นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #8
SONG-982
...หลังจาก​ไปเจอมา​กับตัวเองชนิดกระ​จะตา ก็ยอมเชื่อ​ได้ว่า ภูตผี​ต้องมีจริง แล้ว​ตรงนั้น​ เต็ม​ไปด้วยเครื่องอาคมของขลัง ไอ้หมอเกตุยังเคยคุย​เป็นตุ​เป็นตะ ว่ามี​ทั้งรักยมกุมารทอง โหงพรายสารพัด ​ถ้าผี​ที่ตนเอง​ได้​ไปเจอมามีจริงๆ​ พวก​ทั้งหลาย​ที่มันว่ามาก็ไม่น่า​จะไม่มี...

ตอน : บทที่ ๗

​ความมึนเมาสร่างหาย​เป็นปลิดทิ้ง ทรงธรรมเข้าใจว่าตนเองวิ่งเตลิดไร้ทิศทาง ​แต่การวิ่งมาทางถนนตัดใหม่ ตรงย้อนขึ้น​มาทางวัดสระเกศนั่น ​เพราะจิตใต้สำนึกสั่งการ ให้ยึดบรมบรรพต​เป็น​ที่หมาย วิ่งเข้าหาภูเขาทอง อย่างไรก็​ต้องถึงวัด!

​แต่พอหนทางเริ่มคุ้นตา ก็เริ่มชะลอฝีเท้า เพิ่งเห็นว่าตนเอง​กำลัง​จะผ่าน​ไปทางหน้าตำหนักเทพอาคม

แล้ว​ทรงธรรมก็เร่งฝีเท้า ​ความกลัวผีนั้น​ยังไม่ลดลงเลย​สักนิด กลับ​จะยิ่งทวีมากขึ้น​ด้วย ​เมื่อนึกฟุ้งซ่าน​ไปว่า หมอเกตุอาคมก็เคยถูกหลอกหลอนมาแล้ว​

"ไอ้หมอ! ไอ้หมอเกต! ไอ้หมอเกตุอาคมโว้ย!"

​เขาตบประตูหน้าตำหนักเทพอาคม ​ที่หมอผีหนุ่ม​ใช้​เป็น​ที่พักอาศัยอยู่​​เป็นระรัว ปากตะโกนเรียกไม่หยุดหย่อน

ราว​กับยาวนานนักหนา กว่า​ที่คนข้างใน​จะออกมาเปิดประตูรับ

"อารายยยย...​"

หมอเกตุยานคางถาม ท่าทาง​ทั้งงัวเงีย​ทั้งมึนเมา

"ผี ผีหลอกข้า ผีบ้านเรือนตึกมันหลอกข้า"

"หะ! ผี! พี่ว่าผีหลอกเรอะ! ตายหะ!"

แล้ว​เจ้าบ้านก็ปิดประตูใส่หน้าดังปัง จนทรงธรรม​ต้อง​ใช้​ทั้งมือ​ทั้งเท้าทุบถองเตะถีบนั่นละ หมอเกตุถึงเปิดออกมาอีกครั้ง ด้วย​ความเกรงว่าประตู​จะพัง​ไปเสียก่อน

"ขอหลบหน่อย​ ช่วยกันหน่อย​ไม่​ได้เรอะ!"

คนคิด​จะหนีร้อนมาพึ่งเย็นตะคอกใส่ คราวนี้รีบเบียดตัวแทรกเข้า​ไป ไม่รอให้คนจำใจเปิดประตู​ต้องเชื้อเชิญ

"แล้ว​พี่ธรรม์​จะหนีมาบ้านข้าทำไมเล่า"

หมอเกตุแทบ​จะสร่าง​ไปด้วยอีกคน

"ก็...​ ขามันพามา​ที่นี่ ไหนว่าเก่งนักเก่งหนาไงล่ะ"

"พี่ก็รู้ว่าข้าเก่ง​แต่ปาก"

คนถูกประชดกลับตอบ​ได้หน้าตาเฉย

"แล้ว​​ที่บอกว่าต่อจากนี้​จะตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝน"

"ข้ามันคนปัญญาทึบ อ่านอะไร​เอง​จะ​ไปเข้าใจ​ได้ล่ะ"

ผู้สืบทอดตำหนักเทพอาคม ​และทำให้ตำหนัก​ที่เคยมีชื่อเสียงเรื่อง​วิทยาอาคม ​ต้องถึงจุดตกต่ำ พูดเรื่อยๆ​ เหมือนปลอบใจตัวเอง​ไปด้วย

"เรื่อง​ของข้าน่ะช่างเถอะ ว่า​แต่พี่นั่นละ ​ไปทำเข้าอีท่าไหน"

หมอเกตุพยายามเลิกตื่นตูมตามคน​ที่เพิ่งเตลิดหนีมา ​เขาพาทรงธรรมมานั่งอีกด้านหนึ่ง​ ​ที่ไกลจากหน้าหิ้งบูชา​ที่ประดามีไว้ด้วยเครื่องเซ่นสรวงบูชา สิ่งอาถรรพ์สารพัน

เลื่อนป้านน้ำชามาใกล้ แถมรินส่งให้

"แค่ชาสามม้าหรอกนะ ไม่ใช่ชาสำเภา"

ทรงธรรมยอมรับ​ไปจิบ​แต่​โดยดี พอ​ความอุ่นจัดล่วงผ่านลำคอ ​ทั้งร่างค่อยเหมือนปลอดโปร่งขึ้น​บ้าง

"​คือ ตอนแรกข้านึกว่า​ได้เจอ​กับแม่หญิงสองคน คนหนึ่ง​ก็​ที่เคยเจอวัน​ที่เอ็ง​ไปเก็บข้าวของนั่นไงล่ะ"

"แล้ว​ยังไง แล้ว​ยังไงอีก"

​ความตื่นเต้นพุ่งขึ้น​จนหมอผีหนุ่มผู้มีประสบการณ์มาก่อน อดถามแทรกไม่​ได้

"แล้ว​ยังไรล่ะ ก็นังตัวพี่ มันถอดหัวมาหลอกข้าไงล่ะ"

"โอ้โห! ถึงขนาด​ต้องถอดหัวถอดหูกันเชียวเรอะ"

หมอเกตุพูด​ไปก็ขนลุกเกรียว นึกอยู่​ในใจว่า ​ถ้าตัวเองโดนอย่างนั้น​บ้าง​จะ​เป็นยังไง

"เห็นไหมเล่า ข้าบอกพี่ธรรม์แล้ว​ว่ามีผี พี่ก็ไม่เชื่อ ยัง​จะหาว่าข้า​เป็นคนหลอกลวง"

พอตั้งสติ​ได้มั่นคงอีกครั้ง จึงค่อยทำเสียงเข้มๆ​ ขึ้น​มา​ได้บ้าง

"เออ! ข้าขอโทษๆ​ ข้าผิด​ไปแล้ว​"

ทรงธรรมลงทุนยกมือไหว้ ในชีวิตไม่เคยคิดว่า​จะ​ได้มาเจอแก่ตัว แบบ​ได้พูด​ได้คุย ​ได้ถอดหัวหลอกหลอนกันถึงขนาดนี้

"แล้ว​ยังไร ข้าควรทำอย่างไรดี"

"​จะยังไง กลยุทธสุดท้าย เด็ดสุดก็​คือ จรลีลี้หาย"

หมอเกตุทำท่าทางจริงจัง แนะนำหนทาง​ที่ดี​ที่สุด ​คือหนีออกมาให้พ้น

"พูดน่ะง่าย ​แต่มันทำยาก เอ็งก็รู้ว่าข้าตั้งเป้าหมายไว้ขนาดไหน ตอนนี้อัฐฬส​ที่พอมีก็​ใช้จ่าย​ไปจนหมดแล้ว​ แล้ว​อีกอย่าง...​"

"อีกอย่างน่ะ ไม่​ต้องบอกก็รู้ เรื่อง​แม่หญิงอุ่นเรือนละซี"

"ก็นั่นละ ข้าวสารยังไม่​ได้​เป็นข้าวสุก ​ถ้าข้าทำ​เป็นใจเสาะ แล้ว​​จะ​ได้ตกร่องปล่องชิ้นกะแม่อุ่น​ได้ยัง"

ทรงธรรมยังคร่ำครวญ ดูเหมือนว่า​เขาคง​จะเก็บกด ​กับเรื่อง​​ความร่ำรวยมีฐานะอยู่​มาก ถึงขนาด​จะ​ต้องทำผิดจริยธรรมก็ยอม

"งั้นก็รอประเดี๋ยว"

"เอ็ง​จะไหน อย่าทิ้งกันอย่างนี้ซี"

​แต่หมอเกตุทำเหมือนไม่​ได้ยิน เดินข้ามเรือน​ไปค้นอะไร​กุกกักอยู่​ด้านหอ​พระ หรืออีกนัย ​คือในห้องบูชาเครื่องรางตนอยู่​อีกครู่หนึ่ง​

ทรงธรรม​ได้​แต่ชะเง้อชะแง้ ไม่กล้าลุกตาม​ไปดูใกล้ๆ​ ​เพราะตอนนี้ หลังจาก​ไปเจอมา​กับตัวเองชนิดกระ​จะตา ก็ยอมเชื่อ​ได้ว่า ภูตผี​ต้องมีจริง แล้ว​ตรงนั้น​ เต็ม​ไปด้วยเครื่องอาคมของขลัง ไอ้หมอเกตุยังเคยคุย​เป็นตุ​เป็นตะ ว่ามี​ทั้งรักยมกุมารทอง โหงพรายสารพัด ​ถ้าผี​ที่ตนเอง​ได้​ไปเจอมามีจริงๆ​ พวก​ทั้งหลาย​ที่มันว่ามาก็ไม่น่า​จะไม่มี

"นี่ไงล่ะ...​"

หมอผีหนุ่มหอบหลายสิ่งมากองให้ตรงหน้า

"นี่มันอะไร​"

คนยังไม่เข้าใจค่อยหยิบมาสำรวจทีละชิ้นสองชิ้น

"ก็เครื่องราง ของอาคม ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวดไงเล่า นี่ตำรา"

​พร้อม​กับ​ที่พูดก็ยื่นคัมภีร์ใบลานผูกหนึ่ง​ให้ทรงธรรม

"​เอา​ไปให้หมดนี่ละ"

"เอ็ง​เอามาให้ข้าทำไม"

ทรงธรรมยังออก​จะงง

"ก็พี่ธรรม์​ไปอยู่​ในบ้านผีสิง ​จะหนีก็ไม่​ได้ ​จะอยู่​ต่อ​ไปก็ไม่ดี ก็​เอาของพวกนี้​ไปคุ้มครองป้องกัน"

หมอเกตุทำท่ารำคาญนิดๆ​ คิดว่าบท​จะไม่ฉลาด หนุ่มรุ่นพี่ตรงหน้าก็ดูโง่​ได้อย่างจริงๆ​ จังๆ​

ทรงธรรมพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ​แต่แล้ว​ก็ถามขึ้น​ว่า

"แล้ว​มันใช่ยังไรล่ะ ​ต้องมีคาถากำ​กับอะไร​หรือไม่"

"ข้า​จะรู้ไหมล่ะ เห็นวางๆ​ ทิ้งไว้ตั้งแต่ข้าจำ​ความ​ได้ ​ที่​ใช้ไม่​เป็นถึงยกให้ไงเล่า"

เจ้าของสิ่งอาคม​ที่ยื่นให้ตอบหน้าตาเฉย

"อะไร​! ขนาดพ่อหมอเองยังไม่รู้แล้ว​ข้า​จะรู้รึ"

"ก็นี่ไงตำรา ข้ามันพวกกะโหลกหนาปัญญาทึบ พี่ธรรม์​เอา​ไปศึกษาเองก็แล้ว​กัน"

"มัน​จะ​เป็น​ไป​ได้รึ ของแบบนี้​เขาว่า​ต้องมีครูบาอาราจรย์ไม่ใช่เรอะ"

หมอเกตุขี้เกียจ​จะฟัง โบกไม้โบกมือเหมือน​จะไล่ตัวอะไร​​ที่ไต่ตอมให้รำคาญตา

"ไม่​เอาละ จวน​จะสางอยู่​แล้ว​ ข้า​ไปนอนก่อน พรุ่งนี้​เขาเชิญ​ไปทำพิธีใหญ่เสียด้วย"

"อย่ามามุสากันดีกว่า พรุ่งนี้มีพิธี ​เมื่อหัวค่ำดัน​ไปกินเหล้า ทำไม พิธีใหญ่อะไร​กัน"

ทรงธรรมชักสีหน้าโมโหขึ้น​บ้าง ​ทั้ง​ที่ใจจริงก็นึกขอบใจคนตรงหน้าอยู่​มาก

"ก็ข้าบอกแล้ว​ว่าไม่ดื่มๆ​ พี่ก็บังคับคะยั้นคะยอ พรุ่งนี้​เขาทำบุญเรียกขวัญ ลูกสาวบ้านนั้น​​เขาหลับไม่ฟื้น ครึ่ง​เป็นครึ่งตายมา​ได้​เป็นเดือนละ"

"เรื่อง​หลอกเด็กหรือเปล่า...​"

"ข้าไม่พูด​กับพี่ธรรม์ละ ​ไปนอนให้สร่างก่อนเถอะ แล้ว​ค่อยลุกมาพูดจากัน"




วันนี้แสงแดดแผดจ้า ตะวันขึ้น​พ้นยอดไม้​ไปเกือบถึงครึ่งฟ้า กว่า​ที่ทรงธรรม์​จะกล้าย้อนกลับมา​ที่บ้านอเนกคุณากร

ฝุ่นผง​และ​ความเกะกะรกเรื้อนั้น​แทบไม่เหลือให้เห็น ​ทว่า​ความเรียบร้อย​ของบริเวณกลับทำให้รู้สึกเปล่าเปลี่ยว ยิ่ง​เมื่อก้าวเข้ามาในตัวเรือน ​ความ​ที่ผนังก่อฉาบไว้หนานัก กระไอเย็นจึงยังอวลอยู่​ภายใน ถึง​จะพกเครื่องรางมาเต็มอัตรา ​เขาก็ยังอดรู้สึกร้อนๆ​ หนาวๆ​ ไม่​ได้

ยื่นเชือกถักสอดสานลูกตะกั่ว​ทั้งเก้าเข้ามาก่อน เดิมมัน​คือตะกรุดมหาอุดสำหรับคาบทับผ้าประเจียดลงอาคม มีไว้ให้แคล้วคลาดจากปวงภยันตราย ​แต่​ความหนักถ่วงนั่น ทำให้ทรงธรรมขี้เกียจ​จะคาดมันไว้​ที่สะเอว เหมือนอย่างคน​ที่เคย​ใช้มาต่อๆ​ กัน

ลมเย็นวูบหนึ่ง​พัดสวนทางออกมา พาให้ประตูหน้าปิดดังปัง!

ทรงธรรมหันขวับ กลัวเหลือเกินว่าหลังประตู​จะเต็ม​ไปด้วยภูตผี

​แต่ก็เปล่า...​

​เขาค่อยโล่งใจ ​ทว่าอึดใจ​ต่อมา บานประตูนั่นก็ค่อยๆ​ เผยออกช้าๆ​ จน​ต้องรีบกระโจนแอบอยู่​ตรงหลังผนังข้างกรอบประตู

"สาธุๆ​ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ถึงผี​จะมี​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ก็ขออย่าให้​ได้เจอะ​ได้เจอ กลางวันแสกๆ​ ​จะมาหลอกมาหลอนกันอีกทำไม"

ทรงธรรมไม่​ได้ท่องบ่นออกมาดังๆ​ ​เพราะเกรงว่าผี​จะ​ได้ยิน ​ได้​แต่งึมๆ​ งำๆ​ อยู่​ในใจ มือกำพวงตะกรุดหวายอ่อนร้อยตะกั่วเก้าเม็ดไว้มั่น หมาย​จะ​ใช้ฟาดหัวผีให้เต็มรัก

บานประตูเผยเข้ามาเต็ม​ที่ บัง​เขาไว้เสียจากมุมสายตาของผู้​ที่ก้าวเข้ามา ชายหนุ่ม​ได้​แต่เห็นเงาแวบๆ​ ผ่านล่วง​ไปเงาหนึ่ง​ พออีกเงาตามมา ก็ฟาดพวงตะกรุดนั้น​​ไปสุดแรง

"โอ๊ย!...​ คุณ ทำอะไร​น่ะ!"

​แต่​ที่ถูกฟาดถนัดถนี่กลาย​เป็นนายวงศ์ ผู้ไม่ยอมให้อุ่นเรือนมา​ที่เรือนตึกนี้ตามลำพัง​เป็นเด็ดขาด

หญิงสาวหันมาหัวเราะคิก นึกสะใจอยู่​ข้างใน ก่อน​จะรีบโผเข้า​ไปพูดจา​กับคน​ที่รัก

"เกิดอะไร​ขึ้น​หรือคะ​ หรือว่า​เมื่อคืนมีขโมยขโจร"

อุ่นเรือนพูด​ไปอีกทางหนึ่ง​ ​ทั้ง​ที่ก็พอเดาออกจากท่าทางของ​เขา ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​

"ขโมยขโจร​ที่ไหน อูย!...​ ตะกรุด​ทั้งพวงฟาดมา​ได้ ข้าไม่ใช่ผีสางแม่นางโกง...​"

ทรงธรรมพูดไม่ออก

"กลัวผีละซีขอรับ กระพ้มก็นึกแล้ว​"

​ทั้ง​ที่มือของนายวงศ์ยังคลำศีรษะป้อย ​แต่น้ำเสียงกลับแสดง​ความ​เป็นต่ออย่างยิ่ง

ทำให้ชายหนุ่ม​ต้องรีบแก้ตัว

"​ใครว่าล่ะ ข้ากลัว​ที่ไหนกันเล่า ​ใคร​จะบ้า​เอาของแข็งฟาดหัวผี ก็​เมื่อคืนเหมือนมี​ใครย่องเข้ามา...​"

พอพูดถึงตรงนี้ ​เขาก็หัน​ไปดูสภาพภายในห้อง ตอนแรกแค่คิดว่า​จะหาข้ออ้าง ​กับอะไร​สักสิ่ง​ที่มันควร​จะไม่อยู่​ใน​ที่ทาง ​แต่ปรากฏว่า ทุกอย่าง​ที่เห็นกลับกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ​ที่​เป็นดังนี้ก็​เพราะฝีมือของพวกผีสาวของคุณแสนั่นเอง

"จริงหรือคะ​พี่ธรรม์ มันมารื้อค้นอะไร​กันเล่า ถึง​ได้เละเทะถึงเพียงนี้"

"พี่ก็ไม่รู้​ได้ ​เมื่อคืนท่องตำราจนเผลอหลับตั้งแต่ยังไม่ค่ำสนิทดี พอตื่นมาดึกๆ​ อ่านตำราต่อ ไม่รู้ว่าพวกมันมาตอนไหน พี่เพิ่ง​ได้ล้มตัวนอนตอนใกล้รุ่งนี่เอง"

พอแก้ตัว​ได้ช่องหนึ่ง​ ก็เลย​ถือโอกาสแก้ตัวในเรื่อง​อื่นๆ​ ให้จบ​ไปเสียในคราวเดียว ​ทั้งเรื่อง​ห้องนี้​ที่เละเทะ ​และเรื่อง​​ที่ผิดนัดมื้อเย็น​กับหญิงสาว

"พี่ธรรม์ปลอดภัยก็ดีแล้ว​ พวกนี้ปล่อยให้นายวงศ์เก็บกวาด ​ส่วนเรา​ไปนั่งคุยกัน​ที่ศาลาท่าน้ำดีกว่า"

แล้ว​อุ่นเรือนก็หัน​ไปย้ำคำสั่ง​กับบ่าวคนสนิทของบิดาอีกครั้งด้วยสายตา

"​แต่กระผม...​ เอ่อ หรือ​จะให้เรียกพวก...​"

นายวงศ์ขยับ​จะขัดแย้ง ​แต่ทรงธรรมรีบชิงจังหวะ

"ไม่​ได้นายวงศ์ แล้ว​​จะเรียกให้ข้า​เป็นคนเก็บกวาดหรือยังไร"

คนไม่เต็มใจเลย​มีอัน​ต้องอับจนถ้อยคำ เริ่มก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของ​ที่เกลื่อนกลาดนั้น​ด้วยตนเอง

"เรา​ไปกันเถอะ ว่า​แต่ พี่ถอดประคำนั่นออกเสียก่อนดีไหม แลดูเกะกะพิกล หยั่งกะหมอเกตุอาคมอะไร​นั่นแน่ะ"

ทรงธรรม์รีบปลดประคำสายใหญ่ออกจากคอ นึก​จะหาคำแก้ตัวเรื่อง​ประคำนี่ต่อ​ไป ​แต่พอเห็นว่าอุ่นเรือนไม่​ได้มีท่าที​จะติดใจอะไร​​กับมัน ก็เลย​ปล่อยเลย​ตามเลย​

​ทั้งหมด​ที่เกิดขึ้น​ พาให้บรรดาผีสาว​ทั้งหมดมีอัน​ต้องตื่นขึ้น​มาในยามสาย ​และด้วยว่าอดนอนมาหลายวัน จึงบ่นกัน​เป็นการใหญ่ จนคุณแส​ได้ที​จะยุให้สมใจ จึงกล่าวว่า

"อย่างนั้น​เห็น​ที่เรา​จะ​ต้องไล่​เขา​ไปให้พ้นๆ​ ​ทั้ง​ที่ยังกลางวันแสกๆ​ อยู่​นี่ละ"




ศาลาริมน้ำของเรือนตึกนี้ ต่างจากเรือนแพของท่านเจ้าคุณอยู่​มาก ตั้งแต่ไม่​ได้สร้างยื่นลง​ไปในน้ำ ​เพราะริมตลิ่งมีเขื่อนหินทิ้งกั้นไว้ตลอดแนว ศาลานี้จึงสร้างล้ำเข้ามา มีขึ้น​เสายกพื้น มุงหลังคา​เป็นหน้าจั่วสี่มุมด้วยกระเบื้องดินเผา กระทั่งขนาดก็พอให้แค่สี่ห้าคนนั่งล้อมกันพอให้เข่าชนเข่า

กระนั้น​ศาลานี้ก็ยังไม่คับแคบเกิน​ไปสำหรับสองคน

​แต่พออุ่นเรือนนั่งปุ๊บ ทรงธรรมก็เบียดลงปั๊บ

​ซึ่งหาก​เป็นยามปกติ มีหรือ​ที่หญิงสาว​จะบ่ายเบี่ยง ​แต่นี่​คือเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานของเธอเลย​ทีเดียว

ทรงธรรมจับสังเกต​กับปฏิกิริยานั้น​​ได้จึง​ต้องเอ่ยถาม

"แม่อุ่นมีอะไร​ไม่สบายใจหรือเปล่า"

"มีสิเจ้าคะ​...​ พี่ธรรม์รู้หรือไม่ เจ้าคุณพ่อ​จะให้อุ่นมีเรือน"

ทีแรกชายหนุ่มยิ้ม ​แต่อึดใจ​ต่อมาก็ฉุกคิด เลย​​ต้องเริ่มซัก

"แล้ว​ แม่อุ่นคิดว่าอย่างไร"

"​ถ้าฉันรู้ ​จะมาหาพี่ทำไมเล่า"

อุ่นเรือนตีเบาๆ​ ลงบนแขนของคน​ที่ทำ​เป็นไม่รู้ประสีประสา

"คำสั่งเจ้าคุณพ่อ ​จะขัดขืน​ได้ยังไง ​ทั้ง​ที่...​ ​ทั้ง​ที่...​"

"​ทั้งๆ​ ​ที่อะไร​จ๊ะ​"

ทรงธรรมแกล้งทำหน้าซื่อ

"ก็​ทั้งๆ​ ​ที่ใจฉันมันขัดแย้งอยู่​นักละซี"

"แม่อุ่น พี่​จะบอกให้ ชีวิตคนเรา ก็​ต้องเลือกคน​ที่เรารัก​ที่สุด ​เพราะถือ​เป็นเรื่อง​ใหญ่สุดในชีวิต"

​เขาพยายามอธิบายอย่างกลางๆ​ ไม่ผลีผลามบอก​ไปว่าให้เลือกตนเอง

"ก็นั่นน่ะซี ​แต่ว่า​ระหว่างสองคนนั่น ฉันก็ไม่รู้​จะถูกใจ​ใคร"

"อะไร​นะ ​ระหว่างสองคนนั่น หนึ่ง​ในนั้น​ไม่ใช่พี่งั้นรึ!"

พอ​ได้ยินชัดๆ​ ทรงธรรมก็ตกใจหนัก ​เพราะคู่แข็ง​เขาไม่ใช่แค่หนึ่ง​ ​แต่ถึงสอง

"รวมพี่ธรรม์ก็​เป็นสาม คนหนึ่ง​​เป็นเสมียนอาลักษณ์ของเสด็จในกรม อนาคตอาจ​ได้ขึ้น​​เป็นถึงกรมวัง ​เพราะรับ​ใช้ใกล้ชิดเบื้อง​พระยุคลบาท​อยู่​นัก อีกคนก็ลูกหลาน​พระยาจักรี เก่งทางการรบฉกาจฉกรรจ์ ​ถ้า​เป็น​เขา ฉันอาจ​ต้องร่อนเร่​ไปอยู่​รักษาป้อม​พระจุลฯ ​ที่แหลมฟ้าผ่า​กับ​เขา"

น้ำเสียงของอุ่นเรือนเศร้าสร้อยลง​ไปไม่ใช่น้อย ​แต่​เมื่อเงยขึ้น​มาสบตา แววตาของเธอก็พราวพรายขึ้น​วิบหนึ่ง​

"ฉันก็ไม่อยาก​จะขัดใจพ่อ ​แต่ก็บอก​ไปแล้ว​ละว่า ถึง​จะเก่งกาจบุ๋นบู๊ขนาดไหน พี่ธรรม์ก็ไม่​เป็นรอง เรื่อง​วิชา​ความรู้หมัดมวย โคลงกลอนกาพย์ฉันท์ ไม่แน่ว่าพี่ธรรม์อาจ​จะเหนือกว่า"

อุ่นเรือนพูดเรื่อยๆ​ หว่านล้อมแนะช่องทาง​โดยไม่พูดออกมาตรงๆ​ ว่าให้ทรงธรรม​ไปสมัคร​เป็นลูกเขยด้วยเสียอีกคน แล้ว​ก็ค่อยจัดวัด​ความ​สามารถกัน​ไปให้เห็นถนัด

เธอเองก็สนุกอยู่​มาก ด้วยว่า​ได้นึก​ไปถึงนิยายปรัมปราสมัยก่อน ​ที่​ต้องมีเจ้าชายต่างเหมือง มาประลองยุทธต่างๆ​ นานา ​เพื่อเฟ้นหาผู้เก่งกล้า​ที่​จะ​ได้ตัวนาง​ไป

​แต่จนแล้ว​จนรอด ทรงธรรมก็ไม่​ได้ออกปากว่า​จะสมัคร​เป็นคู่แข่ง

"แล้ว​...​ แล้ว​เจ้าคุณอเนกท่านคิดเห็น​เป็นอย่างไร"

"เจ้าคุณพ่อก็เลย​ให้ฉันมาบอกพี่นี่ไงเล่า ให้ลงประลองด้วย วันพรุ่ง​จะนัดพวกนั้น​มา ให้พี่​ไป​ที่เรือนโน้น​ได้เลย​"

ทรงธรรมตกใจจนหน้าถอดสี ​กับพวกหัวกากหัวไม้ตามร้านตลาดนั้น​ ​จะนักเลงเพลงยาวหรือนักเลงลอยชาย​ที่ไหน ก็ไม่ครณามือหรอก ​แต่นี้​เป็นถึงขุนน้ำขุนนาง คนหนึ่ง​ก็ดีกัน​ไปอย่างหนึ่ง​ ​ส่วนตัว​เขาเองนั้น​ พิจารณา​ไปก็เหมือนเป็ด ​คือคล้ายๆ​ ​จะทำ​ได้ทุกอย่าง ​ทั้งขัน ​ทั้งบิน ​ทั้งว่ายน้ำ ​แต่ไม่เคยทำอะไร​​ได้ชำนาญจริงๆ​ เลย​สักอย่างเดียว

คิด​ได้ดังนั้น​ก็แทบถอดใจ

"พี่ธรรม์ก็แค่ชนะพวก​เขาให้​ได้ แค่นั้น​เอง"

คำสุดท้ายของอุ่นเรือนกลั้วหัวเราะ ​เพราะลึกๆ​ ก็มี​ความสุขอยู่​เหลือแสน ว่าตนนั้น​มีคุณค่าถึงขนาด​ต้องให้คนมาประลองเลือก

"​เอาแบบแม่รจนาไม่​ได้รึ"

"ยังไรคะ​"

"ก็แม่อุ่น​เป็นคนเสี่ยงพวงมาลัย มา​ที่เจ้าเงาะคนนี้"

ชายหนุ่มชี้​ที่อกตนเอง

"พี่ธรรมก็พูดเรื่อย​ไป นั่นมันในนิทาน ทำไมล่ะ แสดงว่าพี่ธรรม์ไม่​ได้สนใจ...​ ช่างเถอะ! ถือว่าฉันไม่​ได้มาพูดจากเรื่อง​นี้ก็แล้ว​กัน"

เห็นท่าทางเหมือนคน​กำลัง​จะ​เป็น​จะตายของทรงธรรมแล้ว​ก็นึกเ​คือง อุ่นเรือนจึงพูดออก​ไปเช่นนั้น​

"เดี๋ยวสิ ประเดี๋ยวสิแม่อุ่น พี่แค่​กำลังคิดหาหนทางว่า​จะจัดการ​กับสองคนนั้น​อย่างไรต่างหาก"

ทรงธรรมแทบวิ่งตาม ​เพราะอุ่นเรือนเดินลิ่วๆ​ กลับมาทางหน้าเรือน

"คิดให้ตัวแตกตายก็ท่า​จะยาก"

เสียงของนายวงศ์เหมือนลอยมาตามสายลม

"ไอ้...​ นายวงศ์ นอกจากตาต่ำแล้ว​ยังใจแคบอีกนะเอ็ง"

นานทีหรอก​ที่​เขา​จะ​ใช้คำพูดทำนองนี้ ​กับผู้​ที่มีอาวุโสมากกว่า

"เก็บของเรียบร้อย​แล้ว​ ก็​ไปรอข้างนอก ข้ามีเรื่อง​​จะพูดจา​กับพี่ธรรม์​เขา"

พอมีคนอื่นมาเพิ่ม อุ่นเรือนก็กลับ​ไปอยู่​ฝ่ายเดียว​กับทรงธรรมทันที

"​แต่คุณท่านสั่งว่า...​ ห้ามคุณอุ่นอยู่​กันตามลำพัง​กับ...​"

"กล้า​ไปฟ้องพ่อรึ ​ถ้านายวงศ์กล้า ข้าก็​จะบอก ​ที่​เมื่อคืนมีคนดื่มสุราจนเมามาย แล้ว​​ไปมุดมุ้งนังเจือ​ที่เรือนครัวน่ะ"

ไม้นี้​ได้ผล​ที่สุด ​เพราะทำให้นายวงศ์รีบก้มหน้างุดๆ​ จาก​ไป

พอเห็นบ่าวชรา ก้างขวางคอชิ้นใหญ่เดินคอตกพ้น​ไปจากมุมตึกด้านนี้ ทรงธรรมก็เริ่มออดอ้อนต่อ​ไป ​พร้อม​กับประคองหญิงสาวเข้ามานั่งในร่มเรือน ตรงชุดเก้าอี้เหล็กดัดลายโปร่งเบา

"แม่อุ่นจ๊ะ​...​ ถามจริงๆ​ แม่อุ่นเข้าใจหัวอกพี่ธรรม์คนนี้บ้างหรือเปล่า"

คำถามนั้น​ส่งมาในระยะ​ที่ริมฝีปาก​เขาแทบ​จะแนบชิด​กับริมหู

อุ่นเรือนผลักใบหน้า​เขาออก

"ทำอย่าง​กับพี่ไม่รู้ว่าใจฉันคิดยังไรอย่างนั้น​ละเจ้าคะ​"

"​ถ้าแม่อุ่นเข้าใจ ทำไมถึง​ต้องมีการแข่งขันอะไร​พรรค์นี้อีกเล่า"

ทรงธรรมยังอ้อนต่อ​ไป

"ถึงฉันเข้าใจ ​แต่...​ คนอื่นไม่ยอมเข้าใจ ยังไรเสียพี่ธรรม์ก็​ต้องลงแข่ง แพ้ชนะอย่างไร ​เขาก็​จะ​ได้รู้กันว่า พี่ธรรม์พยายาม​เพื่อฉันมากแค่ไหน"

คราวนี้อุ่นเรือนหันมาเกาะแขน​เขาบ้าง

​และ​แม้​จะรู้ว่าศึกครั้งนี้แทบ​จะไม่มีทางชนะ ​แต่​เมื่อหญิงสาวพูดออกมาดังนี้ ทรงธรรมก็จำ​ต้องสมยอม แบบชนิดไม่ให้เสียศักดิ์ศรีเท่าไรนัก จึงกล่าวว่า

"แน่นอน...​ เรื่อง​นี้พี่​เป็นไม่ยอมให้​ใครมาแย่งแม่อุ่น​ไปจากพี่"

​พร้อม​กับถ้อยคำ ​เขาก็สบตานิ่ง ค่อยโน้มหน้าเข้า​ไปใกล้ แทบ​จะ​ได้ยินเสียงหัวใจของหญิงสาว​ที่เต้นอยู่​โครมครามนั่นแล้ว​ นายวงศ์ก็เข้ามาขัดจังหวะอีกจน​ได้

บ่าวผู้ซื่อสัตย์กระแอบเบาๆ​ ​เป็นการเตือน ทำให้อุ่นเรือน​ต้องรีบผลักใบหน้าของ​เขาออกห่าง

"บอกว่าให้​ไปรอข้างหน้ายังไรเล่านายวงศ์"

"ตอนนี้สายมากแล้ว​ คุณท่านคง​เป็นห่วง คุณอุ่นรีบกลับเรือนดีกว่าขอรับ"

"อย่า​ไปสนใจ​เขาเลย​น่ะ เรามาว่าธุระกันต่อเถิดแม่อุ่น"

ทรงธรรมทำ​เป็นไม่เห็น​เขาอยู่​ในสายตา พยายาม​จะสานต่ออารมณ์รัญจวน​เมื่อครู่ให้ถึง​ที่สุด

​แต่อุ่นเรือนกลับสะบัดลุก คงนึกขัดใจอยู่​นัก​ที่ถูกขัดคออยู่​ซ้ำแล้ว​ พูดสั่ง​ความด้วยอาการเ​คืองๆ​ ว่า

"ฉัน​จะกลับละ พี่ธรรม์ก็อย่าลืม​ไปตามนัดแล้ว​กัน วันพรุ่งก่อนเพล"




สุดแสน​จะละเหี่ยหัวใจ ไม่นึกเลย​ว่าเป้าหมาย​ที่ตั้งไว้ ​จะ​เป็น​ได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งสะท้อนใจ ​เพราะรู้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่ใช่เรื่อง​​ที่ถูก​ที่ควร ​แต่​จะให้ทำอย่างไร​ได้ ใน​เมื่อแทบ​จะ​เป็นหนทางเดียว ​ที่ทำให้​เขาก้าวหน้า​ได้รวดเร็ว

เจ้าคุณอเนก​เป็นคนฉลาด ออก​จะแกมโกงด้วยซ้ำ ​ส่วนลูกสาวก็​เอา​แต่ใจตัวเอง​เป็นหนึ่ง​ หากว่าอุ่นเรือนไม่มีใจให้​กับ​เขาเต็ม​ที่ ทรงธรรมคิดว่าตน​จะไม่ทุ่มเทขนาดนี้เลย​จริงๆ​

สู้อุตส่าห์วางแผนจน​ได้มาอยู่​ใกล้ชิด เจ้าคุณบิดานั่นก็ยังไวกว่า นึกว่าแค่เปรยๆ​ เรื่อง​​จะจับลูกสาว​แต่งงานมีเหย้ามีเรือน ​ที่ไหน​ได้ อาจ​จะแอบ​ไปติดต่อทาบทามกันไว้ก่อนแล้ว​ด้วยซ้ำ

แล้ว​​จะ​เอาอะไร​​ไปสู้​เขา​ได้ นอกจากรูปร่างหน้าตา​ที่พอ​จะเทียบ ต่อให้​ความคิด​ความอ่าน​จะปราดเปรื่องสักเพียงไหน ​แต่หากขาดผู้ใหญ่หนุนหลัง คนดีคนเก่ง ก็​จะ​เป็นคนดีหรือคนเก่ง​ที่โลกลืม ก็แค่นั้น​

​แต่คู่แข่งสองคนนั่น คนหนึ่ง​ก็รับ​ใช้เจ้านายอยู่​ในรั้วในวัง อีกคนก็​เป็นทหารเอกหัวเมือง ล้วนมีเจ้าใหญ่นายโตให้เกาะก้าว ไม่ทัน​จะครบสามสิบกระมัง อาจ​จะ​ได้กินยศ​เป็น​พระยาพานทอง

​ส่วนตนเอง จนป่านนี้ก็ยังไม่แล้ว​รอด​ไปทางไหน พยายามผลักตัวเองให้​ได้มาเรียน​กับบาท​หลวงมิชชันนารี ก็​เพราะคิดว่าช่องทางทางต่างประเทศยังมีอีกกว้างขวาง หลวงพ่อบาท​หลวงก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ คงช่วยผลักดันกันให้​ไปถึงฝั่งฝัน​ได้บ้าง

​แต่นั่นก็​เป็นอนาคตอันห่างไกล ซ้ำคู่แข่ง​เพื่อนร่วมเรียนร่วมชั้นก็มีหลายคน หลวงพ่อ​จะฝากฝัง​ใครให้​ได้ดิบ​ได้ดีในสถานกงสุล ก็คง​ต้องคัดแล้ว​คัดอีก นั่นละทรงธรรมถึงหาทางสาย​ที่สองสาย​ที่สาม ​เป็นหนทางสำรอง​ที่​จะช่วยยกพยุงให้ตัว​เขาเดินต่อ​ไปข้างหน้า

พออุ่นเรือนปลอมตัวเข้ามาเรียนนั่น ​เขาก็เห็นทางสว่าง รีบฉวยโอกาสนั้น​ไว้ตั้งแต่รู้ว่านาง​เป็นสตรี เฝ้าเพียรปรนนิบัติ จนเธอยินยอมอ่อนข้อให้ถึงขนาดนี้ ​แต่แล้ว​เจ้าคุณบิดาก็กลาย​เป็นตัวแปรสำคัญ

เจ้าคุณอเนกคุณากร ​แม้ไม่ยิ่งใหญ่มีอำนาจ ​แต่สายสนกลใน​กับพวกข้าราชการยังล้นเหลือ ​เพราะบารมีบุญเก่าของวงศ์ตระกูลยัง​เป็น​ที่เกรงอกเกรงใจ ​เมื่อเจ้าคุณออกปากมีหรือ​ที่บ้านใหญ่บ้านโต​จะไม่รีบส่งชายหนุ่มมาร่วมคัดเลือก

ระโหยละเหี่ยจนแทบไม่อยาก​จะทำอะไร​อีกแล้ว​ กระทั่งตอนก้าวกลับเข้ามาแล้ว​เห็นเงาๆ​ เพ่นพ่านอยู่​​ไปมา ก็หา​ได้ใส่ใจอะไร​ไม่

จนผีผกา​กับมาลียื่นหน้ามาจนใกล้ แกล้งแลบลิ้นยาวถึงอก ทรงธรรมยังแค่เมินหน้าหนี

เจ้าหลงแกล้งเด็ดหัวตัวเองออกมายื่นให้ ​เขาก็ทำท่า​จะเตะ​ไปให้ไกล จนผีเด็กชายรีบเก็บหัวแทบไม่ทัน

​ทั้งคุณแส​และแสงเพ็งต่างแปลกใจ ว่า​เขา​เป็นอะไร​

"นี่คุณทรงธรรมไม่กลัวเราแล้ว​หรือเจ้าคะ​"

ผีสาวยื่นหน้า​ไปใกล้ กลิ่นหอมชวนชื่น ระรวยรินผ่านเข้าจมูกของชายหนุ่ม

​แต่​เขาก็ยังหันหนี

"ซ้ำยังกล้ากลับมาอีก"

"ข้าไม่มีเวลา​จะ​ไปคิดกลัวพวกผีสางแล้ว​ละน่ะ คน​กำลังกลุ้มใจ​จะตายชัก"

ทรงธรรมตอบอย่างรำคาญๆ​

แสงเพ็งก็ชักไม่พอใจ

"เพิ่ง​จะ​ได้ยินว่าคนไม่มีเวลา​จะกลัวผีก็​ที่นี้ละ"

พอจบก็ถอยห่าง คล้ายไม่ปรารถนา​จะพูดอะไร​ด้วยอีก

"​แต่ว่า...​" แสงเพ็งหัน​ไปพูด​กับคุณแส ​ที่ยืนรอเหตุการณ์อยู่​ด้านใน "ดูๆ​ ​ไป​เขาก็ไม่น่า​เป็นพิษ​เป็นภัยอะไร​นะเจ้าคะ​ ฉันก็เพิ่งเคย​ได้ยิน คนไม่มีเวลา​จะกลัวผี ตลกดี"

"ทำไมกลับมาอีกเล่า"

คุณแสเลื่อนตัวเข้าใกล้ ถามง่ายๆ​ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ​

"ไม่กลัวเราหลอกหลอนอีกหรือยังไร"

"​จะหลอกอะไร​ก็หลอก​ไปเถอะน่ะ ​ระหว่างถูกพวกแม่คุณหลอกหลอน เผื่อข้า​จะคิดวิธีรับมือ​กับไอ้พวกนั้น​ ​จะ​ได้​ได้แม่อุ่นเรือนมาครองสักที"

ทรงธรรมพูดจาไม่ค่อยอยู่​กะร่องกะรอยอย่างไรพิกล

"คน​ที่หวัง​แต่​จะรวยทางลัด ไม่​ได้รัก​เขาจริง หวัง​แต่สมบัติพัสถานอย่างเจ้า ยังคิด​จะ​ไปแข่งขันกะ​เขาอีกรึ"

คุณแสปรามาส ราว​กับล่วงรู้เรื่อง​ราว​ทั้งหมดดีแล้ว​

ทำให้ทรงธรรม​ต้องรีบตอบโต้ ใจนั้น​เลิกกลัว​ไปหมดแล้ว​​กับผีสางแม่นางโกงพวกนี้

"​ใคร ​ใครว่าข้าไม่รักแม่อุ่นจริง"

"ก็เจ้านั่นละ!!!"

หลายเสียงประสานเสียงตอบ ชัดเจนจนทรงธรรมผงะ

"มีแม่อุ่นเรือนอยู่​​ทั้งคน ยัง​จะมีแม่นงแม่นวลอะไร​อีก"

ผีบุปผายิ้มเยาะ

"ใช่ๆ​ พี่ชายน่ะ รักมั่ว​ไปทั่วเลย​"

​เป็นเจ้าหลง​ที่ถึง​กับจิ้มเข้า​ที่พุงของชายหนุ่ม

"ประเดี๋ยว พวก...​ พวกแม่ๆ​ ​ทั้งหลายรู้​ได้ยังไรเนี่ย"

"ก็อ่านเพลงยาวของท่านไงเล่า"

ผีมาลีลอยหน้าตอบ

"นี่!...​ พวกเจ้า...​"

ทำ​เอาทรงธรรมถึง​กับพูดไม่ออก

"พอเถอะ ไม่​ต้องพูดอะไร​แล้ว​...​" คุณแสตัดบท "...​​ไปจาก​ที่นี่ซะ"

นั่น​เป็นจุดหมายเดียวของคุณแส

ทรงธรรมถอนหายใจอย่างแรง แทบไม่อยาก​จะพูดจาด้วยต่อ​ไป

"โถ่เอ๋ย! แล้ว​​จะให้​ไปทางไหน​ได้"

"เรา​เป็นผีเร่ร่อน เลย​​ต้องมาอยู่​ร่วมกัน​ที่นี่ ​แต่คุณทรงธรรมไม่ใช่ผี ​จะออก​ไปไหนต่อไหนก็​ได้อยู่​แล้ว​นี่เจ้าคะ​"

แสงเพ็งออก​ความเห็น ใจนั้น​อยาก​จะคุย​กับ​เขาดีๆ​ ไม่อยากขับไล่ไสส่งให้เสียน้ำใจกันเปล่าๆ​

"​เอา​เป็นว่า เรื่อง​ของข้าน่ะซับซ้อนนักหนา พวกแม่นางผีๆ​ ​ทั้งหลายไม่มีวันเข้าใจ"

ทรงธรรมนั้น​กลัวจนเลิกกลัว​ไปหมดแล้ว​ เวลานี้มี​แต่​ความวิตกกังวล​ที่​เป็นตะกอนข้นเหนียวติดอยู่​ในหัวใจ

"มัน​จะซับซ้อนขนาดไหน​กับเชียวคะ​ ไหนลองเล่าให้พวกเราฟังซิ"

แสงเพ็งเห็น​เป็นเรื่อง​น่าสนุก ​และผีตนอื่นๆ​ ก็ส่งเสียงสนับสนุนกันเต็ม​ที่

"อย่าให้มากเรื่อง​​ไปหน่อย​เลย​นะพวกหล่อน"

คุณแส​ต้องปรามตวัดๆ​

"​แต่พวกเราอยากฟัง อยากรู้นะเจ้าคะ​คุณแส"

ผีๆ​ รบเร้ากันเซ็งแซ่จนทรงธรรมออก​จะรำคาญเต็มที

"หยูดดดดด! หยุดเถอะ! พอที เรื่อง​ของข้าไม่มีอะไร​น่าฟังหรอกน่ะ"

"ก็เล่ามาก่อนซี่ ​จะ​ได้รู้ว่าน่าฟังหรือไม่"

แสงเพ็งยังเร้า

"ไม่ละ ไม่เล่าหรอก"

"เล่าเถอะเจ้าค่ะ​ คุณแสก็ไม่​ได้ขัดขวางอะไร​แล้ว​"

ทรงธรรมไล่มองหน้าผีสาว​ไปทีละตน ​เมื่อแน่ใจว่าพวกนางคงรูป​เป็นหญิงสาวปกติ ไม่มีทีท่าว่า​จะทำลูกตาหลุดจากเบ้า หรือทำลิ้นห้อยยาวออกมาอีก ก็ระบายลมหายใจยาว

"พวกแม่ผีๆ​ ​ทั้งหลายนี้ ช่างอยากรู้อยากเห็นกันเหลือเกิน ​เอาละ ​ถ้าอยากฟังข้าก็​จะเล่า

แล้ว​ทรงธรรมก็เริ่มเท้า​ความ เริ่มตั้งแต่สมัยตนเอง​เป็นเด็กเล็กๆ​ ลำบากลำบนถูกกดขี่มาขนาดไหน ​ต้อง​ไปอาศัยอยู่​​กับลุงป้า​ที่เมืองพริบพรี หรือเพชรบุรี กว่า​จะลืมตาอ้าปากมาฝากตัวอยู่​​กับบาท​หลวงมิชชันนารี ก็​ต้องกระเสือกระสนอยู่​เหลือแสน

กระทั่ง​ได้มาพบ​กับอุ่นเรือน หนทางสบายก็ค่อยพร่างพราวขึ้น​อีกมาก

"คิดดู แม่อุ่น​ทั้งสวย​ทั้งร่ำรวย เจ้าคุณพ่อของเธอก็​เป็น​พระน้ำ​พระยา ​ได้​เป็นเขยบ้านนี้ อีกหน่อย​ข้าอาจ​จะ​ได้​เป็นเหมือนแม่ผีประจำเรือน​ทั้งหลายนี่ก็​ได้"

ทรงธรรมยกตำแหน่ง "ผีประจำเรือน" ให้​กับบรรดาผีในเรือนตึกบ้านอเนกคุณากร​ได้เสร็จสรรพ

"เหมือนพวกเราตรงไหน"

ผีสาวประสานเสียงถาม

"ก็เหมือนตรง​ที่อยากทำอะไร​ก็​ได้ทำยังไรเล่า"

ทรงธรรมตอบอย่างอารมณ์ดี ​เพราะ​ได้พูดคุยระบาย​ความในใจ เลย​ค่อยสบายใจขึ้น​อีกมาก

"นึกแล้ว​ว่าเจ้าไม่ใช่คนดี โลภหลงลาภยศ"

คุณแสดู​จะ​เป็นตนเดียว​ที่ไม่เห็นดีเห็นงาม​ไป​กับถ้อยคำของชายหนุ่ม

"ข้าหวังแค่ว่าครอบครัวของแม่อุ่นเรือน​จะช่วยให้ข้าก้าวหน้า ​แต่ไม่​ได้คิด​จะปล่อยปละทิ้งขว้างกันเสีย​เมื่อไหร่"

ทรงธรรมพยายามให้เหตุผล

"ในทางกลับกัน ​ถ้าหาก​ได้แม่อุ่นมา​เป็นศรีภรรยาจริงๆ​ ข้าก็​จะดูแล​เป็นอย่างดี คอยห่วงใยคุ้มครองตลอดเวลา"

นึกภูมิใจไม่น้อย ​ที่คำพูดคำจาของตนเองเข้าท่าเข้าทางดีไม่หยอก

"​แต่ฟังๆ​ ดู คุณทรงธรรมก็ไม่​ได้มีไมตรี​กับคุณอุ่นเรือนนั่นสักเท่าไร"

แสงเพ็งออก​ความคิดเห็นบ้าง

"คนร่ำรวยมีลูกสาวสวยๆ​ มีเยอะ​ไป ทำไม​ต้อง​แต่ง​กับคุณอุ่นเรือนด้วยล่ะ"

"หน้าตาเธอก็ดี ครอบครัวเธอก็ไม่ใช่ย่อย มี​ทั้งรูปสมบัติคุณสมบัติขนาดนี้ แถมยังมีใจให้ข้า เรื่อง​อะไร​​จะ​ต้อง​ไปหาคนอื่นอีกเล่า"

ทรงธรรมตอบ​ไปอย่าง​ที่ใจคิด พลางสายตาก็จับอยู่​ดีดวงหน้ากระจ่างใสของผีสาวนามแสงเพ็ง

"คุณทรงธรรมพูดเหมือนไม่เชื่อเรื่อง​รักแท้"

แสงเพ็งเปลี่ยนเรื่อง​​ไปอีก

คราวนี้ทรงธรรมโบกมือ เหมือนมีอะไร​มาตอมตรงปลายจมูก

"รักแท้มันมีจริง​ที่ไหนกันเล่า ​ถ้าหากว่าแม่แสงเจอก็บอกด้วยแล้ว​กัน"

"แล้ว​เจอกันอีกให้ดีฉันเรียกคุณทรงธรรมว่าพี่ธรรม์บ้าง​ได้หรือเปล่า"

ผีสาวเปลี่ยนเรื่อง​​ไป ​แต่ทรงธรรม​ที่สับสนอยู่​​กับเรื่อง​​ที่​จะ​ต้องทำในวันรุ่งพรุ่งนี้ ไม่​ได้ใส่ใจอะไร​นัก พยักเพยิด​ไปตามเรื่อง​ตามราว

"​ต้อง​ได้ซี เราก็ออก​จะคุยถูกคอกันขนาดนี้"

​ความกลัวของ​เขาจางหาย​ไปแทบหมดสิ้นแล้ว​ เหลืออีกนิดๆ​ ก็​คือ ในเวลากลางคืนพวกบรรดาผีๆ​ ตรงหน้านี่คงไม่แผลงฤทธิ์เดชต่างๆ​ ​เพื่อขับไล่​เขาอีก

"เอ้อ! ​เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ​ถ้าพวกแม่ผีประจำเรือนทุกคนช่วยเหลือข้าในเรื่อง​ประลอง​ความรู้​ความ​สามารถ​กับไอ้หนุ่มพวกนั้น​ ข้าก็​จะไม่มารบกวนหรือกวนใจพวกแม่ผีๆ​ ​ทั้งหลายอีกเลย​"

นั่นแล้ว​​คือสิ่ง​ที่พวกผีสาว​ต้องการ แสงเพ็งเห็นดีเห็นงามตาม​ไปด้วย จึงรีบหันกลับมาพูดจา​กับคุณแสอย่าง​เป็นการ​เป็นงาน

"คุณแสเจ้าคะ​ อย่างนั้น​เราก็ช่วย​เขาหน่อย​เถิดเจ้าค่ะ​"

"ใช่ๆ​ จริงด้วย ​เขา​จะ​ได้ไม่มารบกวนเราอีก"

ผีๆ​ ​ที่เหลือช่วยคะยั้นคะยอ ขณะ​ที่ทรงธรรมเริ่มเห็นหนทางสว่างอยู่​รำไร

"ไม่​ได้!"

คุณแสตอบชัด

"ทำไมเล่า ไม่ใช่เรื่อง​ยากเย็นอะไร​นี่ขอรับ"

ทรงธรรมแทบคุกเข่าลงอ้อนวอน

"พวกเรา​เป็นผี คุณทรงธรรม​เป็นคน เราอยู่​กันคนละภพภูมิ"

"คุณแสขอรับ ​จะมาแบ่งแยกผีคนอะไร​กันอีก นี่เราอยู่​ชายคาเดียวกันแล้ว​"

"​แต่...​ พวกเราทุกคน ​ไปจากบ้านนี้ไม่​ได้"

น้ำเสียงของคุณแสอ่อนลงตรงคำท้ายๆ​

"หรือเจ้าไม่รู้ เรา​เป็นผี ​จะออกถูกแสง​พระอาทิตย์กระไร​ได้ ​ถ้าถูกแสงเข้าเต็ม​ที่ ดวงวิญญาณก็​จะสูญสลาย กลาย​เป็นอากาศธาตุ หมดโอกาส​จะ​ไปผุดเกิด​ที่ไหนอีกเลย​"

เหตุผลของคุณแส ทำให้​ทั้งคน​ทั้งผีต่างนิ่งอึ้ง​ไปตามๆ​ กัน

"อีกอย่างหนึ่ง​ งานประลอง​ความ​สามารถอะไร​นั่น ก็ไม่มีทางจัดตอนกลางคืนอยู่​แล้ว​นี่นะ"

ทรงธรรมกะพริบตาปริบ พยายามทำ​ความเข้าใจ แล้ว​ก็พูดขึ้น​ว่า

"แสดงว่า ​ถ้าไม่ติดขัดเรื่อง​แสงสว่าง คุณแส​กับพวกพี่สาวน้องสาว​ทั้งหลายก็​จะช่วยเหลือกระผม เช่นนั้น​ใช่ไหมขอรับ"



**************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3418 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๗ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๑๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-18613 ], [101.109.77.231]
เมื่อวันที่ : ๐๒ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๔.๔๐ น.

ผมอ่านมา​​ได้แค่บทนี้แล้ว​​นะครับ​​
เข้าใจว่าคุณผู้เขียนยังไม่​​ได้แวะมาเกลา หรือตรวจทาน หรืออาจมองข้าม อย่างเช่น​​ที่ยกมา​​เป็นตัวอย่างนะครับ​​

'พอ​​ได้ยินชัดๆ​​ ทรงธรรมก็ตกใจหนัก ​​เพราะคู่แข็ง​​เขาไม่ใช่แค่หนึ่ง​​ ​​แต่ถึงสอง'

​​ซึ่งผมเองก็มีแบบนี้บ่อยเหมือนกัน บางทีก็มีคนทักท้วง บางครั้งก็เจอด้วยตนเอง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Song982 [C-18614 ], [171.7.143.239]
เมื่อวันที่ : ๐๒ มี.ค. ๒๕๕๕, ๑๕.๐๓ น.

ถูก​​ต้องนะคร้าบบบบ สำนวนสด ​​ที่ยังมีคำพลาดหลงหูหลงตา ของ​​พระคุณคุณนาม ​​ที่ช่วยดูแลครับ​​ ​​และคนเขียนยินดียิ่ง​​ที่ช่วยทัก ​​เพราะบางทีก็เพลินอ่านจน​​ไปถึงมือบก.ก็มี

ขอบคุณอีกครั้งครับ​​ผม


ด้วยมิตรภาพ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น