นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
จะลองรักอีกสักครั้ง #3
พลอยพนม
...อยู่​ป่านั้น​อะไร​ ๆ​ มันก็ดี​ไปหมด...

ตอน : บทที่ ๓

อยู่​ป่านั้น​อะไร​ ๆ​ มันก็ดี​ไปหมด ยกเว้นโรคภัยไข้เจ็บ ​เพราะว่าอยู่​ไกลหมอ ​เป็นแผลโดนของมีคมบาด​เอา หรือลื่นไถลหกล้ม แขนขากระทบของแข็งแตกหักฟกช้ำ ก็เพียงแค่ปฐมพยาบาลกันเองตามมีตามเกิด ยาหม่อง ยาเหลือง ทิงเจอร์ ยาแก้ปวด ​ที่พกพากันมาจากบ้านอาจพอแก้ขัด​ได้บ้าง ​แต่​ถ้า​เมื่อไหร่เจ็บหนัก ก็ยกใส่เปลหามออกจากป่ากันลูกเดียว

ปลายปี ๒๕๑๙ ปัญหาการบาดเจ็บ​เป็นแผล​ที่อาจ​ต้องเย็บ ​ต้องทำศัลยกรรมขั้นย่อย ๆ​ จากแพทย์ หรือป่วยหนัก เราก็ไม่​ต้อง​ไปตัดหวายในป่ามาสานเปลหามคนป่วยออก​ไปรักษาข้างนอกกันอีกแล้ว​

ในป่าเรามีหมอ หมอคอมฯ การผ่าตัด​ที่ไม่ใหญ่โตเกิน​ไปนัก ​ที่กลางป่าลึกแห่งนี้ พวกหมอคอมฯ​เขาก็ช่วยจัดการให้เรา​ได้

นักศึกษาแพทย์​ที่เตลิดหนีมาจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา นั่นไง ​ที่​จะมาจัดการรักษาอาการบาดเจ็บ หรือมาแทงเข็มสายน้ำเกลือให้​กับผู้ป่วย​ที่มีอาการอ่อนเพลียรุนแรงถึงทับนอน

วันนั้น​ผมไม่​ได้ป่วยไข้อะไร​หรอก แค่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อย​ เช้า​ก็แบกเครื่องไม้เครื่องมือ​ไปหน้าเหมือง​กับ​เพื่อน​ได้ดีเด่ ​แต่พอตกสายหน่อย​ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะเหมือนคนจับไข้

"กลับทับ​ไปกินยาแล้ว​นอนพักผ่อนเสีย ประเดี๋ยว​เป็นไข้ขึ้น​มาจริง ๆ​ ก็ยุ่งตายห่า " ไอ้พริ้งพูด​กับผม

"ไข้ก็​ไปหาหมอคอมฯ" ผมพูดเล่น

"เชอะ!" ​เพื่อนผมทำท่าเหมือน​จะสลัดก้างปลาออกจากลำคอ "ในโลกนี้ไม่มีของฟรีเว้ย "

"อ้าว ก้อเห็นพวกเหมืองเรายกย่องกันนักไม่ใช่หรือ ใจบุญ รักษาฟรี"

"ใช่ฟรี" ไอ้พริ้งว่า "เผลอ ๆ​ อาจ​ได้ตังค์ด้วย ​เขาฝากซื้อเวชภัณฑ์มาให้กองทัพ มึงกล้าอาสาไหมล่ะ?"

"แม่ง-เจอพวก ’นาย’ จับ​ได้ก็ซวยนะสิ แบบนั้น​"

"ไม่รู้ล่ะ ! ​ได้ข่าวว่าลุงปัญญาโดนเข้าแล้ว​ก่อน​เพื่อน" ไอ้หมึกโก้งโค้งงัดหินก้อนใหญ่อยู่​ใกล้ ๆ​ เงยหน้าพูด " ดี​ที่แก​เอาตัวรอด​ได้"

"เรอะ-ทำไมกูไม่​ได้ข่าว" ผมว่า "แล้ว​แก​เอาตัวรอด​ได้ยังไง"

"ก็แกล้งทำ​เป็นเมาแอ๋นะสิ ​ใครก็รู้ ลุงปัญญานะปกติแกก็เมายี่สิบสี่ชั่วโมง แกบอกพวกนาย​ที่ตั้งด่านตรวจแล้ว​ยึดถุงเวชภัณฑ์ถุงนั้น​​ไปว่า ก่อนลงจากรถ แกเข้าใจผิด คิดว่าถุงผ้าใบนั้น​​เป็นของแก ​เพราะข้างถุงมีตรา​พระราชทานของในหลวงเหมือนกัน แกจึงหยิบมันมา"

"คนอื่น ๆ​ ล่ะ"

ผมถาม ​เพราะ​ความจริงเรื่อง​พวกนี้ผมไม่ค่อย​ได้รู้​กับ​เขาหรอก ​เพราะปกติผมไม่ชอบออก​ไปสุงสิง​กับ​ใคร เช้า​​ไปทำงาน เย็นเลิกงาน ​ถ้ามีเวลาว่างก็​จะหยิบหนังสือ​ที่พกมาจากบ้าน มานอนคว่ำอ่านเล่น​ที่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าทับนอน ​ใคร​จะ​ไปไหนก็​ไป ผม​ได้อ่านหนังสืออยู่​​ที่นั่นก็ถือ​เป็นการพักผ่อนอย่างวิเศษแล้ว​เหมือนกัน

สมัย​ที่ผมยังมีสาวบัวอยู่​ด้วย หล่อนก็มัก​จะมานอนอ่านหนังสือนิยายอยู่​ข้าง ๆ​ ผม หิวกาแฟ, ก็บอกให้หล่อนติดไฟต้มน้ำร้อนชงกาแฟขม ๆ​ ให้กิน

เวลานี้ผมขาดหล่อน​ไปแล้ว​ ผมยิ่งไม่อยาก​จะออก​ไปไหน ​เมื่อใด​ที่​ได้นอนอ่านหนังสือ หรือเอนกายพักผ่อนอยู่​บนแคร่หลังนี้ ผมก็​จะรู้สึก​เป็นสุขอย่างประหลาด

สายวันนั้น​ ​เมื่อผมแบกเครื่องมือกลับมากินยา​ที่ทับ ​และทำท่า​จะลุก​ไปหยิบหนังสืออ่านเล่นตรงหัวนอน ออก​ไปนอนอ่านบนแคร่เหมือนเคยสักเล่ม พลันสายตาก็เหลือบ​ไปเห็นหนังสือปกแข็งเล่มเล็ก ๆ​ ​ซึ่งมีลักษณะรูปเล่ม​เป็นพ็อกเกตบุ๊ครุ่นเก่าเล่มหนึ่ง​เข้า วางอยู่​บนพื้นทับนอน ติด​กับฝากั้นริมประตูทางเข้า

แรกทีเดียวผมก็ไม่สงสัยติดใจอะไร​ ​เพราะคิดว่า ​เพื่อผมคนใดคนหนึ่ง​อาจ​ไปคว้าจากไหนมาอ่าน แล้ว​วางทิ้งไว้ตรงนั้น​ ​แต่ครั้นตอนเ​ที่ยง​เมื่อพวก​เขาหยุดพักงานกลับมากินข้าว ผมจึงถาม ​และรู้ว่าพวก​เขาไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนั้น​มาก่อนสักคน

"​ใครมัน​จะอ่านหนังสือแบบนี้" ไอ้หมึกพูด

"ทำไม" ผมถาม "อ่านหนังสือธรรมะนี่บาปนักหรือ-หัวทอ"

"ไม่บาป ​แต่อ่านไม่รู้เรื่อง​เว้ย"

"อ๋อ!"

ผมมองตามันปราดเดียวก็รู้ว่ามันพูดจริง หนังสือธรรมะของอาจารย์พุทธทาสบางเล่ม ​ต้องมีพื้นฐานทางธรรม​ที่ท่านสอนอุบาสกอุบาสิกาในขั้นเบื้องต้นมาก่อนจึง​จะอ่านเข้าใจ ​เพื่อนผม​ที่อยู่​ด้วยกันตรงนั้น​ทุกคน อย่าว่า​แต่ธรรมะ​ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสประยุกต์สอนเลย​ ​แม้​แต่วัดสวนโมกข์, เผลอ ๆ​ พวก​เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตั้งอยู่​ทางทิศไหน

ฉะนั้น​ผมจึงสรุปว่า นอกจากพวกสหายนักศึกษาบางคนอาจ​จะแอบนำมาวางไว้ ด้วย​ความเสียดาย​ที่​จะ​ต้องทิ้งมัน​ไป ​เพราะไม่อยากถูกวิจารณ์จากพวกสหายนำว่า ฝักใฝ่ยาพิษ ก็คง​จะไม่มี​ใครนำมันมาวางไว้ตรงนั้น​แน่

หนังสือเล่ม​ที่ว่า ​เป็นหนังสือ​ที่รวบรวมคำบรรยายอบรมผู้​ที่​จะ​เป็นผู้พิพากษา ณ กระทรวงยุติธรรม ​เมื่อวัน​ที่ ๙ -- ๑๔ มกราคม ๒๕๐๔ ไว้ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่คำสอนเรื่อง​สิ่ง​ที่ดี​ที่สุด​ที่มนุษย์​จะพึง​ได้ ​ความสัมพันธ์ของธรรมะ​ทั้งปวง ลัทธินิกาย​และ​ความ​เป็นมาแห่งศาสนา ​และธรรมะ​กับตุลาการ​เป็นเรื่อง​สุดท้าย

ผมนั้น​​แม้​จะเคยอ่านหนังสือรวบรวมคำบรรยายของท่านพุทธทาสมาบ้างแล้ว​ ​แต่​ถ้า​จะให้ติดใจ จน​ต้องกลับ​ไปอ่านทวนซ้ำถึงสองสามรอบเหมือนคำสอน​ที่ปรากฏอยู่​ในหนังสือเล่มนี้ไม่มีเลย​

​เพราะ​เมื่ออ่านจบ​ไปแล้ว​รอบหนึ่ง​ ก็เกิด​ความรู้สึกว่า​ ร่างกายของตนนั้น​เบาหวิว ราว​กับ​จะเหาะเหินเดินอากาศ​ได้ สมองก็โปร่งโล่ง มองสิ่งรอบข้างด้วย​ความลึกซึ้งแยบยลอย่างไม่เคย​เป็นมาก่อน ​ได้ยินเสียงนกร้อง ก็เหมือน​จะหยั่งรู้​ได้ว่า มันร้องออกมาอย่างนั้น​​เพราะอะไร​ มันเพรียกหาคู่หรือข่มเสียงนกเจ้าถิ่น ​เพราะประสาทในการรับฟัง, รู้สึก​จะประณีตขึ้น​กว่า​แต่ก่อนมาก

ยังมิพัก​ต้องเอ่ยถึงการสลัด​ความโศกเศร้า​ที่​ต้องพรากรักจากสาวบัว ผู้​ซึ่งหายสาบสูญ​ไปในเหตุการณ์วัน​ที่ ๖ ตุลา ​ซึ่งรู้สึกผม​จะสลัด​ความเศร้านั้น​ออก​ไปจากใจ​ได้หมดสิ้น คงเหลือ​แต่​ความคิด​ที่​จะสนองบุญคุณให้​กับหล่อนเท่านั้น​ ​ที่ผุดขึ้น​มาแทน

ผมจึงคิดอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า ​เมื่อกู้แร่ในรางออก​ไปขายรอบนี้แล้ว​ ผม​จะเข้าวัดโกนหัวห่มเหลืองอุทิศ​ส่วนกุศลให้หล่อน

"โอ้-บุญของอีบัวมันแล้ว​ลูกเอ๋ย"

ป้าพัว แม่ของสาวบัวประนมมือจรดหน้าผาก แหนหน้าขึ้น​ เปล่งเสียงปลื้มปีติดีใจออกมาสั่นเครือ หยาดน้ำใส ๆ​ ของแกหลั่งท้นขอบตาลง​เป็นทาง

พ่อแม่ของผมก็ไม่น้อยหน้า ​เมื่อรู้ว่าผม​จะสละเส้นผมยาว ๆ​ ​ที่ประเรี่ยอยู่​บนบ่า ​เพื่อเข้าวัดห่มผ้าเหลือง ​ทั้งสองท่านก็ปลื้มอกปลื้มใจ ​และตื้นตันจนแทบ​จะกลืนข้าวไม่ลง จุดประสงค์​ที่ผม​จะบวช​เพื่ออะไร​ ท่านไม่คำนึงถึง แค่​ได้ยินว่า "ผม​จะบวชสงบจิตใจอยู่​ในวัดสักพัก" ท่าน​ทั้งสองก็ยิ้มร่า ประกายตา​ทั้งสองข้างบอกว่ามี​ความสุขยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ​

"​เอาสิลูก" แม่พยักหน้ารับคำอย่างตื่นเต้น "เดี๋ยวเรา​จะ​ไปหาตาหลวง​ที่วัดด้วยกัน - --เธอ​จะ​ไปด้วยไหม?"

"ฉันไม่ถูกคอ​กับ​พระ" พ่อผมพูดเล่น

"งั้นดีแล้ว​ เธอรีบ​ไปบอกแม่ไว ๆ​ "

แม่ของผมหมายถึงคุณย่า แม่อยากให้คุณย่า​ได้รู้ข่าวมหามงคลอันนี้ด้วย ​ซึ่งท่านก็คงดีใจมากเหมือนกัน ​เพราะตลอดเวลาคุณย่าก็คอยรบเร้า​แต่​จะให้ผมหั่นเส้นผมบนหนังศีรษะทิ้งให้หมดอยู่​เสมอ ​แต่ผมก็กลอกกลิ้งบ่ายเบี่ยง​เอาตัวรอด​ได้ทุกครั้ง

คุณย่า​เป็นคนโบราณ​ที่ค่อนข้างเคร่งครัดประเพณี ไม่อยากให้​ใครทำตัวผิดแผกแตกต่าง​ไปจากเดิม แรก ๆ​ เห็นผมไว้ผมยาว ท่านเรียก​ไปด่าเช้า​ด่าเย็น ​แต่​เป็น​เพราะผม​เป็นหลานรัก ​เป็นหลานคนแรกของท่าน ​เพราะพ่อของผม​เป็นลูกชายหัวปีของท่าน ​เมื่อผมเกิดมา​เป็นหลานคนแรก น้ำหนักแห่ง​ความรักของย่า​และปู่ ก็ดูเหมือน​จะเทมา​ที่ผมจนหมดใจ เสียดาย​ที่ตอนนี้ปู่ผม​ได้ลาโลก​ไปเสียแล้ว​ ไม่อย่างนั้น​งานบวชผมคงถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่แน่ ถึง​ใคร​จะห้ามอย่างไร ปู่ก็คงไม่ยอมรับฟัง อย่างน้อยวันบวช เจ้านาคน้อยอย่างผมก็คง​ได้ขี่ช้างเวียนรอบโบสถ์แน่นอน

​ทว่างานบวชผมครั้งนี้ ​แม้ไม่มีปู่ก็มีคนเสนอให้จัดงานให้ยิ่งใหญ่ ​แต่ผม​กับตาหลวง-สมภารวัด​ที่ผม​ไปบวช​ได้ทัดทานไว้ ไม่ให้มีพิธีทำขวัญนาค หรือพิธีอื่นใด​ที่ไม่เกี่ยว​กับการบวช​โดยตรง​ทั้งสิ้น พอ​ได้เวลา​พระฉันเช้า​เสร็จ ตาหลวงก็เจริญพุทธมนต์ นำน้ำมนต์ในขันมาประลงบนกระหม่อมผมจนเปียกชุ่ม แล้ว​​เอากรรไกรตัดเส้นผม​เป็นท่านแรก แล้ว​ต่อด้วยคุณย่า คุณตา คุณยาย ​ที่เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ​เป็นลำดับถัด​ไป จากนั้น​พวกญาติ ๆ​ นับถัดจากพ่อ​และแม่ของผมก็เข้าคิวรอปลงผมเจ้านาคกัน​เป็นแถว กระทั่ง​ได้เวลาก่อนฉันเพลเล็กน้อย พิธีอุปสมบท​พระนุ้ย ฐิตธรรมโม ก็เสร็จสิ้น ผมกลาย​เป็น​พระภิกษุครองศีล ๒๒๗ ข้อเสร็จเรียบร้อย​

"หลวงพี่​จะบวชนานไหม-เจ้าคะ​"

สีกาหญิงหมอน ถาม​พระหนุ่มก่อนอำลาจากงานบวชภายในวัดกลับบ้าน

"อาตมาคง​จะตอบตอนนี้ไม่​ได้หรอกนะ-โยมหมอน" ​พระหนุ่มพูด​กับเธอด้วยกิริยาสำรวม " ​ต้องรอให้อาตมา​ได้ครองผ้าเหลืองต่อ​ไปสักชั่วระยะ ก็คง​จะ​ได้คำตอบ ตอนนี้อาตมายังไม่อาจตัดสินใจอะไร​​ทั้งสิ้น แค่อยากบวชสงบจิตสงบใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน ​พร้อม​กับ​จะ​ได้ปัจเวกขณ์อุทิศ​ส่วนบุญกุศลให้​กับโยมบัวผู้ล่วงลับด้วย ​ซึ่งอาตมาคิดว่า ป่านนี้​ถ้าหากเธอลาโลก​ไปอย่าง​ที่อาตมาเข้าใจแล้ว​จริง ๆ​ ดวงปฏิสนธิวิญญาณของเธอบนสวรรค์ ก็คง​จะ​ได้รับรู้ถึงกุศลบุญในครั้งนี้แน่นอน"

"เจ้าค่ะ​" สีกาสาวกระพุ่มมือนมัสการ ​และกล่าวอำลา "​ถ้าอย่างนั้น​ดิฉันขอกราบลาหลวงพี่กลับก่อนนะเจ้าคะ​— ออกจากเหมืองมาขายแร่เ​ที่ยวหน้า ​จะแวะมาเยี่ยมนมัสการใหม่เจ้าค่ะ​"

"เดินทางปลอดภัยนะโยม"

​พระหนุ่มยืนมองสีกาสาวเดินตามหลังญาติ ๆ​ ทยอยออกจากวัด​ไปโบกรถประจำทางกลับเคหะสถานจนลับหาย​ไปจากสายตา จึงหมุนกายทอดย่างมุ่งสู่กุฏิสถานของตน ด้วยท่วงท่า​ที่สำรวมกายา​เป็นอย่างยิ่ง

เดือน​ที่ผมคิดสละทางโลกเข้าห่มครองผ้าสากาวพัสตร์นั้น​ ​เป็นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ยังเหลือเวลาอีกประมาณหกเจ็ดเดือนจึง​จะถึงวันเข้าพรรษา ​ซึ่งเชื่อถือกันว่า ลูกผู้ชาย​เมื่อบวชเรียนแล้ว​ ก็ควรครองผ้าเหลืองอยู่​ให้ตลอดพรรษา ​ซึ่งหมายถึงว่า ​เมื่อบวช​เป็น​พระภิกษุแล้ว​ ก็ควร​จะ​ต้องอยู่​เข้าพรรษาในวัดอย่างน้อยก็สักหนึ่ง​พรรษาเสียก่อนจึงค่อยลาสิกขาบท ​และถือ​เป็นประเพณีปฏิบัติกันมายาวนาน ไม่ค่อยมี​ใครคิดแหกพรรษามากนัก ​เพราะมัก​จะถือกันว่า ผู้​ที่บวชเรียนแล้ว​แหกพรรษา ​เป็นคน​ที่จิตใจอ่อนแอทนสิ่งยั่วยุไม่ไหว ไม่เข้มแข็งพอ​ที่​จะเรียกว่าลูกผู้ชาย​ได้

​ทว่าผมนั้น​, ก่อน​จะถึงวันเข้าพรรษา ผมก็ห่มผ้าเหลืองติดต่อกันมาแล้ว​ร่วมเจ็ดเดือน ​เมื่อเข้าพรรษาอีกสามเดือน ก็รวม​เป็นสิบ

​ซึ่งถือว่าบวชเรียนอยู่​นานพอสมควรแล้ว​ ​ถ้า​จะลาสึกออก​ไปก็​จะไม่มี​ใครทัดทานแล้ว​
​ทว่าผมกลับไม่นึกอยาก​จะลาสึก ​แต่อยาก​จะบวชต่อ​ไปอีก

ออกพรรษาจนเลย​หน้ากฐิน ​พระนุ้ยก็ไม่เคยเอ่ยปากพูด​กับ​ใครว่า​จะสึก จนมีคำล้อเลียนจากญาติโยมอุปัฏฐากข้างวัดว่า "สงสัย​พระคุณเจ้า​จะอยู่​รับตำแหน่งสมภารต่อจากพ่อหลวงองค์นี้แน่ ๆ​ เลย​ "

"เปล่าหรอกโยม" ​พระหนุ่มออกตัว ​เพราะไม่อยากให้ญาติโยม​ที่พูดพลางเล่นพลางจริง​ทั้งหลายนั้น​ ​ได้ตั้ง​ความหวังไว้สูงเกิน​ไป ด้วยตัว​พระเองก็รู้ดีว่า ญาติโยมข้างวัดทุกคนปรารถนา​ที่​จะให้​เป็นอย่างนั้น​จริง ๆ​

กระทั่งข่าวนี้ล่วงรู้​ไปถึงหูโยมพ่อ ​ซึ่งท่านก็คง​จะรู้สึกไม่สบายใจ​ไปตามครรลองปุถุชน ​ที่มีลูกชายอยู่​แค่คนเดียว อยาก​จะฝากผีฝากไข้ในยามแก่เฒ่า ก็กลับคิด​จะบวชไม่ยอมสึก จึงอยาก​จะมาเกลี้ยกล่อมให้สละเพศบรรพชิต มา​เป็นฆราวาสครองเรือนเหมือนคนทั่ว​ไป

"​พระเจ้า-​เมื่อไหร่​จะ​ได้ฤกษ์เปลื้องจีวรลาสิกขาบทเสียทีละครับ​"

โยมพ่อท่าน​เป็นคนตรง คิด​จะถามอะไร​ก็ถามออกมาตรง ๆ​ ไม่อ้อมค้อม ​แต่​พระหนุ่ม​ซึ่งยังไม่อยาก​จะลาสึก ก็ไม่​ได้ตอบคำถามนั้น​ให้แน่ชัด เพียง​แต่เกริ่น ๆ​ ให้ท่านฟังว่า

"หากผ้าเหลืองยังไม่ร้อน อาตมาก็คิดว่า ยัง​จะบวชอยู่​ต่อ​ไปอีกสักพัก"

"เรื่อง​แบบนี้ ​พระเจ้า-​จะ​ต้องรีบตัดสินใจให้แน่นอนเสียนะครับ​" โยมพ่อพูด​กับ​พระหนุ่มเบา ๆ​ " ​พระเจ้า-​จะอยู่​ครองเพศบรรพชิต​ไปตลอดจนดับขันธ์​ได้แน่นอนหรือไม่ หากตั้งมั่นแน่วแน่อย่างนั้น​โยมพ่อก็อนุโมทนาสาธุ ​แต่​ถ้าครึ่ง ๆ​ กลาง ๆ​ ไม่แน่นอน พอแก่ตัวแล้ว​จึงคิด​จะสึก มันก็​จะไม่สวยไม่งามนะครับ​ ​เพราะ​เมื่อแก่ตัวลงแล้ว​ ​พระเจ้า-​จะ​เอา​กำลังวังชา​ที่ไหน​ไปกรากกรำทำงาน ​พระเจ้า-คิดให้รอบคอบนะครับ​ ยอมโยมพ่อขอลากลับก่อนละ"

โยมพ่อประนมไหว้-ลากลับ ปล่อย​พระหนุ่มนั่งครุ่นคิดอยู่​บนระเบียงกุฏิตามลำพัง ลมเย็น ๆ​ พัดโชยมาในวัด ใบโพธิ์หน้าอุโบสถหลุดขั้วปลิดปลิวมาตามลม ลอยหล่นลงพื้นระเบียงตรงหน้า​พระหนุ่มสามสี่ใบ

ชีวิตคนเราก็อย่างนี้ เกิดขึ้น​ ตั้งอยู่​ ​และดับ​ไป ไม่มีอะไร​เ​ที่ยงแท้แน่นอน

​พระหนุ่มคิด​ใคร่ครวญเหตุผลแห่งการมีชีวิตด้วยหลักธรรม

​ถ้าเราบวชต่อ​ไป โยมพ่อโยมแม่แก่เฒ่า​ใคร​จะช่วยรักษาดูแล น้องเราสองคนก็​เป็นหญิง อีกหน่อย​มีเหย้ามีเรือนก็​ต้องตกอยู่​ในอำนาจสามี ​ถ้าสามี​เป็นคนดีก็แล้ว​​ไป ​แต่​ถ้าเผอิญพวกเธอ​ไปมีสามี​ที่เห็นแก่ตัวเข้าล่ะ ​เขา​จะยินยอมให้พวกเธอมาดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ละหรือ?

คิดมาถึงตรงนี้ ​พระหนุ่มก็รู้สึกทอดถอนใจ ​และแวบหนึ่ง​จิตของท่านก็พลันตระหวัด​ไปถึงอดีตคู่ชีวิต​เมื่อครั้งยังครองเพศฆราวาส ​ที่มาด่วนสาบสูญ​ไป...​

พลันนั้น​จิตของ​พระหนุ่มก็ไหลตก บังเกิดนิวรณ์ ๕ ตรูเข้าห่อหุ้มจนมืดมิดลงทันที


****************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3446 Article's Rate 15 votes
ชื่อเรื่อง จะลองรักอีกสักครั้ง --Series
ชื่อตอน บทที่ ๓ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๕๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๕๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-18585 ], [182.53.164.96]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ก.พ. ๒๕๕๕, ๐๙.๓๔ น.

ขอบคุณสนามฝึกซ้อมฝีมืออย่างศาลานกน้อย​​เป็นอย่างยิ่ง งานเขียนของผมชิ้น​​ที่นำโพสต์​​ที่นี่ ​​เมื่อ​​ได้ส่ง​​ไปยังสำนักพิมพ์บางแห่งก็​​ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ เช่นเดียว​​กับบางแห่งก็ไม่"ผ่าน"ให้ ​​ซึ่งผมก็ไม่​​ได้ติดอกติดใจอะไร​​ นั่น​​เพราะผมตระหนักว่า ผมอาจ​​จะยังสื่อสารสิ่ง​​ที่ผม​​ต้องการ​​จะสื่อออก​​ไปสู่ผู้รับยังไม่แจ่มจัดชัดพอ

ศาลานกน้อย​​เป็นสถานพักพิงงาน พักพิง​​เพื่อผม​​จะ​​ได้สงบสติอารมณ์ครุ่นคิด​​กับสาระเรื่อง​​ราว​​ที่มีอยู่​​ในชิ้นงาน ​​ที่ผมนำมาวางไว้(ตรงนี้)​​เพื่อพักรอให้เย็น เหมือนผลไม้เด็ดจากต้น ก็​​ต้องวางไว้ให้มันลืมต้นเสียก่อนจึงค่อยปอกเปลือกรับประทาน มันถึง​​จะะ​​ได้รสชาติ​​ที่อร่อย

การมองสิ่งหนึ่ง​​สิ่งใดในสถาน​​ที่​​ที่แตกต่าง ย่อมทำให้ผลของการมองนั้น​​สะท้อนออกมาต่างกัน​​ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น​​ งานจากต้นฉบับ​​ของผม​​เมื่อมาปรากฏอยู่​​ตรงนี้ ​​และผมก็พักมันไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง​​ แล้ว​​ค่อยย้อนกลับมาเปิดดู บางครั้งมันก็กลาย​​เป็นคนแปลกหน้าสำหรับผม​​ไปทันที

​​และนั่นผมย่อมขัดเกลา​​และตรวจทานแก้ไข​​ได้อย่างอิสระ ไม่มีอะไร​​มาชี้นำ​​ความรู้สึกต่อมันเหมือน​​กับ​​ที่มันยังกองอยู่​​ในแฟ้มต้นฉบับ​​ของผมในไฟล์งาน​​ที่มีอยู่​​อีกต่อ​​ไปเลย​​

ขอขอบคุณอีกครั้งครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น