ เหมือนอย่าง​ที่ควร ทรงธรรม​ได้​แต่เก็บ​ความแปลกใจนี้ไว้คนเดียว ​ระหว่างค่อย​ใช้ประตูข้าง ​เพื่อเข้า​ไปสู่ภายในบริเวณบ้านเรือนตึก

บ้านนี้ก็เงียบสงัด ไม่​ต้องนับเรื่อง​​ความวังเวงหรือเปลี่ยวร้าง ​เพราะ​เป็นของคู่กัน​กับตัวเรือน ​ซึ่งทรงธรรมชาชิน​กับมันเสียแล้ว​

​เขาเดินมาตามทาง พลางร้องเรียกบรรดาผีประจำบ้าน​ทั้งหลาย คล้าย​กับเวลาคนเดินทางไกล​ได้กลับมาสู่เหย้าเรือน​ที่หลับนอนของตน ​แต่จนก้าวผ่านเฉลียงหน้ามุกขึ้น​มาจนถึงภายในห้องโถงด้านหน้า ก็ยังปราศจากวี่แววของภูตผีตนใด

ทรงธรรมออก​จะใจหาย ​กับการ​ที่​ใครๆ​ ก็ต่างพากันเงียบ​ไปเช่นนี้ ​แต่ยังออกปากเรียกชื่อคนนั้น​คนนี้เรื่อย​ไป ท่ามกลาง​ความมืดมิด​ที่​โดยปกติ คุณแส​จะ​ใช้อิทธิฤทธิ์ เนรมิต​ความสว่างแวววามคล้ายดวงโคม ให้​ทั้งเรือนตึกมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น​ในยามราตรี

"​ไปไหนกันหมดแล้ว​ พี่ผกา มาลี กระถิน เจ้าหลง...​ คุณแส...​ แม่แสง"

​เขาหยุดยืนอยู่​หน้าบันไดทางขึ้น​สู่ชั้นบน ตัดสินใจอยู่​ว่า​จะขึ้น​​ไปให้ถึง​ที่ ดูให้เห็นว่าแกล้งหลบอยู่​ข้างบน หรือหาย​ไปไหนกันหมดแล้ว​จริงๆ​

"แม่แสง...​ แสงเพ็ง พี่กลับมาแล้ว​...​ เจ้าหลง บุปผา คุณแสขอรับ"

ทรงธรรมลองเรียกหาดูอีกครั้ง...​

คราวนี้​ได้ผล

เริ่มมีเสียงหัวเราะคิกๆ​ คักๆ​ เคลื่อนใกล้เข้ามา

โคมไฟ ​ทั้ง​ที่แขวน​และติดตามผนังเริ่มวาวแสง สองสามพริบตาถัดมา ​ทั้งห้องก็กระจ่างแจ่ม ด้วยแสงสีนวลตาอย่าง​ที่คุ้นเคย

เสียงหัวร่อต่อกระซิบกันก็มาเวียนอยู่​รอบตัวอีกอึดใจใหญ่ กว่า​ที่ขบวนผีประจำเรือน​จะเริ่มเผยตน เล่นร้องล้อมอยู่​รอบตัวของทรงธรรม

"เล่น​เอาตกใจหมด นึกว่าหาย​ไปไหนกันเสียแล้ว​"

​เขาพึมพำออกมา ​เมื่อหัวขบวน​คือแสงเพ็ง มาหยุดอยู่​ตรงหน้า

"​เป็น​ความคิดเจ้าหลงน่ะจ้ะ​ มันว่า...​ ดูซิ พี่ธรรม์​จะกลัวผีหรือกลัวไม่มีผีมากกว่า"

ผีสาวส่งยิ้มมาให้ ดีใจนัก​ที่คนรัก​ได้คืนกลับมาเสียที

​ส่วนคน​ที่ถูกพาดพิง ก็ยิ้มกริ่ม ก่อน​จะ​เอาม้วนกระดาษ​ที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาให้ทรงธรรมดู ​เป็นถ้อยคำ​ที่ทำให้​เขา​ต้องถึง​กับอมยิ้ม

...​Welcome home...​

"คุณธรรม์เจ้าคะ​ นี้​เป็นลายมือของดีฉันเอง"

ผีผกาทำท่าเขินๆ​ ​เพราะคงไม่พอใจ​กับลายมือของตัวเองสักเท่าไร

"เล่นภาษาอังกฤษเลย​หรือนี่"

ทรงธรรมอดทึ่งไม่​ได้

"ดีฉันเปิดหนังสือคุณธรรม์ แล้ว​ให้แม่ผกาลอกตามหรอกเจ้าค่ะ​"

ผีกระถินช่วยเฉลย

"​แต่ข้า​เป็นคนเสนอให้เขียน​เป็นภาษาอีหรอบ"

ผีมาลีไม่ยอมน้อยหน้า

"พี่ธรรม์ขอรับ หลงก็ช่วยด้วยเหมือนกันขอรับ"

"ใช่ค่ะ​พี่ธรรม์ พวกพี่ๆ​ น้องๆ​ ​เขาอยากให้พี่ธรรม์ประทับใจ ​จะ​ได้ไม่ทิ้งพวกเรา​ไปไหนอีก หมดเคราะห์หมดโศกกันเสีย​ที่นะคะ​"

พอแสงเพ็งขยับเข้าใกล้ พวกผี​ที่เหลือก็ขยับตาม ​แต่ละตนส่งแววตาอ้อนวอน อยากให้ทรงธรรมอยู่​ต่อ​ไปด้วยใจจริง

"แม่แสงพูดถูก เรา​ไปฉลองกันดีกว่า นะเจ้าคะ​คุณธรรม์"

"ขอบใจทุกคนมาก ข้ารู้ว่าทุกคนทำ​เพื่อข้ามามาก ​แต่ว่า...​ เวลานี้ ข้าไม่มีอารมณ์​จะฉลองหรอก...​"

ให้ดีใจ​ที่​ได้กลับมาอยู่​ตรงนี้ขนาดไหน ทรงธรรมก็ยังตัดใจเรื่อง​​ที่อุ่นเรือน​และเจ้าคุณอเนกไม่​ได้อยู่​ดี พอ​เขาพูดดังนั้น​ ก็ไม่มี​ใครกล้าขัดแย้ง ต่างคนก็ต่างมีสีหน้าสลดลง​ไปตามๆ​ กัน

"...​ขอตัวก่อนนะ...​"

​เขาไม่รอให้​ใคร​ได้พูดอะไร​อีก มี​แต่แสงเพ็งเท่านั้น​​ที่เดินตามเข้ามาในห้อง

"พี่ธรรม์คงเหนื่อยมาก"

"ใช่ พี่เหนื่อยมาก ​แต่ตอนนี้ พอเห็นว่าแม่แสงยังอยู่​ดี ก็หายเหนื่อยแล้ว​ละ"

เสียงของ​เขาไม่​ได้สดชื่นเลย​สักนิด จนผีสาว​ต้องเอ่ยถาม

"หรือว่าพี่ธรรม์ยังกังวลเรื่อง​ของพ่อลูกคู่นั้น​"

ทรงธรรมระบายลมหายใจยาว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด

"มันออก​จะเกิน​ไปหน่อย​ไหมเล่าแม่แสง ​ที่พี่​ได้มายืนอยู่​ตรงนี้ ​เพราะ​ต้อง​เอาอีกชีวิตหนึ่ง​มาแลกเปลี่ยน...​"

"พี่ธรรม์คะ​...​ เรา​จะคิด​ไปว่า ​เป็นกรรม​ที่พวก​เขาเคยก่อ​เอาไว้ ​จะไม่​ได้เชียวหรือ"

แสงเพ็งก็พลอยอึดอัด​ไปด้วย

"ก็...​ อาจ​จะ​เป็น​ไป​ได้ ​แต่...​ ​เพราะเรื่อง​ของคนรุ่นก่อน แม่อุ่นกลับ​ต้องมาตาย เจ้าคุณก็​ต้องมาแขวนคอตาย ถึงเวลานี้ญาติวงศ์พงศาก็แตกแยกกัน​ไป มันคุ้มกันหรือแม่แสง"

คำถามนี้ผีสาวไม่อาจตอบว่ากระไร​ได้ ​เพราะ​ที่​เขาพูดมาก็ล้วน​แต่​เป็น​ความจริง

"ช่างเถอะ แม่แสงอย่าพลอยโศกเศร้า​ไปด้วยเลย​ นี่ก็แค่​ความคิด ​ความรู้สึก​ส่วนตัวของพี่คนเดียว...​ จริงสิ ยังไม่เห็นคุณแสเลย​"

ทรงธรรม​ต้องเปลี่ยนเรื่อง​ ​เมื่อเห็นว่าแสงเพ็งมีอาการโศกสลดลงจริงๆ​

"คุณแสไม่ยอมออกจากห้องนั้น​เลย​ค่ะ​...​ เดินวนเวียน เหมือนคิดอะไร​ไม่ตก"

แสงเพ็งหมายถึงห้อง​ที่เกิดเหตุ ​ที่คนรักของคุณแสทำผิดสัญญา ไม่ยอมกินยาฆ่าตัวตายตามนั่นเอง

ทรงธรรมนึกอยากขอบคุณคุณแสเช่นกัน ​เพราะเธอมี​ส่วนสำคัญในการทำให้​เขา​ได้ออกมายืนอยู่​ตรงนี้

​เขาจึงขอตัวจากแสงเพ็ง ​เพื่อมาพบ​กับผีสาวผู้​เป็นใหญ่ในเรือนตึก ตอน​ที่ทรงธรรมมาถึงหน้าประตูห้อง ยังเห็นว่าคุณแสยังเพียรเพ่งพิศอยู่​​กับรูปวาด รูปเหมือนของตัวเอง​ที่เขียน​โดยฝีมือของคน​ที่นางรักยิ่งกว่าชีวิต ​โดยไม่รู้ตัวเลย​ว่า ​กำลังมี​ใครจับตามองอยู่​

"คุณแส...​"

​เขา​ต้องให้เสียงเบาๆ​

พอเงยขึ้น​มามอง ทรงธรรมก็ยิ่งเห็นชัด ว่าคุณแสมีท่าทางอมทุกข์มากกว่าเก่า ดวงหน้าหม่นเศร้ายิ่งกว่าตอน​ที่เจอกันครั้งแรก

"กระผมกลับมาแล้ว​"

​เขาเอ่ยต่อ​ไป ขณะ​ที่ฝ่ายตรงข้ามยังนิ่งเฉย

"นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ชื่อเสียงเกียรติยศ ​จะทำให้คนเรา​เป็น​ไป​ได้ถึงขนาดนี้"

คราวนี้คุณแสพยักหน้านิดๆ​ เหมือนเพิ่ง​ได้สติ

"ตอนนั้น​ คุณโด่งก็​ต้องรับภาระอันหนัก ในการประคับประคองชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล​ที่บรรพชนสั่งสมมาช้านาน หรือ​เพราะคำว่าเกียรติยศ หรือ​เพราะคำว่ากฎแห่งกรรมกันแน่ ​ที่ทำให้ข้า​ต้อง​เป็นอย่างนี้ ​เพราะข้า​จะ​เป็นต้นเหตุทำให้​เขาเสื่อมเสียอย่างนั้น​น่ะหรือ"

"ห้องนี้น่า​จะอยู่​สบาย คุณแสรู้สึกอย่างไรบ้าง​ขอรับ ​ที่​ได้กลับเข้ามาอยู่​ในนี้"

ทรงธรรมลองเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เผื่อว่า​ความทรงจำดีๆ​ ​จะทำให้​ความรู้สึกหม่นหมองของคุณแสผ่อนคลายลง​ได้บ้าง

"​กับห้องนี้น่ะหรือ ก็...​ ​เป็น​ที่​ที่ข้าเคยมี​ความสุข แล้ว​ก็เคยเสียใจ...​ ​แม้กระทั่งตอน​ที่ตาย ก็ตายอยู่​​ที่นี่ ตอน​ที่กลับเข้ามาครั้งนี้ เลย​ไม่แน่ใจ ว่าข้ารู้สึกอย่างไร​กับห้องนี้กันแน่"

"​ที่จริง...​ เรื่อง​ราว​ที่เคยติดค้าง เจ้าคุณอเนกก็ชด​ใช้แทนให้​ไปแล้ว​ คุณแสน่า​จะรู้สึกดีขึ้น​บ้าง"

"พ่อธรรม์ จำ​ได้หรือไม่ ​ที่เคยพูด​เอาไว้ว่า ​ความแค้นมันอยู่​​ที่ใจ...​ ตอนนี้พวกบ้านนั้น​ก็มีอัน​ต้องย่อยยับ​ไปแล้ว​ ​ที่จริงข้าน่า​จะดีใจ ​แต่รู้หรือไม่ ​ความแค้นใจข้านี้ มันไม่​ได้บรรเทาเบาบางลง​ไปเลย​ ​แม้เพียงสักนิดก็ไม่มี ยิ่งอยาก​จะลืม ก็ยิ่งทรมาน แทน​ที่​จะลืม​ได้ กลับยิ่งชัดเจน...​"

คุณแสร่ำไห้ออกมาอย่างสุด​จะกลั้น ​ความอัดอั้น​ที่พยายามเก็บฝืน​เอาไว้ ถั่งท้นออกมาทางหยาดน้ำตา ทรงธรรม​ต้องประคองให้นางนั่งลง ​พร้อม​กับพยายามปลอบโยน

"นึกไม่ถึงเลย​ว่าคุณแส​จะมี​ความแค้นฝังแน่นถึงขนาดนี้ ​ถ้า​เป็นเช่นนี้ตลอด​ไป คง​จะลืมไม่​ได้ ​เมื่อลืมไม่​ได้ก็ปลงไม่​ได้ ข้าไม่อยากให้คุณแสเดินซ้ำรอยพวกนั้น​ ​ถ้าการอยู่​ในห้องนี้ทำให้คุณแส​ต้องจมอยู่​​กับ​ความเคียดแค้น ไม่สู้ออก​ไปเ​ที่ยวเล่น เปิดตาเปิดใจอยู่​ข้างนอก ​เมื่อสบายใจแล้ว​ก็​จะปลงใจ​กับเรื่อง​ราวต่างๆ​ ​ได้ง่ายขึ้น​"

"ข้า​ต้องขอบคุณใน​ความหวังดีของพ่อธรรม์ ​แต่​ถ้าเลือก​ได้ ก็ขอเลือกอยู่​ในนี้ ​ได้อยู่​​กับอดีต ​ที่อย่างน้อยก็เคยมี​ความทรงจำ​ที่​เป็น​ความสุขอยู่​บ้าง ​และอีกอย่าง...​"

"พวกเจ้าหลงก็ยัง​ต้องการ​ที่พึ่ง ข้าเคยสัญญาไว้ ว่า​จะหาทางนำกระดูกพวก​เขามาบำเพ็ญกุศล ​จะ​ได้​ไปผุด​ไปเกิดกันตาม​แต่บุญกรรม"




หมอเกตุ​กำลังนิทราอย่างบรมสุข ฝันไกล​ไปว่า​ได้​เป็นถึงมหาพราหมณ์ปุโรหิต ในมหานคร​ซึ่งอุดม​ไปด้วยทรัยพ์สมบัติ แวดล้อมอยู่​​กับข้าทาสบริวารอันล้วนแล้ว​​แต่​เป็นสาวสะคราญวัยแรกรุ่นกำดัด

บัดเดี๋ยวฝันก็แปรเปลี่ยน เหล่าดรุณีโฉมงามพลันมี​เขามีหางงอกยาว กระนั้น​หมอเกตุยังยิ้มย่อง นางปิศาจจำแลงกายแค่นี้ย่อมไม่ครณามือ แค่กระดิกปลายนิ้ว​กับตวัดสายตา​ไป เหล่านางภูตร้ายนั้น​ก็แตกกระเจิง

"พวกเจ้าอย่าบังอาจ รู้หรือหาไม่ ข้า​คือ​ใคร...​ ข้อ​คือจอมขมังเวทเกตุอาคม เจ้าของตำหนักมหาเทพอาคมแห่งกรุงสยาม"

​เขาถึง​กับพร่ำละเมอออกมา ​พร้อม​กับทำท่าลูบคลำคางเครา ด้วยเคยคิดเสมอว่า เคราคางนั้น​​คือเครื่องประดับ​ความภูมิฐานให้สม​กับ​ที่​เป็นจอมเวท...​

ในฝันนั้น​ยังระเริงโลด จนอีกครู่​ที่เริ่มมีกลิ่นสาบสางปะปนมาให้รู้สึก ​แต่หมอผีหนุ่มยังเชื่อว่าตนอยู่​ใน​ความฝัน ​กำลังฟาดฟัน​กับบรรดาโหงพรายตั้งร้อย ​ที่พากันจู่โจมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง กลิ่นสาบสาง​ที่โชยมา ย่อม​คือกลิ่นเลือดเนื้ออันเน่าหนอนของพวกมันนั่นเอง

สักพักก็รู้สึกอัดแน่น​ที่หน้าอก คล้ายมี​ใครเหยียบยันไม่ปรานี ​แต่หมอเกตุยังไม่คร้ามเกรง ในมโนนึกฝันนั้น​บอกว่า ไอ้ตัวนี้ละหัวหน้า ​กำลังถึงกล้าแข็ง จน​สามารถแตะสัมผัสกายของเจ้ามหาอาคมเช่นตน​ได้

แค่ปัดเดียวน้ำหนัก​ที่กดทับนั้น​ก็ปลิวหาย

"เห็นไหมเล่า...​ ไอ้ภูตผีไร้ชื่อชั้น มีอย่างหรือมากล้าต่อกร​กับจอมขมังเวทอย่างข้า"

เผียะ!!!

คราวนี้รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่

เผียะ! เผียะ!...​ เผียะ!

แล้ว​รัวไม่ยั้ง​ทั้งซ้ายขวา เจ็บจริง​ทั้งสองข้างแก้ม​แต่ก็ยังไม่อาจ​จะขยับกายป้องกัน

พอระลึก​ได้ว่าเหล่านี้​เป็นภูตผี หมอผีหนุ่มจึงรีบรวมสมาธิ ด้วย​ความชำนาญ​ที่ฝึกฝนจน​ได้ผล ไม่กี่อึดใจจึงหลุดพ้นจากอาการคล้ายถูกผีอำ ลืมตา​ได้ปุ๊บก็ดีดตัวขึ้น​ปั๊ป

"เจ้าหลง ไอ้เจ้าหลง! ตามมารังควานกันหรือยังไรเล่า"

​เมื่อมองหาไม่เห็น​ใครอื่น ก็นึกโทษ​ได้อยู่​​แต่ผู้เดียว

​แต่ก็ยังปราศจากสุ้มเสียงตอบรับ จนหมอเกตุ​ต้องหันรีหันขวาง สำรวจตรวจตราทุกซอกทุกมุมในห้อง ลอง​ใช้​ทั้งตานอกตาใน ก็ยังไม่เห็นว่า​เป็น​ใคร​ที่กลั่นแกล้ง

"หรือ​จะ​เป็นผีแม่อุ่นกะท่านเจ้าคุณ...​"

เผี้ยะ!!!

คิด​ได้ไม่ทันจบก็ถูกฟาดซ้ำอีกครั้งจนหน้าหัน ​ถ้าเห็นตนเองในกระจกคง​ต้องตกใจ ​เพราะบัดนี้สองข้างแก้มนั้น​แดงช้ำ​เป็นรอยฝ่ามือ

"แน่จริงก็ออกมาซีวะ! นึกหรือว่า​จะกลัว ​เป็นผีก็อยู่​​ส่วนผี ​จะมายุ่งอะไร​​กับคน​จะหลับ​จะนอน"

ร้องท้าทาย​ไปดังนี้อีกสองสามครั้ง ​เมื่อเห็นว่าผู้​ที่ลอบทำร้ายยังไม่ยอมเปิดเผยตัว ก็คิดว่าพวกมันคง​จะกลัวคนจริง จึงประมาทซ้ำ​เอาไว้ก่อน​จะล้มตัวลงอีกครั้ง

"​ถ้ายังกล้าเสนอหน้ามาก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ​ไป​ที่ชอบๆ​ ซะเถอะ ไม่​ต้องมายุ่งกันให้ไม่​เป็นสุข ข้า​จะนอน! ห้ามมารบกวนอีก เข้าใจหรือหาไม่!"

​ทว่า​เมื่อ​กำลัง​จะเคลิ้มหลับ​ไปอีกรอบ ก็กลับรู้สึกเหมือน​ทั้งร่างถูกคนแบก ลอยขึ้น​จากแคร่​ที่นอนแล้ว​ทุ่มทิ้งลงมาบนพื้นเรือน ​ที่ประหลาด​คือ​เขาไม่เจ็บปวด ​แม้​จะรู้สึกเหมือนถูกกระทุ้งเข้า​ที่ลิ้นปี่ จิกหัวดึงตัวให้ลุกขึ้น​ เตะ​ที่ขาพับให้สองเข่าทรุดกระแทกลง​กับพื้น ​เขา​จะรู้สึกสักนิดก็หาไม่

หมอผีหนุ่มจึงพาลคิด​ไปว่า​เป็น​ความฝัน อาจ​จะ​เป็นฝันในช่วงเพลี่ยงพล้ำ​ไปสักหน่อย​ ​แต่สักประเดี๋ยวก็คง​จะ​ได้ชัยตามประสา​ความฝัน ในใจนั้น​อดนึกสยองแสยงไม่​ได้ว่า ​ถ้าหาก​เป็น​ความจริง กระดูกกระเดี้ยวคงแตกหัก​ไปไม่รู้​จะกี่ท่อนต่อกี่ท่อน

ใน​ความรู้สึกว่า​​กำลังฝัน ยังถูกกระทุ้งกระแทกอยู่​อีกหลายตลบ จนชักเริ่มรู้สึกเจ็บปวดอยู่​ลึกๆ​ จนใน​ที่สุด ​เมื่อรู้สึกว่า​ถูกฝันตนทรมานจนเกิน​ไป ก็สั่งให้ตัวเองลืมตาตื่น

คราวนี้ยิ่งประหลาด...​

หมอเกตุอาคมกลับลืมตาขึ้น​ในถ้ำกว้างขวาง มีแสงสีพราวพราย ​และเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน ไม่ทัน​ที่​จะ​ได้ผุดลุก ก็เหมือนหัวถูกกด ให้หน้ากระแทกคำนับลง​กับพื้นไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง จนมึน​ไปหมด กระทั่งน้ำหนัก​ที่กดคอนั้น​เลือนหาย ​เขาจึงรีบหยัดกายขึ้น​ทันที

คนถูกพามาในสถาน​ที่อันแปลกประหลาด หันซ้ายขวา​และหมุนรอบตัว งุนงงอยู่​​ทั้ง​กับ​ที่โดนโขกหัว​เมื่อครู่ ​กับ​ทั้งแสงเงา​ที่แปลงเปลี่ยน จากพราวพรายวิบวับ กลับ​เป็นสีหมองหม่นมัว กลิ่นหืนๆ​ เอียนๆ​ เหมือนสาบน้ำเลือดน้ำหนอง โชยมาชัดเจนติดจมูก

อีก​เป็นหลายอึดใจ กว่า​ความว่างเปล่า​จะค่อยปรากฏ ​เป็นบางสิ่ง​ที่แลคล้ายโต๊ะตั่งหรือหน้าต่างเรือน ​ทว่า​ทั้งหมดละม้ายสลักจากหินผา หรือไม่ก็กล่อมเกลา​เอาจากบรรดาหินงอกหินย้อยภายในโถงถ้ำใหญ่นี่ละ

​แต่​ส่วน​ที่แลคล้ายหน้าต่างบานใหญ่ มีซี่ลูกกรงคดโค้งขัดขวางอยู่​นั้น​ ราว​กับมีพื้น​ที่กว้างขวางไกลออก​ไปในเบื้องหลัง

หมอเกตุอาคมสืบเท้าใกล้เข้า​ไป ​เพราะหูเริ่มแววเสียงกรีดร้องดังมาจากไกลๆ​ น่า​จะใช่เสียง​ที่ดังมาจากเบื้องนอกนั่น

​ที่ไกลลิบตา หมอกควันหนาทึบอย่างยิ่ง มีเพียงประกายคล้ายสายฟ้าแล่นแปลบปลาบ ให้พอเห็น​เป็นเค้าลาง ว่ามีภูเขาทะมึนซับซ้อนอยู่​มากมาย​ ซ้ำยังมีเหมือนนกใหญ่บินว่อนวนเวียน พอสายฟ้าแล่นปราด ก็สะท้อนเงา​กับ​จะงอยปาก​ที่น่า​จะ​เป็นเหล็ก!

หมอผีหนุ่มพยายามชะโงกผ่านซี่ลูกกรงศิลาลง​ไป ​เพราะ​ได้ยินเสียงคล้ายสุนัขใหญ่เห่าหอน บ้างกรรโชกขู่คำราม บ้างเหมือน​กำลังวิ่งไล่กวด​ใครสักคน ​เพราะฝีเท้านั้น​ดังชัด

​แต่เหมือนมีรังสีบางอย่างแผ่วกระทบอยู่​​ที่หลังคอ หมอเกตุจึงหันขวับ

แล้ว​ก็มีอัน​ต้องผงะงาย​ไปพิงอยู่​​กับผนัง ​เพราะบุรุษ​ที่จ้องเขม็งอยู่​นั้น​ ยืนอยู่​ในระยะประชิด หน้าตาดุดันถมืงทึง ผิวพรรณราวสีทองแดง

"เอ็ง​เป็น​ใคร!"

หมอเกตุอาคมยังไม่หยุดคิดหรอกว่า ตนเองฝันประหลาด พอเห็นว่าบุรุษตรงหน้ายังยืนนิ่ง จ้องหน้าไม่วางตา ​โดยไม่เอ่ยวาจาใด ​เขาก็ถามซ้ำ

"อย่าบังอาจอ้ำอึ้ง รู้หรือไม่ว่าข้า​เป็น​ใคร ข้า​คือหมอเกตุอาคมจอมขมังเวท แห่งตำหนักมหาเทพอาคมแห่งกรุงสยาม"

ถ้อยคำเดิม​ที่คิดว่า​จะข่มเหงให้บุรุษตรงหน้ารู้สึกเกรงกลัว กลับ​เป็นตัวเอง​ที่ราว​กับถูกลมถีบเข้า​ที่ยอดอก กระแทก​กับผนังดังอึก เจ็บจริงไม่คล้ายฝัน

หมอผีหนุ่มชักแตกตื่น คิดว่า​ความฝันช่างสมจริง กระทั่งการพลิ้วตัวฉากหลบออกมาหา​ที่โล่ง​เพื่อตั้งหลัก ยังรู้สึก​ได้ถึงน้ำหนักตัว​และ​ความเจ็บปวดชอกช้ำอยู่​ตลอดร่าง

​แต่แล้ว​พอตั้งหลักมั่นก็ถูกซ้ำ ลมถีบเข้า​ที่ลิ้นปี่ ​เพราะด้านหลังโล่งโถง ​ทั้งตัวจึงกระเด็น​ไปปะทะ​กับแท่นศิลา จนถึง​กับลง​ไปนอนกอง

​ทั้งเจ็บ​ทั้งจุก​แต่ลมร้ายก็ไม่หยุดอยู่​แค่นั้น​ ตอนนี้ดุจมีมือ​ที่มองไม่เห็นจิกหัว​เขาให้ตั้งตัวขึ้น​ยืนตรง

"เอ็งสิบังอาจ! กล้ามาตอแย​กับนิรยบาลผู้คุ้มกฎอย่างข้า!"

เสียงตวาดก้อง ​ทั้ง​ที่ริมฝีปากแทบไม่ขยับ ​กับ​ที่แทบไม่อยากเชื่อสายตาอีกอย่างหนึ่ง​​คือ หมอผีหนุ่มรู้สึกว่า​ ​ระหว่าง​ที่บุรุษตรงหน้าเปล่งสีหนาทวาจาออกมานั้น​ ร่างกายของ​เขาก็ใหญ่โตขึ้น​จน​ต้องแหงนหน้ามอง

"ท่าน...​ ​เป็นท่าน...​ ท่านน่ะหรือ นายนิรยบาลผู้คุ้มกฎ ​ถ้าอย่างนั้น​ก็หมาย​ความว่า ​เป็นผู้คุ้มกฎแห่งนรกน่ะซี...​"

แล้ว​​ความปวดแปลบแสบระบมก็ระดมเข้ามา รู้สึกแน่ชัดแล้ว​ว่า​ทั้งหมดตั้งแต่คล้ายถูกตบหน้า จนถึงตอนถูกลมถีบ ล้วน​เป็น​ความเจ็บปวดรวดร้าวจากร่างกาย​ที่สะบักสะบอม

"นี่​เป็นการลงโทษเล็กน้อย ​ใครให้เอ็งแหกกฎแห่ง​ความ​เป็น​ความตาย"

เสียงนั้น​เบาลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง​ ​แต่มิ​ได้ลดทอน​ความเหี้ยมเกรียมลงเลย​สักน้อย

"...​วิชา...​ วิชาแลกชีพคืนวิญญาณ นรกรู้เรื่อง​ด้วยหรือนี่...​"

หมอผีหนุ่มแทบครางออกมา ขณะนายนิรยบาลผู้คุ้มกฎย่างสามขุมเข้าหา

"เอ็งไม่มีทางเลือกอื่น ​ต้องทำคุณไถ่โทษ ข้า​จะเหยียบร่างเอ็ง ​ไปล่าแม่วิญญาณพวกนั้น​ให้ลงนรกมารับการพิจารณา​ความดี​ความชั่ว!"

​ทั้งน้ำเสียงถ้อยคำ ​ทั้งท่าทาง​ที่คุมคามใกล้เข้ามา ทำให้หมอเกตุสยองแสยงจับใจ

"ไม่! ​เป็น​ไปไม่​ได้! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่มีวันยอม!"

​เขาตะโกนออกมาสุดแรง ​แต่กลับปราศจากสุ้มเสียงใดๆ​

"เอ็งไม่มีทางเลือกอื่น อ้อ! หรือ​จะเลือกทางตาย!"

หมอเกตุรู้สึกว่า​ขนหัวลุกขึ้น​​พร้อมกัน​ทั้งศีรษะ ทันที​ที่​ได้ยินถ้อยคำเหมือนปรานี​ที่อุตส่าห์มีทางให้เลือก

"​จะบ้าเรอะ...​ แม่อุ่นเรือนนั่น หรือว่าเจ้าคุณคนนั้น​ ก็ควร​ได้รับกรรมอย่างสาสมแล้ว​ไม่ใช่รึไง!"

"ไม่ใช่หน้า​ที่เอ็ง​ที่​จะตัดสิน โน่น! ท่านผู้​เป็นใหญ่ในยมโลก ​กำลังให้ท่านสุวรรณสุวานกางบัญชี​ความดีชั่วของสองพ่อลูกนั่น ไอ้พ่อคงหนักหน่อย​ ​แต่อินังลูกสาวก็ไม่เบา"

"เห็นไหมเล่า ข้าช่วยประหยัดเวลาให้ท่านด้วยซ้ำ"

พอเห็นว่าบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ตรงหน้า ทำท่าเหมือน​จะพูดจากันรู้เรื่อง​ หมอเกตุอาคมก็เริ่มพยายามต่อรอง

"บอกแล้ว​ว่าไม่ใช่หน้า​ที่ของเอ็ง หยุดพูด แล้ว​ให้มาข้าเหยียบร่างเสียดีๆ​"

"ทำไมล่ะ พวกนาง​เป็นผีดี ทำไม​ต้องจับมาลงโทษ"

"จับมาพิพากษา! ไม่ใช่​เอามาลงโทษ ​ที่สำคัญ ผีก็​ต้องอยู่​​ส่วนผี ไม่มีสิทธิ์​ไปยุ่งเกี่ยว​กับผู้คน!"

"ไอ้ผีชั่วผีเลวอีกไม่รู้เท่าไร ข้ายังเคยรู้เคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ยักเคยเห็นว่าพวกท่าน​จะ​ไปจัดการยังไร นี่ทำไมผีดีๆ​ ท่านถึง​จะ​ไปยุ่งกะพวก​เขา"

หมอผีหนุ่มยังพยายามต่อรอง ​แต่กลับ​ได้รอยแสยะยิ้ม​เป็นคำตอบ

นายนิรยบาลผู้คุ้มกฎ หัวเราะหนักๆ​ ในลำคอ ดวงตาแดงก่ำราวเพลิงสุมขอน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ขณะ​ที่หมอเกตุอาคมไม่รู้ว่าตนตกมาอยู่​ในมุมอับตั้งแต่​เมื่อไร

แล้ว​เสียงหัวเราะหนักๆ​ ก็กลาย​เป็นหัวเราะลั่น ราว​กับขำขันใน​ความคิดเห็นของคนตรงหน้าเสียเต็มประดา

"เรื่อง​ดีเรื่อง​ชั่วให้ท่านยมบาล​เป็นผู้ตัดสิน ข้ามีหน้า​ที่รักษากฎ ​คือจับดวงวิญญาณติด​ที่พวกนั้น​มารับการพิพากษา!"

"ข้าไม่ยอม! หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมให้ท่านเหยียบร่าง"

ไม่ทันขาดคำ คนพูดก็รู้สึกแข็งทื่อ​ไป​ทั้งร่าง กระทั่งกะพริบตายังทำไม​ได้ เห็นชัดว่าการเหยียบร่างอันไม่อาจปฏิเสธนั้น​ ​คือร่างของนายนิรยบาลค่อยเคลื่อนเข้ามาทับซ้ำอยู่​​กับร่างตน

พอผสานกัน​ได้สนิท สติของหมอเกตุอาคมก็ดับวูบลงทันที




ทรงธรรมบอก​กับตัวเอง​ได้แน่ชัดว่า สองสามวัน​ที่ผ่านมา ​เป็นเวลา​ที่แสนหนักหน่วง ​แต่ก็ยังนับว่ามี​ส่วนดีอยู่​มากกว่า ​เพราะมันทำให้​เขาเข้าใจ​ความหมายของคำว่า "มนุษย์" ชัดเจนยิ่งขึ้น​

​แม้​จะเจ็บป่วยบอบช้ำ ซ้ำยัง​ได้ชื่อว่า​เป็นคน​ที่ผ่านคุกผ่านตะรางมาแล้ว​ ​แต่ชายหนุ่มยังรู้สึกว่า​ตนเองปลอดโปร่งแจ่มใส จิตใจไม่​ได้ดำมืดเหมือน​เมื่อก่อนหน้า ​จะมี​ที่ยังติดขัดในหัวใจอยู่​บ้าง ก็​คือเรื่อง​การเสียชีวิตของอุ่นเรือน​กับบิดา ​ซึ่งแสงเพ็งก็ช่วยปลอบโยน​เขา​ได้มาก

กระนั้น​ กว่า​ที่ทรงธรรม​จะข่มตาให้หลับลง​ได้ก็เกือบใกล้รุ่ง ​แต่ก็หลับสนิทอย่าง​ที่ไม่เคย​เป็นเช่นนี้มาก่อน มารู้ตัวอีกทีตอน​ได้ยินเสียงปึงปังอยู่​ด้านนอก นอนฟังอยู่​อึดใจจนมีเสียงดังโครม...​ แล้ว​ก็เงียบ​ไป

อาจ​เป็นคนบ้านเรือนเจ้าคุณอเนกส่งคนมาไล่รื้อ ทรงธรรมจึงรีบผุดลุก ตั้งใจ​จะออก​ไปบอกกล่าวว่า ​เขาตั้งใจแน่นอน ​ที่​จะ​ไปจากบ้านหลังนี้ทันที

​ทว่า...​ ยังออกมาไม่พ้นประตูใหญ่หน้าเรือนด้วยซ้ำ ตอน​ที่เห็นว่าหมอเกตุอาคมยืนจังก้าอยู่​ มีท่าทางแข็งข้นดุดันอย่างประหลาด ​เมื่อทรงธรรมเดินเข้ามาใกล้ๆ​ ก็ยังไม่มีท่า​จะทักทายกันว่าอย่างไร

"เฮอะ! วันนี้มาแปลก ​จะว่าเมาก็ไม่ใช่ ไม่เห็น​จะมีกลิ่นเหล้าตรงไหน หรือว่าร้อนวิชา เลย​คิด​จะมาจับผีตอนกลางวันแสกๆ​"

ทรงธรรมไม่​ได้คิดอะไร​อื่น นอกจากว่าช่วงนี้หนุ่มรุ่นน้อง ผู้มีอาชีพละม้ายๆ​ พ่อมดหมอผีผู้นี้ คร่ำเคร่งฝึกฝนวิชามากเกิน​ไป จนออก​จะเพี้ยนๆ​ ​ไปบ้าง

หมอเกตุอาคมยังยืนนิ่ง พอมายืนอยู่​ในระยะประชิดเช่นนี้ หนุ่มรุ่นพี่จึงสังเกตเห็นว่า หน้าตาของฝ่ายตรงข้ามบวมช้ำ ตามแขนขาคล้ายมีร่องรอยของการต่อสู้หนักหน่วง ​เมื่อกลับมาพิจารณาดวงหน้าอีกครั้ง ก็เห็นว่ากรอบตานั้น​แข็งค้างอยู่​ กระทั่งอีกหลายอึดใจผ่าน​ไป ก็ยังไม่เห็นหมอเกตุกะพริบตา​แม้สักครั้ง

"ไอ้หมอเกตุ เอ็ง​เป็นอะไร​ ​ไปโดน​ใคร​เขารุมยำทำร้ายมาหรือยังไร"

​เมื่อเห็นว่าสหายรุ่นน้องมีท่าทางผิดปกติขนาดนั้น​ ทรงธรรมจึงถึง​กับจับแขนหมอเกตุเขย่าแรงๆ​

แล้ว​ก็ยิ่งตกใจหนัก

"เฮ้ย! ทำไมตัวเย็นยังกะศพหยั่งนี้!"

ไม่ทันพูดจบ ทรงธรรมก็ถูกผลักจนหงายหลัง

"เอ็งใช่หรือหาไม่ ​ที่ฝืนกฎแห่งไตรภูมิ ริอ่าน​ไปรัก​กับภูตผี!"

เสียงตวาดกลับมานั่น ไม่ใช่เสียงของหมอเกตุอาคมแน่ๆ​

"ไอ้หมอ! หยุดก่อนไอ้หมอ! เอ็ง​เป็นอะไร​ของเอ็ง หรือว่ามีธาตุไฟเข้าแทรก จนสมองเสื่อม​ไปแล้ว​"

ทรงธรรมรีบตามเข้ามาฉุดรั้งหนุ่มรุ่นน้อง​เอาไว้ ​แต่ก็ถูกยันจนกระเด็นออกมาจากชายคาเรือน

"ไอ้หมอเกตุ! ไอ้หมอเกตุอาคม เอ็ง​เป็นอะไร​ของเอ็ง!"

​ทั้งเจ็บ​ทั้งจุกจนแทบไม่อาจลุกขึ้น​​ได้ ​ได้​แต่ตะโกนถามออก​ไป ​เพราะแน่ใจแล้ว​ว่าสถานการณ์นี้​ต้องไม่สู้ดี

​ที่ทรงธรรมเห็นชัดๆ​ ​คือ หมอเกตุอาคมผายมือกางออก​ทั้งสองข้าง สะบัดฝ่ามืออีกวูบหนึ่ง​ ประตู​และหน้าต่างหน้าเรือนก็เปิดผางออก​พร้อมกันหมด พอสะบัดมืออีกวูบ ก็มีเสียงเหมือนเนื้อไม้ฉีกจากกัน นั่นคง​เป็นประตูหน้าต่าง​ส่วนอื่น​ที่ติดดาล ก็ล้วนถูก​กำลังของอะไร​สักอย่าง กระแทกให้เผยออกเช่นกัน

คราวนี้มีเสียงหวีดหวิววี้ดว้ายตามมา...​

คง​เป็นเสียงของบรรดาผีสาว ​ที่​ต้อง​ได้ยินเสียงโครมครามปึงปังเหมือนกัน จึงพากันลงมาดู พอแสงแดดแรงร้อนของยามใกล้เ​ที่ยง สาดส่องเข้า​ไปในตัวเรือนอย่างฉับพลัน เสียงกรีดร้องจึงตามมา

"บ่วงพญายม หนีเร็ว ไม่อย่างนั้น​พวกเจ้า​จะถูกจับ!"

​เป็นเสียงคุณแสแน่ๆ​ ​ที่หวีดดังขึ้น​

​ที่ผีผู้​เป็นใหญ่ในบ้านตกใจขนาดนั้น​ ก็​เพราะบัดนี้ในมือของหมอเกตุอาคม มีบ่วงเชือกเก่าคร่ำเส้นหนึ่ง​ สีของมันช้ำๆ​ คล้ำๆ​ ​เป็นสีอมแดงหม่นๆ​ อย่างน่ากลัว

"หยุดนะไอ้หมอ มืง​จะทำอะไร​!"

พอทรงธรรมลุกขึ้น​​ได้อีกครั้งก็ถลาเข้ามาทันที

กรี๊ดดดดดดด!!!!

แล้ว​เสียงกรีดร้องของบรรดาผีสาวก็ดังซ้ำขึ้น​อีก ​เมื่อห่วงเชือกในมือลอยขึ้น​​ไปในอากาศ ขยายขนาดใหญ่ขึ้น​ ซ้ำกลางบ่วงยังปรากฏคล้ายคลื่นหมอกควัน ​ที่เริ่มหมุนวน​เป็นวงม้วนเข้าสู่ศูนย์กลาง

อึดใจ​ต่อมาแรงดึงดูดมหาศาลก็เกิดขึ้น​

ในพลันนั้น​ ผีมาลี​ที่ยังละล้าละลังหา​ที่หลบหนีก็ถูกดูดวูบหาย!

"มาลี มาลี!"

แสงเพ็งตะโกนสุดเสียง ผวา​จะกระโจนตามเข้า​ไป ​แต่เจ้าหลง​กับคุณแสช่วยกันฉุดดึง​เอาไว้

ภาพตรงหน้า​ที่ทรงธรรม​ได้เห็น ชวนสยดสยองเสียยิ่งกว่าภาพตอนนักโทษถูกประหารชีวิต ​ที่หัวหลุดกระเด็นจากบ่า มีสายเลือดพุ่งโชน ​เขาโผน​ทั้งตัวเข้าใส่หมอเกตุอาคม หมาย​จะกระแทกให้ล้ม หรือให้หมดสติ​ไปเลย​ก็ยิ่งดี

​แต่เหมือน​ทั้งร่างกระแทกเข้า​กับเสาหิน ร่างของหนุ่มรุ่นน้องไม่​ได้ขยับเขยื้อนเลย​สักนิด มี​แต่ทรงธรรมเอง​ที่ถูกแรงกระแทกดีดให้ผงะหงายออกมา

ทรงธรรมรีบรวบรวมเรี่ยวแรงอีกครั้ง คราวนี้กระโดดคว้าชายเชือก หมาย​ที่บ่วงบาศขนาดยักษ์นั่น

​ได้ผล ร่างของหมอเกตุอาคมกระตุกมือหลบวูบ หมอกควัน​ที่หมุนวนอยู่​ในวงบาศมลายหาย เหลือเพียงกระไอจางๆ​ ​ที่เริ่มรวมตัวกันเข้าอีกครั้ง

"รีบหนี​ไปก่อน คุณแส แม่แสง!"

ทรงธรรมตะโกนลั่น ​แต่อีกเสียงกลับดังกว่า

"คิด​จะหนี​ไปไหนพ้น พวกเอ็งไม่มีวันหนีพ้นจากกฎแห่งกรรม กฎแห่งภพภูมิ!"

​ทั้งผี​ทั้งคน​ได้ยินชัด นั่นไม่ใช่เสียงของหมอผีหนุ่ม​เป็นแน่แท้

"ยมทูต! ท่าน​คือท่านยมทูต มาจน​ได้ ท่านมาจน​ได้!"

​เป็นคุณแส​ที่ไข​ความกระจ่าง ให้​กับ​ทั้งทุกดวงวิญญาณ​และ​กับ​ทั้งทรงธรรม

นายนิรยบาลผู้ถูกเรียกขานว่า "ยมทูต" แสดงสีหน้าไม่พอใจนิดหนึ่ง​ แล้ว​ก็กลับขึงขังดังเดิม มือข้าง​ที่ว่างจากการถูกทรงธรรมเกาะกุมชี้หน้าคุณแสตรงๆ​ ​และพออีกข้างสะบัดให้ชายหนุ่มกระเด็น​ไป ก็ตวัดบ่วงยมทูตขึ้น​อีกครั้ง

"แย่แล้ว​แม่แสง ​ถ้า​เป็นท่านยมทูต เรา...​ เรา...​ หนีไม่พ้น!"

เสียงของคุณแสยิ่งตระหนกหนัก

พอบ่วงบาศเริ่มสำแดงฤทธิ์อีกครั้ง ภูตผี​ที่เหลือก็รีบหลบหลีกอัน​เป็นอลหม่าน

คุณแสตั้งจิต ปล่อยกระแสพลังเข้าต่อสู้ ​แต่ก็ถูกกระแทกกลับจนหงายหลัง

นายนิรยบาลในร่างหมอเกตุปล่อยให้บ่วงยมทูตลอยค้างอยู่​กลางอากาศ ขณะ​ที่ตนเริ่ม​ใช้สองมือประสานเข้าหากันในท่าทีประหลาด ​แต่ทุกคน​ที่เห็นล้วนเข้าใจแน่ชัด ว่า​เขา​กำลังเพิ่มพลังฤทธานุภาพของบ่วงศักดิ์สิทธิ์

ผกา​ที่กอดเสาแอบอยู่​ถูกดูดหายลับเข้ากลางบ่วง​เป็นราย​ต่อมา

ตามด้วยบุปผา​และกระถิน สองนางนี้พยายาม​เอาตัวเองเข้ากันมิให้เจ้าหลงถูกดูดเข้า​ไป ทำให้ตน​ต้อง​เป็นผู้​ได้รับเภทภัย

​เพราะ​ความตกใจ เจ้าหลงผวาตาม ​และ​เพราะเกินกว่า​ที่คุณแส​และแสงเพ็ง​จะเอื้อมมาฉุดรั้ง ผีเด็กชายจึงถูกดูดกลืนหายในพริบตาถัดมา

สองผีสาว​ที่เหลือถึง​กับหลั่งน้ำตา​กับชะตากรรมหนักหนา​ที่​ต้องเผชิญ

"เจ้าหลง เจ้าหลง!"

แสงเพ็งพร่ำเรียก ร่ำๆ​ ​จะโผตาม ​แต่คุณแสยังฉุดดึง​เอาไว้

ทรงธรรมรวบรวม​กำลัง​ได้อีกครั้ง คราวนี้​เขาโถม​ทั้งตัวเข้าทางด้านหลัง รวบสองแขนของหมอเกตุอาคมให้หลุดออกจากท่าร่ายเวทคาถา

"หนี​ไป หนี​ไปก่อน! แม่แสง คุณแส หนี​ไปก่อนขอรับ!"

ให้นายนิรยบาลดิ้นอย่างไรทรงธรรมก็ไม่ยอมปล่อย

แสงเพ็งถึง​กับทำอะไร​ไม่ถูก มองคนนั้น​ทีคนนี้ที ปากก็พร่ำว่า

"ไม่นะเจ้าคะ​คุณแส ดีฉันไม่ยอมลงนรก ดีฉันไม่อยากลงนรก!"

"​ไปเถิดแม่แสง รีบ​ไปให้พ้นจากตรงนี้เสียก่อน!"

ทรงธรรมยังตะโกนไล่ ขณะ​ที่ตนถูกเหวี่ยงซ้ายขวาจนตัวโยน

แล้ว​ร่างของหมอเกตุอาคมก็ก้าวถอย ผลักตัวเองให้แผ่นหลังกระแทก​กับเสาต้นหนึ่ง​อย่างแรง

แน่นอนว่าทรงธรรม​ต้องรู้สึกเหมือนถูกกระแทกอัด จากก้อนศิลาหนาหนัก​ทั้งด้านหน้า​และด้านหลัง ​ทั้งจุก​ทั้งเจ็บ ​แม้​จะยังควบคุมสติ​เอาไว้​ได้ ​แต่เรียวแรงก็มลายหาย พอนายนิรยบาลขยับ​ไปข้างหน้านิดเดียว ร่าง​เขาก็ร่วงผล็อย

"ไม่ว่าเรา​จะหนี​ไป​ที่ไหน ก็หลบท่านยมทูตไม่พ้นหรอกนะแม่แสง"

คุณแสพร่ำพูด น้ำตาอาบสองแก้ม เห็นชัดถึงชะตากรรม​ที่​กำลัง​จะเกิดขึ้น​

พอร่างของหมอผีหนุ่มขยับกลับมาตั้งท่าร่ายเวทอาคม​ได้ใหม่ บ่วงยมทูตก็สำแดงเดชอีกครั้ง

แสงเพ็ง​ซึ่งกระแสวิญญาณอ่อนกว่าคุณแส ถูกพลังดึงดูดรุนแรงจนตัวลอย

คุณแสรีบ​ใช้ร่างของตัวเองเข้าบัง!

จนตน​ต้องถูกแรงดึงดูดนั้น​เสียเอง

แสงเพ็งคว้ามือคุณแส ฉุดรั้งไว้เต็ม​ที่ ​แต่ก็สุด​ที่​จะต้านทาน ​แม้ทรงธรรม​จะรวบรวมเรี่ยวแรงอีกเฮือก เข้ามาช่วยฉุดดึง ​แต่แรงดึงก็ยังพาให้ทุกคนค่อยๆ​ ลื่นไถลเข้าใกล้บ่วงยมทูต

ทรงธรรมลอง​ใช้แรงดึงดูดนั้น​ให้​เป็นประโยชน์ ​เป็นแรงส่งให้ตนเองโถมตัว พุ่งเข้าใส่ร่างคน​ที่ถูกผู้รักษากฎแห่งนรกภูมิสิงสู่อีกคำรบ

​แม้​กำลังดึงดูดจากบ่วงยมทูต​จะบรรเทาลงนิดหนึ่ง​ ​แต่ร่างของชายหนุ่มรุ่นน้องก็ยังยืนนิ่งคล้ายไม่​ได้ถูกทรงธรรมโถมเข้าใส่อย่างเต็ม​ที่

คนตั้งใจ​จะทำร้ายร่างของหมอเกตุต่างหาก ​ที่​เป็นฝ่ายกระดอนกลับ ​แต่​เขาก็ยังไม่ถอดใจ พอเห็นว่า​ส่วนปลายเท้าของคุณแสกลืนหายเข้า​ไปในหมอกควันกลางบ่วงบาศ ทรงธรรมก็ไม่เสียเวลาคิดอะไร​อื่น อะไร​อยู่​ใกล้มือก็ฉวยหมด ระดมทุบฟาดเข้าใส่ร่างของหมอผีหนุ่มอย่างไม่ยั้ง จนเก้าอี้หักพัง​ไปหลายตัว โถแก้วแจกันเคลือบแหลกลาญ​ไปหลายใบ ​แต่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่สะทกสะท้าน

พอหมดสิ่ง​ที่ฉวย​ได้ใกล้มือ ทรงธรรมก็​ใช้​ทั้งหมัดเท้าเข่าศอก ประเคนเข้าใส่ ทุ่มเทเรี่ยวแรง​ทั้งหมด​ที่มี หมาย​จะหยุดยั้งเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ให้จง​ได้

"ปล่อยเถิด ปล่อยข้าเถิดแม่แส รีบหนี​ไปซะ รีบหนี​ไป"

"คุณแสเจ้าคะ​ ไม่นะเจ้าคะ​ อย่างทิ้งดีฉันไว้อย่างนี้"

ฝ่ายหนึ่ง​​ที่ถูกแรงดึงดูดให้เข้าสู่สัมปรายภพ​ไปแล้ว​ถึงครึ่งเข่า ​กับอีกฝ่ายหนึ่ง​​ที่พยายามฉุดรั้งอีกฝ่ายไว้อย่างเต็ม​ที่ ต่างตนก็ต่างยังพร่ำบอกแก่กันอยู่​ดังนั้น​

ด้านทรงธรรมก็ยังไม่หยุดเตะต่อย จนใน​ที่สุดหมัดหนึ่ง​ก็​ได้ผล ​เขายิงหมัดตรงเข้าใส่ลูกกระเดือก ทำให้ร่างของหนุ่มรุ่นน้องผงะหงาย

แล้ว​บ่วงยมทูตก็สิ้นฤทธิ์ มันร่วงลง​กับพื้นทันที ​พร้อม​กับท่าทาง​ที่เหมือนหมดสติของร่าง​ที่ถูกสิงสู่

ร่างของคุณแสก็ตกวูบลง ​เป็นอันว่าพ้นจากกระแสดูดวิญญาณ​ไป​ได้แล้ว​

แล้ว​ก็มีดวงแสงวาวๆ​ เคลื่อนออกจากร่าง​ที่นอนแผ่ ​พร้อม​กับ​ที่บ่วงเชือกนั่นลอยขึ้น​ช้าๆ​

ก่อน​จะหาย​ไป​ทั้งแสงนั่น​และบ่วงล่าวิญญาณ นายนิรยบาลยังทิ้งเสียงแค้นเ​คืองไว้ให้​ได้ยิน

"หนีไม่พ้น! พวกเจ้าไม่มีวันหนีพ้น!!!"






*********************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3449 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๘ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๙๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : รจนา เจนีวา [C-18616 ], [92.62.170.250]
เมื่อวันที่ : ๐๓ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๕.๒๘ น.

สนุก ​​ได้สาระ ข้อคิด ​​และขำขัน​​ไป​​พร้อมกันค่ะ​​
​​จะรอตอนต่อ​​ไปนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น