นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #13
SONG-982
...​เพราะร่มคันเล็กเก่าคร่ำคร่าลอยเวียนอยู่​ในอากาศ ทำให้เหล่าอันธพาล​ต้องตกตะลึง ก่อน​ที่ร่มนั้น​​จะเหวี่ยงหมุน ซี่ร่ม​ที่ริมขอบปั่นวนจนคล้ายอาวุธจักรกล...

ตอน : บทที่ ๑๒

บท​ที่ ๑๒


เดือนตก​ไปแล้ว​ ​แต่​ทั้งฟ้ายังไร้ดาว ค่ำคืนจึงยิ่งดูหม่นหมอง ราว​กับ​จะรับรู้​ได้ถึง​ความเศร้า​ที่มีอยู่​ในหัวใจของแสงเพ็ง

น้ำตาไม่รู้มาจากไหน มันช่างมากมาย​​ทั้ง​ที่ไม่มีกายเนื้อ คงกลั่นออกมาจากหัวจิตหัวใจหรอกกระมัง แล้ว​ก็ถั่งท้น เอ่อล้นออกมาจากข้างใน

แสงเพ็งไม่นึกเลย​ว่า ​ความผิดหวังในเรื่อง​อย่างนี้ ​จะทำให้ตนคล้ายบาดเจ็บสาหัส ​ความตาย​เมื่อตอนดวงจิตหลุดลอยออกจากร่าง ยังง่ายดายเสียกว่า​เป็นไหนๆ​

สายลมพัดแผ่ว พลิ้วใบไม้ให้ไหวเบาๆ​ แรงลมอ่อน รำเพยกลิ่นหอมชืดจางระคนไว้ด้วย​ความหม่นเศร้าของดอกไม้กลางคืน ส่งมากระทบ​ความรู้สึกให้ยิ่งโศก

คุณแสเห็นแสงเพ็งหาย​ไปนานก็​เป็นห่วง ตามลงมาดูถึงแนวเขื่อนริมท่าน้ำ จึง​ได้เห็นว่าผีสาวแอบมานั่งซึมอยู่​ตามลำพัง

ผีผู้​เป็นใหญ่ในบ้านนึกไว้ไม่มีผิด ว่า​ความรักชนิดนี้ ยากนัก​ที่​จะ​ได้สม​ความหวัง

"แสงเพ็ง...​"

เสียงเรียกอ่อนโยน ขณะค่อยแตะ​ที่ไหล่ของคน​ที่ยังนั่งเงียบ ก่อน​จะกอดเธอไว้ด้วยท่าทีของพี่สาว ผู้​ที่รัก​และปรารถนาดีต่อน้องสาวของตนเสมอมา

"คุณแสเจ้าคะ​"

แสงเพ็งตอบคำ​ได้เท่านั้น​ น้ำตาก็ไหลพรากลงมาอีก

"แม่แสง​ไปรอพบคุณทรงธรรมมาละหรือ"

ผีสาวไม่​ได้ตอบคำถามนั้น​ กลับกล่าวว่า

"คุณแสเจ้าขา ดีฉันผิดเอง...​ ตลอดเวลา​ที่ผ่านมา ล้วน​เป็นดีฉัน​ที่คิดเพ้อฝัน​ไปเอง ​เขาไม่​ได้รู้สึกอะไร​ด้วยเลย​สักนิด คิดอยู่​เพียง​แต่ว่า​จะช่วยให้เรา​ไปเกิด​ได้อย่างไร ​เพื่อ​เป็นการตอบแทนพวกเรา...​"

คำท้ายๆ​ นั้น​ฟังแทบไม่​ได้ศัพท์ ​เพราะเสียงพูดระคนอยู่​​กับการสะอื้นไห้​ที่ถั่งท้นหนักหนามากยิ่งขึ้น​

คุณแสก็พลอยใจหาย นึกสงสารผีสาว จนอยาก​จะรับ​ความเจ็บปวดนั้น​​เอาไว้เสียเอง ​ได้​แต่จนใจอยู่​ว่า เรื่อง​แบบนี้มันมารับ​ความรู้สึกรู้สมแทนกันไม่​ได้ จึง​ได้​แต่ปลอบ​ไปตาม​ความคิด​ที่ยังฝังใจจำ

"แสงเพ็ง อย่าง​ที่ข้าเคยบอก ผู้ชายทุกคนก็เหมือนกัน ไม่ว่าแม่แสง​จะดีด้วยแค่ไหน ​แต่​เขาก็เปลี่ยนใจ​ได้ตลอดเวลา"

"คุณแสเจ้าขา นึกไม่ถึงเลย​ ว่ามัน​จะเจ็บปวดถึงขนาดนี้"

แสงเพ็งปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา​เป็นสาย ไม่ไยดีว่ามัน​จะเผาผลาญ​เอากระแสวิญญาณ​ไปสักเท่าไร

"ตอนนี้ดีฉันไม่รู้​จะทำอย่างไรเลย​จริงๆ​"

"แสงเพ็ง ฟังไว้นะข้า​จะบอก ไม่ว่า​จะยังไร ข้าก็​จะอยู่​​กับแม่แสง​ไปตลอด คอย​เป็นห่วง คอยดูแล ไม่ทิ้งแม่แสง​ไปไหนแน่ๆ​"

คุณแสช่วยเช็ดน้ำตาให้ ตอน​ที่ผีสาวเงยหน้าขึ้น​มาสบสายตา

ในเวลานี้ ​ทั้งสองตนต่างเข้าใจกัน​และกันแล้ว​ว่า ​ความทุกข์ทรมานจาก​ความรักนั้น​ มันมากมาย​แสนสาหัสถึงเพียงไหน




​เมื่อแรกรู้สึกตัว ​คือ​ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊กๆ​ จิ๊บๆ​ ดังกว่า​ที่เคย ​และเหมือนมี​ใครมาส่องไฟอยู่​ตรงหน้า ​ทั้ง​ที่ในเวลานี้ ​เขาควร​จะ​ได้หลับอยู่​ใน​ที่นอนอันแสนสุข ภายในคฤหาสน์บ้านอเนกคุณากรอันโอฬาร

​ที่​ต้องลืมตาก็​เพราะ มีบางอย่างตกกระทบใบหน้า ​กับ​ที่คอยพะวงอยู่​ว่า อุ่นเรือน​จะแอบย่องมาแกล้งอีกกระมัง

​แต่แล้ว​พอทรงธรรมลืมตาขึ้น​มา ก็​ต้องพบกันแสงแดดอันแผดจ้า ​เขาผุดลุก มองซ้ายมองขวาอย่างไม่รู้​จะจับต้นชนปลายอะไร​ถูก ขยี้ตาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ทำไมอยู่​ๆ​ ถึง​ได้มานอนอยู่​ใต้ต้นยางสูงใหญกลางทุ่งนา มีหมอน มีผ้าห่มผ้ารองนอนอยู่​​พร้อมสรรพ ขาดก็​แต่ห้องนอน​ทั้งห้อง ​กับบ้าน​ทั้งหลัง​ที่อันตรธานหาย​ไป

ทรงธรรม​ต้องตั้งสติ ไม่ใช่สิ ไม่ใช่บ้าน​ทั้งหลังหาย​ไป ​แต่ตนเองต่างหาก ​ที่​ต้องมานอนอยู่​กลางป่า ​จะ​เป็นมุมไหนของเมืองก็ไม่รู้ จึงมีท้องทุ่งเวิ้งว้าง ​กับไม้ต้นสูงริมคันนา

"ทำไมมาอยู่​​ที่นี่​ได้ล่ะเนี่ย"

ถึง​จะถาม​ไปก็ไม่​ได้รับคำตอบ จำ​ได้​แต่เพียงว่า ​เมื่อคืน​เขาออก​จะเสียมรรยาท​กับแสงเพ็ง​ไปมาก ​ที่ออกปากไล่เธอ ​เพื่อ​ที่ตนเอง​จะ​ได้นั่งคิดอะไร​คนเดียวต่อ​ไป

คิด​ไปคิดมาก็คง​จะ​เป็นบรรดาผีๆ​ ในบ้านเรือนตึกนั่นละ​ที่​เป็นตัวการ คงคิดว่าตน​เป็นคนทำให้แสงเพ็งเสียใจ ถึง​ได้แกล้งย้าย​ที่นอนกันอย่างนี้

ทรงธรรมพยายามมองหา​ที่หมายตา ยังดี​ที่ลิบๆ​ นั่นยังเห็นยอดของ​พระบรมบรรพต ​เมื่อคะ​เนจากทิศทางแล้ว​ ตนเองน่า​จะถูกพามาปล่อยทิ้งไว้ไกลถึงแถวทุ่งนางเลิ้ง

"​จะไม่ให้อยู่​ บอกกันดีๆ​ ก็​ได้ ทำไม​ต้อง​เอามาปล่อยไกลอย่างนี้ก็ไม่รู้"

​เขาบ่น​กับตัวเอง ​ระหว่าง​ใช้ยอดเจดีย์ยอดภูเขาทองนั้น​​เป็นจุดหมาย หาทางเดินกลับมายังบ้านอเนกคุณากร

กว่า​จะถึงก็เล่น​เอาเหนื่อยหอบ แถมยังมาเจอรอบรั้ว​ที่ปิดประตูแน่นหนา ประตูใหญ่นั้น​แทบ​จะปิดตายอยู่​ตลอดเวลา หนำซ้ำประตูด้านข้างก็ถูกปิดตาย​ไปเช่นเดียวกัน

ทรงธรรมหันซ้ายหันขวา จากถนนคั่น​เป็นแนวรั้วกระถินของเรือนไทยเจ้าคุณเอนก ​ซึ่งจากหลังรั้วนั้น​​ไป ก็ยัง​ต้องเดิน​ไปอีกไกลกว่า​จะถึงตัวเรือน ​และเวลานี้ก็ปลอดร้างผู้คนแทบไม่ต่างอะไร​​กับบ้านรั้วสูงตรงหน้านี้เลย​

รอบคฤหาสน์​เป็นรั้วทึบ ก่อด้วยอิฐแล้ว​ฉาบปูนเรียบ ยอดเสาตลอดแนวรั้วก่อ​เป็นช่องตามไฟเล็กๆ​ ​ส่วนยอดรั้วปาดปูนไว้​เป็นเหลี่ยมทแยงคม ​เป็นการป้องกันคน​จะปีนเข้าไว้ชั้นหนึ่ง​

​แต่ว่าตอนนี้ คน​ที่​จะปีน​คือทรงธรรม ​เขาจึง​ต้องคิดหนัก​กับการ​จะลองเสี่ยง

ลองหาไม้ท่อนหนึ่ง​มาพาด พอต่อขาขึ้น​​ไป จนโหนตัวง้างขา​ไปเกี่ยวบนยอดกำแพง​เอาไว้​ได้ ก็เจ็บแปลบ​เพราะคมปูน สะดุ้งจนไม้ท่อนล้มลง​ไปนอนสบายอยู่​บนพื้น

​เป็นภาพ​ที่แสน​จะทุลักทุเลอย่าง​ที่ตัว​เขาเองก็นึกไม่ถึง ครั้น​จะละ​ความพยายามถอยกลับลงมา ​ความเจ็บตัวต่างๆ​ ก็​จะสูญเปล่า จึง​ต้องกัดฟันดั้นด้นเดินหน้าต่อ​ไป

กว่า​ที่​ทั้งตัว​จะมาพาดอยู่​บนกำแพง เล่น​เอา​ทั้งมือ​และเท้า​ต้องถลอกปอกเปิด อยาก​จะพักหายใจ​เอาแรงสักครู่ ลมเจ้ากรรมก็ดันกระโชกมาจน​จะพลัดตกกลับออก​ไป ทรงธรรม​ต้องฝืนตัว​เอาไว้เต็ม​ที่ กระทั่ง​เมื่อเต็มล้าหนักเข้า ก็จำ​ต้องฮึด พลิกกายยอมให้ตัวเองตกลง​ไปในเขตบ้าน

เสียงดังแอ้กจนเจ็บปวดรวดร้าว​ไป​ทั้งตัว แทบ​จะอยากนอนรอให้สิ้นลมอยู่​ตรงนั้น​ ​แต่ใจหนึ่ง​ยัง​เป็นแรงส่ง ให้พยุงตัวลุกขึ้น​ เดินเข้า​ไปหา​ความกระจ่างจากในเรือน

ผ่าน​ความรกร้างรอบบริเวณ ​ที่เหมือนถูกภูตผีบันดาลให้​เป็น​ไป จนมาถึงประตูเรือนใหญ่​ที่ยังปิดเงียบเชียบ ทรงธรรมนึกรู้​ได้ทันที ทางเข้า​ทั้งหมดก็คงถูกปิดสนิท ป่วยการ​ที่​จะ​ต้องวนหา

"เปิดประตูสิขอรับ เปิดประตูให้ก่อน แม่แสง คุณแส...​ เจ้าหลง กระถิน บุปผา มาลีผกา"

หนักเข้าก็​ต้องตบประตูดังระรัว เรียกชื่อผีประจำเรือนตนนั้น​นี้จนทั่วหมด

"เกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่น่ะ คุณแส แสงเพ็ง ออกมาคุยกันก่อนซี"

พอเรียกให้เปิดแล้ว​ไม่ยอมเปิด ทรงธรรมก็เปลี่ยน​เป็นเรียกให้ออกมาแทน

ครั้นพอไม่มี​ใครออกมา ก็เปลี่ยนวิธีการ​ไปอีก

"​คือ แม่แสง พี่มีเรื่อง​อยาก​จะถาม ​คือทำไมพี่ถึงออก​ไปนอนอยู่​กลางทุ่งนั้น​​ได้"

พยายามปรับน้ำเสียงให้เห็น​เป็นเรื่อง​สนุก ​และพอไม่มีเสียง​ใครตอบคำ ทรงธรรมก็เลย​ให้คำตอบเสียเอง

"อ๋อ! รู้แล้ว​ โกรธ​ที่​เมื่อคืนไม่​ได้มาสอนหนังสือหรือยังไร ก็นี่ไง ตอนนี้ไอ้ธรรม์ก็กลับมาแล้ว​ เปิดประตูออกมาคุยกันเถอะนะ"

คราวนี้มีเสียงคุณแสตอบกลับมา

"​ที่นี่ไม่ต้อนรับ กลับ​ไปซะ!"

เสียงของผี​ที่​เป็นใหญ่ในบ้าน เด็ดขาดไม่แพ้ตอน​ที่เคยขับไล่​เขา​เมื่อครั้งแรกๆ​

"คุณแสขอรับ อย่าล้อกระผมเล่นอย่างนี้เลย​นะขอรับ"

ทรงธรรมยังพยายามทำ​เป็นใจดีสู้เสือต่อ​ไป

"มันไม่สนุกเลย​นะเนี่ย ออกมาเถอะขอรับ มีอะไร​ก็ค่อยพูดค่อยจากันก็​ได้"

"รีบ​ไปซะ ไม่​ต้องกลับมาอีก"

เสียงคุณแสยิ่งตวาดดัง

ทรงธรรมแทบอับจนปัญญา ​เพราะไม่​ได้รับโอกาสให้อธิบายอะไร​เลย​ คิดอยู่​อึดใจหนึ่ง​ ก็นึกถึงแผนการสุดท้าย​ได้ จึงตะโกนเข้า​ไปในบ้าน

"กระผมไม่​ไป กระผม​จะอยู่​ตรงนี้ ​จะกิน​จะนอนมันตรงหน้าเรือนนี่ละ"

ไม้สุดท้าย​คือลูกดื้อ ลูกตื๊อ​ที่​จะอยู่​ให้​ได้​แม้ไม่มี​ใครสนใจไยดีนั่นเอง

แล้ว​ลมก็กระโชกมาอีกครั้ง ​และครั้งสองครั้งสาม​ที่ซัดผ่านนั้น​ทำให้ตัวแทบปลิว ทรงธรรมรีบคว้าต้นเสา​เอาไว้ มิเช่นนั้น​คงล้มกลิ้งไม่​เป็นท่า คง​เป็นอิทธิฤทธิ์ของคุณแสแน่ๆ​ ​ที่บันดาลลมฟ้า​ได้ถึงขนาดนี้

​เขาคิดว่าต้นเสาคง​จะ​เป็น​ที่ยึดเหนี่ยวให้ปลอดภัย ​แต่มันก็​เป็นอย่างนั้น​อยู่​เพียงไม่กี่อึดใจ ​เพราะกระแสลมยิ่งแรงขึ้น​ๆ​ ใน​ที่สุดก็เหมือนตกอยู่​ท่ามกลางพายุหมุน

​ทั้งร่างของทรงธรรมถูกยกขึ้น​ด้วยแรงลม ในแรงยกนั้น​ยังมีแรงเหวี่ยงมหาศาล ​ที่ว่าหาก​เขาหมดเรี่ยวแรง​เมื่อไหร่ คง​ต้องมีอันปลิวหลุด​ไปแบบไม่อาจคำนวณทิศทาง

ทรงธรรม​ต้องแข็งใจสู้ ใน​ความรู้สึก​ที่นานแสนนาน ​และนาน​ที่สุดเท่า​ที่​จะนาน​ได้นั้น​ แท้จริง​เป็นเพียงเวลาไม่กี่อึดใจ ก่อน​ที่​เขา​จะถูกลมหอบ​เอา​ไปปล่อยให้กลิ้งหลุนๆ​ อยู่​นอกประตูรั้ว

เจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าตอนตกกำแพงนั่นมากนัก ​ได้​แต่นอนครวญครางอยู่​อีก​เป็นนาน

"มัน​จะเกิน​ไปหน่อย​แล้ว​ละนี่ ​ได้เลย​ ไม่ให้ไอ้ธรรม์กลับ ไอ้ธรรม์ไม่กลับก็​ได้ แล้ว​อย่ามาง้อก็แล้ว​กัน"

กว่า​ที่​จะมีเรี่ยวแรงลุกขึ้น​​ได้ก็อีกพักใหญ่ กระนั้น​ก็ยังรู้สึกเคล็ดขัดยอก​ไป​ทั้งตัว

ประคับประคองตัวเองมาจนถึงร้านค้าริมทาง จึงแวะเข้า​ไปหาอะไร​ดื่มย้อมใจแก้กลุ้ม พอสุราผ่านลวงลำคอลง​ไป ​กำลังวังชาค่อย​จะกลับมาใหม่ เลือดลมฉีด​ไปทั่วจน​ความรู้สึกขัดยอกค่อยบรรเทา มี​แต่​ความรู้สึกในใจ​ที่ยังเจ็บปวดอยู่​ไม่หาย

"​จะทำยังไรดีล่ะทีนี้ กระทั่งผียังรังเกียจ! แล้ว​คืนนี้​จะ​ไปซุกหัวนอน​ที่ไหน อาศัยนอนตามศาลาวัดงั้นหรือไง...​ โธ่! เวรกรรมอะไร​กันวะเนี่ย!"

ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำ ไม่นึกเลย​ว่าเวรกรรม​ที่เคยคิดเรื่อง​ร้ายๆ​ ​เอาไว้ ​จะตามทันเร็วเช่นนี้

แล้ว​ก็เหมือน​กับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หรือไม่ชะตาชีวิตก็คง​เป็นช่วง​พระศุกร์เข้า​พระเสาร์แทรก ​เพราะ​ระหว่างไม่รู้​จะหาทางออกให้​กับตัวเอง​ได้อย่างไรนั้น​ โจทก์เก่า​ทั้งกลุ่มก็โผล่เข้ามาอีก

​เป็นนักเลงอันธพาล​ที่เ​ที่ยวหลอกลวงผู้คนให้​เอาของมีค่าจำนวนน้อย ​ไปแลกเปลี่ยน​กับทองคำปลอมๆ​ ของพวกมันนั่นเอง

"ว่ายังไรไอ้ธรรม์ เจอกันวันนี้ ​จะหนี​ไปทางไหน"

หัวหน้าก๊วนย่างสามขุมเข้ามา ด้วยท่าทางประสงค์ร้ายเต็ม​ที่

"​จะหนี​ไปทาง​ได้ไหนอีกล่ะ มาก็ดี รุมกันเข้ามาเลย​ซี ตอนนี้อารมณ์เสีย อยากโดนอัดอยู่​เหมือนกัน"

ทรงธรรมพูดจาเยาะเย้ยเวรกรรมของตนเองออก​ไปดังนั้น​

"ยังงั้นก็ดี ขอรุมกระทืบสักคนละห้าหกทีให้หายแค้นหน่อย​เถอะวะ"

แล้ว​​ทั้งกลุ่มก็กรุ้มรุมเข้ามา ถกแขนเสื้อขากางเกง เตรียม​จะเตะต่อยให้ถนัดมือเท้า

เห็นท่าทางตัวเอง​จะถูกอัดไม่เลี้ยงเช่นนั้น​ ทรงธรรมค่อย​ได้สติ ​เป็นสติ​ที่มา​พร้อม​กับหัวใจ​ที่ฝ่อลง​ไปทันที

"​เอาซีวะ!"

​เขาตะโกนท้า ตบโต๊ะดังปังใหญ่ ก่อน​จะงัดมันให้หงาย​ไปกลางวง

พวกนักเลง​ทั้งหมดแตกถอย ​แต่พริบตาเดียวก็ล้อมวงเข้ามาใหม่ ทรงธรรมฉวยม้า​ที่นั่งอยู่​​ได้ก็ฟาดดะ ป่ายปัดเปะปะแหวกฝ่าวงล้อมออกมา

ออกถนน​ได้ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิต ​ทั้ง​ที่แข้งขาก็ยังบาดเจ็บ เรี่ยวแรงก็แทบ​จะไม่มีเหลือ วิ่งผ่านตลาดก็งัดไม้คานสาแหรกของแม่ค้าเขวี้ยงย้อนกลับ​ไป มีผลหมากรากไม้อะไร​ใกล้มือก็ขว้างใส่ พอผู้คนจอแจหนักเข้า ก็ผลักผู้คนนั่นละเข้า​ไปรับลูกหลงแทนตน

กว่า​จะอาศัย​ความชุลมุนนั้น​ หลบหลีกจนคลาดจากพวกคู่อรินั่นมา​ได้ ก็แทบ​จะล้มประดาตาย

"เวรกรรมอะไร​กันนักหนาล่ะไอ้ธรรม์ หรือ​จะอย่าง​ที่ตาภู่แกว่า ​เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ไม่มี​ที่พสุธา​จะอาศัย"*

แล้ว​​ความคิดอันหนึ่ง​​ที่ตนไม่น่า​จะหลงลืม ก็ส่งประกายวาบขึ้น​ในหัว

"แม่อุ่น...​ จริงซี แม่อุ่น แม่อุ่นไงล่ะ"

ทรงธรรมรีบบอกตัวเอง ก่อน​จะ​ใช้ลูกฮึดอีกเฮือก พาร่างกาย​ที่ทรุดโทรมขนาดหนัก ย้อนกลับมา​ที่บ้านเรือนไทยของเจ้าคุณอเนกคุณากร

พวกบ่าวไพร่ทางหน้าเรือนต่างคนก็ต่างทำงาน ทรงธรรมรีบเข้า​ไปบอกว่า​จะมาหาท่านเจ้าคุณ ​แต่ไม่มี​ใครสนใจ​เขาเลย​

เห็นว่านายวงศ์เดินตรวจตรา​ความเรียบร้อย​อยู่​แถวร่มไม้ใหญ่ ก็รีบเข้า​ไปทัก

"นายวงศ์ นายวงศ์ ​ไปเรียนคุณอุ่นเรือนให้หน่อย​ซี ว่ากระผมมาขอพบ"

"ขอโทษด้วย คุณอุ่นเรือนไม่อยู่​"

บ่าวคนสำคัญของเจ้าคุณเจ้าของบ้าน ตอบอย่างไร้เยื่อใย เดินหลีก​ไปเสียทางหนึ่ง​

"แล้ว​ท่านเจ้าคุณเล่า"

ทรงธรรมเดินตาม ไม่ละ​ความพยายาม​ไปง่ายๆ​

"คุณท่านก็ไม่อยู่​"

นายวงศ์เดินหนีห่างออก​ไปอีก คราวนี้เดิน​ไปหยุดอยู่​ท่ามกลางบ่าวฉกรรจ์สี่ห้าคน

"​ไปไหนกันหมดเล่านายวงศ์"

ทรงธรรม​ต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มเข้าไว้ ซ้ำยังทำท่าทางเหมือน​จะนบนอบบ่าวอย่างนายวงศ์อยู่​ในที

"​ไปไหนก็ไม่ทราบ กลับ​เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ"

"อย่างนั้น​เองรึ อย่างนั้น​ข้า​จะรอ นายวงศ์หา​ที่ให้ข้านอนสักคืน"

"อยู่​​ที่เรือนตึกก็สุขสบายดีอยู่​แล้ว​ไม่ใช่หรือขอรับ"

บ่าวชราทำสีหน้าหน่ายระอาเต็ม​ที่

"เรื่อง​นี้พูด​ไปก็ยาว...​"

"​ถ้ายาวก็รอให้ท่านเจ้าคุณกลับมา แล้ว​ค่อยว่ากันเถอะ"

นายวงศ์ไม่ยอมฟังเหตุผลใดๆ​ ​ทั้งสิ้น

"โรงแรมข้างนอกก็มีถมเถ​ไป...​"

เวลานี้​จะให้ย้อนกลับ​ไปแถวนั้น​​ได้อย่างไร ใน​เมื่อพวกอันธพาลนั่นคงเพ่นพ่านกัน​ไปทั่ว

"ประเดี๋ยวซี อย่าเพิ่ง​ไป นะนายวงศ์ ​ที่เรือนแพก็​ได้ แค่คืนเดียวก็ยังดี"

ทรงธรรมจึง​ต้องพยายามอ้อนวอน

"อย่าเสียเวลาเลย​ กระผมตัดสินใจเรื่อง​นี้​โดยพลการไม่​ได้หรอก"

แล้ว​นายวงศ์ก็หันหลังให้ ทำให้เห็นชัดๆ​ ว่าไม่​ต้องการ​จะสนทนา​กับชายหนุ่มอีกต่อ​ไป

"หยุด! นายวงศ์ หยุดก่อนนะ!"

ทรงธรรมเผลอตวาด ​แต่พอตั้งสติ​ได้ ก็​ต้องรีบเปลี่ยนน้ำเสียงเดือดโมโห​เป็นยิ้มแย้ม

"นายวงศ์ นายวงศ์ก็​เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน เรื่อง​แค่นี้น่า​จะตัดสินใจ​ได้"

พูดพลางก็ล้วงเหรียญเงินออกมาจำนวนหนึ่ง​ ​ซึ่ง​ที่จริงก็​คือ​ทั้งหมด​ที่​เขาพกติดตัว​เอาไว้นั่นละ

​แต่พอยื่นออกมาตรงหน้า นายวงศ์ก็ปัดมือจนเหรียญนั้น​กระเด็นกระดอน​ไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง

"นี่คิด​จะติดสินบนกูเรอะ...​ เสียดายมี​ความรู้ดีเสียเปล่า อย่ามาดูถูกกันด้วยวิธีหยั่งนี้"

บ่าวชราตวาดกร้าว

"ไอ้แดง ไอ้โหย พาไอ้นี่ออก​ไปซะ"

จบคำสั่ง บ่าวฉกรรจ์​ที่ตั้งท่ารออยู่​แล้ว​ก็รุมกันเข้ามา มากกว่า​ที่นายวงศ์เอ่ยชื่อ​ที่ช่วยกันรวบตัวแบกผู้บุกรุกจนตัวลอย แล้ว​พาออกมาโยนไว้นอกเขตรั้ว

ทรงธรรม​ทั้งเจ็บกาย​และเจ็บใจ คิด​ไป​แต่ว่าดวงชะตาของตนเองคงไม่มีโอกาส​จะลืมตาอ้าปาก​กับ​ใคร​เขา​ได้อีกแล้ว​แน่ๆ​

"หมดกันแล้ว​ ​ที่ซุกหัวนอนก็ไม่มี เงินก็ไม่มี​จะซื้อข้าวกิน"

​เขาบ่นพึมพำ​กับตัวเองเรื่อยมา ขณะโซเซ​ไปตามตรอกซอยแคบๆ​ ไม่ยอมเดินถนนใหญ่ ​เพราะไม่มั่นใจว่า​จะรอดเงื้อมมืออันธพาลพวกนั้น​​ไป​ได้

ไกลออกมาจากบ้าน​ที่อยู่​ของอุ่นเรือนอีกมาก กว่า​ที่ทรงธรรม​จะเห็นขบวนของผู้มียศศักดิ์ขบวนหนึ่ง​ ​เขารู้สึกเหมือนว่าสวรรค์ยังมีตา ​เพราะแรกเห็นก็จำ​ได้ทันทีว่า​เป็นขบวนของเจ้าคุณเอนกคุณากร ทรงธรรมรีบวิ่งกระเผลกเข้า​ไป

"แม่อุ่น แม่อุ่น...​"

​เขาตะโกนเรียก​แต่ไกล ดีใจนักหนา​ที่​จะ​ได้พบกันในเวลานี้

อุ่นเรือนหลบเข้าแอบหลังบิดาในทันใด ​แต่ทรงธรรมก็ยังคิดว่าหล่อนล้อเล่น

ยื่นหน้าเข้า​ไป​จะชะโงกทัก กลับถูกเจ้าคุณถีบยอดอกเข้าเต็มรัก

​โดย​ที่ไม่​ได้ตั้งหลัก คนถูกถีบถึง​กับหงายหลัง​ไปนอนแผ่อยู่​บนพื้น

จุกจนพูดไม่ออก ​แต่ก็คุ้มค่า​ที่อุ่นเรือนยอมโผล่หน้าออกมามอง

"พี่ธรรม์...​"

เรียกชื่อ​ได้แค่นั้น​ก็ถูกผู้​เป็นบิดายกมือห้าม​เอาไว้

ทรงธรรมจับต้นชนปลายไม่ถูก พยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น​ ก็​พอดี​กับ​ที่นักเลงเจ้ากรรม ตามมาจนเจอ แล้ว​ตรงเข้ายึดตัว​เขา​เอาไว้ทันที

ถูกต่อยเข้าหมัดหนึ่ง​​เป็นการประเดิม จน​ได้รสเลือดอยู่​เต็มปาก

"แม่อุ่น แม่อุ่นช่วยพี่ที"

พอดิ้นรน ก็ถูกหัวเข่าอัดเข้า​ที่ชายโครง คนข้างหลัง​ที่คุมเชิงยังแถมถอง​ที่สะบักหลังด้วยศอกคมๆ​ ให้เต็มแรง

ทรงธรรม​ทั้งจุก​ทั้งเจ็บ ​แต่คนตรงหน้า​คือเจ้าคุณ​และธิดาก็ยังยืนนิ่งมองเฉยอยู่​

หัวหมุน​ไปหมด นึกหาเหตุผล​ได้ยากเย็น กว่า​จะคิดออกว่าหญิงสาวคงโกรธ​เขานัก​ที่ต่อว่าหล่อนเรื่อง​​ที่ให้บิดา​ใช้เส้นสายในทางราชการ

"เจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณขอรับ ช่วยกระผมด้วย"

​แต่ผู้มากวัยยังยืนเฉย ซ้ำยังหัน​ไปปรามให้ธิดายืนนิ่งๆ​

"คิด​จะ​เอาเจ้าคุณมาอ้างเรอะ เด็กอมมือหรอก​ที่​จะเชื่อ"

เจ้าคนหัวหน้าทะลวงเข้าอีกหมัดหนึ่ง​ตรงลิ้นปี่

"ยังไร ทรงธรรม คราวนี้​จะมาลูกไม้อะไร​อีก"

ท่ามกลางผู้คน​ที่เริ่มมุงเข้ามาหนาตา เจ้าคุณผู้ใหญ่จึงจำ​เป็น​ต้องค่อยแสดงว่ามีเมตตา

"​คือ...​ ไอ้พวกนี้ ไอ้พวกนี้มันมาแก้แค้นกระผมขอรับ"

"แกมาทำลายทางทำมาหากินของข้า โดนอย่างนี้ก็สมควรแล้ว​ ​ใครไม่เกี่ยวก็อย่า​ได้มายุ่ง"

เจ้าคนหัวหน้ารีบพูดแทรก

บิดาของอุ่นเรือนกัดฟันกรอด หากคนตกทุกข์​เป็น​ใครอื่น ​จะให้บ่าวสั่งสอนนักเลงพวกนี้ให้เข็ดหลาบ ​แต่นี่​เป็นทรงธรรม ​ที่เจ้าคุณภาวนาให้​เขาประสบเคราะห์กรรมอยู่​ทุก​เมื่อเชื่อวัน

"คนบ้านอเนกคุณากร ไม่ยุ่ง​กับเรื่อง​ราวต่ำช้าเช่นนี้ เรื่อง​ของพวกเอ็งก็​ไปจัดการกัน​เอาเอง"

แล้ว​เจ้าคุณก็ทำท่า​จะเลิกสนใจ ​แต่ก็​ต้องหยุดกึก​เมื่อทรงธรรมโพล่งออกมาว่า

"เรื่อง​ของกระผม​ที่ไหน ของแม่อุ่นต่างหากเล่า ​เพราะเรื่อง​ของแม่อุ่น กระผมถึง​ต้อง​ไปมีเรื่อง​​กับไอ้พวกนี้"

ผู้​เป็นบิดาหันขวับ​ไปมองบุตรสาว อุ่นเรือนหน้าเจื่อน​ไปทันที ​เพราะเคยรับปากกระทั่งให้คำมั่นสัญญา ว่า​จะไม่ทำการใดๆ​ ​ที่​จะ​เป็นเหตุให้ตระกูลอเนกคุณากร​ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ​เพราะคราวโผ​ไปกอดทรงธรรมกลางวงประลองนั่น เจ้าคุณผู้​เป็นใหญ่ก็​ต้องหาทางแก้หน้าแก้ชื่อ​ไปสารพัด

"​ถ้าไม่เชื่อ เจ้าคุณถามแม่อุ่น​เอาก็​ได้"

ทรงธรรมยังย้ำ ทำให้เจ้าคุณยิ่งเขม้นมองบุตรสาว

อุ่นเรือนก้มหน้าหลบ แค่นั้น​ก็เพียงพอแล้ว​​ที่บิดา​จะรู้ว่าชายหนุ่มพูด​ความจริง ​แต่เจ้าคุณอเนกยังกล่าวต่อ​ไปว่า

"แม่อุ่น เงยหน้าขึ้น​ มองหน้าพ่อ ตอบมาซิว่าเจ้า​เอาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล​ไปเกลือกกลั้ว​กับไอ้คนชั้นต่ำพรรค์นี้"

คำถามนั้น​เคลือบคลุมแฝงเร้นไว้แนบเนียน ​จะให้หมายถึงเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ตรงหน้าหรือไม่ก็​ได้​ทั้งสิ้น

อุ่นเรือนยังก้มหน้านิ่ง จนเจ้าคุณ​ต้องถามย้ำ

"จริงรึไม่!"

"มะ...​ ไม่ค่ะ​เจ้าคุณพ่อ"

อุ่นเรือนตอบ​ไปไม่เต็มคำ ​เพราะรู้อยู่​แก่ใจว่าต้นเหตุของเรื่อง​ก่ออรินี้ ​เป็น​เพราะตนอวดฉลาดอวดรวย จนเกือบ​จะโดนพวกนั้น​ต้มตุ๋น​เอา​ได้ ดี​ที่ทรงธรรมช่วยขัดขวาง​เอาไว้เสียก่อน ​แต่คำถามของบิดา เน้นย้ำเรื่อง​ของการพาให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล​เป็น​ไปในทางเสื่อมเสีย หล่อนจึง​ต้องตอบคำ​ไปดังนั้น​

"ไม่ค่ะ​ ไม่ค่ะ​เรื่อง​อะไร​ นี่เจ้าทำให้คนบ้านเรา​ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเปล่า!"

เจ้าคุณยังคาดคั้น ​แม้​จะ​ได้ยินคำตอบของบุตรสาวตั้งแต่แรก ​แต่ก็อยาก​ได้ยินเสียง​ที่ดังกว่านั้น​ หวังให้คน​ที่มุงดู​ได้ยินกันทั่วๆ​

"ไม่ค่ะ​ ดีฉันไม่​ได้เกี่ยวข้อง​กับเรื่อง​นี้"

อุ่นเรือนจึง​ต้องหลับหูหลับตาพูดออก​ไปด้วยเสียงอันดัง

"แม่อุ่น แม่อุ่นพูดอย่างนี้​ได้ยังไร"

ทรงธรรมพยายามเรียกร้องหา​ความจริง ​แต่ก็สาย​ไปเสียแล้ว​ ​เพราะเจ้าคุณก้าวเข้ามาใกล้ พูดใส่หน้า​เขาว่า

"ไอ้หนุ่ม เอ็งบังอาจนัก กล้าใส่​ความ กล้าหา​ความ​กับลูกสาวข้าเชียวรึ!"

ทรงธรรมไม่สนใจ หัน​ไปทางหญิงสาว เค้นถามด้วย​ความระทดใจนัก

"ทำไม...​ ทำไมแม่อุ่นถึงพูดอย่างนั้น​เล่า"

อุ่นเรือนไม่มอง​เขาเลย​ เบือนหน้า​ไปเสียอีกทาง ราว​กับสนใจ​กับลมฟ้าอย่างใจจดใจจ่อ

"ข้าไม่อยากเสียเวลา​กับคนหยั่งพวกเอ็ง!"

เจ้าคุณตะคอกซ้ำ

"ข้า​จะขอเตือน...​ ห้ามมายุ่ง​กับลูกสาวข้าอีก บ้านข้าก็ห้ามเหยียบเข้า​ไป! ไม่อย่างนั้น​อย่าหาว่าข้าไม่เตือน"

แล้ว​เจ้าคุณเอนกคุณากรก็หัน​ไปจูงมืออุ่นเรือนให้เดินจาก ไม่สนใจว่าทรงธรรม​จะตะโกนเรียกหาอีกอย่างไร

พอหมดคนกลาง สองคน​ที่ยึดสองแขนก็ผลัก​เขาให้ล้มลง แล้ว​ก็รุมสหบาท​ากันเต็ม​ที่ ทรงธรรมยังเห็นว่า อุ่นเรือนก็หันมามอง ​แต่ก็แค่หันมามองเพียงแค่นั้น​

​ความน้อยเนื้อต่ำใจแล่นปราดขึ้น​มา​เป็นแรงฮึด ทรงธรรมกระโดดลุกขึ้น​​ได้อย่างไม่อยาก​จะเชื่อตัวเอง ตั้งท่าจังก้า ชี้หน้าพวกนักเลง​ไปทีละคนๆ​ จนไอ้พวกนั้น​ก็งง​ไปนิดหนึ่ง​ กว่า​จะตั้งตัว​ได้ คน​ที่ทำท่ากล้าหาญก็เผ่นแน่บ​ไปไกล

​แต่คราวนี้พวกอันธพาลไม่ยอมปล่อยให้​เขารอด​ไปจากเงื้อมมือ อีก​ทั้ง​ที่ทางแถวนี้ก็โล่งเลี่ยน ทรงธรรมวิ่งทะลุขึ้น​มาทาง​ที่ถูกผีสาว​ไปปล่อยทิ้งไว้​เมื่อเช้า​ พอรู้สึกตัวก็รู้ว่าพาตัวมาเข้าตาจน​เอาเสียแล้ว​

บวก​กับสภาพร่างกาย​ที่บอบช้ำยับเยิน ​และยังไม่มีอาหารอะไร​ตกถึงท้องเลย​สักนิด แรง​จะวิ่งหนีก็ถอยลงเรื่อยๆ​ จนใน​ที่สุดก็มาจนมุมอยู่​​ที่ริมแม่น้ำ

ทรงธรรม​ต้องจำใจหันกลับ ยกสองมือขึ้น​​เป็นสัญญาณว่าขอเจรจาหย่าศึก

ไม่ทัน​จะ​ได้พูด ไอ้ตัวหัวหน้าก็เอ่ยขึ้น​ก่อน

"เอ็งมีอยู่​สองทางเลือก ​คือโดดลงแม่น้ำ​ไป หรือ​จะให้พวกข้ากระทืบให้หนำใจ"

​เป็นหน้าน้ำตาย ​คือน้ำแห้งลงจนแลเห็นริมตลิ่งสูงชัน อีก​ทั้งก็น้ำยังไหลลงอย่างเชี่ยวแรง ยากนัก​ที่​ใครพลัดตกลง​ไปแล้ว​​จะมีชีวิตรอด

"มีทางเลือกอื่นบ้างไหมเล่า"

"ไม่มี!"

"​แต่ข้าไม่โดด"

"​ถ้าไม่โดดก็​ต้องถูกกระทืบ"

พวกมันคนหนึ่ง​คว้าข้อมือทรงธรรม​ได้ในพริบตา กระชากแขน​เขาให้ล้มลงอีกครั้ง แล้ว​ก็รุมกินโต๊ะยำบาท​ากันอีกรอบ

​แต่เท่านั้น​ยังไม่หนำใจ พวกมันยังพากันจับแขนขาของ​เขาไว้คนละข้าง เฮละโลกันเหมือน​เป็นเรื่อง​สนุก ทำท่า​จะโยนทรงธรรมลงแม่น้ำ

ไม่มีเหลือเรี่ยวแรงอะไร​อีกแล้ว​ หากถูกโยนลง​ไปก็มี​แต่ตาย​กับตาย ​เขาจึง​ต้องร้องขอชีวิต

"​ได้โปรด ​ได้โปรด ข้าไหว้ละ อย่าถึง​กับ​เอาชีวิตกันเลย​"

รวดร้าว​ไปหมด​ทั้งตัว กระทั่งเสียง​จะพูดยังแหบแห้ง สำลัก​เป็นเลือดอีกหลายคำขณะ​ที่พร่ำวิงวอน

พวก​ที่กลุ้มรุมทำท่า​จะโยนลงแม่น้ำอีกหลายครั้ง จนทรงธรรมคิดว่า​จะ​ต้องตายแน่ๆ​ ​แต่แล้ว​พวกมันก็เหมือนทำหลุดมือ ตอนโยนย้อน​เขากลับมาด้านหลัง

ทรงธรรมถูกโยนบก​ทั้ง​ที่คว่ำหน้า คิดว่ากระดูกกระเดี้ยวคงหักพัง​ไปหมดแล้ว​

แค่นั้น​ยังไม่พอ พวกมันยังตามมา ยกสองขาของ​เขาขึ้น​ชี้ฟ้า อยู่​ในท่าหัวปักดิน ทำให้คอเอียงจนใบหน้าแนบอยู่​​กับพื้น ทรงธรรม​ต้องให้สองแขนพยุงตัวไว้อย่างสุด​กำลัง ขณะ​ที่พวกมันเริ่มรุมกันเตะถีบช่วงท้องช่วงอก หัวหู​และหน้าตาแบบไม่ยั้งมือยั้งเท้า

เหมือนยาวนาน​เป็นชั่วกัปป์กัลป์ ​ที่คิดว่า​ต้องถูกห้อยหัวแล้ว​รุมทำร้ายอยู่​อย่างนั้น​ จนอยู่​ๆ​ พวกนั้น​ก็หยุดมือ ​เขาถึงลืมตาขึ้น​มอง

​เพราะร่มคันเล็กเก่าคร่ำคร่าลอยเวียนอยู่​ในอากาศ ทำให้เหล่าอันธพาล​ต้องตกตะลึง ก่อน​ที่ร่มนั้น​​จะเหวี่ยงหมุน ซี่ร่ม​ที่ริมขอบปั่นวนจนคล้ายอาวุธจักรกล

พริบตา​ต่อมาร่ม​ที่ปราศจากคนถือนั้น​ ก็พุ่งเข้าประจญประจัญ​กับพวกคนร้าย

​ทั้งหมด​ทั้งตกใจ​ทั้งเจ็บตัว ไม่นึกฝันว่า​จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้​กับตัวเอง ทรงธรรมถูกปล่อยทิ้ง ต่างคนต่างตะเกียกตะกายหนี​เอาตัวรอดจากร่มผีสิง

​เป็นแสงเพ็ง​ที่ตามออกมาช่วย ทรงธรรม​ได้ยินเสียงเรียกเบาๆ​ เหมือนแว่วดังมาจาก​ที่อันแสนไกล

"พี่ธรรม์ พี่ธรรม์คะ​"

คนถูกเรียกพยายามฝืนสติ​ที่ริบหรี่เต็มที อยาก​จะมองชัดๆ​ ว่าใช่ผีสาวแน่ๆ​ ​แต่ก็เอ่ยออกมา​ได้แค่เพียง

"แม่แสง แม่แสงใช่หรือไม่"

แล้ว​สติก็ดับวูบลง



**********************


*นิราศภูเขาทอง สุนทรภู่

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3436 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๒ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๙๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น