นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
จะลองรักอีกสักครั้ง #4
พลอยพนม
...หลังจาก​ที่​ได้แสดงอาบัติ​กับหลวงพี่ผู้อาวุโสจบแล้ว​...

ตอน : บทที่ ๔

หลังจาก​ที่​ได้แสดงอาบัติ​กับหลวงพี่ผู้อาวุโสจบแล้ว​ ​พระหนุ่มก็ก้มกราบท่าน ๓ ครั้ง จากนั้น​จึงคลานเข่าเข้าหาท่านสมภาร กราบสามครั้ง- ก่อน​จะตั้งนะโม ๓ จบ เสร็จแล้ว​ก็โน้มตัว​ไปข้างหน้า ​เพื่อท่าน​จะ​ได้ดึงผ้าสังฆาฏิ​ที่พาดอยู่​บนบ่าให้หลุดออกมา​ได้สะดวก​

"สิกขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ"
(ข้าพเจ้าลาสิกขา ท่าน​ทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า​เป็นคฤหัสถ์)

​พระหนุ่มกล่าวคำขอลาจากสมณเพศ ๓ ครั้ง สมภารก็เอื้อมมือขวาจับริมสังฆาฏิ​ที่ห้อยลงจากบ่าของ​พระหนุ่มถามขึ้น​เบา ๆ​

"ขาดนะคุณ"

"ครับ​-อาจารย์"

"ขาดนะ"

"ครับ​ อาจารย์ "

"ขาดนะ"

​พระผู้​เป็นอุปัชฌาย์จารย์ถาม​พระลูกศิษย์ ​เพื่อให้​เขามั่นใจ​เป็นครั้งสุดท้าย

ขณะนั้น​​พระหนุ่มรู้สึกขอบตาร้อนผะผ่าว ​ทว่าจิต​ที่เคย​ได้รับการกวดขันให้รู้จักควบคุม​ความรู้สึกของตนขณะห่มครองไตรจีวร ก็แล่นมารำงับ​ความอาลัยอาวรณ์นั้น​​ได้ ​เขาจึงพยักหน้าตอบรับ​เป็นครั้งสุดท้ายด้วยกิริยาท่าที​ที่สงบยิ่ง

"ขาดครับ​อาจารย์"

​และ​เมื่อ​เขา​ได้ผลัดเปลี่ยนสบงจีวรมานุ่งห่มกายอย่างเพศคฤหัสถ์ ​พร้อม​ทั้งอยู่​ปรนนิบัติท่านสมภาร​เพื่อแสดงกตเวทิตาคุณตามธรรมเนียมจนครบ ๓ วันแล้ว​ ทิดหนุ่มก็เดินทางกลับบ้าน ​เขามายืนรอรถเมล์ประจำทาง​ที่ปากทางวัดตั้งแต่เช้า​ ชาวบ้านแถวนั้น​เห็นเข้าก็ร้องทักทาย​เป็นการใหญ่

"อ้าว- เจ้านุ้ย ตกลงลาสึกจริง ๆ​ หรือนี่!! สีกาทางบ้านมาเร่งเร้าละซีท่า" อดีตโยมชาย​ที่อาศัยอยู่​ใกล้เขตกำแพงวัดร้องทักทายอย่างติดตลกมา ​แต่ไกล

ทิดหนุ่มยิ้มอาย ๆ​

"เปล่าหรอกครับ​"

"แหม-ก็ผมหลงคิดว่าเจ้าคง​จะบวชไม่สึก" ชายคนนั้น​-​แม้​จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียง​ที่ออก​จะผิดหวังหน่อย​ ๆ​ ​แต่​ทว่าสุดท้าย​เขาก็เข้าใจ "​แต่อย่างว่าแหละ​นะ- -คนเรา—​ใครไม่เจอเข้า​กับตัวก็ไม่รู้หรอกว่า เวลาผ้าเหลืองร้อน มันทรมานแค่ไหน เหมือนอย่างผมสมัยก่อนนี่ -- ยังไม่ทันออกพรรษา ผมก็​ต้อง​ไปกราบท่านอาจารย์ ขอร้องให้ท่านช่วยดูฤกษ์วันสึกล่วงหน้าด้วยซ้ำ...​ ว่า​แต่เจ้านุ้ยน่ะ--มีข่าวดี​เมื่อไหร่ อย่าลืมบอกมาถึงนะ ไม่งั้นผมโกรธจริง ๆ​ ด้วย"

หลังจากอดีตโยมชายท่านนั้น​เดินจาก​ไปแล้ว​ ผมก็ยืนครุ่นคิด ​และยังคงนึกขำ​กับคำพูดของแกอยู่​ ​เพราะแกหลงคิดว่าผมร้อนผ้าเหลือง​เพราะสีกาเร่งเร้าให้สึก ​ทั้ง​ที่จริง ๆ​ แล้ว​เรื่อง​ดังกล่าวนี้ไม่เคยเกิดขึ้น​เลย​

จริงอยู่​,ในฐานะ​ที่ชายผู้นั้น​มีบ้านเรือนอยู่​ข้างวัด ​และมักมาทำบุญ​ที่วัดแทบทุกวัน​พระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ​ซึ่งบางครั้งแกอาจ​จะเคยเห็นผมนุ่งห่มผ้าเหลืองนั่งสนทนาอยู่​​กับหญิงหมอนตรงไหนสักแห่งภายในวัด อาจ​จะใต้ถุนกุฏิของผม ใต้ร่มโพธิ์หน้าโรงฉัน หรือบนระเบียงครัววัด​ที่ทอดยื่นจากริมตลิ่งออก​ไปจนเกือบถึงกลางคลอง ขณะ​ที่ผมนำข้าวก้นบาตร​ไปโปรยลงในคลองให้ฝูงปลา​ที่อยู่​บริเวณนั้น​​ได้กิน ​ซึ่งหญิงหมอนเองก็ชอบโปรยข้าวสุก​ที่เหลือติดปิ่นโตให้ฝูงปลาพวกนั้น​เหมือนกัน ​และ​เมื่อเธอเห็นผม​เอาข้าว​ที่เหลือติดก้นบาตรเดิน​ไป​ที่นั่นคราวใด ก็มัก​จะตรงเข้ายกมือไหว้ขอเม็ดข้าวสุกจากในนั้น​​ไปจากผมเสมอ

"ให้หมอนโปรยลง​ไปแทนหลวงพี่ดีกว่านะเจ้าค่ะ​"

"​เอาซิ"

ผม​จะรีบตอบ แล้ว​เดิน​ไปคว่ำบาตรเทข้าวสุกในนั้น​ใส่ลงภาชนะ ​ซึ่งอาจ​เป็นถาด หรือกะละมัง หรือหม้อใบโต ๆ​ รวม​กับเศษเม็ดข้าว​ที่เหลือจากก้นบาตรของ​พระเณรรูปอื่น​ที่พวก​เขานำเทใส่ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว​

"หลวงพี่วางบาตรไว้ตรงนั้น​เลย​นะคะ​ เดี๋ยวหมอน​จะล้างให้เอง"

"​ได้ซิ"

​และ​เมื่อวางบาตรไว้ตรงนั้น​แล้ว​ ผมก็​จะรีบจ้ำกลับกุฏิทันที เรื่อง​โลกวัชชะหรือกลัวปากโลกย์นินทา ผมไม่คิด ​เพราะผมรู้ถึง​ความบริสุทธิ์ในการรักษาศีลของตน​ได้ดี

​แต่สิ่ง​ที่กลัว ​คือ กลัวหญิงหมอน​จะตั้ง​ความหวัง​กับตัวผมไว้สูง ​เพราะเท่า​ที่เคยสังเกตท่าทีของเธอ ผมรู้สึกว่า​ หญิงหมอน​ได้ปันใจให้ผมตั้งแต่แรก​ที่เรายังอยู่​ด้วยกันในเหมือง ก่อนผม​จะโกนหัวเข้าวัดบวชด้วยซ้ำ

"คิด​จะบวชจริง ๆ​ หรือ?" เธอ​ไปสอบถามผม​ที่หน้าเหมือง ​เมื่อรู้ข่าวว่าผม​จะเข้าวัด โกนหัวบวชเรียน

"จริง!"

ผมยืนยัน , ​และตอบข้อสงสัยของเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

"​จะบวชไม่สึกเลย​หรือเปล่า" เธอถามยิ้ม ๆ​ "อย่าบอกนะว่าชาตินี้หากปราศจากพี่บัวแล้ว​ก็​จะขออยู่​​เป็นโสด หรือคิด​จะตัดใจบวชจนตายคาผ้าเหลือง"

"มันก็ไม่แน่ ​ถ้าหาคนดี ๆ​ เหมือนสาวบัวไม่​ได้ ก็ขออยู่​คนเดียว​ไปจนตายดีกว่า"
ผมพูดพลางเล่นพลางจริง ​แต่หญิงหมอนเธอไม่ยอมแฮปปี้ด้วย

"ขี้เท็จ " เธอว่า

น้ำเสียงดูเหมือน​จะห้วน ไม่เชื่อถือคำพูดของผม ​แต่​ทว่าสายตาของเธอกลับเมิน​ไปเสียอีกทาง ​ซึ่งดูก็รู้ว่าปาก​กับใจไม่ตรงกัน

​เมื่อจับไต๋​ได้ผมก็เลย​แกล้งหยอกล้อเธอต่อ​ไปว่า

"จริงนะ - -ชาตินี้คงหา​ใครรักผมจริงเหมือนบัวไม่มีแล้ว​"

"เชอะ-" หันมาค้อน "​ถ้าพี่บัวตาย​ไปแล้ว​จริง ๆ​ ป่านนี้ดวงวิญญาณก็คงสุขสมไม่
น้อย ​เพราะมีชายรักเดียวใจเดียวคิด​จะบวชไม่สึก​เพื่อนาง "

"อ้าว-ก็​เมื่อก่อนบอกให้รักผมแล้ว​นี่ พอมาตอนนี้ถึง​จะคิด​ได้-มันก็สาย​ไปแล้ว​---​เห็นไหม"

"อย่ามาพูดดีกว่า" แม่หญิงงามหันมาต่อว่า " หัวอกลูกผู้หญิง​เป็นอย่างไรพี่รู้ด้วยหรือ?"

"รู้สิ" ปากคอผมก็พล่ามสนุกสนาน​ไปเรื่อย ไม่คิดว่าผลสุดท้ายมัน​จะวกมารัดคอตัวเอง "รู้นะ-ว่า​กำลังมีคนมาแอบรักผมอยู่​- - หรือว่า---​​เขาแค่เพียงปลอบใจให้หายหม่นเศร้าก็ไม่รู้สินะ"

ตอนลงท้ายผมแกล้งหยอดน้ำเสียงเศร้าสร้อย เรียก​ความสงสาร

"แล้ว​รู้​ได้ยังไงว่ามีคนแอบรัก—พี่น่ะ-ขี้โม้ชิบหายเลย​"

ว่าแล้ว​แม่ตัวดีก็คว้าเรียงร่อนแร่เดินหนี​ไปจากหน้าเหมือง ​เพื่อน ๆ​ ของผม​ที่​กำลังลุยงานกันอยู่​ ​ซึ่งบ้างก็​กำลังยกหิน​ไปวางเรียงซ้อนกัน​ที่ท้ายราง บ้างก็​กำลังลากจอบหูช้างครูดกองทรายกระสะ ก็ชวนกันป้องปากกระซิบกระซาบแล้ว​หัวเราะคิก ๆ​

ผมนึกถึง​เพื่อนอีกคน ชื่อ บองหลา ​ระหว่างนี้มันถูกเกณฑ์ทหาร​ไปอยู่​​ที่ค่ายทหารบกจังหวัดชุมพร ​เพื่อนผมคนนี้แหละ​ ​ที่เคยเตือนไม่ให้ผมยุ่งเกี่ยว​กับหญิงหมอน ​เพราะว่าตอนนั้น​ผมมีหญิงบัวพี่สาวของเธออยู่​แล้ว​คนหนึ่ง​

ไอ้บองหลามันว่า "มึงอย่าริทำตัว​เป็นอ้น​ที่คิด​จะกินหัวไผ่จนเฉาตายหมด​ทั้งกอ คนบ้านเราถือกันนะเรื่อง​นี้"

​และนับตั้งแต่นั้น​ ​ความรู้สึกบางอย่าง​ที่ผมเคยมีต่อหญิงหมอนก็มอดมลายสิ้น ผมสำนึกดีชั่ว ​และเลิกคิดอกุศลต่อเธอ​โดยเด็ดขาด ​แม้​จะเหลือห้องใจไว้สำหรับ​จะรักอยู่​บ้าง ​แต่สำหรับหญิงอื่น ​ส่วนเธอผมก็รักเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง​เท่านั้น​

​ทว่า,ชะรอย​เมื่อพี่สาวของเธอ​ต้องมาด่วนจาก​ไปเช่นนี้ ตัวเธอก็คงคิดว่าไม่เห็น​จะบาปหยาบช้าอะไร​ ​ที่เธอ​จะหันมารักอดีตพี่เขยคนนี้ ​เพราะใน​เมื่อ​เขาคนนี้ไม่ใช่หรือ​ที่เคยกอดเธอ จูบเธอ ​และสอดรัดเรือนร่างของเธอเสียแน่นกระชับ จนเธอเองก็แทบขาดใจตายคาอ้อมแขนของ​เขามาแล้ว​

เพียง​แต่ลึก ๆ​ แล้ว​เธอไม่อาจ​จะรู้ว่าเวลานี้อดีตพี่เขย​กำลังคิดอย่างไร​กับเธอ

​เพราะ​แม้บางขณะ​ที่รู้สึกเหงา​เขาก็อาจ​จะหันมานึกถึงเธออยู่​บ้าง ​แต่​ทว่าเรื่อง​​ความรักหรือคิด​จะ​แต่งงานมีครอบครัวนั้น​ ขณะนี้-​เขา​ได้สลัดมันออกจากสมองหมดสิ้นแล้ว​ ​ซึ่งอาจ​เพราะ​ส่วนหนึ่ง​​เขายังหา​ใครมาแทน​ที่หญิงบัว​ที่​เขาสูญเสียหล่อน​ไป​เมื่อปีก่อนโน้นยังไม่​ได้ หัวใจ​เขาจึงยังไม่​พร้อม​ที่​จะเปิดรับ​ใครมาแทน​ที่ของหล่อน ​แม้หญิงสาวผู้นั้น​​จะ​คือหญิงหมอนน้องสาว​ที่แสนสวยของหล่อนก็ตาม

บนผิวจราจรทางหลวงหมายเลข 4 ในตอนเช้า​วันนั้น​ ​เมื่อมอง​ไปจากปากทางวัด​ที่ผม​กำลังยืนรอโบกรถเมล์​โดยสาร​เพื่อ​จะเ ดินทางกลับบ้านอยู่​นี้ มีรถราแล่นสวนกัน​ไปมาไม่ขาด ​ซึ่งอาจ​เป็น​เพราะมัน​คือเส้นทางสายหลักอีกเส้นทางหนึ่ง​ของภาคใต้ ​โดยเฉพาะในช่วงเวลาภาคเช้า​อย่างนี้ รถบรรทุกสิบล้อขาล่องมาจากกรุงเทพฯ ​จะแล่นตามหลังกันมาคราวละสามคันสี่คันติด ๆ​ กันเสมอ รถบรรทุกเหล่านั้น​รับบรรทุกสินค้าจาก​ส่วนกลางมาส่งให้ร้านค้าต่างจังหวัด ​ซึ่งมีจำนวนมากมาย​นับไม่ถ้วน ผมยืนคิดเล่น ๆ​ ว่า ​ถ้าหากวันใดขาดรถพวกนี้ กิจการร้านค้าทั่ว​ไปก็คง​จะยุ่งยากกันพิลึก

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ​เป็นภาษิต​ที่ยังคง​ความขลังอยู่​เสมอ ​โดยเฉพาะมนุษย์ ​ซึ่งคนไหนบ้าง​ที่เกิดมาไม่เคยพึ่งพาอาศัยผู้อื่น ​แต่คิด​จะทำอะไร​ก็ทำ​ได้ตามลำพัง ไม่มีหรอก ทุกอย่างในโลกย่อมมี​ความสัมพันธ์ต่อกัน​ทั้งหมด เพียง​แต่บางครั้งเราคิดไม่ถึง อย่างเช่น​ถ้าหากโลกนี้ขาดแมลง​ไปสักอย่าง โลกก็​จะอยู่​ไม่​ได้ ​เพราะ​จะเกิด​ความไม่สมดุลตามธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ช่วยผสมเกสรดอกไม้ พืชก็ไม่ขยายพันธุ์ ​และ​เมื่อถึงเวลา​ที่พืชเหล่านั้น​ล้มตายหมดลง โลกก็​จะแห้งแล้ง ขาดน้ำ ขาด​ความชื้น​ที่​จะสร้างอุณหภูมิช่วยให้เกิดเมฆ​และทำให้เมฆรวมตัว กลาย​เป็นหยดน้ำตกลงมา
ปี๊ด ๆ​ ๆ​ ๆ​ !!!!

ผมสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์​ที่เผลอคิดเล่น​ไปเรื่อยเปื่อย ​เมื่อรถบัส​โดยสารคันหนึ่ง​แล่นเบียดขอบถนนตรงมา​ที่ผม จนแทบว่ามัน​จะพุ่งเข้ามาชน ​แต่ใน​ที่สุดมันก็จอดสนิท ​และจอดในระยะ​ที่ประตูทางขึ้น​ด้านหน้าตรง​กับ​ที่ผมยืนอยู่​​พอดี ทำให้ผม​ได้เห็นหน้าโชว์เฟอร์​ที่นั่งจับพวงมาลัยรถอยู่​ข้างบนอย่างชัดเจน

"ยัดแม่-ยืนทำเปรตไรอยู่​ ขึ้น​รถเร็ว ๆ​ กู​จะรีบ​ไปส่งผู้​โดยสาร"

อ้าว-เจ๊กฮุย -นั่นเอง นึกว่า​ใคร!? ผมนึกแปลกใจขณะจับราวเหล็กข้างประตูด้านขวาของรถบัสคันนั้น​ ​พร้อมย่างเท้าขึ้น​​ไปบนรถอย่างเร่งรีบตามคำเชิญของมัน

"ยัดแม่--ไหนเจ้าวิท​กับไอ้ทิน บอกกูว่ามึง​จะบวชไม่สึก"

เจ๊กฮุยจับพวงมาลัยกระชับมั่น​ทั้งสองมือ สายตาจ้องมองผิวจราจรด้านหน้า ปากก็ร้องถาม ​เมื่อผมก้าว​ไปนั่งบนเบาะติด​กับประตู​และหันหน้า​ไปทางฝ่ายคนขับ -​ซึ่งก็​คือตัวของมันเสร็จแล้ว​

รถบัสคันนั้น​ค่อย ๆ​ เคลื่อนออกจาก​ที่ มุ่ง​ไปข้างหน้าด้วย​ความเร็ว​ที่พุ่งขึ้น​ตามแรงเหยียบคันเร่ง ​เพื่ออาศัยแรงเฉื่อยในการยกเท้าซ้ายเหยียบคลัชเปลี่ยนเกียร์สูง ๆ​ ขึ้น​​ไปตามลำดับจนสุดเกียร์

"มึงพบเจ้าวิช​กับไอ้ทิน​เมื่อไหร่" ผมถามมัน

"พบทุกวัน" มันตอบ​พร้อม​กับหันแวบมามองผม "​ระหว่างนี้ ​ถ้าหากรถติดวินฝั่งนี้ กูก็​จะ​ไปนอน​กับพวกมัน​ที่บ้านพักครูทุกคืน"

"ยัดแม่--คิด​จะ​ไปจีบแม่ครู​ที่นั่นหรือยังไง "

พูด​กับมันจบแล้ว​ ผมก็หัวเราะอาย ๆ​ ​เมื่อหัน​ไปเห็นผู้​โดยสาร​ที่นั่งอยู่​ใกล้ ๆ​ พากันหันมามอง

ก็แหม! เส้นผมบนหนังศีรษะยังหดสั้นแค่ขนมะอึก ​แต่กลับพูดจาหยาบคายอย่างลืมสำรวม

เพียง​แต่ว่า ในจำนวนผู้​โดยสาร​ที่นั่งอยู่​บนรถบัสคันนี้​ทั้งหมด ​ใครเลย​​จะรู้ว่าผม​กับเจ๊กฮุย-โชว์เฟอร์รถคนนี้นั้น​ เคยรัก​ใคร่สนิทสนมกันมายังไง อีก​ทั้ง​ถ้าคิด​จะนับเวลา​ที่เราไม่​ได้พบเจอกันเลย​ตั้งแต่เรียนจบช ั้นประถมปี​ที่ ๗ ​ที่ โรงเรียนคุระบุรี ด้วยกัน​ไปแล้ว​ ก็ไม่ต่ำกว่า ๕ ปี ​ซึ่งแน่นอนเหลือเกินว่า ​เพื่อนรัก​เพื่อนซี้​ที่ไม่​ได้พบหน้าค่าตากันนานขนาดนั้น​ ​เมื่อ​ได้หวนกลับมาพบเจอกัน ​เขา​ทั้งสอง​จะรู้สึกยินดีปรีดากันสักขนาดไหน

แล้ว​อีกอย่าง, ชาวคุระบุรี ตะกั่วป่า พังงา อย่างพวกเรา, พบหน้ากันด้วย​ความรัก​และคิดถึง, ​ถ้าไม่แจกผักแจกหญ้าให้แก่กันเสียบ้าง มันก็คง​จะชืดจนเกิน​ไปหน่อย​ล่ะ

"เฮ้ย-ยัดแม่--​แต่ว่าคืนนี้กู​ไปนอนฝั่งพังงานะ มึง​ไป​กับกูไหมล่ะ ไม่​ได้เจอกันนานนักหนาแล้ว​ -- ยัดแม่-​ไปนะ- ​ไปหาไรกินกัน-- สาว ๆ​ แถวนั้น​ก็สวย ๆ​ ​ทั้งเพ ฮ่า ๆ​"

"เฮ้ย-ไอ้เปรต " ผมลืมตัวอีกครั้ง "ก็กูเพิ่งสึกจาก​พระกลับมาบ้านวันแรก ​จะให้​ไปบ้า​กับมึง​ได้งัย ---​ไอ้เจ๊กเปรตเอ๋ย--หัดรู้จักธรรมเนียมไทยเสียบ้างสิ"

"ธรรมเนียมหัวทอมึงนะสิ--ยัดแม่" เจ๊กฮุยพูดแข่ง​กับเสียงเครื่องยนต์รถ​ที่วางอยู่​ใต้ฝาครอบด้านหน้าของผม ​และอีกฝั่งก็อยู่​ติด​ที่วางเท้าด้านซ้ายของมัน ​ซึ่ง​กำลังครวญครางหึ่ง ๆ​ ​เมื่อรถคันนั้น​​กำลังไต่ขึ้น​เนินสูง "กูเห็นบางคนบวช​พระ ​แต่แอบแดกข้าว-แดกมาม่ากันกลางคืน บางคนเหล้าก็กิน ไพ่ก็เล่น"

"อ้าว! ๆ​ ๆ​ ยัดแม่—มึงอย่าเหมารวมเข่งซิเว้ย"

"เรื่อง​จริงนิ---​ไอ้หัวทอ—กูอยู่​กรุงเทพฯตั้งสี่ห้าปี กูเห็นหมด-- ​พระเปรต ๆ​ กะลุยกูพา​ไปแล​ได้เลย​ ว่าวัดไหนบ้าง"

"เออ-พอ ๆ​ ๆ​ " ผมร้องห้าม ​เพราะเห็นว่าผู้​โดยสารบางคนเริ่ม​จะส่งยิ้มแปลก ๆ​ มาทางผมเข้าแล้ว​

"แล้ว​นี่ตกลงคืนนี้--มึง​จะ​ไป​กับกูไม่​ไป ​เอาให้แน่"

"ไว้สักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนเถอะ แล้ว​กู​จะ​ไป"

"แน่นะ"

"ยัดแม่-กูพูดคำไหนคำนั้น​" ผมว่า "ว่า​แต่มึงเถอะ- -เตรียมพกเบี้ยให้มาก ๆ​ ก็แล้ว​กัน กูกินจุนะเว้ย"

"หัวทอ-กูต่อให้มึงตีหม้อกันก็​ได้ รับรอง​ไป​กับกู-สบายหายห่วง"



***********************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3447 Article's Rate 15 votes
ชื่อเรื่อง จะลองรักอีกสักครั้ง --Series
ชื่อตอน บทที่ ๔ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๕๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : มะขวิด [C-18591 ], [203.170.252.2]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ก.พ. ๒๕๕๕, ๑๗.๐๒ น.

​​ได้ แรง อก ครับ​​ ภาษา​​ที่คุ้นเคย คิดถึง​​เพื่อนสมัยประถม มัธยมเลย​​ล่ะครับ​​ "แจกผักแจกหญ้า" กันตลอด

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-18599 ], [101.109.85.222]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ก.พ. ๒๕๕๕, ๐๕.๓๘ น.

ขอบคุณ คุณมะขวิดจริง ๆ​​ ครับ​​

อ่านงานเขียนสด ๆ​​ แบบนี้ ​​จะว่า​​ไปก็ดี​​ไปอย่าง ​​จะ​​ได้พบร่องรอยการถูกแก้ไข​​ที่ยังไม่กลมกลืนนักปรากฏอยู่​​ เหมือนอย่างผม​​ที่เคยอ่านต้นฉบับ​​นักเขียนใหญ่บางท่าน ​​ซึ่งท่านซีร็อกซ์ปเก็บไว้​​เป็นตัวอย่าง สำหรับแนะนำ​​และชี้ข้อบกพร่องบางอย่างในนั้น​​ให้นักเขียนรุ่นน้อง รุ่นลูก ​​ได้ดู ​​ซึ่งผมรู้สึกดีใจมาก

เออหนอ แรก ๆ​​ ท่านก็เหมือนเรา ต่อ​​เมื่ออินทรีย์ท่านแก่กล้านั่นดอก ท่านจึงบังคับถ้อยคำให้พร่างพรูออกจากใจ​​ได้​​โดยไม่ผิดพลาดอีกเลย​​ หรืออาจ​​จะมี-ก็น้อยกว่าเรา ๆ​​ ​​ซึ่ง​​เป็นแค่นักอยากเขียน

ขอบคุณ​​ที่ติดตามให้​​กำลังใจอีกครั้ง ครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น