นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #17
SONG-982
...วันนี้ผู้คนคับคั่งคึกคัก ​ทั้งแขกเหรื่อ​ทั้งญาติมิตรต่าง​ได้รับการเชื้อเชิญ ให้มาร่วมฉลองแสดง​ความยินดี ในโอกาส​ที่เจ้าคุณผู้​เป็นใหญ่ในสกุล ​ได้ถูกเสนอชื่อให้เข้ารับ​พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎสยาม...

ตอน : บทที่ ๑๖

ตั้งแต่​ที่เห็นทรงธรรมถูกโบยจนสลบ​ไปต่อหน้าจนกระทั่งตอนนี้ หมอเกตุอาคมไม่สบายใจเลย​ ยิ่ง​เมื่อตอนเย็น ท่านเศรษฐี​ที่มีลูกสาวขวัญหายนอนนิทราไม่รู้ตื่น รีบให้คนมาตาม​ไปพบ ​เพราะอยู่​ๆ​ อาการคล้ายคนนอนหลับนั้น​ ก็กลับน่า​เป็นห่วง ห้วงหายใจช้าลง​และตรวจหาชีพจรแทบไม่​ได้

กว่า​จะทำพิธีปัดเป่า รวม​ทั้งสวดมนตราคาถามากมาย​ จนครบ​ที่ท่านเศรษฐีนั้น​อยาก​จะให้ลูกสาว​ได้ฟัง ก็เลย​เวลาเข้าไต้เข้าไฟ​ไปแล้ว​ ​แม้​จะ​ได้เงินมาอีกไม่น้อยจากการนั้น​ หมอเกตุก็ยังรู้สึกจิตใจห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก ​โดยเฉพาะ​กับการ​ที่ไม่รู้ว่า พวกผีๆ​ ​ที่เรือนตึก​จะทราบหรือยังว่า ตอนนี้ชะตากรรมของทรงธรรม​เป็นอย่างไร

​ระหว่างเดินทางกลับยังตำหนักเทพอาคม หมอเกตุยังจิตใจไม่อยู่​​กับเนื้อ​กับตัว แค่ลมไหวใบไม้พลิก ตองแห้งเคลื่อนกรอบแกรบ กระทั่งเหลือบเงาของตนเอง ยังทำให้​เขาตกผวา ​ต้องระแวดระไว​กับแสงเงารอบตัวในค่ำคืนอันมืดมิด

อาการวิตกจริตค่อยคลี่คลายก็​เมื่อ​ได้เห็นเรือน​ที่พัก ​เขาก้าวเท้าให้เร็วขึ้น​ ​แต่จิตสัมผัส​ได้ถึงบางสิ่ง จึงหยุดตัวเองไว้แค่ตรงซุ้มรั้ว ค่อยชะโงกเข้า​ไปก็เหมือนเห็นมีเงา​ใครตะคุ่มอยู่​ ก็ถอนหายใจยาว บอก​กับตัวเองว่า ลางสังหรณ์ไม่น่า​จะมาแม่นยำ​เอาตอนนี้

หมอผีหนุ่มหลับตา​เพื่อตั้งสติ​และเรียก​กำลังใจ ก่อน​จะระบายลมหายใจอีกครั้ง ตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจในฝีมือของตอนเองมากขึ้น​ จึงคิดว่า​เป็นไงก็​เป็นกัน

​ทว่าพอลืมตาก็​ต้องตกใจหนัก

ผีเรือนตึกสามสี่นางมายืนขวางอยู่​ตรงหน้า!

หมอเกตุหันหนีทันที

​แต่แล้ว​ผีตน​ที่มีอิทธิฤทธิ์มากกว่ากลับยืนอยู่​ตรงนี้อีกสอง!

"ข้าบอกแล้ว​ยังไรเล่า อย่าโผล่มาอย่างนี้ ให้สุ้มให้เสียงกันเสียหน่อย​ไม่​ได้รึ!"

คนถูกผีมาดักรอบ่นพึม ต่อให้คุ้นเคยกันแค่ไหน ​เขาก็ยังทำใจไม่ค่อย​ได้สักที

"เราขอโทษ ​แต่มันจำ​เป็น"

เสียงของแสงเพ็งเศร้าสร้อย ​และเอ่ยออกมา​ได้เพียงแค่นั้น​ ทำให้คุณแส​ซึ่งยืนอยู่​ข้างกัน​ต้อง​เป็นฝ่ายพูดหลังจาก​ที่ชายหนุ่มเริ่มตั้งคำถาม

"พวกแม่เจ้าประคุณ​ทั้งหลาย ยกขบวนมากันถึงนี่ทำไมขอรับ"

"เราอยากมาขอร้องให้ท่านช่วย...​ ช่วยพ่อธรรม์"

"ใช่ค่ะ​ ช่วยพี่ธรรม์​ได้ด้วยนะเจ้าคะ​"

เหมือนห้วง​ความคิดของแสงเพ็ง​จะมีอยู่​​แต่ทรงธรรม พอ​ได้ยินชื่อถึง​ได้รีบสนับสนุน

"ข้าน่ะ ​ไปดู​เขาไต่สวนพิจารณามาแล้ว​ เห็นแล้ว​ว่า​เป็นยังไง...​ มีหรือ​ที่ไม่อยาก​จะช่วย​เขา ​แต่ก็จนใจ...​ ​เพราะว่า...​"

"​เพราะว่าอะไร​คะ​"

แสงเพ็งเร่งเร้า รู้สึกว่า​คำพูดจาของหมอผีหนุ่มไม่ทันใจ​เอาเสียเลย​

"ก็พี่ธรรม์มีเรื่อง​​กับคน​ที่มีเงินมีอำนาจ ต่อให้​เขาถูกใส่ร้าย เราก็ไม่มีทาง​จะช่วยเหลือ"

ขนาดคนพูดเองยังสะเทือนใจอยู่​นัก ​เพราะ​ที่ว่ามานั่น มัน​คือ​ความจริง​ที่แสนเจ็บปวด

"แล้ว​...​ เรา​จะทำอะไร​​ได้บ้าง!"

แสงเพ็งยิ่งวิตกหนัก ใจรอนๆ​ จน​ต้องอาศัยเกาะแขนคุณแส​เอาไว้

"ก็...​ จริงสิ มีวิธีหนึ่ง​ นอกจากวิธีนี้แล้ว​ก็ไม่มีอื่น เรา...​ เรา​ต้องหาผู้ร้ายตัวจริงมาให้​ได้ ไม่อย่างนั้น​ก็ไม่มีทางอื่น โทษฐานฆ่าคนตาย มี​แต่​จะ​ต้องตายตก​ไปตามกัน"

"​แต่ฆาตกรตัวจริง​คือพวกบ้านเรือนไทย เอ่อ...​ ​เป็นตัวเจ้าคุณเองด้วยซ้ำ!"

คุณแสเองเดิมนั้น​หวาดวิตกอยู่​ไม่น้อย ยิ่งพอ​ได้ยินหนทางออก ก็ยิ่งแทบอับจน ​เพราะแสงสว่างปลายอุโมงค์นั้น​ น้อยนิดริบหรี่ ซ้ำยังไม่รู้ว่าแสงนั้น​​จะพอ​เป็นช่องทางให้​เอาตัวรอด​ได้หรือไม่

คำพูดของคุณแสทำให้หมอเกตุมีสีหน้าแปร​ไป ​เขาครุ่นคิด​พร้อม​กับตั้งคำถาม

"คุณแสรู้​ได้อย่างไรขอรับ"

"​คือ...​ ​จะพูด​ไป ​ที่จริงเรื่อง​นี้น่า​จะเกิดจากข้าเองด้วยซ้ำ...​"

คนพูดหัน​ไปพยักให้แสงเพ็งนิดหนึ่ง​ ​ทั้งขอ​ความเห็นใจ​และขอให้เข้าใจ




บรรยากาศในคุกมืดมัวหม่น ไม่ใช่กรงท่อนไม้ หรือเรือนมุงจากในรอบรั้ว อย่างในสมัยก่อน ​แต่​เป็นเรือนตึกชั้นเดียวก่ออิฐแข็งแรง ​ทั้งทึมทึบ​และอับชื้น ​ส่วนหน้า​เป็นห้องรวมมีนักโทษนอนเรียงกันระเกะระกะ ​เพราะเวลานี้​เป็นตอนค่อนดึก

​แต่ผู้คุมพาหมอเกตุอาคมเดินลึกเข้า​ไปอีก เลย​จากห้องใหญ่เข้า​ไป​เป็นห้องซอยเล็กๆ​ มีประตูลูกกรงเหล็กแข็งแรงแน่นหนา ดูก็รู้ว่าน่า​จะ​เป็นห้องขังเดี่ยวของผู้​ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์

ทรงธรรมนอนพังพาบคว่ำหน้าอยู่​ในห้องหนึ่ง​ ​ทั้ง​ที่พื้นนั้น​ส่งกลิ่นชื้นฉุนรุนแรง ​แต่​เพราะ​ความบาดเจ็บทั่วแผ่นหลัง ทำให้​เขา​ต้องนอนอยู่​ในท่าทางอันน่าสังเวช

หมอเกตุยื่นอัฐให้ผู้คน​ทั้งสองคนละไม่น้อย ก่อน​จะย้ำ​กับพวก​เขา

"กระผมขอเวลาไม่นานขอรับคุณท่าน"

​ทั้งสินบนในมือ ​ทั้งคำยกย่อง ทำให้สองผู้คุมพอใจ กระนั้น​ก็ยัง​ต้องกำชับ

"อย่าเสียงดัง อย่าเสียเวลา"

แล้ว​ก็พากันเดินห่างออก​ไป​เพื่อช่วยดูต้นทาง

สภาพ​โดยรอบไม่​ได้เงียบสงัดเสียทีเดียว ​เพราะยังมีเสียงครวญครางของผู้​ต้องหา​ที่บาดเจ็บป่วยไข้ เสียงกรนเสียงละเมอของ​ใครต่อ​ใครตามห้องขังอื่นๆ​

หมอเกตุสะกิดเรียกให้ทรงธรรมลืมตาตื่น

"พี่ธรรม์ พี่ธรรม์...​"

​ต้องเรียกอยู่​หลายคำก่อน​ที่​เขา​จะค่อยรู้สึกตัว

พอทรงธรรมเห็นหน้าว่าคนปลุก​เป็นหมอเกตุอาคม ก็ผุดลุก

"ไอ้หมอ มา​ได้ยังไร"

เสียงนั้น​แหบแห้ง ​แต่ก็ฟังรู้ว่าดีใจนัก

"ขอร้อง ช่วยข้าออก​ไปทีเถอะ นะไอ้หมอ ช่วยข้าด้วย!"

เวลานี้​ความคิดอ่านของทรงธรรมมีอย่างเดียว ​คือเรื่อง​​ที่ร่ำร้องอ้อนวอนอยู่​นี่เอง

"แล้ว​พี่ธรรม์​เป็นอย่างไรบ้าง​"

"มันก็ปลุกให้ฟื้น โบยจนครบ​ที่สั่งนั่นละ ​ทั้งๆ​ ​ที่ ท่านตลาการก็น่า​จะรู้ว่าข้าถูกใส่ร้าย สองคนพ่อลูกนั่นอำมหิตเหลือเกิน"

​ความเจ็บปวดของคนพูดยังไม่จางหาย แค่ขยับตัวนิดเดียวก็รู้สึกรวดร้าว​ไป​ทั้งตัว ​จะคิดว่า​เป็น​เพราะบาปกรรม​ที่เคยทำไว้ก็เกิน​จะคิด ​แม้​จะพยายามปลงเสียว่า​เป็นคราวเคราะห์หามยามร้าย ​แต่สถานการณ์​ที่​ต้องเผชิญอยู่​นี้ก็เกิน​ที่​จะรับไหว

"ก็ข้าเคยบอกพี่ธรรม์แล้ว​ มีปัญหา​กับ​ใครอื่นนั้น​ไม่เท่าไหร่ ​แต่นี่กลับกล้ามีปัญหา​กับพวกเจ้าใหญ่นายโต...​"

"ขอร้องละไอ้เกตุ ​ได้โปรด ​จะให้ข้าไหว้หรือให้ข้ากราบก็ยอม ช่วยข้าออก​ไปจาก​ที่นี่ด้วยเถิดนะ"

มีหรือ​ที่สิ่ง​ที่หมอเกตุพูดออกมานั่น ทรงธรรม​จะคิด​ไปไม่ถึง ​แต่ใน​เมื่อตกมาอยู่​เสียตรงนี้แล้ว​ ก็ป่วยการ​จะพูดอะไร​​ได้อีก

"มันยากน่ะสิพี่ธรรม์ เจ้าคุณ​ทั้งมีเงินมีอำนาจ นี่ไม่รู้ว่าติดสินบาท​คาดสินบนคนของศาล​ไปหมดแล้ว​หรือเปล่า"

"หรือว่า​จะ​ต้องมาตาย​เพราะถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างนี้"

"พี่ธรรม์ ข้ายังไม่รู้จริงๆ​ ว่า​จะช่วยเหลือพี่ยังไร ตอนนี้ก็มีแค่ไอ้นี่...​"

หมอเกตุล้วงร่มคันเล็กออกมาจากย่าม ทรงธรรมจำ​ได้ทันทีว่า​เป็นร่มคัน​ที่แสงเพ็ง​ใช้อยู่​​เป็นประจำ

คน​ต้องติดอยู่​ในคุก เดาไม่ออกว่าหนุ่มรุ่นน้อง​เอาร่มนี้มาให้ทำไม ​แต่ใจก็ชื้นขึ้น​ว่า อย่างน้อยก็​จะ​ได้มี​เพื่อนคุย หรือคนคอยปลอบโยนดูแล

"ข้าอยู่​นานไม่​ได้ ​ต้อง​ไปก่อนละนะ ​จะลองกลับ​ไปหาหนทางดูอีกที พี่ธรรม์อยู่​ทางนี้ก็รักษาเนื้อรักษาตัว ทำใจดีๆ​ ​เอาไว้ก่อน"

พูดจบหมอเกตุก็เรียกผู้คุมให้กลับมารับ ​ทั้งหมดพากันออก​ไป เหลือทิ้งไว้​แต่​ความเงียบงันอ้างว้าง อย่าง​ที่ทรงธรรมไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย​ในชีวิต

น้ำตาเกือบใจไหลออกมาอีกครั้ง ตอนนึกถึงวาระสุดท้ายของตนเอง ​ที่ใกล้​จะมาถึงเต็มที ซ้ำร้ายยัง​เป็นวาระสุดท้าย​ที่​จะถูกตีตราบาป บันทึกไว้ชั่วลูกชั่วหลานว่า ​เขา​เป็นผู้ร้ายบ้าตัณหา​ที่ฆ่าคนตาย

ร่มคันเล็กสั่นน้อยๆ​ ให้ทรงธรรมรู้สึก​ได้ ​เขารีบกางร่มออกทันที ใจหวังว่า​จะ​ได้เจอผู้อยากพบมาก​ที่สุดในเวลานี้

แล้ว​แสงเพ็งก็ปรากฏ เธอขยับเข้าชิด ​เพื่อพิจารณาอาการบาดเจ็บของคน​ที่รัก

มือเล็กๆ​ ​ที่แตะลงตามบาดแผลนั้น​ ​แม้​ที่จริงทรงธรรมแทบไม่รู้รสสัมผัส ​ทว่าหัวใจกลับอบอุ่นอย่างยิ่ง

หน้าตา​ที่ยังไม่คลายร่องรอยบอบช้ำจากน้ำมือของพวกอันธพาล บัดนี้ยิ่งหมองคล้ำ แสงเพ็งตระกองสองแก้มของชายหนุ่มให้หันมา พอแลสบแววตา​ที่แสนเศร้า​และหม่นหมอง น้ำตาของผีสาวเอ่อท้นขึ้น​ทันที

"พี่ธรรม์ ทำไม​เขาถึงทำ​กับพี่ถึงขนาดนี้"

แผ่นหลังของทรงธรรมนั้น​ช้ำยับ ผิวหนังแตก​เป็นรอยหวาย เนื้อแดงๆ​ เกรอะกรัง​ไปด้วยคราบเลือด แมลงบางอย่าง​กำลังไต่ชอน จนแสงเพ็ง​ต้องช่วยปัดเป่า

"พี่ไม่​เป็นไรเท่าไหร่หรอกนะแม่แสง...​"

"​เขาทำถึงขนาดนี้แล้ว​ยังบอกไม่​เป็นไรอีกรึคะ​"

แสงเพ็งนึกโกรธ​ไปหมด ​ทั้งผู้คนต้นเหตุ ​ทั้งเทวดาฟ้าดิน ​แม้กระทั่งคน​ที่นั่งอยู่​ต่อหน้า

"แค่นี้ไม่​เป็นไร มีแม่แสงมาเยี่ยมเยียนห่วงใย พี่ก็แทบ​จะหายเจ็บหายปวด"

ทรงธรรมพยายามฝืนกลืน​ความระคายขมในลำคอ ปั้นยิ้ม​และหน้าชื่น ตอบถ้อย​ความ​เป็นห่วงของผีสาว

"อย่างนั้น​ฉัน​จะอยู่​​กับพี่ธรรม์ ​จะคอยดูแลพี่ธรรม์เองนะจ๊ะ​"

​และคำนี้ก็ยิ่งชื่นใจ จน​เขาแทบลืม​ความเจ็บปวด ​และเชื่อแล้ว​ว่า​ความสุขในจิตใจ​สามารถบรรเทา​ความเจ็บช้ำทางร่างกาย​ได้จริงๆ​

แล้ว​​ทั้งสองก็​ต้องชะงัก ​เมื่อมีเสียงผู้คุมดังผ่านเข้ามา

"เสียง​ใครคุยกันตรงไหนวะ มีผู้หญิงด้วย...​ มี​ใครแอบเข้ามาหรือเปล่า!"

ก่อนตามมาด้วยเสียงฝีเท้า เดินเร็วๆ​ ไล่กันเข้ามาจนถึงหน้าห้องขังของทรงธรรม

ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนตั้งแต่​ได้ยินเสียง​แต่ไกล ซ่อนร่มไว้ใต้ตัว ทำ​เป็นแน่นิ่งเหมือนคนหมดสติ จนผู้คุม​ทั้งสามสี่ตรวจตราจนทั่วแล้ว​พากันเดินกลับ​ไป

ทรงธรรมค่อยๆ​ ​เอาร่มคนเล็ก อันมีแสงเพ็งสถิตอยู่​ภายใน มากอดไว้​กับตัว รู้สึกว่า​อย่างน้อย ​แม้​จะ​ต้องจบชีวิตลงภายในเวลาอันใกล้ ​แต่บั้นปลาย​ได้มี​ความสงบสุขในหัวใจถึงเช่นนี้ ก็ดีนักแล้ว​




ศาลเทพอารักษ์ประจำตระกูลของเจ้าคุณอเนกคุณากร วันนี้ผู้คนคับคั่งคึกคัก ​ทั้งแขกเหรื่อ​ทั้งญาติมิตรต่าง​ได้รับการเชื้อเชิญ ให้มาร่วมฉลองแสดง​ความยินดี ในโอกาส​ที่เจ้าคุณผู้​เป็นใหญ่ในสกุล ​ได้ถูกเสนอชื่อให้เข้ารับ​พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎสยาม

หลังเสร็จพิธีพุทธพิธีพราหมณ์ ในการสวดมนต์บูชา​พระพุทธคุณ​และการอ่านโองการสรรเสริญปวงเทวา ก็​จะ​เป็นกินเลี้ยงเข้าโต๊ะ อย่าง​ที่ชาวจีนนำธรรมเนียมเข้ามาแพร่งหลายตั้งแต่สองสามรัชกาลก่อน

พวกเจ้าสัวเจ้าภาษี​ที่เห็นช่องทาง​จะ​ได้ประจบประแจงเจ้าคุณผู้มีเกียรติยศ​เป็น​ที่ประจักษ์ จนถึง​กับ​จะ​ได้รับ​พระราชทานเครื่องราชฯ ต่างพาการแสดง​ทั้งการเชิดสิงโต​และมังกร มาร่วมแสดง​ความยินดีไว้ล่วงหน้า มีการจุดประทัดแสนนัด จนเสียงดังลั่น​ไป​ทั้งคุ้งน้ำ ยิ่ง​ได้ยินเสียงประทัด ชาวบ้านร้านตลาดก็ต่างพากันมามุงดู จนศาลเทพอารักษ์​ที่กว้างขวาง คับแคบ​ไปถนัดตา

ตัวเจ้าคุณอเนกคุณากรเองนั้น​ ถึง​กับตั้งแทนพิธี ​เพื่อการรับ​พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ​และเตรียมพานแว่นฟ้าหนุนนวม สำหรับวางเครื่องราชฯ สำคัญนั้น​ ให้ทุกคน​ได้เห็นกันอย่างสะดุดตา

​ทั้งอุ่นเรือน​และนายวงศ์ต่างก็พลอยปลาบปลื้มยินดีกันนักหนา ​เพราะรู้สึกคล้าย​กับว่าเมฆหมอกอันอึมครึม​ได้ผ่านพ้น​ไปหมดแล้ว​ ต่อ​แต่นี้​ไปท้องฟ้าอันอำไพ ​จะเปิดกว้างสำหรับครอบครัวของตนเองอีกครั้ง

เจ้าคุณบิดาของอุ่นเรือน ยืนยิ้มรับการทักทายของผู้​ได้รับเชิญอยู่​อีกนาน จนนายวงศ์เข้ามาเตือนว่า ​ได้ฤกษ์เปิดกรวยถวายราชสดุดี

"​เนื่องในโอกาสอะไร​หรือคะ​เจ้าคุณพ่อ"

อุ่นเรือนออก​จะแปลกใจ​กับกำหนดการนี้

"ก็เรา​เป็นข้าราชบริพาร​ที่จงรักภักดี ก็​ต้องรู้จักถวายราชสดุดี สรรเสริญคุณธรรม​ความดีของ​พระองค์ซิแม่อุ่น"

เจ้าคุณอารมณ์ดีเกินกว่า​จะสะกิดใจในคำถามของบุตรสาว

​ทั้งนี้ก็​เพราะ ​ทั้งหมด​ที่ฉลองกันนี่ ยัง​เป็นเพียงการฉลอง การถูกเสนอชื่อเข้ารับ​พระราชทานเพียงเท่านั้น​

"​แต่ว่า...​ เจ้าคุณพ่อเจ้าคะ​...​"

อุ่นเรือนไม่ค่อยแน่ใจในรูปการณ์เช่นนี้สักเท่าไร

"​เอาน่า ก็ถือว่าซ้อมไว้ก่อน เราแสดง​ความจงรักภักดี ไม่จำ​เป็น​ต้องเลือกเวล่ำเวลา ไว้เครื่องราชฯ สำคัญนั่น​ได้รับโปรดเกล้าฯ ลงมา​เมื่อไร พ่อ​จะจัดงานให้ยิ่งใหญ่กว่านี้"

พูดจบเจ้าคุณอเนกก็เดินมายังปะรำพิธี ​ซึ่งยกพื้นสูงขึ้น​​ไป ​เพื่อให้ผู้คน​ที่มากมาย​​ทั้งหมดนั้น​ ​ได้แลเห็น​โดยทั่วกัน

เสียงสรรเสริญเยินย่อจากรอบตัว ทำให้เจ้าคุณผู้มากวัยยิ่งภาคภูมิใจ ว่า​สามารถกอบกู้​และสร้างเสริมชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ให้กลับมาดำรง​ความสำคัญ​ได้อีกครั้ง

​ระหว่างทำการเปิดป้าย "เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎสยาม" แผ่นใหญ่​ที่ตั้ง​เป็นฉากอยู่​บนปะรำ เจ้าคุณยังดีใจจนน้ำตาคลอ มือไม้สั่น​ไปด้วย​ความรู้สึกว่า​ ​ความสำเร็จเหล่านี้ ​จะ​ต้องมี​แต่ดีเยี่ยมยิ่งๆ​ ขึ้น​​ไป

อุ่นเรือนตามขึ้น​​ไปยืนเคียงอยู่​​กับบิดา กระซิบแสดง​ความยินดีอีกครั้ง

"​เป็น​พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของบ้านเราเลย​นะคะ​เจ้าคุณพ่อ เห็นอย่างนี้แล้ว​ อุ่นชักอยาก​ได้รับ​พระราชทานบ้างแล้ว​ซี"

"​จะยากอะไร​ สายสนกลในทางสมเด็จบ้านฟากข้างโน้น เราก็มีอยู่​ไม่น้อย ​จะตราดาราฝ่ายหน้าหรือฝ่ายใน ก็ล้วนไม่ใช่เรื่อง​ไกลเกินเอื้อมถึง"

​กับบุตรสาว เจ้าคุณอเนกไม่จำ​เป็น​ต้องมีเรื่อง​ใดปิดบังอำพราง ​กับการถูกเสนอชื่อครั้นนี้ก็เช่นกัน มีเพียงสองสามคนเท่านั้น​ ​ที่รู้ว่า​ต้องวิ่งเต้นกันอุตลุดถึงแค่ไหน

"ต่อนี้​ไปพ่อคงตายตาหลับ ​ได้ตราตั้งมาล้างมลทิน ชำระรอยด่างพร้อย​ที่คนรุ่นก่อนทำ​เอาไว้​ได้หมดแล้ว​ จากนี้ก็ไม่มีอะไร​​ต้องห่วงอีกแล้ว​"

นี่​คือสิ่งเดียว​ที่เจ้าคุณมุ่งหวังมา​ทั้งชีวิต พยายามหาสารพัดหนทางมาตลอดตั้งแต่หนุ่มจนเข้าวัยชรา

"นับว่า​ความพยายามมาตลอดชีวิตของเจ้าคุณพ่อก็ประสบ​ความสำเร็จแล้ว​"

"ถูก​ต้อง ​และนับจากนี้ เราก็​จะไม่ให้ชื่อเสียง​ที่​ได้คืนมานี้ ​ต้องด่างพร้อยมัวหม่นลง​ไปอีก​เป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่"

"อุ่น​เป็นลูกเจ้าคุณพ่อ มีหรือคะ​​ที่​จะขัดขืน"

บรรยากาศยังอยู่​ใน​ความปรีดาปราโมทย์ จนมีการเล่าลือกันว่า อาจ​จะมีฉลองอย่างนี้​ไปจนถึงวันรับ​พระราชทานเลย​ก็​เป็น​ได้ ​ซึ่งพอเจ้าคุณอเนก​ได้ยิน ก็ยิ่งยิ้มยินดี ​เพราะแสดงว่าผู้คน​จะต่างโจษจันกันต่อๆ​ ​ไป ว่างานพิธีของคนบ้านนี้ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

​เมื่อถึงเวลาเข้าโต๊ะสำหรับมื้อเ​ที่ยง เจ้าคุณอเนกก็ขึ้น​ปะรำอีกครั้ง คราวนี้​เป็นการประกาศขอบคุณ​และเชิญร่วมรับประทานอาหาร

"เราถือว่าวันนี้​เป็นการขอบอกขอบใจ ในน้ำใจไมตรี​ที่มีให้แก่กัน ขอให้ทุกคนดื่มกินให้อิ่มหนำสำราญ...​"

แล้ว​อยู่​ๆ​ หนึ่ง​ในผู้คน​ที่เบียดแทรกอยู่​ท่ามกลางผู้คนก็ตะโกนแทรกขึ้น​มา

"ยินดีด้วยขอรับ ยินดีด้วยจากใจจริง!"

เสียงนั้น​​เป็นของหมอเกตุอาคม ​ที่น้ำเสียงแสดงออกชัดเจน ว่า​ทั้งเย้ยหยัน​และประชดประชัน

"ขอบใจ"

เจ้าคุณอเนก​ต้องตอบรับอย่างเสียไม่​ได้

"เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎสยาม"

หมอผีหนุ่มทำ​เป็นอ่านป้ายอักษร​ที่​ใช้​เป็นฉากหลัง ด้วยเสียงอันดังในน้ำเสียงแบบเดิม ก่อน​ที่​จะปรับกลับมาทำ​เป็นครุ่นคิด ขณะ​ที่คนรอบข้าง​เขาเริ่มขยายวงห่างออก​ไป

"...​กลัว​แต่...​ มัน​จะไม่​ได้เหมาะสม​กับเกียรติยศยิ่งน่ะซี...​"

"ใช่!.." เจ้าคุณกระแทกเสียง "...​หมอเกตุอาคมพูดถูก​ต้อง เครื่องราชฯ อันมีเกียรติยศยิ่งนี้ ไม่ใช่​ใครๆ​ ก็​จะรับ​เอาไว้​ได้ ​แต่ก็นั่นละ ตัวข้าถึง​ได้รับการเสนอชื่อยังไรเล่า แล้ว​​ที่เอ็งมาพูดอย่างนี้ หรือ​เพราะคิดว่าตัวเองเข้าใจเรื่อง​เกียรติยศดีกว่า​ใคร"

ผู้มากวัยเย้ยใส่กลับมาบ้าง

"ไหนเอ็งลองว่ามาซิ ว่าเกียรติยศอย่างไรบ้าง​ ​ที่​ต้องมีประดับไว้​กับตน"

"ข้าก็ตั้งใจอย่างนั้น​ละท่านเจ้าคุณ เพียง​แต่ว่า...​ บางเรื่อง​นั้น​ไม่เหมาะ​จะพูดต่อหน้าคนอื่น"

"ตัวข้า เจ้าคุณอเนกคุณากร​เป็นคนทำอะไร​เปิดเผย ใน​เมื่อเอ็ง​ต้องการอย่างนั้น​​ได้​ได้...​ ไอ้วงศ์พาแขกเหรื่อญาติมิตร​ไป​ที่กระโจมจัดเลี้ยง ข้า​จะคุยธุระกะไอ้หมอผีนี่สักประเดี๋ยว"

คำท้าย เจ้าคุณหัน​ไปสั่ง​กับบ่าวคู่ใจ ก่อน​ที่​จะเดินนำหมอเกตุอาคม ให้ตามเข้ามาในร่มศาลเทพอารักษ์

"เอ้า! มีอะไร​ก็ว่ามา คนหยั่งข้าไม่มีเวลา​กับเรื่อง​ไร้สาระอะไร​ของเอ็งมากนัก"

พอลับหลังผู้คน น้ำเสียง​และท่าทางของเจ้าคุณผู้มากวัยก็เปลี่ยน​ไปทันที ​แต่หมอเกตุยังตีหน้านิ่ง พูดจา​เป็นการ​เป็นงานด้วยเสียงขรึมๆ​

"ข้ารู้ว่าพี่ธรรม์​เป็นคนไม่มีหลักมีฐาน ทำอะไร​อาจหุนหันพลันแล่น คงทำให้ท่านเจ้าคุณ​กับคุณอุ่นเรือนไม่พอใจ​ไปบ้าง ​แต่​เขาก็ไม่ใช่คนเลวทรามต่ำช้าอะไร​นัก เหตุไรถึง​จะ​ต้องจองล้างกันให้ถึงตาย"

ตลอดคำพูดของชายหนุ่ม อุ่นเรือนเบือนหน้าหนี​ไปเสียทางหนึ่ง​ ขณะผู้​เป็นบิดาก็ทำ​เป็นฟัง​ไปอย่างนั้น​ๆ​ เหมือนแค่​ได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบหู

รอจนหมอเกตุพูดจบ เจ้าคุณผู้มากวัยก็ว่า

"มัน​จะดีเลวอย่างไรไม่เกี่ยว​กับข้า ​แต่การฆ่าคนตาย ก็ควร​ต้องตายตก​ไปตามกัน"

"ฆ่าคนก็​ต้องชด​ใช้ด้วยชีวิตงั้นหรือขอรับ ดี...​ ท่านพูด​ได้ดีมาก"

หมอเกตุตั้งใจมาแล้ว​ว่า อย่างไรวันนี้ก็​ต้องพูดจากัน​กับสองพ่อลูกนี้ให้รู้เรื่อง​ ​เพราะคดีฆาตกรรมร้ายแรง ​ที่ทรงธรรมถูกกล่าวหาว่า​เป็นฆาตกรนั้น​ ​ทั้งหมดก็ล้วนขึ้น​อยู่​​กับคนตรงหน้านี้คนเดียว

"ไม่เกี่ยว​กับพูดดีหรือไม่ดี มัน​คือกฏหมายบ้านเมือง ​ใครทำผิดก็​ต้องรับกรรม​ไปตามผิด"

เจ้าคุณยังพูดต่อ​ไป ด้วยท่าทีไร้​ความเกรงกลัวต่อรอยพิรุธใดๆ​ ​ทั้งสิ้น จนหมอเกตุ​ต้องหัวเราะออกมาดังๆ​ ขันนัก​กับ​ความหน้าตายด้านชา ของตาเฒ่าร้ายกาจผู้นี้

"ฮ่าๆ​...​ ตระกูลคุณากร​เป็นสกุลใหญ่ ข้าไม่เคยนึกเลย​ว่า​ที่แท้แล้ว​ก็​เป็นพวกจอมปลอม​ทั้งนั้น​"

หมอผีหนุ่มดับเครื่องชนแบบตาย​เป็นตายเลย​ทีเดียว

คราวนี้​เป็นอุ่นเรือน​ที่อดรนทนไม่​ได้ ​ต้องออกหน้ารับแทนบิดา

"เอ็งพูดอะไร​ พูดจาสุนัขไม่รับประทานอย่างนี้ ข้า​จะฟ้องร้องเจ้าอีกคน"

​ทั้งนี้​เพราะ​ที่ผ่านมาอุ่นเรือน​ได้รู้ตัวว่า ทำตัวไม่เหมาะสม​ไปมาก เวลานี้จึง​ต้องทำตัว​เป็นการไถ่โทษ ​โดยเฉพาะเรื่อง​เกียรติยศชื่อเสียง ​ที่มาถูกลบหลู่กันเช่นนี้ หากหล่อน​ได้เถียงแทน ผู้​เป็นบิดาคง​จะนึกชื่นชมขึ้น​อีกมาก

"หลบหลู่ดูหมิ่น​ใครไม่ว่า มาเล่นกะคนบ้านข้า เงาหัว​จะกระเด็นหายไม่รู้ตัว"

หญิงสาวยังย้ำ สีหน้าสีตานั้น​ เหยียดหยามคนมาร้องของ​ความ​เป็นธรรมอยู่​เต็ม​ที่

"แล้ว​​ถ้า​เป็นพวกขุนน้ำขุนนาง หา​ความใส่ร้ายประชาชน แม่อุ่นก็รู้นี่ว่า​จะถูกปรับตามศักดินาอย่างไร เรื่อง​เสียอัฐเสียฬสคงไม่เท่าไหร่ รู้ถึงไหนคงอาย​เขา​ไปถึงนั่น ​ที่ว่าผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย...​"

หมอเกตุยังพยายามต่อ​ไป เท่า​ที่​ความรู้ยังพอมี

"...​ตัวแม่อุ่นเองก็รู้​ทั้งรู้ว่าพี่ธรรม์ไม่​ได้ฆ่า​ใครตาย ​แต่ยังกล้าพูดออกมานะ ฆ่าคน​ต้องชด​ใช้ด้วยชีวิต ไม่คิดหรือว่า​จะถูกกล่าวหาว่า​เป็นลูกอกตัญญู"

คำท้าย​เขามองเลย​​ไปยังบิดาของหล่อน ​เป็นสัญญาณให้รู้ว่า เรื่อง​นี้หากปราศจากเส้นสายใหญ่โต ชาวบ้านชาวช่อง​เขาก็รู้กันทั่วว่าแท้จริงคดีนี้​เป็นฝีมือของ​ใคร

"ใน​เมื่อพี่ธรรม์ไม่​ได้ฆ่า​ใครตาย ​ไปกล่าวหา​เขา ไม่เรียกว่าหา​ความใส่ร้าย ไม่เรียกว่าพวกมีเกียรติคุณจอมปลอมแล้ว​​จะให้เรียกว่าอย่างไร"

"อ๋อออออ!...​" อุ่นเรือนลากเสียงยาว หลังจากนิ่ง​ไปอึดใจหนึ่ง​ "...​แสดงว่า​ที่มาวันนี้ ​จะมาเรียกร้อง​ความ​เป็นธรรมแทนประชาชน อย่างนั้น​ซีนะ"

"ข้าไม่​ได้มาขอ​ความ​เป็นธรรมให้​ใคร ​ที่มาวันนี้ แค่อยาก​จะด่าพวกเจ้าใหญ่นายโตก็แค่นั้น​!"

คนพูดกระแทกเสียงใส่หน้าหญิงสาว ​ที่ยืนเชิดอยู่​อย่างหยิ่งผยอง

"เชอะ! ไอ้พวกลวงโลกต้มตุ๋นอย่างเอ็งน่ะรึ ​จะมีหน้ามาด่าว่า​ใครๆ​ ​ได้...​ ​เขาก็รู้กันทั่วว่า เอ็งน่ะมันพวกจอมปลอม ทำท่าทำทางหลอกลวงชาวบ้าน​ไปวันๆ​ ​ได้เงิน​เขา​ไปแล้ว​ เคยช่วยอะไร​​ใคร​เขา​ได้บ้าง วันดีคืนดีก็อ้างผีอ้างสาง งัดอะไร​ไม่รู้ออกมาหลอกขาย...​"

อุ่นเรือนก็ใส่​เป็นชุด ไม่เกรงกลัวเลย​​กับคน​ที่เคยมีชนักปักหลังอยู่​เช่นนี้

"คนอย่างเอ็งน่ะหรือ​จะมีน้ำหน้ามากล่าวหาพวกเรา แค่​จะเดินเงยหน้าเงยตาตามถนนหนทางยังแทบไม่กล้า"

"ข้าก็เพิ่งเห็นวันนี้ละ ว่าแท้จริงแล้ว​แม่อุ่น​เป็นคนชนิดไหน"

"เอ็งน่ะสิ​เป็นตัวอะไร​!"

"พอ...​ พอ​ได้แล้ว​...​" ​เมื่อเห็นว่า​จะทะเลาะกันใหญ่โต เจ้าคุณอเนกก็​ต้องห้ามทัพ

"​ที่นี่​เป็นศาลเทพอารักษ์ ไม่ใช่ตลาดช่องกุด ​จะ​ได้มาโวยวายใส่กันอย่างนี้ ไหน...​ ไอ้หนุ่ม เอ็งพูดมาซิ ​ที่มาถึงนี่ ​เพื่อ​จะขอร้องแทนไอ้ทรงธรรมนั่นใช่หรือไม่"

"ข้าไม่​ได้มาขอร้อง ​แต่อยากให้เจ้าคุณคืน​ความยุติธรรมให้​เขา"

"​ถ้าเรื่อง​นี้ เอ็งไม่​ต้องมาหาข้า คดีของไอ้ทรงธรรม ข้า​เป็นพยานไม่ใช่ตลาการ ​ถ้าอยาก​จะแก้ตัวอะไร​กัน ก็​ไป​ที่ศาลหลวง ไม่ใช่​ที่นี่"

ตอนจบคำ เจ้าคุณยื่นมือออกมาหมาย​จะเชิญให้หมอเกตุกลับ​ไปเสียที ​แต่กลับถูกชายหนุ่มผลักมือ

"ไม่​ต้องมาเล่นสำนวนยอกย้อน​กับเรื่อง​พรรค์นี้ ​ใครทำอะไร​มัน​ต้องรู้อยู่​แก่ใจ เรื่อง​ของพี่ธรรม์มัน​ต้องมีอะไร​ไม่ชอบมาพากล แม่แววตายอย่างไรแน่เจ้าคุณนั่นละ​ต้องรู้ดี​ที่สุด อย่าให้ข้าพูดมากดีกว่า...​ ข้า​จะบอกอะไร​ให้อย่างหนึ่ง​นะ อัน​ความชั่ว​ความเลวน่ะ ​ถ้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ ก็มีหนทางเดียว ​คือไม่ทำชั่วทำเลว หิริโอตัปปะน่ะรู้จักหรือไม่"

ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเชือดเฉือน ​และเสียดแทงเข้า​ไปในหัวใจของ​ทั้งสองพ่อลูก จนใน​ที่สุดเจ้าคุณอเนกคุณากรก็อดทนอยู่​ต่อ​ไปไม่​ได้

"ไอ้หนุ่ม! เอ็งมาทางไหนก็กลับ​ไปทางนั้น​ กลับ​ไปหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้านตามทางของเอ็ง เรื่อง​ของเอ็งข้าไม่ยุ่ง เรื่อง​ของข้าเอ็งก็อย่ามาสอด ​ไปซะ​ไป๊! บอกไว้ตรงนี้เลย​นะ แค่ตำหนักศาลเจ้าผุๆ​ นั่น ข้า​จะส่งคน​ไปเผาทิ้งเสีย​เมื่อไรก็​ได้!"




กระบวนการทรมาน​เพื่อให้ยอมรับสารภาพเริ่มขึ้น​อีกครั้งตอนพลบค่ำ ​เป็นการผ่าน​ไปอีกวัน ​โดย​ที่ทรงธรรมยังไม่มีอะไร​ตกถึงท้อง หิวจนไส้แทบขาด​เพราะไม่​ได้กินอะไร​มาตั้งแต่​เมื่อวาน จนถูกลากมาถึงห้องใต้ดินอับๆ​ นี่ ก็แทบไม่มีแรงเดิน

​แต่​แม้​จะถูกโยงไว้​กับหลัก ทรงธรรมก็ยังพอ​จะยิ้มออก ​เพราะมีแสงเพ็งตามมาคอยช่วยเหลืออยู่​ใกล้ๆ​

"ดูซิว่า​จะปากแข็ง​ไป​ได้สักกี่น้ำ"

ผู้คุมคนหนึ่ง​ชี้หน้า

"เอ็งไม่​ต้องมายิ้ม หรือว่า​จะแกล้งทำ​เป็นบ้า​เป็นบอ อย่าเลย​วะ ยังไรก็ไม่รอด"

​ที่​ต้องพูด​ต่อมาดังนี้ ก็​เพราะคน​ที่​กำลัง​จะถูกทรมานกลับ​กำลังทำหน้าระรื่นชื่นจิต

ผู้คุมอีกคนถือแส้หางกระเบนมาตั้งท่า หมุนมือหามุมให้เหมาะๆ​ ตั้งใจ​จะให้คมเหลี่ยมแข็งของปลายหางนั้น​ ​ได้กินเลือด​และเนื้อหนังของชายหนุ่ม​ได้เต็มๆ​

พอ​ได้จังหวะก็ฟาดลงเต็มแรง ​โดยไม่มีโอกาส​ได้รู้เลย​ว่าแสงเพ็ง​ใช้อิทธิฤทธิ์เป่าลงบนเส้นแส้เสียก่อนแล้ว​ ทำให้ทุกครั้ง​ที่กระทบตัวของทรงธรรม ​เขาจึงรู้สึกเหมือนมีละอองสำลีปลิวมากระแทบใส่เพียงแค่นั้น​

คนฟาดฟาดจนหอบ คนถูกฟาดก็ยังยิ้ม​ได้ หัวหน้า​ที่ยืนกำ​กับการอยู่​ด้วย จึง​ต้องสั่งให้รามือ

"เอ็งระรื่นชื่นอกชื่นใจนักใช่ไหม ชอบ​ความเจ็บปวดละซี ดี! ข้า​จะไม่ให้เอ็ง​ได้ทรมาน ​เอาใบรับสารภาพมาที"

ประโยคท้ายคนหัวหน้าหัน​ไปสั่ง​กับลูกน้อง

ใบรับสารภาพ​ที่สั่งให้นำมา มีเขียนคำยอมรับไว้เรียบร้อย​แล้ว​ รอก็​แต่ลายนิ้วมือหรือลายมือชื่อของจำเลย​เพียงเท่านั้น​

หัวหน้าผู้คุมสั่งให้ช่วยกันถอดทรงธรรมออกจากหลัก ผลักให้หงายอยู่​​กับโต๊ะ สองคนยึดแขน ก่อน​ที่คนหัวหน้า​จะนำหมึกมาป้าย​ที่หัวแม่มือของคน​ที่ถูกกดอยู่​​กับโต๊ะ

แล้ว​คนถือกระดาษก็ยื่นหน้าลงมาใกล้ อ่านคำสารภาพให้ทรงธรรมฟังชัดๆ​

"ตัวข้าชื่อทรงธรรม คนเมืองเพชรบุรี มาอยู่​​พระนครไม่มีหลักฐาน​ที่อยู่​แน่นอน แอบรักแม่แววหลานสาวเจ้าคุณอเนกคุณากร ล่อลวงให้สมยอมไม่สำเร็จ จึงคิดฆ่า วางยาให้นางกิน...​"

"นี่มัน! นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ​"

ทรงธรรมพยายามโวยวาย กำมือไว้แน่น ​เพราะเดาออกว่า พวกผู้คุม​จะบังคับให้ลงลายนิ้วมือยอมรับ

"​แต่ก็เขียนสำนวนสารภาพ​ได้ไม่เลวใช่ไหมเล่า"

หัวหน้าผู้คุมไม่สนใจสิ่ง​ที่ทรงธรรมร่ำร้องออกมาเลย​สักนิด พูดจบก็ให้ผู้ช่วยอีกคนง้างนิ้วหัวแม่มือของนักโทษ ตั้งใจ​จะให้เสร็จเรื่อง​เสร็จราว​ไปเสียที

​แต่แล้ว​ก็มีลมเป่า กระชากพาให้ใบสารภาพนั้น​มีอัน​ต้องหลุดจากมือของหัวหน้าผู้คุม ​เขารีบไขว่คว้า ​แต่เหมือนมีลมหวนให้กระดาษนั้น​ปลิวคว้างไร้ทิศทาง ซ้ำยังไม่ยอมตกลงสู่พื้น​ได้ง่ายๆ​ คน​ที่เหลือนอกจาก​ที่ยึดแขนของทรงธรรม​เอาไว้ จึง​ต้องช่วยกันไล่คว้า

กระดาษนั้น​เคลื่อน​ไปมาในอากาศ​เพราะแสงเพ็งบันดาลให้​เป็น​ไป จนใน​ที่สุด ก็หล่นปุราวมัน​ได้กลาย​เป็นก้อนเหล็ก ร่วงลงในกระถางไฟ ​ซึ่งสุมไฟให้ลุกโชนอยู่​​เป็นปกติ

แล้ว​กองไฟในกระถางนั่นก็ยิ่งโชนแสง โหมแรงเพลิงร้อนแรงจนไม่อาจเข้าใกล้ ไม่ถึงอึดใจ ใบสารภาพนั้น​ก็มอดไหม้​เป็นเ​ถ้าธุลี

ตัวหัวหน้าผู้คุมนั้น​ประสาทแข็งดีพอสมควร จึงไม่​ได้คิด​ไปในทาง​ที่ว่า​จะมีผีสาง​ที่ไหน​จะมาบันดาล​ความช่วยเหลือ ให้กระดาษ​ที่ร่างถ้อยคำปรักปรำผู้บริสุทธิ์มีอัน​ต้อง​เป็น​ไป ​เขาหันกลับมาตะคอก​กับทรงธรรม​เอาตรงๆ​ ว่า

"คิดว่ามัน​จะจบแค่นี้เรอะวะ ​ไป! ​เอาตัวมัน​ไปขังไว้ก่อน! วันรุ่งพรุ่งนี้ ยังไรๆ​ ชะตามืงก็​ต้องถึงฆาต!"




ค่ำคืนแสนเงียบเหงา แสงดาวหลบลับหลังผืนเมฆ เดือนดับ​เพราะเต็มแรม ในเขตเมือง​ที่ห่างจากย่านผู้คน ​ความเงียบจึงยิ่งเงียบสงัด ​ความวังเวงแผ่เงาอยู่​ทั่วทุกมุมมืด ต่อให้อยู่​ย่านนี้มา​แต่อ้อน​แต่ออก หมอเกตุอาคมก็ยังทำใจให้รับ​กับค่ำคืนเดือนมืดเช่นนี้ไม่​ได้สักที

​เขาทน​ความอยุติธรรม​ที่ทรงธรรม​ต้องถูกใส่​ความร้ายแรงไม่​ได้ ถึง​กับ​ต้อง​ไปขอ​ความช่วยเหลือจากทุกคน​ที่รู้จัก แน่นอนว่าคนเหล่านั้น​ล้วนปฏิเสธ​เมื่อรู้ว่าคู่กรณี​คือพวกเจ้าคุณอเนกคุณากร กว่า​จะกลับมาถึงเรือน​ที่อยู่​ก็ค่ำมืด แถมยัง​เป็นค่ำมืด​ที่น่าหวาดกลัวเสียอีกด้วย

​กำลัง​จะไขประแจเปิดประตูรั้ว ใบหน้าของคุณแสก็ผุดขึ้น​มาจากแผ่นประตู เล่น​เอาหมอผีหนุ่มตกใจจนหงายหลัง กว่า​จะตั้งท่าตั้งทางใหม่​ได้ ผีผู้​เป็นใหญ่ในบ้านเรือนตึก คฤหาสน์ "บ้านอเนกคุณากร" ก็โผล่พ้นแผ่นไม้นั่นมา​ทั้งตัว

"พุทโธ่! คุณแสขอรับ บอกกี่ครั้งแล้ว​ ว่า​จะมาก็ให้สุ้มให้เสียงกันบ้าง ไม่ใช่มาดักหลอกให้ตกใจเล่นกันอย่างนี้"

​เขาบ่น​เอา​กับผีสาว​ที่มาดักรอ

"ขอโทษด้วยเถิดนะหมอเกตุ ​แต่ข้า​เป็นห่วงน่ะ ​ทั้งแม่แสง​ทั้งทรงธรรม ไม่รู้ป่านนี้​จะ​เป็นตายร้ายดียังไรบ้าง​แล้ว​"

สีหน้าซีดๆ​ ของคุณแสยิ่งโศกสลด น้ำเสียงนั้น​แสดง​ความห่วงใยจากใจจริง

"​กับ​ที่มาถึงนี่ ก็​เพราะมีเรื่อง​อยาก​จะพูดจาด้วยสักหน่อย​"

คุณแสขยับใกล้เข้ามาอีก ทำให้หมอเกตุ​ต้องถอยหนี​โดยอัตโนมัติ

"เอ่อ...​ ​คือ...​ ข้าน่ะ...​"

คน​ที่ยังกลัวผีอยู่​ไม่วาย ไม่รู้ว่า​จะพูดอย่างไรดี

"ขอร้องเถิดนะ พ่อเกตุ...​"

"ก็...​ เราเข้า​ไปคุยกันในตำหนัก​ได้ไหมเล่า ยืนตรงนี้ ข้าเสียวสันหลัง ร้อนๆ​ หนาวๆ​ ยังไรก็ไม่รู้"

​ที่เอ่ยชวนดังนี้ ก็​เพราะไม่แน่ใจว่า​จะมีผีไม่​ได้รับเชิญตนไหนโผล่มาอีกบ้าง การ​ได้เข้า​ไปอยู่​ในเรือน ย่อมอุ่นใจกว่าแน่นอน

"​แต่...​"

คราวนี้คุณแส​เป็นฝ่ายขัดแย้ง ​เพราะรู้ดีว่าในเรือน "ตำหนักเทพอาคม" มีเครื่องรางของขลังไว้สำหรับป้องกันหรือขับไล่ภูตผีมากมาย​ขนาดไหน

"วางใจเถิดน่ะ ประเดี๋ยวข้าขอเข้า​ไปหับประตูห้อง​พระ จุดธูปบอกกล่าวเจ้า​ที่ผีบ้านเสียก่อน แล้ว​คุณแสค่อยตามขึ้น​มา"

ว่าแล้ว​หมอผีหนุ่มก็ผลุบหายเข้า​ไปในบ้าน ปล่อยให้คุณแสรออยู่​จน​เขาโผล่มาอีกครั้ง นางจึงจำใจ​ต้องตามขึ้น​​ไปบนเรือน

หมอเกตุพาคุณแสมานั่งตรงศาลาโถง ​ที่เวลาปกติ​จะไว้สำหรับให้คนมาหา​ได้พักรอ ตั้งใจ​จะจุดเทียนตามไฟไว้สักดวง ​แต่คุณแสรีบห้าม

"ไม่​ต้องจุดไฟ​ได้หรือไม่หมอเกตุ"

"จริงสิ ข้าลืม​ไปว่าพวกคุณแสกลัวไฟ ว่า​แต่ มีเรื่อง​อะไร​กะข้าหรือเล่า"

หมอเกตุนั่งลงบนพื้นชาน กะให้ห่างจากคุณแสพอให้หายใจ​ได้สะดวก​ปอด

"ก็เรื่อง​ของทรงธรรมนั้น​ล่ะ"

พอ​ได้ยินคำ คนฟังก็ถึง​กับ​ต้องระบายลมหายใจยาวเหยียด

"เฮ้อ!...​ เรื่อง​ของพี่ธรรม์นี่ข้าอับจนปัญญาหมดแล้ว​ เจ้าคุณอเนกใส่​ความให้​เขา​เป็นนักโทษฆ่าคน ไอ้เจ้าคุณนั่นมันพูดอะไร​​ใครๆ​ ก็​ต้องเชื่อถืออยู่​แล้ว​ หรือ​ถ้ายังสงสัยมันก็​เอาอัฐยังปากเสีย เท่านั้น​ก็​จะเห็นดีเห็นงาม​ไปกันหมด"

"​แต่แม่แววไม่​ได้ถูกทรงธรรมฆ่านี่นา"

"เรื่อง​นั้น​ข้าก็รู้ ​แต่รู้แล้ว​​จะ​ไปทำอะไร​​ได้เล่า ​ที่สำคัญ​คือฝ่ายนั้น​มี​ทั้งพยาน​ทั้งหลักฐานแน่นหนา ​จะโทษ​ใคร​ได้เล่า ก็​ต้องโทษกรรมนั่นละ ​ที่ให้พี่ธรรม์​ต้อง​ไปพัวพัน​กับไอ้คนใจคออำมหิตผิดมนุษย์พวกนั้น​"

หมอเกตุถอนหายใจยาวๆ​ อีกสองสามครั้ง แน่ใจว่า​ถ้าคุณแสทำ​ได้ ก็คง​จะทำเช่นกัน

"มัน​จะไม่มีหนทางอื่นแล้ว​จริงๆ​ น่ะหรือ"

​ความหม่นหมอง​ที่หมอผีหนุ่มเห็นตรงหน้าก็​คือ เงาร่างของคุณแส​ที่เคย​เป็นแสงเรืองๆ​ บัดนี้กลับซีดจืดเหมือนสีขุ่นๆ​ ของเปลือกข้าวโพดแห้งๆ​

หมอเกตุหยุดคิดอยู่​ครู่หนึ่ง​ แล้ว​ก็ส่ายหน้า

"​จะมีก็​แต่ให้แม่แววนั่นฟื้นขึ้น​มา หรือไม่ให้เจ้าคุณนั่นถอนฟ้องไม่​เอาเรื่อง​​เอาราว ​แต่ว่า...​ ​จะให้ไอ้เจ้าคุณมันถอนฟ้อง ดูเหมือนให้คนตายแล้ว​ฟื้นยัง​จะง่ายเสียกว่า ข้าว่า...​ ตอนนี้สิ่ง​ที่เราทำ​ได้​คือรอเก็บศพ​เขา ก็แค่นั้น​"

คำท้ายทำให้คุณแสตกใจหนัก ถึง​กับ​ต้องรินน้ำตาออกมา​เพราะ​ความสงสารสมเพช

"​เป็น​เพราะข้า ​เป็น​เพราะข้าไม่ดีเอง ทำให้พ่อธรรม​ต้องมาตกในตาร้าย ​ต้องตาย​เป็นผีไม่มีญาติ อาจ​ต้องเร่รอน​ไปทั่ว ​เพราะไม่มี​ใครช่วยบำเพ็ญกุศล"

"​ถ้า​เป็นแค่อย่างนั้น​​ได้ก็คงไม่เลวนักหรอก อย่างน้อยก็​จะ​ได้​เป็นสองดวงวิญญาณ เคียงคู่อยู่​​กับแม่แสง...​"

หมอเกตุไม่​ได้ตั้งใจ​จะหมายให้​เป็นจริง​เป็นจังขึ้น​มาหรอก เพียง​แต่ก็ไม่รู้​จะหาเรื่อง​ปลอบใจตัวเอง​เป็นอย่างอื่น​ได้อย่างไร

"ถึงขั้นนี้แล้ว​ ยังมีกะใจ​จะมาพูดเล่น ​ทั้งหมดนี้​เป็น​เพราะข้าไม่ดีเอง ​ไปเข้าสิงร่างแม่แวว แล้ว​​ไปโวยวาย​กับเจ้าคุณ จน​ต้องกลาย​เป็นเรื่อง​ใหญ่อย่างนี้ ​ที่ข้าพูดออก​ไปตอนอยู่​ในร่างของหลานสาวเจ้าคุณนั่น ​เขาคงอยากกำจัดแม่แววอยู่​แล้ว​ เลย​​ได้ทีถือโอกาสกำจัดทรงธรรมเสียด้วยเลย​"

คุณแสพูด​ไปก็เวียนเช็ดน้ำตา​ไป ด้วยตนก็เห็นว่าหมดหนทางแล้ว​จริงๆ​
"หยุดร้องไห้เถอะขอรับ ​ได้โปรด...​ ข้าน่ะมัน​เป็นพวกเห็นน้ำตาผู้หญิงไม่​ได้"

หมอเกตุพยายามปลอบ ​แต่ก็​เป็นการปลอบ​ที่ดูประดักประเดิดเต็มที

"ก็​เพราะข้าไม่ดีเองจริงๆ​ ​ที่​ไปสิงร่างแม่แววนั่น"

"อย่าโทษตัวเองอีกเลย​ เรื่อง​มันก็แล้ว​​ไปแล้ว​ มัว​แต่ก่นโทษตัวเองมันก็แค่นั้น​ ​ถ้าหากคุณแสไม่สิงร่างแม่แวว แล้ว​​จะ​ไปเข้าสิง​ใครเล่า...​ เออ!...​ จริงสิ พูดถึงเรื่อง​สิงร่างเข้าร่าง เฮ้ย! คุณแส เราพอ​จะมีทางแล้ว​ละ"

อยู่​ๆ​ หมอเกตุก็นึกถึงแผนการสำคัญขึ้น​มา​ได้ ​เขารีบกลับ​ไปคว้าตำรามาผูกหนึ่ง​ รีบแกะออกจากห่อผ้าอย่างลุกรน ก่อน​จะคลี่กลางให้คุณแส​ได้ดู

"นี่ยังไร ทางรอดของพี่ธรรม์"

"มัน​คืออะไร​ ข้า...​ ยังไม่เข้าใจ ตำราเล่มนี้​จะช่วยชีวิตพ่อธรรม์​ได้ยังไง"

"ตำรานี่ช่วยพี่ธรรม์ไม่​ได้หรอก ​แต่ในนี้มีคาถาอันหนึ่ง​ เรียกว่าการแลกชีพคืนชีวิต"

"อะไร​นะ...​ การแลกวิญญาณคืนชีวิต อย่างนั้น​หรือ"

"ใช่ พวก​ที่มีอาคมแก่กล้า สมาธิจิตสูงเยี่ยม ​จะ​สามารถเรียกวิญญาณคน​ที่ตาย​ไปแล้ว​ให้กลับเข้าร่าง​ได้...​"

พอ​ได้ยินคำนี้ ​ความหวังของคุณแส​ที่ทำท่า​จะเรืองรองขึ้น​ ก็มีอัน​ต้องริบหรี่ลงอีก

"แล้ว​...​ หมอเกตุ...​"

"ไอ้ข้าก็ไม่มั่นใจหรอกนะ แถมยังไม่เคย​ได้ทดลอง ​แต่​ถ้าไม่ทำอะไร​เลย​ ปล่อยให้พี่ธรรม์ตาย​ไปเปล่าๆ​ สู้ลองวิธีนี้กันสักตั้ง​จะ​เป็นไร​ไป"




******************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3441 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๖ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๐๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น