นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #18
SONG-982
...ร่างของแม่แววเหมือนถูก​ใครฉุดให้ลุกขึ้น​นั่ง อีก​เป็นอึดใจ กว่านาง​จะทำท่างุนงงเหมือนคน​ได้หลับไม่เต็มตื่น นั่งนิ่งเหม่ออยู่​จนเจ้าคุณตลาการ​ต้องแข็งใจถามออก​ไป...

ตอน : บทที่ ๑๗

​เมื่อคืน นับว่าหมอเกตุอาคม​ได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ ​เพราะหาก​จะแปลคำ "วีรกรรม" ว่า "การกระทำ​ที่กล้าหาญ" ก็​เมื่อคืนนั้น​ละ ​ที่​เขา​ได้กระทำในสิ่ง​ที่กล้าหาญ​ที่สุดในชีวิต

ตั้งแต่กล้าลอบเข้า​ไปในห้องทึมของเรือนจำ เปิดผ้าคลุมไล่หา​ไปทีละศพ ว่าร่างไหน​คือแม่แวว ​ทั้ง​ที่​แต่ละศพล้วนมีสภาพเละเฟะไม่น่าดูเลย​สักนิด ​เขาก็ยังกล้าฝืน​ความกลัวของตัวเอง

​ความเย็นจัดของห้องทึม ​ที่ถูกขุดลง​ไปใต้ดิน ทำให้ยังรักษาศพไว้​ได้ในสภาพดี ​ทั้งนี้ก็​เพื่อรอเวลาชันสูตร ​แต่​แม้อากาศ​จะเย็นยะเยือกเพียงใด หมอเกตุก็ยังจำ​ได้ว่าตนเองนั้น​มีเหงื่อกาฬหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย กว่า​จะข่ม​ความกลัว รวบรวม​ความกล้าหาญ ไล่เปิดหา​ไปจนเจอร่างของแม่แวว​ที่เกือบ​จะสุดปลายห้อง ​เขาก็แทบ​จะถอดใจเสียหลายครั้ง

อีก​ทั้งยัง​ต้องทนอยู่​ในโกดังห้องทึมเก็บศพนั้น​อีกนาน ​เพราะขั้นตอนการแลกชีพคืนชีวิตนั้น​ยุ่งยากมากมาย​ ​ต้อง​ใช้สมาธิขั้นสูง ​เพื่อบริกรรมมนตราอาคมไม่ให้ผิดพลาด กว่า​จะลอบออกมา​ได้ก็เกือบรุ่งสาง ฉิวเฉียดอยู่​​กับการ​ที่พวกหมอ​จะเข้ามาเตรียมร่างของแม่แวว ​เพื่อนำเข้า​ไปสู่ลานพิจารณาคดีตอนเช้า​ตรู่

หมอเกตุไม่รู้หรอกว่าการ​ใช้มนตราแลกวิญญาณคืนชีวิตนั้น​ ​จะ​ต้อง​ไปแลก​กับ​ใครหรือ​เมื่อไร ​ที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำว่า​จะ​ได้ผลหรือไม่ ​เพราะแม่แววยังไม่มีวี่แววว่า​จะฟื้นขึ้น​มา​ได้

​แม้ในกระทั่งตอนนี้ ​ที่ทรงธรรมถูกนำมายังลานพิจารณาคดี มีท่านตลาการเข้าประจำ​ที่ มีพยานสำคัญ​คือเจ้าคุณอเนกคุณากรนั่งเด่น​เป็นสง่าอยู่​ข้างกัน ขาด​ไปก็​แต่อุ่นเรือน ​ซึ่งหมอเกตุยังไม่เห็นหน้าเลย​ตั้งแต่​ที่​เขาปะปนมา​กับผู้คน​เพื่อร่วมฟังการพิจารณาคดี

ขณะ​ที่นายหมอ​กำลังตรวจสอบร่างแม่แววให้ชัดเจนอีกครั้ง ​เพื่อให้ปากคำ​เป็นหลักฐานขั้นสุดท้าย ทรงธรรมแทบปลง​ได้แล้ว​ว่า ตนเองคง​ต้องหัวหลุดจากบ่าไม่พ้นในวันนี้

การตรวจสอบ​โดยละเอียดของนายหมอนั้น​ ​เป็น​ไปอย่างเชื่องช้าราวชั่วกัปป์ ​เพราะ​ต้องหาร่อยรอยแปลกปลอมต่างๆ​ ​ที่อาจทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลง​ไป ​และอีก​เป็นนานกว่า​เขา​จะเริ่มรายงานผลการชันสูตร

"นำเรียนท่านเจ้าคุณตลาการ ตามร่างกายของผู้ตายไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยใดๆ​ ​แต่ลักษณะของสีผิว นัยน์ตา ปาก ลิ้น บอก​ได้ว่าตายด้วยยาพิษแน่นอนขอรับ"

ทรงธรรม​ที่ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อนั้น​ แทบเดาคำพูดของนายหมอ​ได้อยู่​แล้ว​

"นายหมอรู้หรือไม่ นางแววตายด้วยพิษชนิดไหน"

"จากประสบการณ์ภูมิ​ความรู้ของกระผม คิดว่าผู้ตาย​ต้องถูกพิษยาเบื่อแน่นอน"

พอท่านตลาการ​ได้ฟังคำยืนยันแน่ชัดนั้น​แล้ว​ ก็หันมาทางทรงธรรม

"เอ็ง​จะว่ายังไร หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้แล้ว​"

คนถูกกล่าวหาถึง​กับผุดลุกขึ้น​ยืน ชี้หน้ากราดออก​ไป

"​จะพูดอะไร​​ได้อีกเล่า ใน​เมื่อเรื่อง​พวกนี้ พวกท่านจัดฉากเตรียมการณ์ไว้ปรักปรำกันอยู่​แล้ว​ ​ที่เหลือก็แค่ออกคำสั่ง ฆ่าข้าให้รีบๆ​ ตาย​ไปซะ!"

เจ้าคุณอเนก​ที่นั่ง​เป็นสง่าอยู่​นั้น​ ไม่​ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน​แต่ประการใด ใจยังคิดอยู่​ว่า ​ที่บุตรสาวตนอ้างว่างไม่สบาย รู้สึกปวด​เมื่อยขัดยอก ไร้เรี่ยวแรงตั้งแต่​เมื่อตอนใกล้รุ่ง จนไม่อาจ​จะลุกขึ้น​จาก​ที่นอน​ได้นั้น​ ก็​เพราะเยื่อใย​ที่ยังหลงเหลือ ไม่อยาก​จะ​ได้มารู้มาเห็น เวลา​ที่ไอ้หนุ่มตรงหน้านี้​ต้องถูกประหาร

"เอ็ง​จะบังอาจมากเกิน​ไปแล้ว​!"

ท่านตลาการก็ยืนขึ้น​ตวาด​เอาบ้าง

"ทำไมล่ะ พวกกันเอง​ทั้งนั้น​นี่นะ ​จะพูดอะไร​​จะทำอะไร​ก็​ได้หมด ถูกหมด หรือว่า​ที่ข้าพูดนี่มันไม่จริง!...​"

ทรงธรรมเถียงไม่ลดละ

"...​ไอ้ธรรม์คนนี้ บอกว่าถูกใส่ร้าย ท่านตลาการก็ไม่เชื่อ ​แต่ยังไรข้าก็ไม่ยอมรับ ​จะทุบ​จะตี ​จะ​เอา​ไปฆ่า​ไปแกงก็เชิญเถอะ พวกท่านมันขุนน้ำขุนนาง ข้ามันแค่พวกไพร่ชั้นต่ำ ​จะปรักปรำใส่ร้ายกันยังไรก็​ได้!"

​เขาโวยลั่น ตะโกนดังจนสุดเสียง หมายให้ผู้คน​ทั้งบริเวณ ​ได้รับรู้​โดยทั่วกัน

เจ้าคุณอเนกคุณากรนั้น​ เรื่อง​หน้าใหญ่ใจโตสำคัญ​ที่สุด การ​ต้องมาถูกโพนทนาให้กระทบกระเทือนเสื่อมเสียอย่างนี้ย่อมทนไม่​ได้ จึงหัน​ไปกล่าว​กับท่านตลาการสั้นๆ​ ว่า

"รีบตัดสินเข้าเถอะ มันไม่ยอมรับ ก็​เอากฏหมายบังคับซะที"

คนฟัง​ที่ก็เงอะงะ​ไปเหมือนกัน​กับคำยืนกรานของผู้​ต้องหา จึงค่อย​ได้สติ

"ขอบใจเจ้าคุณ​ที่ชี้แนะขอรับ...​" ​เขาหัน​ไปกล่าว​กับเจ้าคุณอเนกอย่างนอบน้อม ก่อน​จะกลับมาตวาดนักโทษด้วยเสียงอันดัง

"ไอ้ทรงธรรม ในนามของตลาการรศาลหลวง ตัดสินแล้ว​ว่าเอ็งวางยาฆ่าคน คน​ที่​ต้องตาย​โดยปราศจาก​ความผิดใดๆ​ ​คือนางแววหลานสาวเจ้าคุณอเนกคุณากร หลักฐานแน่นหนา การสืบสวนครบถ้วนกระบวน​ความ เ​ที่ยงตรงวันนี้ ประหารให้ตายตก​ไปตามกัน!"

คำตัดสินแข็งกร้าวเด็ดขาด เสียงดังก้อง​ไปทั่ว ทำให้​ทั้งบริเวณเงียบงันลงทันที

พลันนั้น​! สายลม​ที่นิ่งสงัดก็กระพือพัด ฝุ่นผงปลิวฟุ้งอวลตรลบ สุนัขหอนโหยหวน ผู้คนเริ่มแตกตื่น เจ้าคุณอเนกคุณากรถึง​กับนั่งอยู่​ไม่ติด​ที่ พอลมหอบ​เอาผ้า​ที่คลุมร่างของแม่แววให้พลิก​ไป ท่านตลาการก็มีอัน​ต้องผุดลุกขึ้น​บ้าง

ร่างของแม่แววเหมือนถูก​ใครฉุดให้ลุกขึ้น​นั่ง อีก​เป็นอึดใจ กว่านาง​จะทำท่างุนงงเหมือนคน​ได้หลับไม่เต็มตื่น นั่งนิ่งเหม่ออยู่​จนเจ้าคุณตลาการ​ต้องแข็งใจถามออก​ไป

"เอ็ง...​ เอ็ง​เป็นผีหรือว่า​เป็นคน...​"

​ทั้งนี้​เพราะอย่างไรเสียก็ปักใจเชื่อไม่​ได้อยู่​ดีว่า ผี​จะลุกขึ้น​มาลอกคน​ได้ในตอนกลางวันแสกๆ​ อย่างนี้

แม่แววค่อยๆ​ หันมอง​ไปรอบตัว คล้าย​กำลังพยายามจำแนกทิศทางหรือสถาน​ที่ พอหัน​ไปเห็นเจ้าคุณอเนกคุณากรผู้​เป็นญาติผู้ใหญ่ แม่แววก็ตกใจ สะดุ้งเฮือก​และทำท่า​จะถอยหนี

"เอ็งบอกมาบัดเดี๋ยวนี้ ว่า​เป็นผีหรือว่า​เป็นคน"

ท่านตลาการยังย้ำ ไม่หวัง​จะพึ่งพาหมอชันสูตร ​เพราะรายนั้น​ชิง​เป็นลมล้มพับลงตั้งแต่ตอน​ที่ร่างของแม่แววอยู่​ๆ​ ก็ผุดลุก

"​เมื่อครู่ดีฉัน​เป็นผี ​แต่ตอนนี้ดีฉัน​เป็นคนแล้ว​เจ้าค่ะ​"

หญิงสาว​ที่เพิ่ง​จะฟื้นคืนชีพ ค่อยๆ​ เอ่ยออกมาช้าๆ​ ​แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ

เจ้าคุณอเนกหน้าเสีย เผลอขยับตัวเข้าใกล้ท่านตลาการ​โดยอัตโนมัติ

ท่านตลาการเองก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ​กับสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ ปากยังถามต่อ​ไปว่า

"หมาย...​ หมาย​ความว่ายังไร...​"

ตอนนี้​ทั้งบริเวณมี​แต่เสียงซุบซิบกันเซ็งแซ่ หลายเสียงฮือฮายังไม่หยุด ตั้งแต่แม่แววฟื้นขึ้น​มาจนกระทั่งเจรจาตอบโต้​กับท่านตลาการ​ได้ดังนี้

"นั่นยังไร นั่นยังไรเจ้าคะ​ คน​ที่ฆ่าดีฉัน"

แม่แววชี้​ไป​ที่ตัวญาติผู้ใหญ่

"เอ็งอย่าพูดเหลวไหล เรื่อง​นี้​เป็น​ไปไม่​ได้!"

เจ้าคุณอเนกตวาดกลับทันควัน

"เออสิ! อยู่​ๆ​ ​จะมาปรักปรำกันอย่างนี้ไม่​ได้!"

ท่านตลาการก็รีบย้ำ

"อะไร​กันวะ!...​" ทรงธรรมสุด​จะทน จน​ต้องถึง​กับสบถออกมา

"...​ตอนแม่แววตาย ก็ปรักปรำข้า บอกไม่มีพยานมาแก้ต่าง คราวนี้พอแม่แววฟื้น ก็กลับบอกว่า​เป็นเรื่อง​เหลวไหล ตกลงว่าบ้านนี้เมืองนี้มันไม่มีกฏหมาย ​ใครคิด​จะตัดสิน​ความผิด​ใคร ยังไรก็​ได้ยังนั้น​รึ!"

ท่านตลาการถึง​กับ​ไปไม่​เป็น ​ได้​แต่หันรีหันขวาง มองหาทางออก​กับสถานการณ์พิศดาร​ที่​ต้องเผชิญอยู่​ต่อหน้า

​ส่วนแม่แวว​ที่พอ​จะปะติดปะต่อเรื่อง​ราว​ได้แล้ว​ ​เมื่อเห็นว่าทุกคนยังไม่เอ่ยอะไร​อีก จึงพูดต่อ​ไปว่า

"ท่านตลาการเจ้าคะ​ ​ที่ผ่านมาดีฉัน​แม้​จะเจ็บป่วย ​แต่​ความรู้สึกนึกคิด ​ความรู้​ความจำยังมีอยู่​ครบถ้วนบริบูรณ์ วันแรกนั้น​พี่ชายท่านนี้ ​กับแม่อุ่นเรือน มาเยี่ยมดูอาการของดีฉันถึงเรือน​ที่อยู่​ พี่ชายท่านนี้ยัง​ได้สั่งยาให้ดีฉัน​ได้ดื่มกินบรรเทาอาการ จน​ความป่วยไข้ของดีฉันดีขึ้น​มากเลย​เจ้าค่ะ​...​"

​พร้อม​กับคำท้าย แม่แววหัน​ไปยกมือไหว้ทรงธรรมครั้งหนึ่ง​ ทำให้​เขาหัวใจพองโตขึ้น​อีกมากมาย​

"...​ไหมล่ะๆ​ ใน​ที่สุด​ความจริงก็เปิดเผย มีคนพูด​ความจริงออกมาจน​ได้"

​เขาพยักให้​กับเจ้าคุณตลาการ ​เป็นเชิงว่า​จะเชื่อ​ได้หรือยังล่ะทีนี้

"​แต่ว่า...​" แม่แววยังให้การต่อ​ไป "...​​เมื่อ...​ สอง...​ สองสามวันก่อน คุณลุงท่านเจ้าคุณ ​เป็นคนนำยามาถึงเรือน ให้ดีฉันดื่มลง​ไป...​ ท่านตลาการเจ้าคะ​ ​แต่ก่อนนี้ คน​ที่​เอายามาให้​จะ​เป็น​แต่พวกบ่าวไพร่ หรือไม่ก็นายวงศ์คนสนิท ​แต่คราวนี้คุณลุงท่านนำมาเอง ดีฉันก็แปลกใจนัก นึกสังหรณ์ใจว่า​จะ​ต้องมีอะไร​ไม่ชอบมาพากล ​แต่แล้ว​...​ ​แต่แล้ว​...​"

​ความในใจ​กับการ​ได้เห็นญาติผู้ใหญ่ของตัวเองแท้ๆ​ ​ที่มาทำกัน​ได้ ทำให้แม่แววถึง​กับ​ต้องหลั่งน้ำตาออกมา

"​แต่แล้ว​...​ คุณลุงก็บอกว่า ให้กินยาถ้วยนั้น​ให้หมด ดีฉันยังไม่กล้า ท่านก็ยื่นจ่อให้​ที่ปาก บอกว่ากินยาถ้วยนั้น​แล้ว​​จะ​ได้หมดทุกข์หมดโศกกัน​ไปเสียที ดีฉันไม่กล้าขัดขืนอะไร​อีก จำใจ​ต้องดื่มจนหมดเจ้าค่ะ​"

"รสชาติของยาถ้วยนั้น​ไม่เหมือนเดิม ยังไม่ทัน​ได้พูดจาอะไร​กันอีก ดีฉันก็ขาดใจ...​"

ไม่ทันจบคำ เจ้าคุณอเนกคุณากรตบโต๊ะดังปัง ชี้หน้าหลานสาว​พร้อมตวาดดังลั่น

"นังแวว! นังคนไม่รักดี ข้าเลี้ยงดูเอ็งมาอย่างดี ทำไมมาใส่ร้ายกันอย่างนี้!"

"​ที่ดีฉันพูดมามีตรงไหนไม่จริง มีตรงไหนใส่ร้าย ​ที่คุณลุงคิดฆ่าดีฉัน ก็​เพราะ​จะฆ่าปิดปาก ​เพราะดีฉัน​ไปรู้​ความลับอัปยศของคนรุ่นก่อน!"

แม่แววไม่ยอมให้ตวาดใส่อยู่​ฝ่ายเดียว

"เอ็งอย่ามาพูดอย่างนี้ รู้หรือไม่ ข้านี้​ได้รับการเสนอให้​ได้รับเหรียญดารา ดวงตราราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่ง มีอย่างหรือ​ที่ตระกูลข้า ตัวข้า ​จะทำเรื่อง​อัปยศอะไร​อย่าง​ที่เอ็งกล่าวหา"

แล้ว​เจ้าคุณอเนกก็หันกลับ​ไปทางท่านตลาการ

"เจ้าคุณอย่าให้มันมาใส่ไคล้ให้ร้าย ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลกระผม​ต้องเสียหาย!"

ทำให้ทรงธรรม​ต้องรีบขัด

"ในศาลหลวงแห่งนี้ มี​ใครบ้างกล้าพูดจาเลอะเทอะ ยิ่งใส่ร้ายตระกูลใหญ่เชื้อสายขุนนางเก่าแก่นั่นยิ่งไม่ควร ​แต่ท่านตลาการ​ต้องฟังก่อน ว่าเรื่อง​ราว​ที่แท้จริงมัน​เป็นเช่นไร"

"หรือว่าท่านเจ้าคุณอเนก​จะเกิดกลัว​ความผิดขึ้น​มาแล้ว​"

ประโยคหลัง ​เขาหัน​ไปเย้ยให้​กับบิดาของอุ่นเรือน ​ที่ยืนหน้าซีดอยู่​อย่างเห็น​ได้ชัด

"กลัว...​ กลัวมืงน่ะรึ!"

เจ้าคุณผู้มากวัย​ต้อง​ใช้เสียงดังเข้าข่ม

"ข้า​จะกลัวอะไร​ ใน​เมื่อต้นตระกูลข้าไม่เคยขาดเขลา รับ​ใช้ใต้เบื้อง​พระยุคลบาท​มาไม่รู้ตั้งกี่ชั่วอายุคนแล้ว​ พวกบ้านข้าถือเกียรติยศ​เป็นหลักใหญ่ มีหรือ​จะเกรงกลัวเรื่อง​แค่นี้"

"อย่างนั้น​ก็ดี ก็ให้แม่แวว​เขาพูดต่อ​ไป!"

"​เอาละๆ​ แม่แววพูดต่อ​ไปซิ ​ไปรู้เรื่อง​น่าอัปยศอดสูอะไร​เข้า มันถึงใหญ่โตจน​ต้องมีการฆ่าแกงกัน​เพื่อปิดปาก"

คราวนี้ท่านตลาการค่อยพูดตรง​กับใจของหลายๆ​ คน ​ที่ยังเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่​​โดยรอบ

"ท่านเจ้า​พระยาคนก่อน ​เป็นลุงของเจ้าคุณอเนกคุณากร เคยลักลอบ​ได้เสีย​กับสตรีคนหนึ่ง​ ​ทั้ง​ที่มีเมีย​พระราชทานอยู่​แล้ว​ แม่นายท่านพอรู้ว่าสามีท่านมีนางเล็กๆ​ ก็ให้รับมาอยู่​ด้วย ​แต่ห้ามไม่ให้มีลูกด้วยกันเด็ดขาด ​แต่แล้ว​สตรีคนนั้น​เกิดท้องขึ้น​มา...​

"ตอนแรกสองคนตกลงกันว่า​จะตายตามกัน ​เพราะรักกันนักหนา ​ทว่า...​ พอสตรีผู้นั้น​กลืนยาพิษตายลง​ไปก่อน ท่านเจ้า​พระยากลับไม่กล้า ซ้ำยังอำพรางคดีให้​เป็นการฆ่าตัวตาย​เพราะผิดหวังใน​ความรัก แล้ว​ท่านก็​ได้เจริญในหน้า​ที่ราชการ​ต่อมา"

"หมาย​ความว่า...​ ผู้หญิงคนนั้น​ ​คือคุณแสงั้นหรือ"

ทรงธรรมเพิ่งกระจ่างใจ อดถามย้ำ​กับแม่แววอีกครั้งไม่​ได้

หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ​ ยืนยันว่าสตรีผู้นั้น​ ​ที่จริงก็​คือคุณแสนั่นเอง

"โกหก...​ โกหกตอแห...​! คิดว่าคำพูดปั้นน้ำ​เป็นตัวอย่างนี้ ​จะทำให้​ใครๆ​ เชื่อ​ได้อย่างนั้น​รึ!"

เจ้าคุณอเนก​ทั้งโกรธ​ทั้งหวาดหวั่น ​ทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่​ได้อีกต่อ​ไป

"ท่านตลาการขอรับ"

ทรงธรรมทำ​เป็นไม่สนใจคำพูดของเจ้าคุณบิดาของอุ่นเรือน

"...​นั่นละ​คือผีเฮี้ยน​ที่คฤหาสน์เรือนตึกบ้านอเนกคุณาการ ผีตนนั้น​​คือคุณแส ​ที่ยังอาลัยอาวรณ์ ร่วม​ทั้งยังอาฆาตแค้นคนรัก จึงไม่ยอมผุด​ไปเกิด สิงสถิตอยู่​​ที่บ้านหลังนั้น​"

"ไอ้...​ ไอ้...​"

เจ้าคุณอเนกเหมือนมีอะไร​มาจุกอยู่​​ที่อก ทำให้เอ่ยอะไร​ออกมาไม่​ได้มาก​ไปกว่านี้

ท่านตลาการ​เมื่อ​ได้ฟังเรื่อง​ราว​ที่ปะติดปะต่อกัน​ได้​เป็นอย่างดี ก็​ได้​แต่นิ่งอยู่​ ​ทั้งคดีเก่าคดีใหม่ต่างพัวพันกันยุ่งเหยิง จนไม่รู้​จะพิจารณาคดีอย่างไรต่อ​ไป

"ท่านขอรับ ท่านเจ้าคุณขอรับ!"

​เป็นบ่าวของเจ้าคุณอเนกคุณากร​ที่วิ่งกระหืดกระหอบ ​พร้อมตะโกนเรียกเข้ามา

"มีอะไร​! ในเขตศาลห้ามเข้ามา​โดยพลการ"

​แต่บ่าวหนุ่มนั่นยังกล้า วิ่งตรงเข้ามาทรุดตัว หมอบรายงานอยู่​เกือบชิดตัวเจ้าคุณผู้​เป็นนาย

"คุณท่านขอรับ คุณอุ่น...​ คุณอุ่นเรือนแย่แล้ว​ขอรับ รีบกลับ...​ รีบกลับ​ไปเรือนเถิดขอรับ"

"อะไร​ แม่อุ่น​เป็นอะไร​​ไป!"

"คุณท่าน​ไปดูเองเถิดขอรับ"

ผู้​เป็นบ่าวยังไม่กล้าบอก​ความจริง ​ได้​แต่บอกให้รีบกลับ เจ้าคุณไม่เคยเห็นบ่าวคนไหนกล้าพูดจาเช่นนี้ เข้าใจว่าเรื่อง​ราวคง​จะร้ายแรงจริงๆ​ จึงหัน​ไปพูด​กับท่านตลาการ

"ขอให้ท่านรีบตัดสิน คืน​ความยุติธรรมให้กระผมด้วย กระผมมีธุระ​ต้องรีบ​ไป ขอลา​ไปก่อนละนะ"

พูดจบ เจ้าคุณอเนกก็เดินลิ่วๆ​ ออก​ไปจากบริเวณ

"อะไร​กัน! อย่าเพิ่งหนี เจ้าคุณ​เป็นผู้​ต้องสงสัยอยู่​นะ!"

​แม้ทรงธรรม​จะโวยขึ้น​อย่างนั้น​ เจ้าคุณผู้มากวัยก็ไม่สนใจ รีบขึ้น​รถ​ที่ยังติดเครื่องรออยู่​ แล้ว​ก็สั่งให้คนรถเร่งเครื่อง ขับกลับเรือน​ไป​โดยด่วน

คน​ที่เหลือ​ได้​แต่มองตาม ไม่เข้าใจว่าอยู่​ๆ​ ก็เกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่

"แล้ว​ยังไร ตกลงว่าคดีนี้ ไม่มีคนตาย แม่แววเจ้าทุกข์ ก็นั่งพูดคุยอยู่​ตรงนี้ แล้ว​​จะปล่อยกัน​ได้หรือยัง"

ทรงธรรม​ต้องเตือนสติท่านตลาการ

"เออๆ​ เอ็ง​ไป​ได้แล้ว​ คดีนี้เอ็ง​เป็นผู้บริสุทธิ์!"




เจ้าคุณอเนกคุณากรตกใจนัก ​ที่อยู่​ๆ​ ลูกสาว​ต้องมามีอัน​เป็น​ไป ​ทั้ง​ที่​เมื่อก่อนออกจากเรือน ก็ยังดีอยู่​แท้ๆ​

"มันเกิดอะไร​ขึ้น​ ไอ้วงศ์ บอกมาว่ามันเกิดอะไร​ขึ้น​!"

ผู้​เป็นบิดาถึง​กับน้ำตาตก เวียนลูบหัวหูลูกสาวคนเดียว ​ที่บัดนี้ปราศจากลมหายใจ

"ก็...​ หลังจากคุณท่าน​ไปแล้ว​ คุณอุ่นก็เรียกหาของเช้า​ แค่ข้าวต้ม​กับปลาย่าง รับประทานเสร็จก็ลงนอน บอกว่าอ่อนเพลียไม่มีแรง สักไม่ถึงชั่วยาม​ที่ผ่านมา นางบ่าวมัน​ไปตามกระผม บอกคุณอุ่นอาการแปลกๆ​...​"

"ยังไร แปลกๆ​ ยังไรก็เร่งว่ามาซี"

เจ้าคุณยังเสียงสั่น พยายามตรวจดูชีพจรตามจุดต่างๆ​ รวม​ทั้ง​ใช้หลังนิ้วจ่อรอลมหายใจ

"ตอนกระผมมาถึง คุณอุ่นนอนหน้าซีด ลืมตาจ้องเพดานอยู่​นิ่งๆ​ ตัวไม่ร้อนไม่เย็น กระผมนึกว่าละเมอ เลย​ปลุกเรียก เธอก็ยังนอนตาค้างอยู่​อย่างนั้น​ เลย​ให้คน​ไปตามหมอ กระผมคิดว่ายังไม่​เป็นไร ​เพราะลืมตาอยู่​ ก็ปล่อยให้นอนรอ ​แต่...​ พอหมอมาถึง ตรวจดูอาการก็บอกว่าสิ้นใจเสียแล้ว​...​"

นายวงศ์ก็น้ำตานองหน้า นึกโทษตัวเองขนาดหนัก ​ที่ไม่ยอมทำอะไร​ให้​ได้มาก​ไปกว่านี้

แท้จริง ​เป็น​เพราะคาถาแลกชีพคืนชีวิตของหมอเกตุอาคมนั่นเอง ​ที่ทำให้อุ่นเรือน​ต้องมีอัน​เป็น​ไปเช่นนี้ ตั้งแต่​เมื่อค่อนดึกนั่นแล้ว​​ที่หล่อนรู้สึกแปลกๆ​ จนใกล้รุ่งยิ่งระโหยระเหี่ยคล้ายวิญญาณ​จะหลุดลอยออก​ไปจากร่าง ​ได้มองเห็นแสงสีเงินวาวๆ​ ค่อยคืบคลานเข้ามาเกี่ยวพัน เส้นแสงนั้น​ราว​กับ​สามารถสูบ​เอากระแสชีวิตให้เหือดหาย ​แม้​จะขืนใจ แข็งขืนต่อสู้​ได้พักหนึ่ง​ ​แต่แล้ว​พอล้มตัวลงนอนหลัง​ได้รับอาหารเช้า​ ก็เหมือนเรี่ยวแรง​จะหมดสิ้น พอลืมตา​ได้ ก็หมดแรง​แม้​แต่​จะกะพริบตา ​จะร้องเรียกให้​ใครช่วยเหลือก็หมดสิทธิ์

"หรือ​จะ​เป็น​เพราะเวรกรรมของพ่อ...​ โธ่! แม่อุ่น ไม่น่ามาด่วน​ไปอย่างนี้ ไม่น่าเลย​"

เจ้าคุณเริ่มฟูมฟายน้ำตา ​เมื่อรู้แน่ๆ​ แล้ว​ว่าแก้วตาดวงใจของตน​ได้สิ้นใจ​ไปแล้ว​จริงๆ​

"ทำไม ทำไมกรรมมันไม่มาตกอยู่​​กับพ่อ แม่อุ่นไม่​ได้มี​ความผิดอะไร​สักนิดเดียว พ่อเอง พ่อเอง​ทั้งนั้น​ ​ที่สร้างบาปสร้างกรรมไม่รู้จักหมดสิ้น"

เรื่อง​ราวร้อยแปดพันประการประเดประดังเข้ามาในหัวของเจ้าคุณผู้ใหญ่ ตลอดชีวิต ไม่รู้ตั้งกี่ราย​ที่​ต้องฆ่าปิดปาก ​เพื่อปกปิดเรื่อง​ราว​ที่​จะนำ​ความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล กระทั่ง​กับญาติสนิทมิตรรัก ​ถ้าคิดไม่ซื่อแก่กันก็​ต้องมีอันแลกด้วยชีวิต หรือ​แม้​แต่แม่ของแม่อุ่นเองก็เถิด ไม่ใช่​เพราะ​ไปหลงไอ้บ่าวหนุ่มนั่นหรอกหรือ เจ้าคุณจึง​ต้องลวง​ไปฆ่าหมกท้องร่องท้องสวนเสีย​ทั้งสองคน

แล้ว​ผู้​เป็นบิดาก็เริ่มเขย่าร่างไร้วิญญาณของบุตรสาว แรงขึ้น​ๆ​ ราว​กับ​จะปลุกให้ฟื้น จนนายวงศ์​ต้องห้ามปราม

"คุณท่านขอรับ สงบจิตใจเถิดขอรับ คนตายไม่อาจฟื้น คุณอุ่นเรือน​ไปดีแล้ว​ ​ไปสบายๆ​ ไม่ทรมาน...​"

นายวงศ์นั้น​เข้าใจว่าธิดาของเจ้านายคง​เป็นโรคไหลตาย ​คือแค่นอนหลับแล้ว​ก็มีอันเสียชีวิต​ไปเฉยๆ​ ​แต่ก็แค่​ได้ยิน​เขาเล่าต่อๆ​ กันมา ไม่รู้แน่ว่าอาการของคนไหลตายนั้น​​เป็นอย่างไร เพียงเห็นว่าอาการของหญิงสาวคลับคล้าย จึงยกขึ้น​มาปลอบใจผู้​เป็นนาย

"ทางมณฑลอีสาน​เป็นกันมากขอรับ ​เขาเรียกว่าไหล นอนหลับอยู่​ดีๆ​ ก็​ไป...​"
"ไม่!...​ ข้าไม่ยอมให้ลูกตาย นังแวว...​ ใช่! ทีนังแววแน่นิ่ง​ไปสองสามวันยังฟื้น​ได้ ทำไมแม่อุ่น​จะไม่ฟื้น! ​ไปเร็ว ไอ้วงศ์มืงรีบ​ไป ตามพ่อมดหมอผี​ที่ไหนก็​ได้ มาทำให้ลูกกูฟื้นเดี๋ยวนี้!"

เจ้าคุณอเนกหันมาผลักไสบ่าวคนสนิท ให้รีบ​ไปทำตาม​ความประสงค์ ​แม้นายวงศ์ไม่อยาก​จะผละ​ไป ก็จำใจ​ต้องออกมาตามสั่ง ​พอดีสวน​กับบ่าว​ที่วิ่งหน้าตาตื่นมาอีกคน สอบถาม​ได้รายละเอียดแล้ว​นายวงศ์จึงกลับเข้ามาอีก

"คุณท่านขอรับ ​ที่ศาลเทพอารักษ์เกิดเรื่อง​ใหญ่เสียแล้ว​ขอรับ"

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่รู้จักจบสิ้น เจ้าคุณอเนกยิ่งเครียดจัด จนน้ำตาเหือดแห้ง​ไปแทบหมดสิ้น ยอมผละจากร่างไร้วิญญาณของลูกสาว ​เพราะข่าวไม่สู้ดีนั้น​ อาจนำ​ความอัปยศใหญ่หลวงมาสู่วงศ์ตระกูล

พอมาถึงศาลเทพอารักษ์เจ้าคุณผู้มากวัยก็เข่าอ่อน ​เพราะคนจากทางราชการมากันมากมาย​ ​ส่วนหนึ่ง​​กำลังรื้อทำลายปะรำพิธีรับเครื่องราชฯ

บรรดาลูกหลานญาติวงศ์​ที่รู้ข่าวก็เริ่มมาสมทบ ยืนวิพากษ์วิจารณ์ถึงต้นสายปลายเหตุ​ที่เกิดขึ้น​ด้วย​ความสงสัย​ใคร่รู้ ​โดยเฉพาะกลุ่ม​ที่ไม่กินเส้น​กับเจ้าคุณผู้​เป็นใหญ่ในตระกูลนั้น​ ยิ่งนึกสาปแช่ง​และสมน้ำหน้าคราวเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าคุณอยู่​เต็ม​ที่

ผู้​ที่ท่าทาง​เป็นหัวหน้าของกลุ่มทางราชการนั้น​ พอเห็นเจ้าคุณอเนกก็รีบสาวเท้าเข้ามาใกล้

"เจ้าคุณขอรับ ท่านสมเด็จเจ้า​พระยาให้กระผมมารื้อปะรำ หรืออะไร​ๆ​ ​ที่​จะเกี่ยว​กับการขอเครื่องราชฯ นั้น​เสียให้หมด ​และให้กราบเรียนว่า เรื่อง​เสนอขอนั้น​​เป็นอันยกเลิก ต่อ​แต่นี้​ไป ไม่​ต้อง​ไปเยี่ยมหาท่านอีก ​ใครทัก​ใครถามก็อย่า​ได้บอกว่าเคย​ไปมาหาสู่​กับท่าน"

"ทำไม​เป็นอย่างนั้น​ เกิดอะไร​ขึ้น​กันเล่าพ่อหนุ่ม"

เจ้าคุณไม่อาจขืนยืนอยู่​อีกต่อ​ไป​ได้ ถึง​กับ​ต้องทรุดตัวลงต่อหน้าผู้คนชั้นต่ำต้อย ไม่​สามารถแข็งใจยืนค้ำชูเกียรติยศของตนเอง​เอาไว้​ได้อีก

"บ่ายนี้ กระผมไม่แน่ใจ...​ กรมเวียง หรือกรมวัง ​จะเข้ามาไต่สวน สืบหา​ความจริงเรื่อง​การวางยาพิษฆ่าคนอะไร​นั่น อาจร้ายแรงถึงริบราชบาตร"

"ไม่จริง ​จะ​เป็นอย่างนั้น​​ไป​ได้ยังไร พ่อหนุ่ม ข้าขอรบกวน ​ไปกราบเท้าท่านสมเด็จเจ้า​พระยาให้ที"

"เกรงว่าท่าน​จะไม่เคยรู้จักเจ้าคุณมาก่อนนะขอรับ กระผมขอตัวก่อน"

แล้ว​คนพูดก็หัน​ไปเรียกสมัครพรรคพวกให้พากันจาก​ไป เหลือ​ที่ไว้​แต่​ความผิดหวังแสนสาหัส ​ที่กองสุมอยู่​ในใจของเจ้าคุณอเนกคุณากร

เจ้าคุณผู้มากวัยไร้เรี่ยวแรง​จะลุกยืน ​ต้องให้นายวงศ์ประคองพามายังหน้า​ที่บูชา

พอถึง​ที่ บ่าวคนสนิทก็ไม่กล้ารอหน้าอยู่​นาน ​ต้องรีบขอตัวออกมาจัดการเรื่อง​เก็บกวาดข้าวของ ​และสั่งการเกี่ยว​กับเรื่อง​ศพธิดาของเจ้านาย

​ส่วนเจ้าคุณผู้หยิ่งผยอง​กับยศถาบรรดาศักดิ์ของตนเอง​และวงศ์ตระกูลนั้น​ ​กับบรรดารูปภาพรูปวาด​ที่แขวนเรียงรายนั้น​ เจ้าคุณอเนกคุณากรรู้สึกเหมือนว่าบุคคลในภาพจ้องเขม็ง ส่งสายตาตำหนิเชือดเฉือนมายังผู้​ที่ทรุดตัวลงตรงหน้าแท่น โกศกระดูกก็ดูหมองมัว​ไปถนัดตา ​แม้​แต่กระถางธูป​และเชิงเทียนก็หมด​ความงดงามอลังการ ​ทั้งหมด​เพราะหัวใจของเจ้าคุณ​ที่หม่นหมอง จนไม่อาจ​จะหาถ้อยคำใดมาเปรียบ​ได้

​ส่วนพวกญาติวงศ์พงศา​ทั้งหลาย พอเห็นคราวอับจนของคน​ที่พวกตนหมั่นไส้นัก หลังจากเยาะเย้ยถากถางพอให้สาหัวใจแล้ว​ ก็พากันกลับ ​โดยกำชับนักว่าแค่นี้ก็น่าอับอายมากอยู่​แล้ว​ อย่า​ได้คิดซัดทอดให้คนอื่นๆ​ ​ต้องมัวหมอง​ไปด้วยเลย​

​ความผิดหวังพลั้งพลาดครั้งนี้รุนแรงนัก เจ้าคุณคิดโทษ​ไปแล้ว​ทุกคน ว่า​เป็นสาเหตุ​ที่ทำให้ตน​ต้องเสื่อมเสียถึงเพียงนี้ แล้ว​ใน​ที่สุดก็วกกลับมาโทษตัวเอง ​ที่ไม่ฉลาดหรือรอบคอบพอ ​ที่​จะกระทำการใดๆ​ ให้หมดจด

เจ้าคุณถึง​กับน้ำตาตกอีกครั้ง ​ความเจ็บช้ำคราวนี้มากกว่าเรื่อง​เพิ่งเสียลูกสาวคนเดียว​ไปหมาดๆ​ ​เขายังนึก​ไปว่า ​ถ้าให้เลือก​ได้ ​แม้อุ่นเรือน​จะตาย​ไป แล้ว​ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลยังคงอยู่​ ก็​พร้อม​ที่​จะแลก ​แต่นี่มี​แต่เสียหาย​ไปทุกทาง...​

ใน​ความรู้สึก​ส่วนลึก​ที่สุดของหัวใจ เจ้าคุณยังอดไม่​ได้​ที่​จะนึกคิด​ไปว่า ​จะมีหนทางใด ​ที่ตน​จะไม่​ต้องรับผิดชอบ​กับเรื่อง​นี้

ยิ่งเพ่งมองดูรูปภาพของบรรดาบรรพบุรุษ ก็ยิ่งเห็นว่าพวกท่านเหล่านั้น​ ต่างส่งสีหน้าไม่พอใจมาให้ ​ความอัดอั้นชอกช้ำจึงทำให้เจ้าคุณถึง​กับร้องไห้โฮ

"ผิดเอง ผิด​ที่กระผมเอง ชื่อเสียงเกียรติยศ​ที่เคยสั่งสมกันมา มาป่นปี้​เพราะน้ำมือกระผมคนเดียว...​"

​เขาพร่ำรำพันด้วย​ความโศกเศร้า สบสายตา​กับรูปบิดารูปมารดาคราวไร หัวใจการแทบสลาย ผิดหวัง​กับตัวเองเหลือเกิน ​ที่ไม่​สามารถนำพาหรือสร้างเสริมญาติวงศ์​ไปสู่​ความยิ่งใหญ่ ​เป็น​ที่นับหน้าถือตาในหมู่ชนเหมือนในอดีต​ที่ผ่านมา

เจ้าคุณอเนกคุณากรเหลียวมอง​ไปรอบตัว ดูเถิด​ความยิ่งใหญ่​ที่สั่งสมกันมา ถึงขนาดสร้างศาลเทพาไว้​เป็น​ส่วนตัว ยิ่งใหญ่โอ่อ่ายิ่งกว่าสุสานหลวงก็ว่า​ได้ พอนึก​ไปถึงตรงนั้น​ก็หวาดหวั่น แล้ว​หากตนตาย​ไป ด้วยสร้าง​ความอัปยศไว้ถึงขนาดนี้ มีหรือ​ที่ลูกหลานหน้าไหนมัน​จะกล้า​เอารูป ​เอากระดูกมาตั้งบูชาไว้ ณ ​ที่นี้ พวกมันคง​เอาอะไร​ต่างๆ​ นานา​ที่​จะเหลือไว้หลัง​ความตาย ​ไปซุกซอนเก็บงำจนมิดชิด ไม่แพร่งพรายอีกว่า เคยมีคนชื่อ​พระยาอเนกคุณากร ร่วมอยู่​ในสายสกุล

คิดแล้ว​ก็สะท้อนใจนัก รู้สึกว่า​ไม่มีประโยชน์อะไร​อีกแล้ว​​ที่​จะมีชีวิตอยู่​ในโลก ใน​เมื่อไม่​สามารถแบกรับ​ความอับอาย​เอาไว้​ได้คนเดียว ​ต้องพาให้พ่อแม่ปู่ย่าตาตายพลอยเสื่อมเสีย สู้ตาย​ไปเสียดีกว่า ให้​ใครๆ​ ​เขา​ได้โจษขานกัน​ไปว่า ไอ้เจ้าคุณอเนกคุณากรคนนี้ มันรับผิดชอบการกระทำของมันเอง...​ ด้วยชีวิต!

ดังนั้น​ ​เมื่อบ่าวคนสนิทกลับมายังศาลเทพอารักษ์อีกครั้งหนึ่ง​​เพื่อเก็บกวาด จึง​ได้เห็นว่า ร่างของเจ้าคุณผู้​เป็นใหญ่ในตระกูล แขวนคอปลิดชีวิตตน ห้อยคาอยู่​​กับเชือกโยง​ที่พาดขึ้น​ไว้​กับขื่อกลาง

นายวงศ์รีบให้คน​เอาศพเจ้านายตนลงมา เห็นในมือ​ที่กำแน่นอยู่​นั้น​มีกระดาษแผ่นหนึ่ง​จึงคลี่ออกดู

"กุขอสาปแช่งไอ้อีผู้ใด ​ที่คิดไม่ให้​เอากระดูกกุ มาไว้ในศาลเทพอารักษ์นี้!"




ตอน​ที่​ได้รับการปล่อยตัว ทรงธรรมรู้สึกเหมือนตายแล้ว​เกิดใหม่ ตอนเดินออกมา​ได้เห็นว่าหมอเกตุยืนรออยู่​แล้ว​ก็ยิ่งดีใจ ​แต่ไม่ทัน​จะ​ได้ซักไซ้ไต่ถามอะไร​กัน ​เขาก็ยื่นมือ​ที่เหมือนกำอยู่​หลวมๆ​ ​ไปให้ฝ่ายตรงข้าม

"ร่มไง ​ที่เอ็ง​เอา​ไปให้ในนั้น​"

"ไหนร่ม"

หมอเกตุยังถาม ​เพราะไม่เห็นว่ามีอะไร​ในมือของชายหนุ่ม

"เออ...​ ลืม​ไป แม่แสง​เขาบังตาไว้น่ะ รับๆ​ ​ไปเถอะ แล้ว​ประเดี๋ยว​ไปเจอกัน​ที่บ้านเอ็งก็​ได้ ข้า​จะ​ไปรดน้ำมนต์ล้างซวยเสียหน่อย​"

พูดจบก็ทำท่ายัดเยียดร่ม​ที่ว่าให้​กับหมอเกตุ พอ​ได้สัมผัสคนรับถึงรู้ว่า​เป็นร่มจริงๆ​ ​ที่มองไม่เห็น ก็​เพราะผีสาวบังตา​เอาไว้อย่าง​ที่ทรงธรรมบอก

"แล้ว​พี่ธรรม์​จะ​ไปไหนเล่า"

"ก็ว่า​จะ​ไปวัดอินทร์ ขอน้ำมนต์หลวงพ่อโตท่านสักหน่อย​"

"นี่นะ ​ถ้าพี่ธรรม์รู้ว่า​ใคร​เป็นคน...​"

หมอเกตุไม่ทัน​ได้พูดจบ ทรงธรรมก็ผละ​ไปเสียแล้ว​ ​เขาเลย​หมดโอกาส​จะ​ได้คุยอวดว่า​ที่แท้แล้ว​​เป็นฝีมือของตัวเองล้วนๆ​ ​ที่ทำให้หนุ่มรุ่นพี่ รอดพ้นจาก​ความตาย

รอจนบ่ายอ่อนๆ​ นั่นละ ทรงธรรมจึงกลับมาถึงตำหนักเทพอาคม หรืออีกนัย​คือบ้านของหมอผีหนุ่ม คราวนี้เจ้าของตำหนักไม่รอช้า รีบสาธยายว่า​ที่จริง ​เพราะเหตุผลกลใด ทรงธรรมถึงรอดจากโทษประหารมา​ได้อย่างหวุดหวิด

แถมหมอเกตุยังท่องมนตร์แลกชีพคืนวิญญาณให้ฟังอย่างคล่องปรื๋อ จนทรงธรรมอดเอ่ยปากชื่นชมไม่​ได้

"แสดงว่าใกล้​จะ​ได้​เป็นจอมขมังเวทเข้า​ไปอีกขั้นหนึ่ง​แล้ว​ละซี"

คนฟังยิ้มด้วย​ความภูมิใจ แล้ว​ก็รินสุราสำหรับคนชม​และตนเอง

"งั้นก็​ต้องฉลองกันหน่อย​นะพี่ธรรม์"

หมอเกตุยกแก้วของตนชูขึ้น​ตรงหน้า

"ข้าก็​ต้องขอบใจเอ็งมาก ​ถ้าไม่​ได้เอ็ง ไม่รู้ป่านนี้ตัว​กับหัว​จะแยกกัน​ไปทางไหน"

"มิ​ได้ๆ​ ​ที่จริงฉันสิ​ต้องขอบคุณพี่ธรรม์ ​ถ้าไม่​ได้พี่ ฉันก็คงไม่มีโอกาส​ได้แสดงฝีมือ ขนาดวิชาแลกชีพคืนวิญญาณ ​ที่​เป็นอาคมขั้นสูง ข้ายัง​ใช้​ได้การ ต่อ​ไปข้างหน้า ​ต้องไม่มี​ใครกล้ามาว่าข้า​เป็นพวกลวงโลกอีกแล้ว​"

"มันก็​ต้องอย่างนั้น​ ตอน​ที่ผ่านตลาดนั่นมา ​เขายังลือให้แซ่ด ว่า​ที่แม่แววฟื้น ​เป็นฝีมือการปลุกวิญญาณของเอ็ง"

"แล้ว​ไอ้เจ้าคุณนั่นเล่า พอเห็นแม่แววฟื้นขึ้น​มา​ได้ ไม่ตกอกตกใจใหญ่ละหรือ"

"อย่า​ไปพูดถึงอีกเลย​น่ะ คนพรรค์นั้น​น่ะ ข้าไม่อยาก​จะคบค้าเสวนาด้วยอีกแล้ว​"

ทรงธรรมระบายลมหายใจออกมาเบาๆ​ ยังรู้สึกอยู่​จนถึงเดี๋ยวนี้ว่า ลมหายใจของ​ความมีอิสรภาพนั้น​ หอมหวนชวนสดชื่นยิ่งกว่าตอน​ต้องโทษทัณฑ์นั่นไม่รู้ตั้งเท่าไร

"พวกผู้ดี​แต่เปลือก ข้างในเน่าเฟะอย่างนั้น​ ไม่ตกใจจนปัสสาวะราดก็บุญแล้ว​"

แล้ว​​เขาก็ชวนให้หมอเกตุ ย้ายมานั่งด้วยกัน​ที่ชานเฉลียงด้านตรงข้าม​กับหอ​พระ

เจ้าของบ้านยกไหสุราตามมาด้วย พอนั่งลง ก็เหมือนนึกอะไร​ขึ้น​​ได้ จึงว่า

"พูด​ไปแล้ว​ เรื่อง​เจ้าคุณอเนกนั่นน่ะ ​เขาก็​ได้รับกรรมตอบสนองแล้ว​ละนะ"

"เอ็งหมาย​ความว่ายังไร"

ทรงธรรมยังไม่ค่อยเข้าใจ

"ก็การ​ที่พี่ธรรม์รอดออกมา​ได้นี่ ​เพราะวิชาแลกชีพคืนวิญญาณ ​และแม่อุ่นเรือนนั่นละ ​ที่​ต้องถูกแลกชีวิต"

คนฟังแทบไม่เชื่อหู

"แลกชีวิต ยังไง"

"ใช่แลกชีวิต ไสยเวทบทนี้ ​ต้องมีการหยิบยืมกระแสปรานกระแสชีวิต ​เพื่อกระตุ้นดวงจิตของร่าง​ที่วิญญาณหลุดลอย​ไปแล้ว​"

พอเข้าใจ​ได้รางๆ​ ทรงธรรมก็หน้าเสีย

"เอ็งหมาย​ความว่า...​ แม่อุ่น...​ น่ะรึ"

"ก็ช่วยไม่​ได้นี่นะ ​ใคร​ใช้ให้แม่อุ่น​เป็นคนจิตใจเช่นนั้น​ ​ทั้งร่วมมือ​ทั้งปกปิด ​ทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์ ​ทั้งใส่​ความคนบริสุทธิ์ ขนาดในโรงในศาลยังกล้ากล่าวเท็จ...​ ก็สมควรแล้ว​"

คนพูดชำเลืองดูหน้าหนุ่มรุ่นพี่ พอเห็นว่าสีหน้าไม่สู้ดีนัก จึงจำ​เป็น​ต้องเปลี่ยนน้ำเสียงแบบค่อนข้างสะใจ ให้กลาย​เป็นเห็นอกเห็นใจอยู่​บ้าง

"​จะว่า​ไป...​ ข้าก็ไม่สบายใจนักหรอกนะพี่ธรรม์ อยู่​ๆ​ คนคนหนึ่ง​​ต้องมาตาย ​แต่ก็อย่างว่า ไม่อย่างนั้น​พี่ธรรม์ก็​ต้องตาย การ​ที่แม่อุ่น​ต้องสิ้นลมลง​ไป นอกจากช่วยพี่ธรรม์ไว้​ได้ คนไม่เกี่ยวข้องอะไร​ด้วยอย่างแม่แวว ก็ไม่​ต้องตาย​ไปเปล่าๆ​ เรียกว่าหนึ่ง​แลกสอง คิด​ไปอย่างนี้ ข้าถึงพอทำใจ​ได้บ้าง...​"

ทรงธรรมยัง​ได้​แต่นิ่งฟัง ใจคอ​ที่ชุ่มชื่น​เพราะอิสรภาพ บัดนี้สลดหดหู่ ไม่คิดเลย​ว่า​เพราะ​ความคิดอ่านไม่​ได้​ความของตนเอง ​จะ​ต้องทำให้คนบริสุทธิ์​ต้องพลอยเดือดร้อนมากมาย​ขนาดนี้

"แล้ว​...​ แล้ว​ทำไม​ต้อง​เป็นแม่อุ่น...​"

​เขาพึมพำออกมา​ได้เพียงแค่นั้น​

"เรื่อง​นี้เราควบคุมไม่​ได้หรอก แล้ว​​แต่ว่า​ใครมีกรรมผูกพันกันอย่างไร ข้าแค่​ใช้ผลกรรม​ที่เคยก่อ ​ความ​เป็นเจ้ากรรมนายเวรของกัน​และกันให้​เป็นประโยชน์ ตอนแรกก็ไม่นึกเหมือนกันว่า​ต้อง​เป็นแม่อุ่น"

ทรงธรรมถึง​กับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ​ทั้งอึดอัด​ทั้งติดขัดอยู่​ในหัวใจ คิดวกวนอยู่​​ได้​แต่เพียงว่า ไม่น่า​เป็นอย่างนี้ ไม่น่า​เป็นเช่นนี้

หมอเกตุพอ​จะอ่าน​ความรู้สึกของหนุ่มรุ่นพี่ออก จึง​ได้​แต่กล่าวปลอบใจ

"คิดเสียว่าเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​นี้ ​เป็น​ไปตามบุญตามกรรมก็แล้ว​กันเถิดนะพี่ธรรม์"




*************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3442 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๗ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๑๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-18593 ], [92.62.170.245]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ก.พ. ๒๕๕๕, ๑๗.๑๗ น.

เข้ามาทักทายชื่นชมการผูกเรื่อง​​ค่ะ​​

เริ่มต้นเหมือนคนเกเร ​​ทั้งทรงธรรม​​และหมอเกตุ

จบลงด้วยการ​​เป็นฮีโร่แฮะ

​​จะรออ่านตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งนะคะ​​ แอบเดาไว้แล้ว​​ว่า ​​ใครน่า​​จะ​​เป็นแสงเพ็ง​​ที่​​เป็นคน​​เป็น ๆ​​

งานนี้​​ถ้า​​จะมีสมหวัง​​ทั้งคน​​ทั้งผี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Song982 [C-18598 ], [124.121.168.35]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ก.พ. ๒๕๕๕, ๒๐.๓๒ น.

เรื่อง​​นี้จบดีครับ​​ผม ​​และ...​​ อีกสองตอนก็จบละ

ขอบคุณสำหรับการติดตาม​​และให้​​ความคิดเห็น​​เป็น​​กำลังใจคนเขียนครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น