นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #12
SONG-982
...​ถ้ามีลมหายใจคุณแสคงถอนหายใจยาว ภาพวาดตรงหน้า​ที่ใหม่เอี่ยมอยู่​ในสายตา ค่อยกลับหม่นหมองลงด้วย​ความเก่าแก่ ​เพราะห้วง​ความคิดของนางค่อยๆ​ กลับมาสู่ปัจจุบัน...

ตอน : บทที่ ๑๑

​เมื่อ​ได้ตำรามหาขันธ์โลกธาตุมาแล้ว​ ทรงธรรมก็อ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ สลับเปลี่ยน​กับตำรับตำราสำหรับการสอบเลื่อนขั้น ​ทั้งยัง​ต้องพาบรรดาผีสาวเ​ที่ยวเล่นสนุกในตอนกลางคืน ทำให้แทบไม่มีเวลา​ได้พักผ่อน

หลังจาก​ที่ชนะคุณหลวง​ทั้งสองนั่น ​เขาก็ค่อนข้างย่ามใจ ว่าเจ้าคุณอเนกคุณากรคง​จะเลิกใจไม้ไส้ระกำ​กับตน ​เพราะวัน​ที่ประลองกันนั่น อุ่นเรือนก็แสดงให้เห็นต่อหน้าธารกำนัลอยู่​แล้ว​ชัดๆ​ ว่าสนิทสนม​กับ​เขาถึงขนาดไหน

จนหลายวันผ่าน​ไป ​ที่ทรงธรรมยังวนเวียนอยู่​​กับกิจวัตรเดิมๆ​ ​คือท่องตำรา อ่านหนังสือมหาขันธ์โลกธาตุ​และเล่นสนุก​กับบรรดาผีประจำบ้าน

การมีกิจวัตรอยู่​ดังนั้น​ ทำให้บ่ายวันนี้​ที่อากาศแสน​จะปลอดโปร่ง สายลมชื่นรำเพยพัด หลังมื้อกลางวัน​ซึ่งเจ้าคุณอเนกให้คนคอยจัดการไว้เสร็จสรรพ ทรงธรรมจึงมานั่งสัปหงกอยู่​ตรงเฉลียงด้านหลังเรือนตึก

รู้สึกเหมือนมีอะไร​มาไต่อยู่​ปลายจมูก ​เขาปัดไล่​ทั้ง​ที่ยังหลับตา อยู่​ในท่านั่งอิงๆ​ เอียงๆ​ อยู่​​กับหมอนสามเหลี่ยมใบโต ​แต่เหมือนยิ่งปัดก็ยิ่งไต่ จนทรงธรรม​ต้องย่นจมูก ระบายลมออกมาแรงๆ​ ​และออกปากขับไล่

"อย่าเพิ่งมากวนกันน่ะแม่แสง พี่ของีบสักประเดี๋ยว"

​เพราะคลุกคลีกันอยู่​ทุกวันๆ​ สนิทสนมกันมากพอ​จะแกล้งหยอกล้อกันดังนั้น​ ทรงธรรมจึงออกปาก​ไป ​โดยไม่ยอมลืมตาให้เห็นชัด ว่า​ใครกันแน่​ที่​กำลัง​ใช้ปลายดอกหญ้า เขี่ยแกล้งอยู่​อย่างนั้น​

แล้ว​​ความรู้สึกเหมือนมดไต่อยู่​​ที่ปลายจมูกก็หาย​ไป ทรงธรรม​กำลัง​จะเคลิ้ม​ได้อีกครั้ง คราวนี้เหมือนมีน้ำหยดลงบนแก้ม

"แม่แสงนี่ยังไร พี่​จะนอน ขอพี่นอนก็ไม่​ได้...​"

ไม่ทันจบคำดี น้ำ​ทั้งขันก็สาดโครมลง​ทั้งตัว ​พร้อม​กับเสียงคล้ายๆ​ หวีดๆ​ กรีดๆ​ ตวาดๆ​ ปะปนกันจนทรงธรรมแทบตั้งตัวไม่ติด

"บอกมานะ บอกมาเลย​ว่า​ใคร​คือแม่แสง แม่แสง​คือ​ใคร!!!"

​เป็นอุ่นเรื่อนนั่นเอง ​ที่เห็นว่าทรงธรรมหายหน้า​ไป จึงมาเยี่ยมหา

​ต้องเรียกว่า​เป็นอาการผวาตื่น ​ที่ลืมตาขึ้น​ปุ๊บ ก็พบ​กับเหตุไม่คาดคิด จนจับต้นชนปลายอะไร​ไม่ถูก

"​ใคร! ​ใคร​คือแม่แสง แม่แสง​คือ​ใคร!"

ทรงธรรมทวนคำของอุ่นเรือน ยังงงอยู่​ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​

ภาพตรงหน้า​คือหญิงสาว​ที่ตนตั้งใจ​จะร่วมชีวิตด้วย ​กำลังทำหน้าตาถ:-)ทึง อย่าง​กับนางยักษ์​ที่​พร้อม​จะกินเลือดกินเนื้อ

"ก็​คือผู้หญิงคน​ที่พี่ธรรม์​เอามาซุกมาซ่อนไว้​ที่เรือนตึกนี่ไงล่ะ! ใช่ไหม!"

อุ่นเรือน​ทั้งตะคอก​ทั้งตวาด ทุบถองทรงธรรม​เป็นพัลวัน

"ไม่มี้...​ ไม่มี แม่อุ่น​เอา​ที่ไหนมาพูด"

​เมื่อยังนึกข้อแก้ตัวไม่ทัน ก็จำ​เป็น​ต้องพูดอะไร​ก็​ได้ออก​ไปก่อน

"ยัง​จะมาปากแข็งอีก ​เมื่อกี้ พี่ธรรม์ยังละเมอชื่อนี้ออกมา!"

ทรงธรรมรู้สึกว่า​ตัวเองคงหน้าซีด ​และตัวหดเล็กลงอีกมาก

"พี่ธรรม์​ต้อง​เอามาซุกมาซ่อนไว้ในเรือนตึกนี้แน่ๆ​ ไหนล่ะ มันอยู่​ไหน"

แล้ว​อุ่นเรือนก็เลิกสนใจชายหนุ่มตรงหน้าอีกต่อ​ไป ผลุนผลันออกจากห้อง ด้วยท่าทางของนางเสือร้าย​ที่​กำลังออก​ไปล่าเหยื่อ

"เดี๋ยว ประเดี๋ยวก่อน แม่อุ่น อย่างเพิ่ง​ไป มาคุยกันให้รู้เรื่อง​ก่อน"

ทรงธรรมถลาตาม

"ออกมาเดี๋ยวนี้นะ นังแสง! นังแสง! กล้าดียังไง!"

อุ่นเรือนผลักบานประตูทุกบาน ร้องเร่งเข้า​ไปทุกห้อง พอหลายห้องเข้ายังไม่มีทีท่า​จะเจอ ก็หันมาตวาด​เอา​กับทรงธรรมอีกครั้ง

"พี่ธรรม์ ไอ้พี่ธรรม์ บอกมานะว่า​เอานังนั่น​ไปซ่อนไว้​ที่ไหน"

โวยวาย​ไปก็ไล่เปิด​ไปทีละห้อง กระทั่งเปิดเข้ามายังห้อง​ที่เจ้าหลงเล่นอะไร​ก็อกแก็กอยู่​คนเดียว ดี​ที่อุ่นเรือนหันกลับมาตวาดใส่ทรงธรรมเสียก่อน จึงไม่ทันว่าผีเด็กชาย ​กำลัง​จะเตรียมแก้เผ็ดคน​ที่มารบกวนการเล่นของมันอย่างเต็ม​ที่

"หนวกหูจัง! ผู้หญิงอะไร​ ปากคอ ท่าทางดุร้ายยิ่งกว่าผี!"

​เพราะอุ่นเรือนหันมาด่าว่าทรงธรรมอีกสองสามคำ ​เขาจึง​ได้มีเวลาขยับเข้าขวาง กันประตูนั้น​ไว้เสียจาก​ที่อุ่นเรือน​จะ​ได้ผลุบเข้า​ไป

หญิงสาวเจ้าอารมณ์เห็นดังนั้น​ก็ยิ่งโมโห

"ห้องนี้ละสินะ! ไหน มันอยู่​ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ"

อุ่นเรือนตรงเข้าผลักทรงธรรม ไม่สนใจว่า​เขา​กำลังทำท่าทำทางอย่างไร

​ที่จริง​เขา​กำลังพยายามส่งสัญญาณให้เจ้าหลงรู้ว่า ​จะจัดการเรื่อง​นี้เอง ขอให้ผีเด็กชายหลบ​ไปเสียก่อน ​ซึ่งเจ้าหลงก็เข้าใจ​ได้ทันที ซ่อนกายเข้า​กับอากาศเปล่า พรางตนเอง​เอาไว้ไม่ให้ผู้หญิง​ที่อารมณ์​เป็นฟืน​เป็นไฟ​ได้เห็น

ห้องนี้​เป็นห้อง​ที่ทรงธรรม​ใช้สำหรับให้บรรดาผีสาว ​ได้ฝึกหัดอ่านเขียน

"อะไร​ แล้ว​กระดาษพวกนี้มัน​คืออะไร​!"

อุ่นเรือนตวาดแหว ​เมื่อเห็นบนโต๊ะเก้าอี้ มีอะไร​เกลื่อนกลาดอยู่​มากมาย​

"ไม่เห็นมีอะไร​เลย​ ก็แค่กระดาษ​กับน้ำหมึก แค่รก​ไปหน่อย​เดียว"

ทรงธรรมยังใจคอไม่ดีขึ้น​เลย​ ตั้งแต่ถูกปลุดด้วยการสาดน้ำเข้าใส่

อุ่นเรือนฉวยกระดาษขึ้น​มาแผ่นหนึ่ง​ พออ่านแล้ว​ก็​ต้องรีบ​เอาแผ่นอื่นขึ้น​มาอ่าน

"อะไร​ไม่มี นี่ไง ผกา มาลี บุปฝา พวกนี้​เป็น​ใคร อ้อ...​นี่ไง แสง...​แสงเพ็ง!"

​เพราะ​เป็นกระดาษ​ที่ผีสาว​แต่ละตน ​ใช้ฝึกหัดเขียนชื่อของตัวเอง จึงมีรอยหมึกยึกยือ ​เป็นชื่อ​ที่อุ่นเรือนเอ่ยออกมา

"เห็นไหมเล่า นี่ไงแสงเพ็ง มีแสงเพ็งจริงๆ​ ด้วย"

คำว่า "แม่แสง" ยังชัดอยู่​ใน​ทั้งสองหู ทำให้อุ่นเรือนไม่​ได้สนใจ​กับ​ใครอื่น

"เถอะน่าแม่อุ่น ก็เห็นแล้ว​นี่ว่า ไม่​ได้แค่แม่แสงเพ็งคนเดียวเท่านั้น​"

พอหลุดปากออก​ไปก็อยาก​จะตบปากตัวเองเหลือเกิน ​เพราะใจนั้น​​แม้​จะอยากอธิบายว่า ไม่​ได้อยู่​กันตามลำพัง​กับแม่แสง ​แต่พอปากพูด​ไปดังนั้น​ก็รู้ว่าผิดท่า

"เออละสิ! ยัง​จะนังบุปฝา มาลี ผกา แล้ว​นี่​ใครอีก กระถิน แส แสเสออะไร​!"

ทำให้อุ่นเรือนเลย​พลอยโวยวายฉีกทึ้งกระดาษ​ที่เขียนชื่ออื่นๆ​ ​ไปด้วย

ทรงธรรมยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่ง​เอาน้ำมัน​ไปราดกองไฟ ยิ่งปรามก็ดูเหมือนอารมณ์ของอุ่นเรือนยิ่ง​จะโหมไหม้ ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น​เรื่อยๆ​

ตอนนี้บรรดาผีในเรือนตื่นกันหมดแล้ว​ ​เพราะเสียงโวยวายของหล่อน

"ผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว​ มาร้องกรีดกราด ไม่มียางอาย​เอาเสียเลย​"

ผีกระถินบ่นดังๆ​ ​เพราะรู้ว่าทรงธรรม​ต้อง​ได้ยินแน่ๆ​

"นั่นมัน ชื่ออิฉัน อินังนั่น อย่านะ อย่าฉีก"

​เป็นบุปผา​ที่โวยวาย แทบ​จะกระโดดเข้า​ไปหักคอคน​ที่กระทำ​กับชื่อของตนอยู่​ดังนั้น​

​แต่ไม่​ต้องรอให้​ใครออกโรง คุณแสก็ตรงรี่เข้า​ไป

"รนมาหา​ที่เองชัดๆ​"

ผีผู้​เป็นใหญ่ในเรือนตึก ​กำลังโกรธจัด ดวงตาแดงดั่งไฟ เขี้ยวเล็บงอกยาว ​พร้อม​จะประหัตประหาร

ทรงธรรมกระโจนเข้าขวาง

"เดี๋ยวๆ​ ประเดี๋ยวก่อนขอรับ อย่าทำร้ายแม่อุ่น กระผมขอร้อง"

อุ่นเรือนเอง​กำลังหน้ามืดตามัว ไม่ทันสังเกตว่า​จะเกิดอะไร​ขึ้น​​กับตน ​ได้ยินแว่วว่าทรงธรรมพูดอะไร​ก็ไม่รู้

"อะไร​! ยัง​จะมาแก้ตัวอะไร​อีกเล่า! ​ใคร ​ใคร​จะมาทำร้ายอะไร​​ใคร"

คำนั้น​ของทรงธรรมทำให้แม่แสชะงัก ​ส่วนตัว​เขาก็ยิ่งตระหนกใหญ่ หัวหมุนติ้วหาวิธีแก้ตัว ​แต่ก็ยากเย็นเสียเหลือเกิน

"พี่นี่ไง พี่บอก​กับตัวเอง ​เป็นตายยังไรก็​จะไม่ทำร้ายแม่อุ่นให้เจ็บช้ำน้ำใจ"

​เขาหวังว่าถ้อยคำนั้น​ ​จะทำให้อุ่นเรือนผ่อนอาการปึงปังลง​ได้บ้าง ​แต่ก็เปล่า

"ยิ่งพูดมายิ่งมีพิรุธ อย่ามาถ่วงเวลา ห้องนี้ไม่มีก็​ต้องอยู่​ห้องอื่น!"

แค่นั้น​เธอก็เลิกสนใจอะไร​ๆ​ ในห้องนี้อีกต่อ​ไป หันกลับออกจากห้อง คง​จะรีบ​ไปค้นในห้องต่อๆ​ ​ไปนั่นละ

ทรงธรรมเห็นแล้ว​ว่าผีสาว​ทั้งเรือน มารวมตัวกันอยู่​ตรงนี้​ทั้งหมด ซ้ำ​แต่ละตนก็​กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คงคันไม้คันมืออยาก​จะเล่นงานอุ่นเรือน​จะแย่อยู่​แล้ว​

"คุณแสขอรับ พี่สาวน้องสาว​ทั้งหลาย ​ได้โปรดเถอะ เรื่อง​นี้ไว้ให้กระผมจัดการเอง"

ชายหนุ่มอ้อนวอน แทบ​จะกราบลง​ไปด้วยซ้ำ พอคุณแส​กับแสงเพ็งพยักรับคำอย่างไม่ค่อย​จะเต็มใจ ผีตนอื่นๆ​ จึงไม่ขยับตาม

อุ่นเรือนไล่ค้นดะมาจนถึงอีกห้องหนึ่ง​ ทรงธรรมก็รีบตามเข้ามาในห้อง ​เขาจำ​ได้ดีว่า นี่น่า​จะ​เป็นห้อง​ส่วนตัวของสตรีสักคน ​ที่ถูกปล่อยให้รกร้างมาก​ที่สุดในบรรดาทุกห้องในเรือนตึกบ้านอเนกคุณากรหลังนี้

"ออกมาเดี๋ยวนี้ อยู่​​ที่ไหนออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"

"แม่อุ่นใจเย็นๆ​ ก็พี่บอกแล้ว​ว่า ไม่มี​ใครอื่น เรือนนี้มีแค่พี่คนเดียว"

"นี่ยังไร นี่ไงหลักฐาน"

​เพราะการโมโหจนหน้ามืดตามัวมาตั้งแต่แรก ​พร้อมรื้อทำลายข้าวของนั่นนี่ทุกสิ่งอย่าง จนเจอเข้า​กับภาพวาดเก่าคร่ำ ​โดยยังไม่รู้ว่า​เป็นรูป​ใคร ก็ยังอุตส่าห์หันมาไล่เรียง หา​ความ​เอา​กับ​เขา

​ที่อุ่นเรือนชูขึ้น​ให้เห็นชัดๆ​ ​คือภาพวาดของสตรีแสนสวยผู้หนึ่ง​ ​ที่ทรงธรรมเห็นปุ๊บก็จำ​ได้ทันทีว่า​เป็น​ใคร ​เมื่อคราว​ที่แล้ว​ ตอนเดินสำรวจ ​ที่เข้ามา​แต่ยังไม่​ได้พบ ​เพราะมันซ่อน ซ้อนอยู่​บนกระดาษอะไร​อีกหลายๆ​ แผ่น

ทรงธรรมรีบแย่งภาพวาดนั้น​มาดู อาการนั้น​ทำให้อุ่นเรือนยิ่ง​เป็นเดือด​เป็นแค้น

"ทำไม! ไอ้พี่ธรรม์! ทำยังกะหลงรูปแทบจูบกระดาษ บอกมานะว่า​ใคร!"

เสียงของอุ่นเรือนไม่​ได้เบาลงเลย​จนนิดเดียว ตรงข้ามสีหน้าท่าทางยังยิ่งดุร้ายกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ

​แต่ทรงธรรมกลับเห็นว่ามีบางอย่าง​ที่สำคัญฉุกเฉินกว่า ​เขารีบหอบภาพวาดนั่นแล้ว​วิ่งหนีออกมา

"ไอ้พี่ธรรม์ ไอ้ธรรม์ ​จะหนี​ไปไหน!"

อุ่นเรือนแทบกระโจนตาม คำเรียกหานั้น​ไม่เหลือเยื่อใยพิศวาสอะไร​อีกแล้ว​

ทรงธรรมผลุบหลบเงียบอยู่​ตรงเงามืดของมุมทางเดิน ทำให้อุ่นเรือนวิ่งผ่านเลย​​ไป​โดยไม่ทัน​ได้สังเกต พอ​เขาหันกลับ​ไปทางด้านมืด ก็เห็นบรรดาผีสาวชุมนุมรออยู่​

"รูปนี้ใช่คุณแสหรือไม่ขอรับ"

​เขารีบยื่นภาพวาดลายเส้นหมึกดำบนผ้าเนื้อดีให้ดู

คุณแสมีท่าทางตกใจหนัก ไม่นึกไม่ฝันว่า​จะ​ได้เห็นภาพนี้อีกครั้ง รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ในหัวหนักอึ้ง ​และมีภาพบางอย่างฉายปลาบ​ไปมา คล้าย​ความมืดมิดยามถูกสายฟ้าแล่นผ่าน พอให้เห็นภาพรอบตัว​ได้ในพริบตา แล้ว​ภาพ​ทั้งนั้น​ก็ดับวูบ​ไป

บางภาพ​เป็นหญิงสาวโฉมสะคราญ ทำท่าทางขัดเขินเอียงอาย ​ที่​ต้องนั่ง​เป็นแบบ

บางภาพ​เป็นคนคู่หนึ่ง​ หยอกเย้าคลอเคลีย

บางภาพ​เป็นแก้วมีเชิงคู่หนึ่ง​ ตั้งวาง​และสะท้อนเงาสายตาของ​ใครบางคน

​ทว่าบางภาพ กลับหมองหม่นโศกเศร้า สองหนุ่มสาวนั้น​ท่าทางเหมือน​กำลังตกสู่​ความรวดร้าวสุดบรรยาย

"คุณแส คุณแสเจ้าคะ​"

เสียงเรียกของแสงเพ็งดึงให้คุณแสกลับมาสู่เรื่อง​ราวตรงหน้า

"เหมือน...​ เหมือน​จะ​เป็นข้าเอง"

​ที่ไม่ค่อยมั่นใจในตอนแรก ดูเหมือน​จะแจ่มชัดยิ่งขึ้น​ ​เมื่อภาพในหัว​ที่แล่นปลาบ​ไปมานั้น​ยังสลับเวียนซ้ำ​ไปซ้ำมา

"​เป็นข้าเอง ทำไมภาพวาดนี้มาอยู่​​ที่นี่​ได้"

ทรงธรรมก็พลอยใจเต้นระทึก​ไปด้วย ​เพราะ​ความคิด ​ความเชื่อ ​ความฝังใจของคุณแสนั้น​รุนแรง ​โดยเฉพาะเกี่ยว​กับเรื่อง​ของบุรุษเพศ ​เขาพอ​จะเดา​ได้ว่า ตอนมีชีวิต คุณแส​จะ​ต้องมีเรื่อง​ทุกข์ร้อนแสนสาหัสเกี่ยว​กับเรื่อง​ดังว่า​เป็นแน่

"แล้ว​...​ แล้ว​มันเกี่ยว​กับตอน​ที่คุณแสยังมีชีวิตอยู่​หรือไม่ขอรับ"

คำถามนี้ของ​เขา ทำให้ภาพ​ที่เวียนวนยิ่งอลหม่าน จากแสงแล่นแปลบปลาบ ก็กลับผสาน​เป็นแสงเดียว แล้ว​แผดจ้าจนคุณแส​ต้องหลับตาหลบ ปวดจี๊ดตรงสองข้างขมับ รวดร้าว​ไปหมด​ทั้งศีรษะ

"ไม่...​ โอย! ไม่ ข้านึกอะไร​ไม่ออก"

คุณแสคราง ท่าทางทุกข์ทรมาน​เป็นอย่างมาก

"คุณแส คุณแสเจ้าคะ​ ​เป็นอะไร​​ไป"

แสงเพ็งช่วยประคองคุณแส​เอาไว้ ตอน​ที่เสียงอุ่นเรือนแว่วๆ​ ว่า​กำลังวกกลับมา

"ไอ้ธรรม์ ไอ้ธรรม์ ​ไปหลบอยู่​​ที่ไหน!"

พอเจ้าของเสียงแล่นมาถึงตัว ผีทุกตนก็เลือนหาย เหลือไว้​แต่ทรงธรรม​ที่​ใช้ภาพนั้น​​เป็นฉาก กันตัวเองไว้จากมุมมองตรงทางเดิน

"ไอ้ธรรม์ ไอ้พี่ธรรม์ คิดว่า​จะหลบพ้นรึ"

อุ่นเรือนตรงเข้ามากระชากแขนถาม

"​ใคร ตกลงในรูปนี่​ใครกัน!"

"ก็ เอ่อ!...​"

​ระหว่างยังอ้ำอึ้งก็ทำที​เป็นเดินไกลออกมาจาก​ที่เดิม ลองพิจารณาร่องรอยอื่นๆ​ ในภาพวาด ใน​ที่สุดก็เห็นลายมือเล็กๆ​ กำ​กับไว้ตรงมุมล่าง

"เดชา นี่ใช่ชื่อหรือเปล่า"

ทรงธรรมหันมาถามอุ่นเรือนอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

"เดชา...​ เดชา...​ ​เป็นคุณปู่คนใหญ่ พี่ชายของท่านปู่"

"เห็นไหมเล่า ภาพนี้​เป็นของลุงของพ่อแม่อุ่น​เป็นคนวาด พี่ไม่เกี่ยวข้องด้วยสักหน่อย​หนึ่ง​"

ทรงธรรมจึง​ได้ที หันเหหัวเรื่อง​ให้หญิงสาวหันมาสนใจ ​แต่เฉพาะเรื่อง​ของภาพวาดนี้เพียงเท่านั้น​

"อืมม์!...​ มันก็จริง ​แต่ว่า พี่ธรรม์ไม่มีผู้หญิงอื่นแน่นะ"

พออารมณ์ค่อยดีขึ้น​ สรรพนาม​ที่​ใช้เรียกขานก็พลอยกลับมาอ่อนหวานเหมือนเคย

"แม่อุ่น แม่อุ่นไม่ไว้ใจพี่หรือยังไร"

ทรงธรรมทำเสียงให้คนฟังรู้สึกว่า​ตน​กำลังน้อยใจอยู่​ไม่น้อย พลางก้มหน้าก้มตาเดินหนีมาให้ยิ่งไกลกว่าตรง​ที่เดิม

"ก็พี่ธรรม์น่ะ หลายวันก็หายหน้า​ไปเลย​ เจ้าคุณพ่อก็บอกว่า ไหนๆ​ ก็ไหนๆ​ แล้ว​ ให้ฉันอยู่​​กับเหย้าเฝ้า​กับเรือน อย่าให้​ใครมาครหา​ได้ว่า ริกๆ​ มาถึงเรือนชาย"

"พี่​กำลังมุอ่านตำราอยู่​หนักนัก ​ทั้งหมดก็​เพื่ออนาคตของเรายังไรเล่า"

​เขาแกล้งจับแล้ว​เขย่า​ที่ปลายคางของหญิงสาวเบาๆ​

"พี่ธรรม์ไม่​ได้พูดเท็จแน่นะคะ​"

"ก็พี่เคยหลอกแม่อุ่นหรือเปล่าเล่า"

ทรงธรรมวางภาพวาดนั้น​ไว้ทางหนึ่ง​ ​เมื่อเห็นว่าสถานการณ์อารมณ์ของอุ่นเรือนเริ่มคลี่คลาย ก็ชวนกันเดิน​ไปจากตรงนั้น​

ผีสาว​ที่ตามสังเกตการณ์ต่างรู้สึกโล่งอก แสงเพ็งเข้ามาหยิบภาพวาดนั่นขึ้น​พิจารณาอีกครั้ง ​เมื่อยื่นให้คุณแส นางก็รับ​ไปเพ่งดูเหมือนคน​ที่ถูกมนตร์สะกด

เวลาล่วง​ไปจนเย็นย่ำ กระทั่งตอนนี้ทรงธรรมก็ยังไม่กลับมา​ที่เรือนตึก ผีสาวอื่นๆ​ ยังไม่ตื่นจากนิทรา เจ้าหลงก็ไม่รู้​ไปหลบนอนอยู่​​ที่ห้องไหน มี​แต่แสงเพ็ง​กับคุณแส ​ที่นำภาพวาดเหมือนนั้น​มานั่งพิจารณากันอีกครั้ง

"คุณแสเจ้าคะ​ จำ​ได้บ้างไหมว่ามีอะไร​เกิดขึ้น​ ทำไมภาพนี้ถึง​เป็นภาพเหมือนของคุณแส​ไป​ได้"

"ข้าก็ไม่รู้...​"

คนตอบยังมีท่าทางงุนงงสงสัยอยู่​ไม่คลาย

"จำอะไร​ไม่​ได้เลย​...​"

ขณะ​ที่ตอบคำนั้น​ บางภาพ​ที่ฉายปลาบก็ปรากฏขึ้น​อีก

ชายหนุ่มรูปร่างงามคมสัน หน้าตาหน่วยก้านบอกว่า​เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ​กำลังส่งยิ้มหวานละไมมาให้ ขณะ​ที่มือ​กำลังบรรจง​แต่งแต้มรูปริมฝีปากของหญิงสาว

แบบ​ที่วาดนั้น​​คือคุณแส พอ​เขาวาดเสร็จ ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วย​ความพอใจ ยังเรียกให้นางเดินเข้ามาดูใกล้ๆ​

"แม่แส ดูสิ เหมือนแม่แสหรือไม่"

"วาด​ได้สวยมากเลย​เจ้าค่ะ​ ขอบ​พระคุณค่ะ​คุณท่าน"

ภาพในมโน ​คือคุณแสดีใจนักหนา ​พร้อม​กับเขินอายอยู่​มาก ​ที่มีชายหนุ่มผู้มียศศักดิ์ มาวาดรูปเหมือนไว้ให้ ​ทั้งยัง​ได้​ใช้เวลาอยู่​​กับตนเอง​เป็นครึ่งค่อนวัน

"ไม่​เป็นไรหรอกจ้ะ​ ก็พี่น่ะรัก...​"

แล้ว​ก็ขาดคำ​ไปแค่นั้น​ ​เพราะประตูถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างแรง

สตรีผู้หนึ่ง​ผลุนผลันเข้ามา มีบ่าวสองคนตามติด พอเห็นหน้าคนในห้อง ก็ชี้หน้า

"นางแพศยา!...​"

คำนั้น​​ต้องด่าแม่แส​เป็นแน่ คุณแสพลอยรู้สึกปวดแปลบในหัวใจ

"กลับ! เจ้าคุณคะ​ กลับเรือนเราบัดเดี๋ยวนี้!"

เสียงนั้น​เหี้ยมเกรียมเฉียบขาด ในแบบ​ที่​สามารถกดสามีไว้ในอำนาจ​ได้แน่ๆ​

"คุณปราง คุณปรางเข้าใจผิดนะเจ้าคะ​"

แม่แสในมโน พยายามอธิบาย ​แต่คุณปรางผู้​เป็นเอกภริยาของเจ้าคุณเดชาไม่​ได้ฟัง กลับตบฝ่ามือฉาดใหญ่ลงเต็มแก้ม

แม่แสหน้าสะบัด กระนั้น​ก็ยังไม่กล้า​จะตอบโต้

คุณปรางไม่สนใจอะไร​อีก ฉุดกระชากให้เจ้าคุณเดชาเดินตามกลับออก​ไป

ทิ้งให้คน​ที่เหลืออยู่​เดียวดาย ​ต้องทรุดกายลง​กับ​ที่ ก็ตรง​ที่เดิม​กับ​ที่คน​ที่นางรักสุดหัวใจ ​ใช้​เป็น​ที่นั่งวาดรูปนี้ของนางนั่นละ แม่แสพิจารณาภาพนั้น​อย่างเศร้าสร้อย บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่า ​ถ้าผิด​ที่คิด​จะรัก​กับเจ้าคุณเดชา...​ ก็ควร​จะบอกกล่าวห้ามปราม ไม่ใช่หุนหันมา​เป็นพายุ แล้ว​ก็หายกลับ​ไปเหมือนไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​

​ถ้ามีลมหายใจคุณแสคงถอนหายใจยาว ภาพวาดตรงหน้า​ที่ใหม่เอี่ยมอยู่​ในสายตา ค่อยกลับหม่นหมองลงด้วย​ความเก่าแก่ ​เพราะห้วง​ความคิดของนางค่อยๆ​ กลับมาสู่ปัจจุบัน

"คุณแสเจ้าคะ​ มันเกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่"

สิ้นเสียงถามของแสงเพ็ง น้ำตาของคุณแสก็ร่วงพรู ​ทั้งอับอาย​ทั้งเจ็บช้ำ ​ทั้งเคียดแค้น​ทั้งหมองหม่น ระคนปนเปกัน​ไปหมด

"ไม่มีอะไร​หรอกแม่แสง เหมือนข้านึกเรื่อง​อะไร​เก่าๆ​ ​ได้นิดหน่อย​น่ะ"

คุณแสพยายามทำน้ำเสียงให้เข้มแข็ง ปาดเช็ดน้ำตาออกจากสองข้างแก้ม

"แล้ว​คุณแสนึกอะไร​​ได้...​"

"ก็...​ ก็ไม่รู้...​ ข้าไม่แน่ใจ เหมือนนึก​ได้แค่...​ เล็กน้อยเท่านั้น​"

คุณแสไม่กล้าบอกหรอกว่านึกเห็นภาพใดอยู่​ในหัว ขณะ​ที่ในหัวใจก็ยังสะทกสะเทือนอยู่​ไม่รู้แล้ว​

"พอ พอ​จะคิดทบทวนต่อ​ไป ก็ปวดหัวมากเหลือเกิน"

"อย่างนั้น​ก็อย่าเพิ่งคิดอะไร​เลย​เจ้าค่ะ​"

แสงเพ็งแตะแขนของคุณแสเบาๆ​ ​แม้​จะไม่มีเลือดมีเนื้อ ​แต่คุณแสก็รับรู้​ได้ถึง​ความห่วงใย​ที่ผีสาวส่งมาให้

"ข้าดีขึ้น​แล้ว​ละแม่แสง ไม่เห็นไรแล้ว​ละ"

"ดีขึ้น​ก็ดีแล้ว​ละเจ้าค่ะ​ ​แต่นี่...​ดึกป่านนี้แล้ว​ ทำไมพี่ธรรม์ยังไม่กลับมา"

อยู่​ๆ​ แสงเพ็งก็เปลี่ยนเรื่อง​

"ไหนเคยบอกว่า​จะมาทุกคืน เล่นบ้างเรียนบ้าง อยู่​ๆ​ มาหาย​ไปอย่างนี้ น่าโมโหนะเจ้าคะ​"

​พร้อม​กับ​ที่พูด อาการแง่งอน​ที่แสดงออกมา​โดยไม่รู้ตัว ก็ทำให้คุณแสกลับมากังวล​กับเรื่อง​ของแสงเพ็งมากกว่าของตนเอง

"แม่แสง แม่แสงคิดถึงคุณทรงธรรมใช่หรือไม่"

คุณแสถามจริงจัง จนทำให้ผีสาวเริ่มรู้สึกตัวว่า สิ่ง​ที่พูดจา​และแสดงออกอยู่​​เมื่อครู่ คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก

เธอก็เลือก​ที่​จะไม่ตอบคำถาม ทำให้คุณแส​ต้องลุกขึ้น​มาจับเธอไว้นิ่งๆ​ ประสานสายตาตรงๆ​ ​พร้อม​กับเอ่ยคำ

"แสงเพ็ง ​เมื่อกี้ก็เห็นแล้ว​ว่า ในสายตาของทรงธรรมมี​แต่แม่อุ่นนั่นเพียงคนเดียว"

ผีสาวหน้าเสีย ​และในนาที​ต่อมาก็เปลี่ยน​เป็นระคนเศร้า

"แม่แสงก็รู้ เดิม​ที่แม่แสง​กับทรงธรรมไม่เคยพบปะ เรียก​ได้ว่าอยู่​คนละภพภูมิอย่างสิ้นเชิง แล้ว​อย่างนี้​จะลงเอยกัน​ไป​ได้ยังไร"

ประโยคท้ายทำให้แสงเพ็ง​ต้องรีบค้าน

"ไม่ใช่นะเจ้าคะ​ พี่ธรรม์​เขาอยู่​​กับเรา​ที่นี่ ก็ดู​เขามี​ความสุขดี...​"

"แม่แสง...​ ​ถ้าแม่แสง​เป็นแบบนี้ ฝ่ายเราเอง​ที่​จะมี​แต่​ความเจ็บปวด"

คุณแสกล่าว​กับผีสาวต่อ​ไป อย่างคน​ที่เข้าใจ​ความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม​เป็นอันดี

"คุณแสเจ้าขา คุณแสก็อย่าคิดอย่างนั้น​สิคะ​ ดีฉันว่าผู้ชายไม่​ได้​เป็นอย่างนั้น​ทุกคนหรอก"

แสงเพ็งก็พอ​จะเดาเรื่อง​ราว​แต่หนหลังของคุณแส​ได้ จึงพยายามโน้มน้าว

คุณแสจึงถึงแก่อับจนถ้อยคำ ไม่รู้​จะตักเตือนอย่างไร ถึง​จะทำให้แสงเพ็งเข้าใจ​ได้ว่า​ที่แท้แล้ว​

"​ความรักนั้น​​คือ​ความทุกข์"




​ที่ทรงธรรมหายหน้า​ไปในคืนนี้ ก็​เพราะมีอัน​ที่​จะ​ต้องติด​ไป​กับอุ่นเรือน

​เป็นงานสังสรรค์​ที่ถูกจัดแจงนัดหมายขึ้น​ ​โดยบ่าวจากบ้านเจ้าคุณอเนกคุณากร ส่งหนังสือเชิญ ให้​ไปพบกัน​ที่ร้านหรูหราแถวย่านถนนเฟื่องนคร ​ทั้งนี้ก็​เป็นอุ่นเรือน​ที่​เป็นคนจัดแจงสั่งการ

"การสอบบรรจุอะไร​ๆ​ สมัยนี้น่ะ มันอยู่​​ที่เส้นสาย ไม่​ได้อยู่​​ที่​ความรู้หรอก"

มิตรผู้หนึ่ง​ของทรงธรรมเอ่ยขึ้น​กลางวงสนทนา อันมีสุรายาเมาครบถ้วน วางเรียงรายให้เลือกลองลิ้มชิมรสอยู่​เต็มโต๊ะ

"คนเรา ​ต้องเชื่อมั่นในวิชาการ​ความรู้ คน​ใช้เส้นสาย ต่อให้ผ่านเข้า​ไป​ได้ ก็ใช่ว่า​จะเจริญในหน้า​ที่การงานทุกคน​ไป ​โดยเฉพาะพวกเรา อุตส่าห์พากเพียรเขียนอ่าน ​ความรู้สรรพวิชาของชาวยุโรป ก็รู้ถี่ถ้วนไม่อาย​ใคร"

ทรงธรรมกล่าวแก้ หลายวันมานี้​เขาเหมือนคิดอะไร​กระจ่างแจ้ง​ได้หลายอย่าง

"ทำไมน้ำเสียงของเอ็งไม่เหมือน​เมื่อก่อนเล่าไอ้ธรรม์ ไม่เจอกันไม่กี่วัน เปลี่ยน​ไปขนาดนี้ หรือว่า...​ หรือว่า​ไปโดนผีสิงเข้าแล้ว​"

อีกคนพูดขึ้น​บ้าง ข่าวเรื่อง​​ที่​เขา​ไปอาศัยในบ้านผีสิงเรือนตึกนั่น ย่อมรู้กันแพร่หลายในหมู่​เพื่อนเรียนร่วมรุ่น

​กับคำถามนี้ ทรงธรรมเองก็ทำหน้าไม่ถูก ดีว่า​เพื่อนอีกคนช่วยขัดขึ้น​เสียก่อน

"พี่ธรรม์​ไปเจอผี​ที่ไหนเล่า...​"

คนนี้ถือ​เป็นรุ่นน้อง จึงเรียนทรงธรรมแบบยกย่องกว่า​ใครอื่น

"...​โน่นสิ ​เพราะ​ไปเจอโน่น"

คนพูดพยักเพยิด​ไปอีกโต๊ะหนึ่ง​ ชวนให้ทุกคนในวงเหล้าพากันมองตาม

"​เพราะ​ไป​ได้พักพิง​กับตระกูลขุนนางผู้ใหญ่ พี่ธรรม์​เขาถึงดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน​กับเรื่อง​นี้สักเท่าไร ไม่เหมือนพวกเราๆ​...​"

เรื่อง​เดิม​ที่ทุกคนรู้ว่าอุ่นเรือน​เป็นสตรีตั้งแต่แรกนั้น​ ​เป็นอันว่ายกไว้ไม่​ต้อง​เอามาพูด ​เพราะการ​ได้คบหา​กับอุ่นเรือน มี​แต่​จะพากัน​ได้​กับ​ได้ ดูอย่างวันนี้​เป็นต้น ​ใครก็​ต้องนึกออก ว่า​เป็นฝีมือการจัดการของธิดาเจ้าคุณอเนกคุณากร

"เอ็งพูดอย่างนั้น​ก็ไม่ถูก"

ทรงธรรมรีบแก้ต่างให้ตัวเอง

"ข้ามี​ที่พึ่งตรงไหนกันเล่า"

"อย่ามาทำเฉไฉเลย​น่า ​ที่พึ่งของพี่ธรรม์ก็นั่นยังไรเล่า"

พอทรงธรรมปฏิเสธ เจ้าหนุ่มรุ่นน้องเลย​ชี้​เอาตรงๆ​

อีกโต๊ะ​เป็นอุ่นเรือน​ที่ตอนนี้​แต่ง​เป็นเพศชาย ​กำลังคุยอยู่​​กับ​เพื่อนฝูงอย่างออกรส

​เมื่อเห็นสายตาหมิ่นแคลนของบรรดา​เพื่อนๆ​ ร่วมวง ตอน​ที่หันกลับมา​จะคุยกันอีกครั้ง ทรงธรรมเลย​มีอันทนนั่งเฉยอยู่​ไม่​ได้ ​ต้องลุก​ไปทางอุ่นเรือน แล้ว​สะกิดเรียกให้มาคุยกันสักนิด

"แม่อุ่น...​ เอ่อ...​ ไอ้อุ่น เอ็ง​ไปป่าวประกาศหรือว่าพี่...​ เอ่อ...​ ข้ามีเส้นสาย"

​เขา​ใช้คำเรียกคำแทนไม่ค่อย​จะถูก ​เพราะชิน​กับอุ่นเรือนในเพศสตรีแล้ว​มากกว่า

​กับคำถามนี้ไอ้อุ่นหรืออุ่นเรือน ไม่​ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน​แต่ประการใด

"ก็จริงนี่นา เจ้าคุณพ่อของข้าน่ะไม่ธรรมดา แค่ท่านเอ่ยปาก ไม่ว่า​ใครๆ​ ก็​ต้องยินยอม​ทั้งนั้น​ละ พอสอบผ่านของ​ที่โบสถ์แล้ว​ อยาก​จะเข้ากรมกองไหน พี่ธรรม์ก็​ไปลงชื่อไว้แค่นั้น​ ​ที่เหลือเจ้าคุณพ่อคง​จะจัดการให้เอง"

"อย่างนั้น​มัน​จะดีหรือ"

​เขาถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

"แล้ว​มัน​จะไม่ดีตรงไหน ​ที่มานั่งกินนั่งดื่มกันอยู่​นี้ ก็หวัง​จะ​เอา​ไปบอกกัน​ทั้งนั้น​ ว่าเจ้าคุณอเนกเคยเชิญมากินเลี้ยง"

พูดจบก็​พอดี​ที่มี​เพื่อนอีกโต๊ะเรียกให้อุ่นเรือนเข้า​ไปคุยด้วยเสียก่อน ทรงธรรมเลย​ไม่มีโอกาส​ได้พูดจาอะไร​ด้วยอีก




ขณะ​ที่ยังเฝ้ารอการกลับมาของทรงธรรม แสงเพ็งก็​ใช้เวลานั้น​จัดเก็บตำรับตำราของ​เขาให้​เป็นระเบียบ ไม่​ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือ​เมื่อยล้า ​ที่จริงกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ ​ที่​ได้ทำอะไร​ๆ​ ให้​กับชายหนุ่ม

​ระหว่างบรรจงเช็ดคราบหมึกออกจากปลายปากกาคอแร้ง ใจเธอก็นึก​ไปถึงภาพวันเก่าๆ​ ​ที่เคยมีร่วม​กับทรงธรรม ​แต่ละภาพนั้น​ นึกขึ้น​มาครั้งไร ก็มี​ความสุขขึ้น​มา​เมื่อนั้น​

อย่างในครั้งแรก​ที่ออก​ไปด้วยกันนั่น ​เพราะเจ้าเต่ามึนงงตัวนั้น​ ​ที่ทำให้​ได้เห็นว่า​เขาก็​เป็นห่วง​เป็นใยเธอไม่น้อย

แสงเพ็งเผลอยกมือข้าง​ที่เคยเจ็บร้อน​เพราะแสง​พระอาทิตย์ ​ที่ทรงธรรมเคยประคองขึ้น​มาเป่าปลอบ ขึ้น​มาแนบ​กับแก้ม รู้สึกราว​กับว่าลมหมายใจอุ่นๆ​ นั้น​ ยังอวลอยู่​ไม่รู้คลาย

ยังวัน​ที่พา​ไปดูพลุวัดสังเวชนั่นก็อีก ​ได้ยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะหัว​ใคร่กันอย่างสนุกสนาน จนคล้าย​กับว่าวันคืนนั้น​ ​จะ​เป็นนิรันดร์กาลแห่ง​ความสุข​ความสมหวัง ​ได้เต้น​ได้รำ ​ได้ร้อง​ได้บันเทิง ​ได้รื่นเริงหัวใจอยู่​ด้วยกันตั้งครึ่งคืนค่อนคืน

คิด​ไปนึก​ไป แสงเพ็งก็อมยิ้ม​ไป ในหัวใจไม่เคยรู้สึก​เป็นสุขอะไร​เหมือนอย่างนี้เลย​

"แม่แสง...​"

เสียงเรียกทำให้ผีสาวหันกลับมา​ทั้ง​ที่ยังอมยิ้ม

"...​ทำไมยังอยู่​ตรงนี้เล่า"

​เพราะ​เป็นเวลาค่อนดึก​ไปแล้ว​ ทำให้ทรงธรรมถามออก​ไปดังนั้น​

"ฉันก็รอพี่อยู่​ยังไรเล่า ​ที่จริงพวกพี่ๆ​ ​เขาก็รอพี่ธรรม์อยู่​เหมือนกัน"

​จะชื่นใจอะไร​เท่า​กับการเห็นว่า ใน​ที่สุด​เขาก็กลับมาจน​ได้

"เผอิญพี่มีธุระน่ะ อุ่นเรือน​เขา...​ เอิ่มม์!...​"

พอเอ่ยชื่ออุ่นเรือนออกมา ​เขาก็มีอันไม่รู้​จะต่อถ้อยคำของตนเองออก​ไปอย่างไร ​เพราะยังไม่พอใจอยู่​นัก ​ที่หล่อน​ไปป่าวประกาศว่า​จะ​ใช้เส้นสายให้​เขา​ได้งานราชการ ถึง​กับทะเลาะมีปากมีเสียงกันใหญ่โตทีเดียว ก่อน​ที่​เขา​จะขอแยกตัวกลับมาตามลำพัง

"ช่างเถอะ! ถึงบอก​ไป แม่แสงก็ไม่เข้าใจ"

พูดจบก็หันกลับ ไม่อยากให้ผีสาวเห็นว่า​เขายุ่งยากใจถึงเพียงไหน

แสงเพ็งนิ่งอยู่​อีก​เป็นครู่ สิ่ง​ที่คุณแสเคยบอกกลับมาดังอยู่​ในหัว ​ที่ว่าในใจของชายหนุ่ม มี​แต่อุ่นเรือนเพียงคนเดียว ท่าทางคำพูดนั้น​คงไม่ไกลเกิน​ความ​เป็นจริง

ทรงธรรม​ไปนั่งลงบนเก้าอี้นั่งเล่น รินน้ำดื่มดับกระหาย​และ​ความระอุร้อน​ที่กลุ้มอยู่​ในอก แสงเพ็งค่อยตามมายืนใกล้ มองหน้า​เขาตรงๆ​ แล้ว​ก็ถามขึ้น​เบาๆ​

"พี่ธรรม์คะ​ ใจจริงของพี่ธรรม์คงมี​แต่คุณอุ่นเรือนคนเดียวกระมัง"

คำถามนั้น​ทำให้น้ำ​ที่​กำลังดื่ม เหมือนกลาย​เป็นก้อนอะไร​แข็งๆ​ ​ที่กล้ำกลืนลงคอ​ได้ยากเย็น

"แม่แสง ทำไมแม่แสงถามพี่อย่างนั้น​เล่า"

ทรงธรรมเงยหน้าขึ้น​ถามกลับ ประสานสายตา​กับเธอ​โดยไม่​ได้ตั้งใจ

แสงเพ็ง​เป็นฝ่ายหลบสายตา คราวนี้ไม่ใช่​เพราะ​ความระคางเขิน ​แต่​เป็น​เพราะกลัวว่า เธอ​จะเห็นเงาของอุ่นเรือนอยู่​ในหน่วยตาคมสวยนั่นต่างหาก

"ก็...​ ​เพราะว่าฉันคิดว่าคุณอุ่นเรือนมี​ความสำคัญ​กับ​ความรู้สึกของพี่มาก ไม่ว่าพี่ธรรม์​จะดีใจหรือเศร้าใจ ก็ล้วน​เป็น​เพราะคุณอุ่นเรือน...​"

พอถึงประโยคสุดท้าย แสงเพ็งก็ทำใจ​ได้กล้าพอ​จะมอง​เขาตรงๆ​

"...​แล้ว​พี่ธรรม์รู้หรือเปล่าว่า ยังมีคนอื่น​ที่​เป็นห่วงพี่ธรรม์เหมือนกัน"

ต่างฝ่ายต่างนิ่งกัน​ไปอีกนิดหนึ่ง​ ก่อน​ที่ทรงธรรม​จะเอ่ยขึ้น​

"พี่ก็​ต้องรู้ซี"

คำตอบนี้ทำให้แสงเพ็งยิ้มชื่น ดีใจเหลือเกิน​ที่​เขาพอ​จะรับ​ความรู้สึกของเธอ​ได้บ้าง

ทรงธรรมเลื่อนเก้าอี้ให้แสงเพ็งนั่งลง ก่อน​จะพูดต่อ​ไปว่า

"​ที่จริงพี่ก็นึกไม่ถึง ว่าคน​กับผี​จะอยู่​ด้วยกัน​ได้...​ แม่แสงวางใจเถิดนะ พี่​จะหาทางช่วยให้แม่แสง​ไปเกิดให้​ได้"

คำท้ายทำให้แสงเพ็งทำสีหน้าไม่ถูก ​ที่หลงเพลิดเพลิน​กับ​ความรู้สึกอันอบอุ่นอยู่​ตั้งนาน ​ที่แท้​เขากลับคิดอยู่​เพียงแค่เรื่อง​นั้น​

"​แต่...​ ​แต่​ไปเกิดหรือไม่ มันไม่สำคัญสำหรับดีฉันหรอกนะคะ​พี่ธรรม์...​"

แสงเพ็งรีบอธิบายเจตนาของตัวเอง

"...​คน​กับผี​จะอยู่​ด้วยกันไม่​ได้จริงๆ​ หรือคะ​...​ ​ที่จริงพวกเราก็...​"

"พี่รู้ว่าแม่แสง​ต้องลำบากมาก​ที่อยู่​อย่างนี้ ดังนั้น​แม่แสงวางใจ​ได้เลย​ พี่​จะช่วยอย่างเต็ม​ที่"

ทรงธรรมขัดคำขึ้น​ ​โดย​ที่แสงเพ็งเดาไม่ออกเลย​ว่า ในตอนนี้ชายหนุ่มตรงหน้า​กำลังคิดอะไร​อยู่​กันแน่

"​แต่ว่า...​ ตอนนี้พี่เหนื่อยมาก อยาก​จะนอนพัก"

อาจ​เป็น​เพราะเรื่อง​ราว​ที่อุ่นเรือนสร้างให้ร้อนใจ ​เอาไว้ตั้งแต่​เมื่อหัวค่ำก็​เป็น​ได้ ทำให้ทรงธรรมไม่สบายใจเลย​​ที่​จะคุย​กับ​ใครๆ​

แสงเพ็งยังนั่งนิ่ง รู้สึกหดหู่​และหม่นหมอง พยายามเหลือเกิน​ที่​จะทำ​ความเข้าใจว่า เหตุไร​เขาจึงไม่ยอมรับรู้​ความรู้สึก ​ที่เธอมีต่อ​เขา​เอาเสียเลย​

"แม่แสง...​"

จนทรงธรรม​ต้องเรียกซ้ำ แสงเพ็งถึง​ได้ขยับตัว

​เขาเหมือน​จะเห็นรอยน้ำตาจางๆ​ อยู่​ในดวงตาหวานละมุน ​แต่​ความเคร่งเครียด​กับ​ความคิดอ่านของตัวเอง ยังมีอิทธิพลอยู่​มาก จึง​ได้​แต่ถามเรียบๆ​

"แม่แสง ​เป็นอะไร​หรือเปล่า"

น้ำตาหยาดหนึ่ง​ผล็อยหยดลงมา แล้ว​มลายหาย​เป็นหมอกควัน ดวงหน้าของผีสาวหม่นหมองลงจนเห็น​ได้ชัด

"เข้าใจแล้ว​ ดีฉัน​ได้ยินแล้ว​ พี่ธรรม์พักผ่อนเถิดค่ะ​"

แล้ว​เธอก็ค่อยลุกจากมา ​โดย​ที่ทรงธรรมไม่มีท่าทางว่า​จะขยับลุกขึ้น​ส่ง ​เขายังนั่งจมอยู่​​กับ​ความคิดของตนเองอยู่​อย่างนั้น​ กระทั่ง​แม้​จะหันกลับมามอง ส่งให้เธอกลับออกมาด้วยสายตาก็ยังไม่ทำ

แสงเพ็ง​ได้​แต่เสียใจนัก ​ที่​ความรู้สึกอย่าง​ที่น่า​จะเรียก​ได้ว่า​ความรัก ​จะ​ต้องมาลงเอย​ไปเช่นนี้


***********************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3435 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๑๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น