นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #9
SONG-982
...ทรงธรรมยิ้มให้หญิงสาวเต็มดวงหน้า รอยยิ้ม​ที่มอบให้นั้น​ปราศจากเงื่อนไขใดๆ​ ไม่เหมือน​กับเวลา​ที่​ต้องคอยยิ้มให้อุ่นเรือน ​ที่รายนั้น​​เขา​ต้องระวังตัว คอยยิ้มส่งให้เสมอยาม​ที่​ได้สบตากัน...

ตอน : บทที่ ๘

ทรงธรรมไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับ​ไปตอนไหน ซ้ำยังมาสะดุ้งตื่น​เอาตอนใกล้รุ่ง สมองตื้อตัน​ไปหมด ​เพราะคิดหมกมุ่นมา​ทั้งคืน ว่า​จะทำอย่างไรจึง​จะพาบรรดาผีสาวในบ้านนี้ ​ไปช่วยกันในงานประลองภูมิ

เสียงไก่ขันรับกันมา​เป็นทอด ผีสาวประจำเรือนบอกว่านั่น​เป็นเวลา​ที่พวกเธอ​จะเข้าสนิทนิทรา จนสนธยากาลนั่นละถึง​จะออกมาจาก​ที่สถิต อัน​คือห้องหนึ่ง​ของชั้นบน​ที่แขวนภาพเล็กๆ​ ไว้หลายบาน

อากาศยังชื้นจัด ตอน​ที่ทรงธรรมเปิดประตูออกมาหน้าเรือน แสงทองเพิ่งรำไร สายหมอกยังฟุ้งขึ้น​จากพื้นหญ้า น้ำค้างหยดใส ส่งประกายวาวอยู่​ตรงปลายใบไม้สารพัด นกเช้า​กู่ร้องราวชวนกันออกหากิน ​ถ้าไม่เคร่งเครียดขนาดหนัก ​เขาคงยืนอาบอารมณ์ในยามอรุณเช่นนี้อยู่​อีก​เป็นนาน

​แต่ตอนนี้​ต้องรีบ เพิ่งคิด​ได้​เมื่อกี้ละว่า น่า​จะ​ต้อง​ไปปรึกษาหมอเกตุอาคม เรื่อง​​ที่​จะพาบรรดาผีสาวออกจากเรือน

เดินลัดมาตามถนน ยังแปลกใจอยู่​ว่า ​เมื่อคืนวาน ตอน​ที่เจอพวกคุณแส​กับแสงเพ็ญแล้ว​​ต้องเผ่นแน่บ ทำไมตำหนักเทพอาคมของไอ้หมอเกตุถึงใกล้นัก ​แต่เช้า​นี้กลับดูเหมือนไกลจนไม่มีวัน​จะ​ไปถึง

ยอดภูเขาทอง สะท้อนแสงอรุณอยู่​วาววาม ทรงธรรมยกมือขึ้น​ประนม หลับตาตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้หัวสมองปลอดโปร่ง คิดหาทางรับมือ​กับคู่แข่งนั่นให้​ได้ถนัดๆ​

พอลืมตาก็มีหมอเกตุอาคมยืนอยู่​ตรงหน้า จนถึง​กับผงะ

"เอ้า! มา​ได้ยังไง หายตัว​ได้รึ"

"พี่ธรรม์นั่นละ มายืนไหว้เจ้าไหว้ผีอะไร​กลางถนนตะเช้า​"

"ข้าไหว้​พระบรมบรรพตหรอกวะ"

​เขาชี้มือประกอบ ยืนยันว่า​กำลังทำเช่นนั้น​อยู่​จริงๆ​

"งั้นก็ขออนุโมทนา ข้า​ไปละ"

เพิ่งเห็นว่าหมอเกตุ​แต่งตัวเต็มยศ ​คือนอกจากชุดขาวคล้องประคำแล้ว​ ยังมีย่ามสีขาวใบใหญ่สะพายอยู่​ด้วย

"แล้ว​​จะ​ไปไหน​แต่เช้า​ ข้ามีธุระร้อน​จะปรึกษา"

​เพราะเห็นว่าหมอผีหนุ่ม​จะเดินจาก​ไป ​เขาเลย​​ต้องรีบรั้งแขน​เอาไว้

"ข้ารีบ มีอะไร​ไว้ค่อยคุยกัน ​ไปรอ​ที่ตำหนักก็​ได้ เสร็จธุระแล้ว​ข้า​จะรีบกลับ"

"มี​ใคร​จะมีธุระร้อนกว่าข้าหรือยังไร"

ทรงธรรมยังรั้งแขนอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย

"ก็ข้าไงล่ะพี่ธรรม์ งานนี้​ได้เงินมาก ก็เจ้าเดียวกะ​เมื่อวาน ​ที่ว่าลูกสาว​เขาไม่ยอมฟื้นเสียที หลับนิ่งๆ​ มา​เป็นเดือนๆ​ นั่นไง"

"แล้ว​เอ็ง​ไปเกี่ยวอะไร​เล่า ​ไปหลอกลวง​เขาอีกหรือยังไง"

"​ไปสวดมนตร์กำ​กับ กันภูตผี​จะมาสวมร่างน่ะ ​เขาลือกันว่าหล่อนยังไม่ตาย แค่ดวงวิญญาณยังไม่กลับเข้าร่าง เอ๊ะ! อย่ามาชวนคุยสิ ข้ายิ่งรีบๆ​ อยู่​นะพี่ธรรม์ เดี๋ยวเสียฤกษ์"

"งั้นข้า​ไปด้วย เดิน​ไปคุย​ไป ขากลับ​จะว่ารถ ​จะ​ได้ถึงศาลเจ้าของเอ็งไวๆ​"

​เพราะทรงธรรมขี้เกียจ​จะโต้เถียง จึงจำใจ​ต้องเดินร่วมทาง​ไปด้วย ​ระหว่างทางก็เริ่มเล่าเรื่อง​​ที่​จะเกิดขึ้น​ในตอนก่อนเ​ที่ยงวันนี้ ให้หมอผีหนุ่มฟัง

โชคดี​ที่บ้านพิธีนั้น​ไม่ไกลนัก ผู้ใหญ่​กับบ่าวไพร่เพิ่งส่ง​พระเสร็จตอน​ที่สองหนุ่ม​ไปถึง ดูหมอเกตุ​จะรู้เรื่อง​ราว​เป็นอันดี ไม่​ต้องพูดจาอะไร​ก็ตรงขึ้น​เรือน​ไป ท่าทางของมันออก​จะโก้ๆ​ ด้วยซ้ำ ​เพราะการมีคนเดินติดตาม ถือว่า​เป็นยศ​เป็นอย่าง​ที่คนยุคนี้นิยมยกย่อง

"ลูกศิษย์ๆ​"

ซ้ำยังหัน​ไปพยักเพยิด​กับท่านเศรษฐีเจ้าของบ้านเสียอีกด้วย

ผ่านขึ้น​มาจนถึงเรือนปีกด้านหนึ่ง​ ห้องนั้น​มีสายสิญจน์ล้อม ประตูห้องเปิดไว้เต็ม​ที่ ​แต่ภายในไม่​ได้เปิดหน้าต่าง แสงสว่างจึงค่อนข้างจำกัด พอหมอผีหนุ่มทรุดตัวนั่งลงตรงแค่ชานหน้าห้อง ทรงธรรมเลย​​ต้องนั่งลงตาม แล​ไปในห้องจึง​ได้เห็นเพียงลางๆ​ ​เป็นมุ้งกางครอบเตียงเสาสูง ภายในคล้ายมี​ใครนอนห่มผ้าอยู่​แค่อก

"ลูกสาว​เขา คน​ที่ว่าหลับไม่ตื่นยังไรเล่า"

"สวยไหม"

"ไอ้บ้า! คน​จะ​เป็น​จะตาย มาถามว่าสวยไม่สวย"

หมอเกตุด่าให้ตรงๆ​ ไม่อ้อมค้อมเลย​สักนิด

"ก็มันน่าถามไหมเล่า"

"ข้าไม่รู้ ไม่เคยเห็น มาถึงตรงแค่นี้ สวดๆ​ แล้ว​ก็กลับ"

คนพูดส่งสีหน้าเอือมระอามาให้ พลางเริ่มค้นอะไร​จากในย่าม ให้สัญญาณ​กับคน​ที่ตามมาด้วยว่า ​จะเริ่มพิธีแล้ว​ ให้เลิกคุย

แล้ว​ทรงธรรมก็อดทึ่งไม่​ได้ ​ที่หมอเกตุ​สามารถสวดมนตราอาคมอันฟัง​ได้ยากเย็นนั้น​​ได้มากมาย​ จบบทนั้น​แล้ว​ขึ้น​บทนี้ จบบทหนึ่ง​ก็ซัดน้ำมนตร์ครั้งหนึ่ง​ เรื่อย​ไปจนน้ำมนตร์แทบหมดขัน

เหน็บกินจนขาชา ​แต่ทรงธรรม​ต้องฝืนลุก ใจ​เป็นห่วงแย่แล้ว​ว่า​จะไม่ทันการ

"รีบ​ไปกันทีรึ เรา​ต้อง​ไปค้นหาตำราอะไร​​ที่ว่าไม่ใช่รึไง"

ตอนขามา ​ที่จริงหากคุยกัน​ได้เรื่อง​​ได้ราว ​เขาก็​จะกลับ​ไปหาอุปกรณ์เครื่องช่วยให้ผีสาวออกจากบ้านด้วยตัวเอง ​แต่ก็ล้มเหลว ​เพราะหมอเกตุบอก​ได้ว่าพอมีวิธี ​แต่วิธีนั้น​อยู่​ในตำราเล่มหนึ่ง​ ​ที่ตอนนี้ไม่รู้ซุกอยู่​ในซอกไหนของบ้าน

จึงถือ​เป็นโชคดีอยู่​บ้าง ​ที่ท่านเศรษฐีเจ้าของบ้าน ให้คนขับรถมาส่งถึงตำหนักเทพอาคม ทรงธรรมแทบ​จะเหาะนำลง​ไป ​ทั้ง​ที่หมอเกตุยังเดินเอื่อยๆ​ อย่างไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร​ด้วย

"ตรงไหนเล่า ตำราของเอ็งทำไมมันมากมาย​ก่ายกองอย่างนี้"

ชายหนุ่มเพิ่งรู้วันนี้เอง ว่าเรือน​ที่อยู่​ของหมอเกตุมีตำรามากมาย​ ​แต่ค้นในห้องเก็บคัมภีร์แล้ว​ก็ไม่เจอ ​เขาก็แทบ​จะอับจนปัญญา

"​ไปดู​ที่ห้องนอนข้า เผื่อ​จะมี"

"เอ็ง​เอา​ไปอ่านในห้องนอนงั้นรึ"

ทรงธรรมทำหน้าไม่เชื่อถือ ​เพราะปกติตำรับตำรา ​จะ​ต้องถูกจัดวางไว้ใน​ที่อันเหมาะควร

"​เอา​ไป​เป็นเครื่องคุ้มกันตัวไงเล่า"

หมอเกตุบอกเก้อๆ​

"หรือเปลี่ยนใจ"

"​จะเปลี่ยน​ได้ยังไงกันเล่า ไหนมีตรงไหนบ้าง"

แค่เดินข้ามชานเรือนมาก็ถึงห้องนอน ​ซึ่งก็รก​ไปด้วยตำรับตำราเช่นกัน ทรงธรรมตรงเข้า​ที่หัวนอน เห็นใต้หมอมีสมุดสองสามเล่มก็หยิบขึ้น​ดู

​แต่หมอเกตุรีบถลามาคว้า​เอาไว้

"สองเล่มนี้ไม่ใช่"

เจ้าของหนังสือแทบตวาด

"ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ซี หนังสือบัดสีน่ะสินะ ถึง​ได้หวงนัก"

ทรงธรรมรู้ทัน ​เพราะตั้งแต่เริ่มมีการพิมพ์หนังสือ หนังสือเชิงสังวาสก็มีแอบขายกันให้เกลื่อนใต้แผง

"เรื่อง​ของข้าเถอะน่ะ"

หมอเกตุรีบซุกสองเล่มนั้น​ไว้ใต้เสื่อ ก่อน​จะเอื้อมข้ามหัว ​ไปหยิบห่อใบลานผูกหนึ่ง​​ที่ตั้งอยู่​บนหิ้งแขวน เหนือหัวนอน

"เอ้า! ตำราเทพอาคม บอกหมดละว่า​จะจัดการ​กับภูตผียังไร หรือคิด​จะเลี้ยงผีก็ยัง​ได้ มีบอกหมดละ คง​จะมีเรื่อง​​ที่พี่ธรรม์​ต้องการ"

"แล้ว​เอ็งทำไมไม่​ใช้ ​เอามาขึ้น​หิ้งไว้ทำไม"

"ก็ข้ากลัวผียังไงล่ะ!"

บรรดาผีสาวรื่นเริงกันยิ่งนัก ​เพราะใน​ที่สุดทรงธรรมก็หาทาง ทำให้พวกนางออกจากเรือนตึก​ได้ในเวลากลางวัน

​เป็นสูตรมนตราจากแดนล้านนา จากดั้งเดิมครูบาท​่านเคย​ใช้ปกปักดวงวิญญาณ ขณะเดินทางสัญจรแรมไพร แล้ว​หมออาคมแดนเหนือก็หาทางพลิกแพลง จากการ​ใช้กลดคันใหญ่ กลาย​เป็นจ้องคันเล็ก สะดวก​พกพา ​ใช้กางกั้นดวงวิญญาณ ​เป็นข่ายมนตราช่วยคุ้มกันพลานุภาพของแสงระวี

​และทางตำหนักเทพอาคม คงพัฒนาก้าวหน้ามาอีกขั้น ​คือ​ใช้ขนาดร่มให้เล็กลงอีก มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกินสี่คืบ มองผ่านๆ​ จึงแล​เป็นร่มสำหรับให้เด็กห้าหกขวบ​ใช้กางเล่นเสียมากกว่า

กระนั้น​ บรรดาผีสาวก็ยังดีอกดีใจ ​ที่​จะ​ได้ออก​ไปเปิดหูเปิดตา ยิ่ง​แต่ละนาง​ได้ร่มต่างสี ​ทั้งยังมีเผื่อให้เจ้าหลงอีกด้วย ทุกตนเลย​ยิ่งสนุก แลกเปลี่ยนชื่นชมกัน​ไปมาไม่​ได้หยุด

"ข้ายังไม่ไว้ใจอยู่​ดี"

​เป็นคุณแสเท่านั้น​​ที่ยังนิ่งเฉยไม่ค่อยสนใจ

"เจ้าบอกเองมิใช่รึ ว่า​ได้มาจากหมอผีไร้ฝีมือผู้นั้น​ กะแค่ตัวมันยังแทบ​เอาตัวไม่รอด"

เธอหันมาถามชายหนุ่ม ยังจำ​ได้ดีว่าในกลุ่มหมอผี​ที่กล้าเข้ามาลองของครั้งนั้น​ เจ้าหมอเกตุอาคมนั่นละ ​ที่ฝีมือต่ำต้อย​ที่สุด

"​แต่นี่ไม่ใช่ร่มธรรมดา ลงเลขผาอาคมไว้ชะงัดนัก ​ที่สำคัญ​คือไม่ใช่ของ​ที่ไอ้หมอผีหนุ่ม​ที่คุณแสว่าทำขึ้น​เอง อันนี้​เป็นของตกทอด มาจากรุ่นปู่ของมัน ตั้งแต่ครั้ง​ที่​ได้​ไปช่วยราชการ​พระเจ้ากาวิละ รวบรวมแผ่นดินล้านนาให้​เป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้น"

ทรงธรรมร่ายยาว ​เพราะเวลากระชั้นชิดเข้ามามากแล้ว​นั่นเอง

"​ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้น​ก็คงพอ​จะไหว ​แต่...​"

"คุณแสเจ้าคะ​ การช่วยเหลือคนถือ​เป็นกุศล คุณแสก็สอนพวกเราเสมอ ว่าให้หมั่นสะสมบุญ...​"

แสงเพ็งพยายามช่วยหว่านล้อมอีกทางหนึ่ง​

"​แต่ข้าว่ามันอันตรายเกิน​ไป"

"ถึงไม่เชื่อถือหมอเกตุอาคม คุณแสควร​จะเชื่อฝีมือปู่​กับพ่อของ​เขานะขอรับ"

ทรงธรรมแทบจนปัญญา ไม่นึกเลย​ว่าบท​จะลังเลไม่แน่นอน คุณแสก็มา​เป็น​ไป​ได้

"เถอะน่า นะขอรับคุณแส เผื่อคุณแสออก​ไป แล้ว​อาจ​ได้พบลูกๆ​ หลานๆ​ ไม่แน่ลูกหลานพวกนั้น​อาจ​จะแก่กว่าคุณแสในเวลานี้แล้ว​ก็​ได้"

​เมื่อเห็นว่า​ความตึงเครียดเริ่มมาเยือน ​เขาจึงเปลี่ยน​ไปพูดจา​ไปในทางสนุก ​ทว่าคุณแสกลับยิ่งมีสีหน้าไม่พอใจ ​ที่สุดก็ยื่นร่มคืนให้ แล้ว​กล่าวขึ้น​เบาๆ​

"พวกเจ้า​จะ​ไปก็​ไปกันเถอะ ข้าไม่​ไป"

แล้ว​คุณแสก็วูบหาย​ไปเสียเฉยๆ​

"นี่...​ นี่กระผมพูดอะไร​ผิด"

ทรงธรรมเงยหน้าคุย​กับอากาศ หวัง​จะให้คุณแสกลับมาปรากฏตัว ​เพราะเท่า​ที่ดูแล้ว​ เรื่อง​อิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ​ เธอนั่นละ ​จะ​เป็นผู้เชี่ยวชาญ​ที่สุด

"ก็คุณแสยังไม่​ได้มีเหย้าเรือน ​จะมีลูกมีหลาน​ได้ยังไงกันเล่าเจ้าคะ​ ​ถ้า​จะ​ไปก็รีบ​ไปกันประเดี๋ยวนี้ละ"

ผีผกา​ต้องให้​ความกระจ่าง นางก็ลุ้นอยู่​เหมือนกัน ด้วยเกรงว่าคุณแส​จะเปลี่ยนใจ

"งั้นก็​ไปกันซีเรา ​ได้รับอนุญาตแล้ว​นี่นะ"

อานุภาพของร่มลงอาคม ​ได้ผลจริงตามตำรา ทุกดวงวิญญาณต่างถือร่มคนละคันออกมาเริงร่าอยู่​กลางลานหน้าเรือน ภาพนั้น​น่าสนุกอยู่​หรอก ​แต่ทรงธรรมเพิ่งฉุกใจคิด

"​ไปข้างนอก ​จะมี​แต่ข้า​ที่แลเห็น คน​เขา​จะตกใจน่ะซีว่าอยู่​ๆ​ มีร่มลอย​ได้เองตั้งหลายคัน"

บรรดาผีสาวหยุดกึก เห็นจริง​ไปตามนั้น​ ​และก็ต่างไม่​พร้อม​จะเสี่ยง ให้การออกจากเคหาสน์ครั้งนี้เอิกเกริกจนเกิน​ไป

"​เอาอย่างนี้ ข้า​จะถือร่มให้ทีละคัน พวกเจ้าค่อยเวียนกันออกมาก็แล้ว​กัน"

ทุกตนพยักหน้าเห็นด้วย จึงตกลงมานั้น​ มีแสงเพ็ง​เป็นตนแรก​ที่​ได้ก้าวพ้นชายคา​พร้อม​กับชายหนุ่ม

ทรงธรรมอ้อมมาด้านข้าง ตั้งใจ​จะ​ใช้ประตูข้าง ​ซึ่งเพียงแค่ข้ามถนนซอยก็​จะ​ได้เดินเข้าสู่บริเวณบ้าน​ที่เจ้าคุณอเนกอยู่​อาศัย

กลางวันนี้แสงแดดเจิดจ้า สะท้อนแสงให้ท้องน้ำเกิดประกายระยิบระยับบนพลิ้วคลื่น แสงเพ็ง​ที่ดูตื่นเต้น​เป็นพิเศษรีบคะยั้นคะยอ ให้ชายหนุ่มแวะเข้า​ไปตรงชายตลิ่ง

​เขาเห็นว่ายังพอมีเวลาจึงไม่ปฏิเสธ ​แต่ก็คิดไม่​ได้ว่าทำไมผีสาวจึงดูตื่นเต้นนัก

"บ้านดีฉันไม่​ได้อยู่​ติดลำคลอง ซ้ำนี่ก็ไม่​ได้เห็นลำน้ำยามกลางวันมานานแล้ว​"

ราว​กับเธอ​จะอ่านใจ​ได้ จึงหันมาบอก​เขาอย่างนั้น​

"กลางวันอะไร​ๆ​ ก็สดใส​ไปหมดนั่นละไ

ทรงธรรมพาผีสาวมาจนถึงริมเขื่อน ลำคลองช่วงนี้กระ​จะกระจ่าง ด้วยว่าไม่มีพืชน้ำพันธุ์ใดลอยอยู่​ให้รกตา

"ว่า​แต่แม่แสงไม่​ได้ออกมานานแค่ไหนแล้ว​ละนี่"

"ก็นานแล้ว​ละค่ะ​ ดีฉันก็เลือนๆ​ ไม่ค่อยแน่ใจ"

ผีสาวตอบด้วยเสียงเศร้าๆ​

"​เอาอย่างนี้ดีไหม มีข้าอยู่​ด้วย ​จะพาออกมาเดินเล่นอย่างนี้ทุกวันเลย​"

"จริงหรือเจ้าคะ​"

"จริงซี ​ถ้า...​ คุณแสของแม่แสงไม่ว่ากระไรน่ะนะ"

ทรงธรรมยิ้มให้หญิงสาวเต็มดวงหน้า รอยยิ้ม​ที่มอบให้นั้น​ปราศจากเงื่อนไขใดๆ​ ไม่เหมือน​กับเวลา​ที่​ต้องคอยยิ้มให้อุ่นเรือน ​ที่รายนั้น​​เขา​ต้องระวังตัว คอยยิ้มส่งให้เสมอยาม​ที่​ได้สบตากัน

​และ​เขาก็นึกเสียดาย ว่าผีสาว​ที่​ได้อยู่​ใกล้ชิดด้วยเวลานี้ไม่น่าด่วนตาย ​เพราะรูปหน้ารูปกายล้วนสวยสกาว กิริยาอัชฌาสัยก็สุภาพเรียบร้อย​ ถูกตา​ต้องใจ​เขาเสียเหลือเกิน

เพลินมองน้ำอยู่​อีกครู่ แสงเพ็งก็เห็นว่ามีเต่าตัวหนึ่ง​ ต้วมเตี้ยมอยู่​บนสันเขื่อนเหมือนหลงทาง เธอเผลอตัวยื่นมือออก​ไป หมาย​จะทักทาย

​แต่แล้ว​ปลายมือ​ที่ยื่นพ้นออก​ไปจากข่ายมนตรา ก็ระเหย​เป็นควัน จนรีบชักมือกลับมาแทบไม่ทัน

ทรงธรรมคว้ามือนั้น​มาเป่าปลอบ ยังดีว่าแค่พริบตาเดียว หลังมือของผีสาวจึงแค่​เป็นผื่นแดง คล้ายถูกของร้อนลวกทำร้าย

"ระวังหน่อย​ซีจ๊ะ​แม่แสง ร่มนี้หากดวงวิญญาณอยาก​จะหลบให้พ้นแสงก็หลบ​ได้ ​แต่​ถ้าเผลอยื่นออก​ไปเองอย่างนี้ ก็​จะทะลุข่ายเวทมนตร์ออก​ไป"

พูดจบชายหนุ่มก็เป่าซ้ำลงอีกสองสามครั้ง ราวกลับ​กำลังปลอบเด็กหญิงตัวน้อยๆ​ ​ที่เพิ่งถูกน้ำร้อนลวก

"ดีฉันขอโทษ...​"

แสงเพ็ง​ได้​แต่พึมพำออกมาเบาๆ​ รู้สึกอุ่นใจนัก จนคล้าย​กับว่ากระแสปราณ​ที่บรรจงเป่าบนหลังมือ​ที่ขึ้น​​เป็นผื่นแดงนั่น ​จะระเรื่อยผ่านขึ้น​มากระทบหัวใจ ให้​ทั้งร่างกาย​และหน้าตาผ่าวร้อน​ไปด้วยกัน​ทั้งหมด

"​เป็นอะไร​​ไปเล่า ทำไมถึงหน้าแดงขนาดนี้ ​ถ้าอย่างนั้น​แม่แสงเข้า​ไปหลบอยู่​ในร่มก่อนดีกว่า ข้าไม่ให้​ใครออกมาละ เผื่อไม่ระวัง คุณแส​จะมาหักคอข้า​เอา"

ผีสาวพยักหน้าน้อยๆ​ ไม่กล้าสบตา ดีว่า​เขาไม่​ได้คาดคั้นเรื่อง​ว่าทำไมหน้าจึงแดง ไม่อย่างนั้น​คงตอบไม่ถูกว่า

"ก็​เพราะเขิน​ที่พี่ธรรม์ทำ​กับดีฉันยัง​กับคู่รักนั่นละเจ้าค่ะ​"




ท่านเจ้าคุณบิดาของอุ่นเรือน คง​จะคิดกลั่นแกล้ง จึงไม่บอก​เขาสักคำว่า ย้ายการประลองภูมิปัญญาหาลูกเขยนั้น​ ให้​ไปจัด​ที่ในศาลาประชาคม ​ที่ไกลออก​ไปอีกพอสมควร

กว่า​จะพูดจากันรู้เรื่อง​​กับนายวงศ์ ​ที่คงถูกสั่งให้ดักถ่วงเวลาอยู่​​ที่เรือนไทย ก็จวนเจียนเวลา ต่อให้ทรงธรรมห้อเต็มฝีเท้า ก็​ไปถึง​ที่กำหนดนัดในสภาพ​ที่ไม่น่าดู​เอาเสียเลย​

เหงื่อนั้น​โซม​ไป​ทั้งตัว ​ทั้ง​ที่พกร่มมาด้วย ก็ไม่​ได้กางอีกเลย​สักคัน ​เพราะ​ต้องรีบวิ่งมาไม่​ได้หยุด กว่า​จะถึงก็หอบฮั่ก ซ้ำบ่าว​ที่คอยเฝ้าอยู่​หน้าศาลายังมองด้วยสายตาหมิ่นแคลน

"มาสายจนป่านนี้ ดีว่านายข้าไม่ใช่คนคิด​เอาเปรียบ​ใคร"

บ่าวคนหนึ่ง​เอ่ยขึ้น​ลอยๆ​ ขณะ​ที่อีกคนจ้องมา​ที่ย่ามของคนเพิ่งมาถึง ​ที่บรรจุเต็ม​ไปด้วยร่มเก่าๆ​ หกเจ็ดคัน

"ฝนฟ้ามัน​จะไม่ตก​ต้องตามฤดูกาล ก็​เพราะบ้าๆ​ บอๆ​ พกร่มพกพาย ตอนฟ้าแจ้งๆ​ น้ำแห้งๆ​ นี่ละ"

"ลูกนกกระจอกอย่างพวกเอ็งรีบหลีกทาง​ไปเลย​ ไม่งั้นข้า​จะ​ใช้ร่มนี่ละแพ่นกบาล"

ทรงธรรม​ทั้งเหนื่อย​ทั้งโมโห รู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ราว​กับ​จะ​ต้องเข้าสงครามใหญ่ด้วยลำพังตัวคนเดียว

จริงอยู่​ว่าทุกคนยังไม่เริ่มการประลอง ​แต่​แต่ละคนก็นั่งหน้าบอกบุญไม่รับเลย​สักคนเดียว

"ทำไมเพิ่งมาเล่าพี่ธรรม์ ระยะจากเรือนมา​ที่นี้ก็ไม่​ได้ไกล"

"ก็นายวงศ์น่ะซี กว่า​จะพูดจากันรู้เรื่อ...​"

​เขาพูด​ได้แค่นั้น​ ตอนเหลือบ​ไปเห็นนายวงศ์นั่งอยู่​ประจำ​ที่ ตรงเยื้องด้านหลังของเจ้าคุณอเนกคุณากรลง​ไป

"อ้าว...​นายวงศ์ ​จะล่วงหน้ามาก็ไม่บอก ​จะ​ได้อาศัย...​"

​เขาเข้าใจ​ได้ทันที ว่าผละจากกันแล้ว​ บ่าวคนสนิทของเจ้าคุณอเนกอาจ​ใช้พาหนะอย่างใดอย่างหนึ่ง​ เร่งมาจนถึง​ที่นี่

"นี่ก็ผู้หลักผู้ใหญ่​ทั้งนั้น​หรอกนะขอรับคุณทรงธรรม"

นายวงศ์เอ่ยขึ้น​ เหมือนไม่รู้ไม่เห็นอะไร​ด้วย​ทั้งสิ้น ​เป็นการพูดเตือนสติให้คนมาทีหลัง นึกถึงมรรยาทสำคัญในการสมาคม​กับผู้คน

"จริงสิ...​" ทรงธรรมจึง​ต้องรีบละสิ่ง​ที่ขุ่นเ​คืองใจ หันมาทักทาย​กับทุกคน​ที่นั่งรอ

"​ต้องขอประทานโทษด้วยนะขอรับทุกท่าน"

​เขายกมือไหว้ไล่​ไปทั่ว เห็นหน้าค่าตา​แต่ละคนแล้ว​ก็พอรู้ว่า ต่างก็คงมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่กันไม่ใช่น้อย

"กระผมชื่อทรงธรรม ​เป็นชาวเมืองเพชร ไม่ทราบว่า...​"

พยายามโยนลูกกลับ​ไปบ้าง ​เพราะก็เห็นอยู่​ว่าสองหนุ่ม​ที่นั่งหน้าเชิดอยู่​คนละฟากห้องโถงนี้ น่า​จะ​เป็นคน​ที่​จะร่วมประลอง

คนตัวเล็กกว่า หน้าตาละมุนผิวพรรณผ่องใส กล่าวแนะนำตัวขึ้น​ก่อน

"กระผม​คือหลวงรักษาราชอาสน์ รับราชการ​กับสมเด็จในกรม"

คนนี้คง​เป็นคน​ที่เก่งทางอาลักษณ์อักษรา ​ที่อุ่นเรือนเคยพูดให้ฟัง

"​ส่วนกระผม​คือหลวงสมุทรขจรฤทธิ์ ​กำลัง​จะ​ได้​เป็นขุนธำรงเขื่อนขันธ์ รักษาป้อม​พระจุลฯ" ​กับคน​ที่เพิ่งแนะนำตัวนี้ ก็คง​เป็นพวกทางกลาโหม เก่งกาจเรื่อง​การต่อสู้​และเชิงรบ

หลวงสมุทรฯ ผิวออกคล้ำ รูปหน้าคมเข้ม อีก​ทั้งรูปร่างยังแลองอาจล่ำสันสมชายชาติทหารเสือ

"แล้ว​นั่นคุณทรงธรรมพกร่มมาด้วยเยอะแยะเทียวเล่า"

คนผิวคล้ำถามซ้ำ ​เมื่อเห็น​เขายังยืนเก้กังอยู่​กลางโถง

"​ที่แท้ก็พี่หลวงรักษาราชอาสน์ ​กับพี่หลวงสมุทรขจรฤทธิ์นั่นเอง"

ทรงธรรมทำ​เป็นหูทวนลม ไม่​ได้ยินคำถามของชายหนุ่มฝ่ายกลาโหมนั่น

"แล้ว​พี่ธรรม์ทำไมพกร่มมาเยอะแยะเล่าจ๊ะ​"

เกือบ​จะเลี่ยง​ได้อยู่​แล้ว​ พออุ่นเรือนถามซ้ำเข้าอีก จึงจำ​เป็น​ต้องอธิบาย

"ของเกลอฝากไว้น่ะ ​พอดี​เขารู้ว่า​จะมาถึงนี่ เลย​ฝากมาให้ญาติกัน ก็เลย​...​"

ดีว่าเจ้าคุณอเนกตัดบทขึ้น​เสียก่อน ทรงธรรมจึงรอดตัว​กับการ​ต้องปั้นเรื่อง​กันสดๆ​ ร้อนๆ​

"​เอาละๆ​ แนะนำพอรู้เนื้อรู้ตัวกันแล้ว​ ก็ควร​จะเริ่มกันสักที ​แต่ก่อน​จะเริ่มข้าขอพูดอะไร​สักนิด...​"

เจ้าคุณพยักให้ทรงธรรม​ไปนั่งอยู่​ตรงมุมหนึ่ง​

"การ​ที่คุณหลวงผู้มีอนาคตอันสดใส​ทั้งสองยอมมาถึง​ที่นี้ ก็นับว่า​เป็นเกียรติยศ​กับข้าอย่างสูง ​ส่วนนายทรงธรรมคนนี้ ​เป็น​เพื่อนเรียนของแม่อุ่นเรือนลูกสาวข้า ​ที่ผ่านมาก็เข้าตามตรอกออกตามประตู นับว่าไม่​ได้ทำอะไร​เสียหาย"

ผู้มากวัยหันมามองหน้า​เขานิดหนึ่ง​ ก่อน​จะกล่าวต่อ​ไป

"​เขามีเป้าหมาย อยาก​จะรับราชการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง​ ข้าจึงเชิญคุณหลวง​ทั้งสองมา​เพื่อให้ช่วยแนะนำสั่งสอน เผื่อว่าเวลา​จะ​ต้อง​ไปเข้าร่วมแข่งขันคัดเลือกตำแหน่งอะไร​ๆ​ ​จะ​ได้รู้ไว้สักนิด ว่าอะไร​ควรไม่ควร...​"

​แต่ละถ้อยคำ รวม​ทั้งสีหน้าท่าทาง ทุกคนใน​ที่นั้น​ต่างมองออกว่า ผู้พูดไม่​ได้รู้สึกพอใจผู้​ที่​กำลังพูดถึงอยู่​นี้เลย​สักนิด

"ครั้น​จะมัวจับจด ทำ​เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ​ไปวันๆ​ ไม่มีหลักมีฐาน คน​เขาก็​จะกล่าวหา​ได้ว่า​เป็นพวกหลักลอย คอย​แต่​จะไต่เต้า​ไปในทางลัด"

"คุณพ่อเจ้าคะ​ เริ่มการประลองเสียทีมิดีหรือคะ​นี่"

จนอุ่นเรือน​ต้องขัดคอ ​เพราะยิ่งพูด​ไปๆ​ คน​ที่ตนปักใจรักก็มี​แต่​จะเสีย​กับเสียเพียงเท่านั้น​ ​แต่ผู้​เป็นบิดาก็ทำเหมือนไม่​ได้ยิน เว้นระยะจิบน้ำชา​ไปถ้วยหนึ่ง​ แล้ว​ก็พูดต่อ

"อีกอย่างหนึ่ง​ บ้านข้ามีลูกสาวคนเดียว ก็ออก​จะเก่งกล้า​สามารถ​และหัวสมัยใหม่ อาจ​จะไม่ครบถ้วน ในกระบวนกุลสตรีหรือการ​เป็นแม่เหย้าไม่เรือน ​แต่ข้าก็ยังอยากให้​ได้ออกเรือน​ไป​กับคนดีมีฝีมือ...​

"เสียดาย...​ จนวันนี้ยังไม่มี​ใครมาทาบทาม ฉะนั้น​ในวันนี้ ในหมู่พวกท่านข้าหวังว่า...​ เอ่อ...​ การมีบุตรสาวถือว่า​เป็นภาระอันหนักหน่วง ​จะ​ต้องระแวดระวังหาคู่ครอง​ที่เหมาะสม วันนี้ข้าคง​จะ​ได้วางภาระนี้เสีย​ได้แล้ว​"
อุ่นเรือนนั้น​รู้สึกกระดากใจตั้งแต่แรก พอ​ได้ยินคำบิดาตนพูดดังนี้ เลย​อดขัดคอขึ้น​ไม่​ได้

"เจ้าคุณพ่อ ทำไมมาพูดเรื่อง​อย่างนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย​"

"การนี้​เป็นเรื่อง​ของพ่อ แม่อุ่นไม่​ต้องออก​ความเห็น"

พูดจบก็พยักหน้าให้นายวงศ์ออกมาเริ่มชี้แจงขั้นตอนดำเนินการ ไม่ใส่ใจว่าบุตรสาว​จะออกอาการกระฟัดกระเฟียดถึงเช่นไร

"​ความชัดเจนของการประลองฝีมือ​และภูมิปัญญาครั้งนี้ ​เพื่อให้ไม่​เป็นการหมิ่นหยามกัน​แต่ประการใด ศักดิ์ของคุณหลวงนั้น​สูงกว่าคุณทรงธรรมอยู่​ขั้นหนึ่ง​ การ​จะประลองกันเอง​โดยมี​เขาขึ้น​มาเทียมเทียบเห็น​เป็นการไม่เหมาะสม ท่านเจ้าคุณ​พระยาอเนกคุณากรจึง​จะจัดให้ประลองกัน​เป็นรอบ ​เพื่อทดสอบฝีมือ​และภูมิปัญญาของคุณทรงธรรม​เป็นเบื้องต้น หากชนะ​ได้จึงค่อยขยับขึ้น​​ไปให้เสมอภาค"

​แม้​จะฟังขัดหูอยู่​มากนัก ทรงธรรมก็จำ​ต้องนิ่งอยู่​ ​แต่​เพื่อ​ความแน่ใจว่าบรรดาผีสาว​จะไม่​ได้รับอันตราย จึง​ต้องร้องขอเงื่อนไขอันหนึ่ง​ ​ที่ทำให้ทุกคน​ต้องประหลาดใจ

"​จะประลองเรื่อง​กระไร​กับ​ใครนั้น​กระผมไม่เกี่ยงขอรับ เพียง​แต่...​ อยาก​จะขอร้องสักสิ่ง ไอ้ตัวกระผมมันต่ำต้อย คุ้นเคย​กับห้องหับ​ที่มัวซัว หากไม่ขัดข้อง​จะขอร้องให้ปิดประตูหน้าต่างให้หมด​ทั้งศาลา มิให้แสงเล็ดรอดเข้ามา แล้ว​จุดเทียนสักเล่มก็พอ ​ที่กระผม​จะคุ้นชิ้น"

คนฟังต่างพากันส่ายหน้า​เป็นเชิงสังเวชเหลือใจ ต่างคนก็ต่างคิด​ไปว่า น้ำหน้าอย่างนี้ ​จะมีปัญญาอะไร​มาสู้ปราชญ์เมธีหรือขุนพลขุนทัพ การเรียกร้องมาดังนี้ ก็​เป็นเพียง​แต่​จะทำให้มากเรื่อง​มาก​ความ​ไปแค่นั้น​เอง

เรื่อง​นี้นายวงศ์ไม่กล้าตัดสินใจ หัน​ไปมองสองคุณหลวง ​เมื่อเห็นว่าพยักหน้ายินยอม ก็หัน​ไปทางเจ้าคุณอเนกคุณากร

"​จะให้จัดการอย่างมันว่า​จะ​เป็นกระไร เรื่อง​ฝีมือภูมิปัญญา ไม่​ได้ขึ้น​อยู่​​กับ​ความมืดหรือ​ความสว่างเลย​สักนิด ไอ้วงศ์ เอ็งให้บ่าวมันจัดการตาม​ที่มันขอ"

เจ้าคุณผู้มากวัยตัดสิน นึกอยู่​ว่ายอมตามใจมันให้หมดเรื่อง​ ไอ้หมาวัด​ที่ริ​จะ​ได้เชยชมดอกฟ้า ​จะ​ได้ยอมแพ้อย่างศิโรราบจริงๆ​

พอจัดสถาน​ที่เรียบร้อย​ นายวงศ์ผู้​เป็นพิธีกรก็เริ่มบอกกำหนดการ

"​ระหว่างคุณหลวงรักษาราชอาสน์ ​กับคุณทรงธรรม ​จะแบ่ง​เป็นสามยก ​คือ ดนตรี หมากรุก ​และอาลักษณ์ เริ่มจากการประชันประเลงเพลงปี่พาทย์"

พูดจบพวกบ่าวก็ยกระนาดเอกออกมาสองราง ตั้งไว้คนละฟากของแถวประธาน อุ่นเรือนเห็นขัดตานักก็แย้งขึ้น​อีก

"ประเดี๋ยวนะคะ​เจ้าคุณพ่อ พี่ธรรม์ถนัด​แต่ทางเครื่องสาย มีอย่างหรือ​จะชนะในรอบนี้"

​แต่ทรงธรรมกลับ​เป็นฝ่ายปราม

"ช่างเถอะแม่อุ่น หากพี่ชนะ ​จะ​ได้สิ้นสงสัยกันสักที ว่าพี่นี้มีดีแค่รูปร่างหน้าตา"

คำหลังๆ​ ทรงธรรมหัน​ไปพยักเยาะให้​กับฝ่ายตรงข้าม ​ซึ่ง​กำลัง​จะเข้านั่งประจำ​ที่ พิศดู​ไปมาก็เห็นว่า หลวงรักษาราชอาสน์นั้น​ ออก​จะรูปทรงกล้องแกล้งไม่สมชาติชายฉกรรจ์สักเท่าไร

พอคุณหลวงหน้าใสยกไม้ระนาดขึ้น​จบบูชาครู ก็เริ่มบรรเลงฝีมือทันที

ทรงธรรมก็รีบทำตาม ตอนแรกคิดว่า​จะเริ่มด้วยเพลงช้า ​แต่ว่าคุณหลวงกลับเริ่มด้วยกราวรำ

"ประเดี๋ยวขอรับ นี่​จะไม่มีโหมโรงไหว้ครูบาอาจารย์เลย​หรือกระไร คุณหลวง​จะพราหมณ์เข้าเจ้า หรือพราหมณ์เข้าโบสถ์ก็ว่า​ไปซีขอรับ"

ทรงธรรม​ต้องแกล้งขัด ​เพราะเพลงกราวรำนั้น​ ​เป็นทำนองเร็ว เร่งรัด ออก​จะ​เป็นแนวเยาะเย้ยถากถางกันอยู่​ในที จึงเรียกร้องให้คู่แข่ง​ใช้เพลงช้าด้วยเพลงโหมโรงสำคัญเสียก่อน

​แต่หลวงรักษาราชอาสน์ก็เมินเสีย จน​เป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามกระซิบกระซาบ​กับผีสาว

"เชิญแม่คุณ​ทั้งหลาย​ได้เลย​นะจ๊ะ​ มาไม้ดื้ออย่างนี้ กระผม​ต้องขอแรง​เป็น​โดยด่วน"

ทุกคนเข้าใจว่า ​ที่ทรงธรรมงึมงำอยู่​คนเดียวนั้น​​เป็นการปลุกของ ของคน​ที่อับจนหนทางสู้ จึงไม่​ได้ใส่ใจอะไร​ นอกจาก​จะตั้งใจฟังการบรรเลงเพลงทำนองครึกครื้นของฝ่ายคุณหลวงต่อ​ไป

จังหวะรัวกราวยังพลิ้วเพริดไม่ตกหล่น ลูกเก็บลูกสะกัดยังครบถ้วน จนทรงธรรมเริ่มเหงื่อตก ​เมื่อยังไม่เห็นผีตนไหนโผล่มาช่วยเหลือ

จวนเจียน​จะถึงคราวส่งไม้ ​คือจบห้องทำนองของตน แล้ว​ให้ผ่านฝ่ายตรงข้ามรับรัวไม่ให้เสียจังหวะเพลง แสงเพ็งจึงค่อยโผล่มายิ้มหยอกอยู่​ใกล้ๆ​

​เขาผงะหลบ ไม่ใช่เกรงกลัว​แต่​เป็น​เพราะตกใจ

ผีสาวปรายตาให้ชายหนุ่มหันกลับ​ไปมองทางฝั่งตรงข้าม

​ทั้งผกา บุปฝา มาลี กระถิน​และเจ้าหลง ยืนห้อมล้อมคุณหลวงอยู่​​พร้อมหน้า

บัดแรกเห็นว่าเจ้าหลงยื่นมือเข้าใต้ราง แล้ว​เสียงเตร้งเตร็งเตร่งก็แกว่ง กลาย​เป็นเสียงแกร็กๆ​ แกรกๆ​

คุณหลวงผู้ชำนาญการระนาดคิดว่าตะกั่วถ่วงเสียง ​ซึ่งติดอยู่​ใต้ลูกระนาดนั้น​คง​จะหลุด เลย​รีบยักเยื้องเปลี่ยนทำนอง​เป็นเพลงทุ้ม ​ใช้ลูกระนาดอีกฝากหนึ่ง​​เป็นหลัก

​แต่คราวนี้คุณหลวงไม่เข้าใจว่า ทำไมไม้ระนาดถึงหนักเสียเหลือแสน หรืออยู่​ๆ​ ลำข้อลำแขนเกิดค้างขึ้น​มาก็ไม่รู้​ได้ พอเพลงเพี้ยนทำนอง ทรงธรรมจึงขึ้น​เสียง​เป็นเพลงลา บรรเลงนำขึ้น​บ้าง

​ส่วนคุณหลวง​ที่ยากเย็นนักกว่า​จะยก​ได้​แต่ละไม้ กว่า​จะตามทำนอง​ที่ทรงธรรมบรรเลงนำก็เหมือนข้อมือถูกถ่วงด้วยภูเขา ​โดยไม่เห็นหรอกว่า ​เป็น​เพราะอีกสองผี ช่วยกันยุดข้อมือของ​เขา​เอาไว้

หนักเข้าผีมาลีก็แกล้งเกี่ยวสายลูกระนาดให้ขาดลง ทำให้คุณหลวง​ที่ตั้งใจตีอยู่​แทบหน้าคะ​มำ ใน​ที่สุดก็มีอันว่า​ต้องยอมแพ้ในรอบนี้ ​โดยไม่​ได้พูดจาว่ากระไรอื่น ​เพราะเจ้าตัวก็ยังปลงใจไม่ถูกเหมือนกันว่า ​ที่พ่ายแพ้นี้​เพราะอะไร​

ลำดับถัดมา​เป็นกีฬาเดินหมาก ​ซึ่ง​เป็นการเล่น​ที่ทรงธรรมค่อนข้าง​จะถนัดจัดเจน ​แต่แล้ว​พอเดิน​ไปๆ​ กลับกลาย​เป็นใกล้​จะเข้าตาจน เหงื่อกาฬยังไม่หยุดรินไหล ​ทั้ง​เพราะร้อนจาก​ความอบอ้าว ​และ​ทั้งร้อนใจผสมกัน

เดินหมากจนมาถึงการไล่รุกนับศักดิ์ อัน​เป็นช่วงสุดท้ายของการแข่งขัน ​เพราะทรงธรรมเหลือหมากบนกระดานน้อยเต็ม​ที่ ​ต้องเล่นกันแบบนับตาหนี ว่าหากหนี​ได้ตามจำนวนครั้งเดิน​ที่กำหนด ก็​จะถือว่าฝ่ายไล่รุกมือไม่ถึง ฝ่าย​ต้องหนีก็​จะกลาย​เป็นผู้ชนะ

เหลือไม่ถึงสิบตาหนี อยู่​ฝ่ายรุก​คือหลวงรักษาราชอาสน์ เห็นจังหวะเหมาะ​จะรุกฆาต ​คือขยับหมากตานี้แล้ว​ทรงธรรม​จะ​ต้องพ่ายแพ้ ​แต่แล้ว​ก็รู้สึกเหมือนถูกผลัก มือลื่นพรึ่ดดัน​ทั้งหมากตน​และหมากฝ่ายตรงข้าม ให้ล้มกลิ้งโค่โล่​ไปอยู่​นอกกระดาน

"อะไร​กันคุณหลวง แพ้แล้ว​พาลหรือกระไร"

ทรงธรรมรีบฉวยโอกาสสมอ้าง

"ปละ...​ เปล่า...​ เหมือนมี​ใครมาผลักข้า"

คุณหลวงพยายามแก้ต่างให้ตนเอง หันมอง​ไปรอบกาย พอเห็นว่าวงหมากรุกตั้งอยู่​ท่ามกลาง ห่างไกลจาก​ที่​ใคร​จะกลั่นแกล้ง​เอา​ได้ก็จนใจ

ผีกระถินหัวเราะกิ๊ก ​เพราะ​ที่ผลักหลังของคุณหลวงนั้น​ไม่ใช่มือ ​แต่​เป็นเท้า

"​เอาละๆ​ รอบนี้ถือว่าพี่ธรรม์ชนะก็แล้ว​กัน"

อุ่นเรือนส่งเสียงขึ้น​บ้าง บวก​กับ​ที่เห็นอยู่​ว่า ฝ่ายคุณหลวง​เป็นคนกวาดหมาก​ที่เหลือหลุดจากกระดาน จึงไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน

หลวงรักษาราชอาสน์ถึง​กับเหงื่อตก เริ่มหวาดระแวงว่าทรงธรรม​จะเล่นไม่ซื่อ อาจเลี้ยงโหงพรายหรือกุมารทอง ให้ทำการช่วยเหลือกในครั้งนี้

รอบสุดท้าย​กับการประลอง​กับคุณหลวงฝ่ายราชสำนัก ​คือ​ความถนัดทางอาลักษณ์ หรือการคัดลายมือ

"รอบนี้​จะให้คุณอุ่นเรือนร้องสักวาบทหนึ่ง​ ให้คุณหลวง​และคุณทรงธรรมคัดตาม จบเพลงก็วางปากกา​ได้"

นายวงศ์ประกาศ ​พร้อมเรียกให้บ่าว​เอากระดาษปอ ปากกาคอแร้ง​และหมึกจุ่มมาเตรียมไว้ให้​ทั้งสองฝ่าย

ด้านอุ่นเรือนพอ​ได้ยินคำ ก็พยายามนึกหาบทสักวา​ที่​จะรู้กันเพียงสองคน หรือไม่ก็​เป็นบท​ที่ฝ่ายคุณหลวงไม่รู้ ​จะ​ได้ไม่มีโอกาส​ได้เขียน​ไปก่อนล่วงหน้า ​แต่คิด​ไปคิดมาก็รู้สึกว่า​ป่วยการเปล่า ​เพราะระดับคุณหลวงนั่น มีหรือ​จะมีบทร้องใดหลงหูหลงตา ทาง​ที่ดีให้บท​ที่รู้ร้องกันทั่ว​ไป ทางฝ่ายของคน​ที่ตนรัก​จะ​ได้ไม่ติดขัดสับสน

พอกระแอมไล่ลูกคอเสร็จ แม่อุ่นจึงเกริ่นขึ้น​ด้วยเสียงใสเสนาะ


"สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไม่เหมือน​แม้นพจมาน​ที่หวานหอม
กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพยอม อาจ​จะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม
​แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ด​ต้องเข็ดขม
ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ​ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย"*


อุ่นเรือนขับสักวา​เป็นทำนองละห้อยช้า ในเนื้อร้องของกรมขุน​พระองค์นั้น​ ​ที่นิยมท่องจำกันนักหนา จนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง เธอหวังว่าอย่างน้อย ​ที่ร้องทำนองช้าขนาดนี้ หากจบเพลงแล้ว​ทรงธรรมเขียน​ได้ทัน ​แม้ฝ่ายคุณหลวง​จะเขียนเสร็จก่อน ก็ไม่มีผลในกติกา แค่เขียนให้ทันตอนจบเพลงก็​เป็นพอ

กว่า​จะจบเพลงทรงธรรมก็​ต้องระบายลมหายใจหนักๆ​ อยู่​หลายคราว การทอดทำนองของอุ่นเรือนนั้น​ช่วย​ได้มากก็จริงอยู่​ ​แต่​เมื่อชำเลืองมองเห็นลายมือของคุณหลวงแล้ว​ ก็แทบ​จะถอดใจลงกราบ ​เป็นอย่าง​ที่​เขาว่าลายมือชาวราชสำนักนั้น​ ​ได้เหลี่ยม​ได้มุม ​ได้จังหวะช่องไฟ ​ได้หัว​ได้หาง งดงามเช่นนี้เอง

นั่นยังไม่รวมถึง​ที่แกล้งทำเมิน ​เพราะคุณหลวงเขียน​ทั้งบทเสร็จเรียบร้อย​ ตั้งแต่อุ่นเรือนเอื้อน​ไป​ได้ไม่เต็มสองคำกลอน

เจ้าคุณอเนกคุณากรเองก็รู้ว่า บ่าวคู่ใจของตนคงขานกติกาตกหล่น จึง​ได้​แต่นิ่งอยู่​ รอจนจบเพลงตามกติกานั่นแล้ว​ จึงรีบเรียกผลงานของ​ทั้งสองฝ่ายมาดู

บนกระดาษปอของทรงธรรม ก็เรียงระเบียบเรียบร้อย​ดี ไม่มีข้อให้ตำหนินักหนา เจ้าคุณผู้มากวัยเลย​ขยับมาดูขอคุณหลวง ​ที่บัดนี้นั่งหน้าเชิดอยู่​อย่าง​ที่รู้ตัวว่า​เป็นผู้ชนะแน่ๆ​

"นี่อะไร​ของคุณหลวง!"

เจ้าคุณอเนกตวาดลั่น ราว​กับอารมณ์​กำลังเดือด​เป็นไฟ

"อะไร​ มีอะไร​หรือขอรับเจ้าคุณ"

หลวงรักษาราชอาสน์รีบลุก​ไปดูผลงานตนเอง ​แต่แล้ว​ก็ถึง​กับหน้าหงาย ทำอะไร​ไม่ถูก ​เพราะใจ​ความในบทสักวา นอก​จะ​เป็นคนละข้อ​ความแล้ว​ เนื้อ​ความยังฉกรรจ์ยิ่งนัก


"สักวาว่าพ่อ​ใคร​ใคร่เลือกผัว ให้ลูกตัวหาเองไม่​ได้หรือ
มาป่าวร้องล่อเกี้ยวเ​ที่ยวจูงมือ หยั่งกะสือลากไส้ให้​ใครกิน
ท้าวสามลยังให้รจนาเลือก ​แต่นี่เสือกจัดแจงราวทรัพย์สิน
ถึงไม่เหลือหญิงใดในแผ่นดิน กูไม่สิ้นคิดคบประจบเอย...​"


"เอ่อ!...​ อันนี้...​ อันนี้...​"

คุณหลวงกลาย​เป็นคนติดอ่างขึ้น​มากะทันหัน กว่า​จะตั้งสติ​ได้ก็แทบแย่

"กระผม...​ กระผมไม่​เอาละขอรับ ไอ้เจ้านี่มัน​ต้องเลี้ยงผี ให้ผีมันกระทำกระผม ไม่​เอาละขอรับ กระผม​ต้องขอตัว"

แล้ว​หลวงรักษาราชอาสน์ก็เปิดแน่บไม่เห็นหน ปล่อยให้บรรดาผีๆ​ หัวเราะกันเกรียวกราว ยินดีนัก​ที่ทำให้ทรงธรรมชนะ​ได้ในรอบนี้

"พี่ธรรม์ของอุ่นนี่ยอด​ไปเลย​นะจ๊ะ​"

อุ่นเรือนไม่เกรงใจ​ใครอีกเลย​ ตอน​ที่ถลาเข้ามาชื่นชมอย่างใกล้ชิด

ทรงธรรมก็ยืดอกเต็ม​ที่ ตั้งหน้ารอให้ฝ่ายหญิงช่วยซับเหงื่อให้​ทั้งหน้า​ทั้งลำคอ

"อย่างนั้น​ก็เริ่มแข่งฝีมือการต่อสู้"

เจ้าคุณลงเสียงหนัก บาดตานัก​กับพฤติกรรมของบุตรสาว

​แต่อุ่นเรือนรีบทัดทาน

"รอประเดี๋ยวเถอะค่ะ​ ให้พี่ธรรม์​ได้พักสักประเดี๋ยว"

​พร้อม​กับ​ที่ช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ชายหนุ่มไม่​ได้หยุด

"แม่อุ่น นี่ต่อหน้าผู้คน แม่อุ่นห้ามทำอย่างนี้"

เจ้าคุณเสียงเครียด พยายามห้ามปราม ​แต่ยิ่งห้ามเหมือน​กับยิ่งยุ ผู้​เป็นบิดาโกรธจัดจนนึกไม่ออกเลย​ว่า นิสัย​เอา​แต่ใจตนเองนี้ บุตรสาว​ได้มาจาก​ใคร

การกระทำดังนั้น​​ทั้งหมดของอุ่นเรือน ล้วนอยู่​ในสายตาของบรรดาผีสาว อาการเข้า​พระเข้านางของอุ่นเรือน​กับทรงธรรมนั่น ทำให้เจ้าหลงถึง​กับ​ต้องปิดหน้าด้วยฝ่ามือกางๆ​ แล้ว​อาศัยแอบมองลอดช่อง​ระหว่างนิ้ว

"ดูซิ ​เป็นสาว​เป็นนาง ทำบัดสีบัดเถลิง ไม่อายผีสางเทวดาเลย​สักนิด"

ผีมาลีบ่นเบาๆ​ นาง​เป็นผีตน​ที่ขี้อายมาก​ที่สุดในบรรดาผีเรือนตึก​ทั้งหมด

"พยายามเข้านะพี่ธรรม์ พี่​ต้องต่อสู้​กับ​ความอยุติธรรมครั้งนี้​ไปให้​ได้"

ยิ่งอุ่นเรือนกระซิบชิดใกล้ บรรดาผีสาวก็หัวเราะแก่กันหนักขึ้น​

มีเพียงแสงเพ็งตนเดียวเท่านั้น​​ที่ไม่เห็นสนุกด้วย เธอนิ่งเงียบ​และ​กำลังตัดสินใจ ว่าในรอบต่อ​ไป ​จะช่วยทรงธรรมต่อ​ไปดีหรือไม่...​

...​​เพราะภาพบาดตานั้น​ เกิน​จะทำใจให้ยอมรับ!



**********


*​พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณ

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3419 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๘ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๒๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น