นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
เรือนมายา #2
SONG-982
..."ลอง​ไปถามดูเถิด แถว​แขวงเมืองกาญจ์เมืองสุพรรณ อ่างทอง สิงห์บุรี มีหรือ​ที่​จะไม่รู้จักชื่อข้า หมอเกตุอาคมจอมขมังเวท ตั้งแต่สมัยครั้งกรุงเก่านั่นมาแล้ว​ ​ที่​พระยาละแวก​ต้องทิ้งบ้านทิ้งเมือง ย้าย​ไปถึงพนมเพ็ญ ก็​เพราะอาคมปู่ทวดของปู่ข้า ​ที่ร่วมทัพ​ไป​กับ​พระนเรศว...

ตอน : บทที่ ๑

แสงแดดยิ่งจัดจ้า ​เพราะท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอก พ้นกอไผ่หัวถนนนั่นขึ้น​​ไปก็​จะ​เป็นเขตกงสุลชาวยุโรป สองคนจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น​ ด้วยว่าเดินทางข้ามฟากมาจากแถวตลาดพลูร่วมครึ่งวัน ยังไม่มีอะไร​ตกถึงท้อง

สองคน​ที่เดินทางร่วมกันนี้ ​เป็นศิษย์ของสำนักมิชชันนารีมีชื่อ ​ที่เข้ามาตั้งหลักปักฐานในสยาม ​เพื่อเผยแพร่วิทยาการ​ไป​พร้อมๆ​ ​กับการเผยแผ่ลัทธิศาสนา

ชายคนหนึ่ง​โครงหน้าคมสัน คิ้ว​ได้รูปสวย ขนตาดกดำ​เป็นแพ รับกันดี​กับหน่วยตาหวานฉ่ำ ยามสบสายตา​กับผู้สาวนางใด เธอเหล่านั้น​​จะ​ต้องเผลอคิดว่า​เขา​กำลังหว่านเสน่ห์

จมูก​ที่โด่ง​เป็นสัน ​กับรูปปากอิ่มเต็ม ดูเข้ากันหมด​กับ​ทั้งหน้า ไรหนวดเคราเกลี้ยงเกลาด้วย​ได้รับการดูแลจากเจ้าตัว​เป็นอย่างดี ขณะ​ที่รูปร่างสูงโปร่ง​แต่ว่าอุดมด้วยมัดกล้ามเนื้อ ก็ทำให้การสวมชุดสากลแบบลำลองดูเหมาะเจาะมากกว่าชาวสยามอื่นๆ​ อีกหลายคน

​โดยเฉพาะ​กับคน​ที่เดินมาด้วย ​ที่​แม้​จะสูงเพียงแค่ไหล่ของคนแรก ​แต่ก็ยังอุตส่าห์สวมชุดแบบเดียวกัน ทำให้แลดูหลวมโพรก เหมือนยืมเสื้อผ้าพี่ชายมา​ใช้ ผมยาว​ที่รวบ​เป็นหางม้าราบๆ​ ตรงท้ายทอย ทำให้ดูยิ่งตัวเตี้ยลง​ไปอีก

คนตัวเล็กนี้ผิวพรรณผ่องใสกว่าคนแรก ดวงหน้าก็หวานละมุน หากไม่ดูจากการ​แต่งเนื้อ​แต่งตัว ​ใครไม่เคย​ได้พูดจาปราศัย ก็คงคิดว่า​เป็นพ่อหนุ่มน้อยหน้าละอ่อน

พอพ้นโค้งกอไผ่เจ้าตัวเล็กกว่าก็เร่งฝีเท้า พอเจ้าตัวใหญ่เริ่มกวด ก็เริ่มวิ่ง ใน​ที่สุดจึงกลาย​เป็นวิ่งแข่งกันมายังร้านกาแฟริมทาง

​เป็นร้านแบบทางยุโรป ​ที่ยินดีต้อนรับคนทุกเชื้อชาติ ไม่เหมือนร้านอื่นๆ​ ในย่านนี้ ​โดยเฉพาะพวกเจ๊กจีน​ที่ยอมตัวให้อยู่​ในปกครองของชาติตะวันตก ​ที่บางทีก็ออกปากไล่คนหัวดำ​เอาง่ายๆ​ ขณะ​ที่เรียก "เชิญขะ เชิญขะ เจ้านาย" ​กับฝรั่งตาน้ำข้าวทุกคน

​เพราะฉะนั้น​ ​เมื่อสองคน​ที่​แต่งตัวโก้เก๋ดูเหมือนผู้มีอัน​จะกินแวะเข้ามา เจ้าของร้านจึงรีบออกมากุลีกุจอต้อนรับ

"สวัสดีครับ​คุณผู้ชาย​ทั้งสอง รับอะไร​ดีครับ​"

เจ้าของร้านแทบ​จะจูงให้​ทั้งคู่เข้ามานั่งในโต๊ะตัว​ที่ว่าง

"ข้าวผัดสองจาน ​แต่​เอาคอฟฟี่มาก่อนสองแก้ว"

คนตัวสูงกว่าสั่งอย่างขอ​ไปที ทำให้เจ้าตัวเล็กรีบแย้ง

"คอฟฟี่แก้วเดียว อีกแก้วขอโกโก้...​"

"อะไร​ ไอ้อุ่น กิน​เป็นเด็ก​ไป​ได้"

"พี่ธรรม์กิน​ไปคนเดียวเถอะ คอฟฟี่น่ะมันบีบขมองรู้ไหมล่ะ"

"​ใคร​เขาสั่งสอนเอ็งว่ากินคอฟฟี่แล้ว​บีบสมอง"

"ตอนเรียนก็แอบหลับไงล่ะ ถึงไม่รู้ว่าคอฟฟี่มีคาเฟอีน แล้ว​หยั่งงี้ ​ที่หลวงพ่อปล่อยให้กลับมาท่องตำราเตรียมสอบ ​จะ​ไป​ได้สักกี่น้ำ"

ไอ้อุ่นลอยหน้าพูด ​เพราะ​ที่ตัวเล็กกว่า ทำให้สองคนเหมือนคู่พี่ชายน้องชาย​ที่ดูผิดฝาผิดตัวกันพิกล

"ตกลงว่าคุณท่านนี้รับข้าวแฝ่ อีกท่านรับโกโก้ แล้ว​ก็ข้าวผัดอีกสองจาน"

"ไม่ๆ​ ​เอาข้าวผัดมาจานเดียว ​ถ้าพี่ธรรม์อยาก​จะกินก็กิน​ไป ผมขอแฮม ไข่ดาว แล้ว​ก็ขนมปังปิ้งกรอบๆ​ สักแผ่น"

"อะไร​อีกเล่า ตะวันจวน​จะตรงหัวอยู่​แล้ว​ยัง​จะสั่งเบร๊กฟรัส"

"ผมไม่​ได้สั่งเบร๊กฟรัส ผมสั่งแฮม ไข่ดาวกะขนมปัง"

"เออ! นั่นแหละ​"

"ไม่ใช่ ไม่ใช่!"

"เออ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่"

​ที่สองคนสนิทสนมกัน​ได้มาก นอกจากเรื่อง​อื่นแล้ว​ก็​เพราะ​เป็นเช่นนี้ ​คือ​เมื่อไอ้อุ่น​จะพูดจาเลอะเทอะอย่างไร พี่ธรรม์ของมันก็ยอมเห็นดีเห็นงาม​ไปด้วยทุกเรื่อง​

สองคนเงียบ​ไปอีกครู่ ก่อน​ที่คนตัวใหญ่กว่า​จะถามขึ้น​ว่า

"ทำไมถึงชอบ​เอาชนะนักล่ะอุ่น"

"ผมก็​เป็นอย่างนี้ รู้จักกันมาตั้งนานพี่ธรรม์ไม่น่า​จะถาม"

"งั้นก็ช่างเถอะ ​แต่รับรองว่า สอบคราวนี้เอ็งไม่​ได้ชนะข้าแน่ๆ​ ถึง​จะชวนให้ข้า​ไปค้าง​ที่บ้าน ​แต่อย่าคิดว่า​จะอ่อนข้อให้นา"

"แค่พี่ธรรม์มา​เป็น​เพื่อนก็ดีแล้ว​ ผม​จะรับรองให้อย่างดีเลย​เทียว"

ดวงหน้าละมุนของ "ไอ้อุ่น" นั้น​ราว​กับเด็กหนุ่มยามตกอยู่​ในห้วงของ​ความรัก ขณะ​ที่สายตาของ "พี่ธรรม์" ก็พราวพรายอยู่​ตลอดเวลา​ที่ส่งสายตาให้กัน แล้ว​ต่างคนก็​ต้องต่างเขินอาย​ไปเอง จนคนตัวใหญ่กว่า​ต้องขัดขึ้น​ว่า

"ขอตัวสักประเดี๋ยว ขอ​ไปปล่อยเบาก่อนนะ"

​เขาก็พยักยิ้มให้​กับคนตรงหน้า ​ที่ตอนนี้อยู่​ๆ​ ก็หน้าแดงขึ้น​มาเฉยๆ​

"​จะ​ไปก็​ไป ทำไม​ต้องมารายงาน"

หลังจาก​ที่ทรงธรรมลุกจาก​ไปแล้ว​ ไอ้อุ่นจึง​ได้​แต่บ่นอุบอิบอยู่​คนเดียว

ในร้าน นอกจากสองคนนี้แล้ว​ ยังมีอีกสองสามโต๊ะ​ที่นั่งละเลียดบรรยากาศแบบชาวยุโรป โต๊ะหนึ่ง​มากันห้าคน ​แต่สุมรุมอยู่​ในโต๊ะเดียว ​โดยการลากเก้าอี้มาเพิ่ม ไอ้อุ่นชำเลืองมอง​ไปแวบเดียว แล้ว​ก็ไม่​ได้สนใจอะไร​อีก

​แต่คนพวกนั้น​เฝ้ามองสองหนุ่มอยู่​ตั้งแต่แรก พอทรงธรรมลุก​ไป ชายคนหนึ่ง​ในกลุ่ม ​ที่หน้าตาสะอาดสะอ้าน​ที่สุด ก็ลุกมาสะกิดไหล่ไอ้อุ่นเบาๆ​

"น้องชายๆ​ ช่วยอะไร​หน่อย​สิ"

ไอ้อุ่นหัน​ไปตามเสียง เห็นสีหน้าท่าทางเศร้าๆ​ ของคนสะกิดทักก็แปลกใจ

"มีอะไร​รึ"

ชายคนนั้น​เหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นว่าไม่มี​ใครมอง ก็ค่อยยกห่อผ้า​ที่ถือติดมือมา ออกคลี่วางลงบนโต๊ะ

ไอ้อุ่นถึง​กับตาค้าง ​เพราะในห่อผ้าเก่าๆ​ มีทองคำเล็กๆ​ อยู่​หลายแท่ง

"​คืออย่างนี้นะ...​ ข้า​จะ​ต้องรีบขึ้น​​ไปเชียงใหม่ ​ทั้งลูก​ทั้งเมียพากันจับไข้หนัก ​แต่ว่าพกของแบบนี้​ไปด้วย กลัว​จะเจอพวกโจรเข้าน่ะ"

"ใช่สิ เชียงใหม่ตั้งไกล ไม่รู้กี่วันกว่า​จะถึง ทำไมไม่​ไป​ที่กงสุลอังกฤษ แลก​เป็นตั๋วเงินแล้ว​​ไปถอน​ที่เชียงใหม่ ​ทั้งปลอดภัย​ทั้งพกพาสะดวก​"

ไอ้อุ่นให้​ความเห็น ​พร้อม​ทั้งรู้สึกเห็นอกเห็นใจชายแปลกหน้าผู้นี้ไม่ใช่น้อย

"นั่นน่ะซี ข้ารีบมา นี่ก็ข้ามมาจากฝั่งธนบุรี มาถึงนี้แล้ว​ก็ไม่อยากย้อนกลับลง​ไป"

"แล้ว​​จะให้ช่วยอะไร​ล่ะ"

คราวนี้​ที่ถาม ​เพราะยังเดาไม่ออกว่า ​เขา​จะให้ช่วยอย่างไรจริงๆ​

"ก็ดูจากการ​แต่งตัวของน้องชาย คงพอ​จะมีเงินติดตัวอยู่​บ้าง ​ถ้า​เป็นตั๋วแลกเงินก็ยิ่งดี ขอแลก​กับข้าหน่อย​​ได้หรือเปล่าล่ะ มูลค่าไม่ถึงก็ไม่​เป็นไร ​ส่วน​ที่เกินข้าฝากเจ้าไว้ก่อนก็​ได้"

"ผมมีไม่เยอะนักหรอก เดิมทีเจ้าคุณพ่อ​จะให้​เอา​ไปกำนัลหลวงพ่อ ​แต่หลวงพ่อท่านไม่รับ ก็เลย​​จะ​เอากลับมาคืน"

พูดพลางไอ้อุ่นก็ล้วงธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง​ ดูอย่างคร่าวๆ​ ค่าของมันก็ไม่เท่าครึ่งหนึ่ง​ของทองแท่ง​ที่แผ่อยู่​ตรงหน้า

​แต่ชายแปลกหน้ากลับตาวาว ทำท่า​จะตะครุบมันไว้ทันที

​ทว่ามีอีกมือฉวย​เอา​ไปเสียก่อน

​เป็นทรงธรรมนั่นเอง ​ที่แย่ง​ไปจากมือ ​พร้อม​กับชี้หน้าชายแปลกหน้า อย่างคน​ที่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

"คิด​จะ​ใช้วิธีนี้มาหลอกคนอย่างพวกข้า​ได้อย่างนั้น​รึ"

พูดจบก็คว้าทองมาแท่งหนึ่ง​ จัดวางให้เหมาะเหม็งแล้ว​ก็​เอาป้านน้ำชาทุบโครมลง​ไป บดๆ​ บี้ๆ​ ให้แน่ใจ ก่อน​จะยกขึ้น​ดูผล​ที่เกิดขึ้น​

ชายแปลกหน้าหน้าเสีย ​เพราะทองแท่งนั้น​แทบ​จะป่น​เป็นผง ​ที่แท้​คือปูนปั้นชุบทองบางๆ​

"​เอาอีกแล้ว​นะไอ้ธรรม์ ทำลายแผนการพวกข้าเรื่อย"

ชายแปลกหน้าชี้หน้าโวยวาย ขณะ​ที่​เพื่อน​ที่นั่งคุมเชิงอยู่​ไม่ห่าง ฮือกันเข้ามา

"มาซีวะ มาเลย​ แน่จริงเข้ามาเลย​"

ปากก็ร้องท้า​ไปอย่างนั้น​เอง ​เพราะพอทรงธรรมเหวี่ยงเก้าอี้เข้าใส่พวกนั้น​​ไปสามสี่ตัว ก็ฉุดข้อมือให้ไอ้อุ่นรีบวิ่งหนีออกมาด้วยกัน

​เพราะ​เขาชำนาญเส้นทางตรอกซอยถิ่นแถบนี้​เป็นอย่างดี เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอีกสองสามครั้ง ก็พากันมาทะลุ​ได้ถึงทางฝั่งสวนลุมพินี

ปล่อยให้จอมลวงโลกแก๊งตกทอง​ทั้งสี่ห้าคนนั่น ​ได้​แต่ยืนประกาศ​ความแค้นอาฆาต หมายมั่น​จะจองล้างจองผลาญ กันอยู่​อย่างนั้น​




พากันเดินเลาะมาทางซอยหลังสวน ​ที่วันนี้มีติดตลาดนัดเศรษฐี มีของ​ใช้จากยุโรป​ที่เจ้าของอยากเปลี่ยนแปร​เป็นอย่างอื่น วางเร่ให้เลือกชมอยู่​มากมาย​ พอกัน​กับของกิน​ที่ผู้ขายตั้งใจ​จะนำออกมาวางแผงโชว์ฝีมือ มากกว่า​จะหวังกำรี้กำไร

"หิวนัก ข้าวปลาก็ยังไม่​ได้กิน ยัง​ต้องมาวิ่งหนีไอ้พวกเวรห้าร้อยนั่นอีก"

"แล้ว​พี่ธรรม์ไม่สู้มันล่ะ เห็นออกปากท้าอยู่​เหย็งๆ​"

ไอ้อุ่นอดขัดคอไม่​ได้ ก่อน​ที่มัน​จะพูดต่อ​ไปว่า

"เข้าร้านกันเถอะ แถวนี้ไอถนนมันร้อนเหลือรับประทาน"

"แล้ว​​แต่เอ็งสิ ​ใครชวน​ใครก็จ่ายแล้ว​กัน"

​ที่จริงแล้ว​ทรงธรรมก็มี​แต่รูปร่างหน้าตา ​กับ​ความรู้​ความคิดเท่านั้น​หรอก ​ที่พอ​จะเชิดหน้าชูตา​กับ​ใครๆ​ ​ได้ ​แต่​ถ้า​จะพูดกันเรื่อง​ของฐานะ ​เขาก็จนแสนจน อาศัยว่า​ได้คบหา​กับมิตรสหาย​ที่มั่งมี จึง​ได้​เป็นลูกขุนพลอยพยัก​ไป​กับ​เขาด้วย

​ส่วนไอ้อุ่นนั้น​​เป็นถึงลูก​พระน้ำ​พระยา วงศ์ตระกูลใหญ่โต มีเกียรติยศชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยต้นกรุง ​เมื่อมียศก็ย่อมมีลาภตามมา​เป็นสาย ทำให้ไอ้อุ่นนั้น​ จัดอยู่​ในพวกลูกผู้ดีมีอัน​จะกินขนานแท้​และดั้งเดิม

ไอ้อุ่นพาทรงธรรมเข้ามาในร้านหนึ่ง​​ที่หรูหราโอ่โถง ​ที่ยิ่งน่านั่งขึ้น​​ไปอีกก็​คือ​ทั้งร้านมี​แต่พวกหัวดำ ​ที่พากัน​แต่งตัวด้วยชุดสากลสะอาดสะอ้านอย่างผู้มีฐานะกันทุกคน​ไป

"​จะรับอะไร​ดีครับ​เจ้านาย"

บริกรเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม

ทรงธรรมหัน​ไปพยัก​กับไอ้อุ่นอย่างอารมณ์ดีขึ้น​อีกมาก

"​เอาอะไร​ก็​ได้​ที่กินแล้ว​ไม่ตายน่ะน้องชาย"

ซ้ำยังหัน​ไปพูดจาเล่นหัว​กับบริกรหนุ่มน้อย​ได้อย่างเบิกบาน

"ไม่​ได้นะ​ที่ธรรม์ ​เมื่อกี้ผมก็บอกแล้ว​ว่า​จะดูแลพี่อย่างดี ​เอาอย่างนี้ดีกว่า ​เอาของ​ที่ดี​ที่สุดในร้าน เป็ดร่อน หมูหันหนังกรอบ ปีกไก่น้ำแดง อะไร​​ที่แพง​ที่อร่อยจัดหาออกมา"

"ไอ้อุ่น สั่งเยอะแยะขนาดนี้​จะกินเข้า​ไปยังไงหมด"

"กินไม่หมดหรอกน่า ​แต่อยากชิมทุกอย่างเลย​น่ะซี เถอะน่ะ พี่ธรรม์ก็ช่วยข้าชิมหน่อย​ก็แล้ว​กัน ของโปรด​ทั้งนั้น​ อยู่​​แต่​ที่โรงเรียนของกินถูกปากค่อยมี​ที่ไหน"

"แล้ว​​ที่ว่ามานี่มันต่าง​กับของกิน​ที่บ้านเอ็งยังไงล่ะ"

​เพราะทรงธรรมรู้ฐานะของไอ้อุ่น​เป็นอย่างดีจึงถามออกมาเช่นนั้น​

"ก็​ต้องต่างกันสิ ​เพราะ​ที่บ้านผมน่ะ​ต้องอร่อยกว่าร้านนี้แน่นอน ไม่เชื่อพี่ธรรม์ก็​ต้องชิมทุกอย่าง แล้ว​​เอา​ไปเปรียบเทียบกัน"

​ทว่าเจตนาของทรงธรรม ไม่​ได้​ต้องการให้ไอ้อุ่นเลี้ยงดูปูเสื่อ​ไปเสียทุกมื้อทุกคราว อยาก​จะ​ได้ช่วยหารค่าอาหาร​ได้บ้าง ​แต่ก็จนใจ ​เพราะอัฐในกระเป๋า มีอยู่​ไม่กี่สตางค์

พอ​เขาแอบคลำหาดู ไอ้อุ่นก็จับสังเกต​ได้

"มีอะไร​หรือพี่ธรรม์"

​เขาเลย​แกล้งเสหัน​ไปมองทางโต๊ะหนึ่ง​ ​ที่​กำลังซุบซิบกันอยู่​เกี่ยว​กับเรื่อง​ผีสาง​ที่ออกอาละวาด

"หลวงเซ่งลูกชายของเจ้าคุณคหบดีไงล่ะ ​เขาว่าผีจับหักคอยัดลงบ่อ นี่เพิ่ง​จะ​เอาศพออกมาจากคฤหาสน์บ้านเจ้าคุณอเนก...​"

ไอ้อุ่นเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ​เพราะชื่อ​ที่เอ่ยถึงเจ้าของบ้าน ​คือบิดาของตนเอง

"น่ากลัวจังเลย​ แล้ว​ผีหลวงเซ่ง​จะเฮี้ยนขนาดไหนกันล่ะทีนี้"

"นั่นน่ะสิ ตึกใหญ่หลังนั้น​​ใครๆ​ ก็รู้ว่าผีดุแค่ไหน"

"ก็​ต้องดุซี ตายโหงอย่างนั้น​"

​กำลังตั้งใจฟังอยู่​ดีๆ​ ก็มีชายหนุ่มอีกคนเข้ามาสมทบ ท่าทาง​เขาเหมือนคนสติเฟื่อง ​แต่งขาว​ทั้งชุด คล้องประคำเส้นยาวไว้สายหนึ่ง​ ​กับมีเส้นเล็กอยู่​ในมือ

ท่าทาง​เขาทรนงองอาจ ท่าเดินผ่าเผยมั่นใจอย่างยิ่ง

กลุ่ม​ที่พูดถึงคดีการตายของหลวงเซ่งรีบลุกขึ้น​ต้อนรับ​เป็นการใหญ่

"หมอเกตุอาคม เชิญๆ​ เชิญนั่งก่อน คง​ได้ทางในมาละซี ว่าวันนี้มีผีตายโหง"

พอขยับเก้าอี้ให้​ที่นั่ง รินน้ำชาให้ดื่มเรียบร้อย​แล้ว​ คนหนึ่ง​ในกลุ่มนั้น​ก็กล่าวอีกว่า

"หลวงเซ่งทำไม​ไปตายในบ้านเจ้าคุณอเนก​ได้"

"หลายวันก่อนข้าผ่าน​ไปทางนั้น​ รับรู้ว่าไอวิญญาณรุนแรงมาก เจ้าคุณอเนกถึงทิ้งร้างไม่ยอมอยู่​ไงเล่า"

"แล้ว​หมอเกตุผ่าน​ไปทางนั้น​ทำไม"

"ข้าก็คิดว่า​จะหาฤกษ์หายาม​ไปจับผี​ที่นั่นนะซี้ นึกไม่ถึงเลย​ว่า...​ ​จะสายเกินการณ์"

หมอเกตุตบโต๊ะดังปัง แสดงท่าว่าเสียใจอย่างสุดซึ้ง​กับเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​

"หลวงเซ่งคง​จะ​ไป...​ เอ่อ...​"

ครั้งพอ​จะพรรณนาต่อ​ไป อีกคนก็แทรกขึ้น​

"ท่านเคยเจอผีจริงๆ​ เหรอ"

คำถามเหมือนไม่เชื่อถือ ทำให้หมอผีหนุ่มถึง​กับผุดลุก ชี้หน้าก่อนถามว่า

"เอ็งมันคนใหม่ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน คนอย่างข้าปราบผีมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ​จะไม่เคยเจอผี​ได้ยังไง!"

ด้วยท่าทางกร้าวกราดเช่นนั้น​ ทำให้ทุกคน​ที่ห้อมล้อมยิ่งเลื่อมใส ทำให้หมอเกตุอาคมยิ่ง​ได้ใจมา​เป็นกอง

"ลอง​ไปถามดูเถิด แถว​แขวงเมืองกาญจ์เมืองสุพรรณ อ่างทอง สิงห์บุรี มีหรือ​ที่​จะไม่รู้จักชื่อข้า หมอเกตุอาคมจอมขมังเวท ตั้งแต่สมัยครั้งกรุงเก่านั่นมาแล้ว​ ​ที่​พระยาละแวก​ต้องทิ้งบ้านทิ้งเมือง ย้าย​ไปถึงพนมเพ็ญ ก็​เพราะอาคมปู่ทวดของปู่ข้า ​ที่ร่วมทัพ​ไป​กับ​พระนเรศวร หรือในสมัยสมเด็จ​พระนารายณ์นั่นก็...​"

​กำลังมันปาก ก็มีเสียงหัวร่องอหายดังขัดจังหวะขึ้น​อย่างตั้งใจ​จะดูแคลน

​เป็นเสียงหัวเราะลั่นของทรงธรรม ​ที่ทำให้หมอเกตุอาคมค้อนตาแทบกลับ

คนถูกขัดจังหวะ ปราดเข้ามาถึงตัว กระชากเสียงถาม​เอาตรงๆ​

"มีปัญหาอะไร​"

"ก็ข้า​กำลัง​ได้ยินไอ้บื้อคนนึง ​กำลังพูดจาเหลวไหลอยู่​น่ะซี้"

"เอ็งกล้าด่าข้าเรอะ!"

​จะไม่ให้หมอเกตุอาคมร้อนตัวก็ไม่​ได้ ​เพราะคน​ที่เสียงดัง​ที่สุดในร้าน​เมื่อครู่นี้ ก็​คือตัว​เขาเอง

"ข้าพูดชื่อเอ็งหรือไง อย่ากินปูนร้อนท้อง​ไปเองเลย​น่า โลกนี้มีผีเผอ​ที่ไหน มี​แต่พวกดักดานบางคนเท่านั้น​ละ ​ที่​เอา​แต่งมงาย หวาดระแวงไม่เข้าเรื่อง​"

ท่าทาง​จะเกิดเหตุให้ร้อนใจขึ้น​อีกแล้ว​กระมัง ไอ้อุ่น​ที่นั่งปั้นหน้าไม่ถูกอยู่​ข้างๆ​ รู้สึกใจคอไม่สู้ดีนัก

"บ้านข้า​เป็นหมออาคมมาตั้งแต่ต้นกรุงศรี ปราบผีมานับไม่ถ้วน ผีนางนาค​ที่วัดมหาบุศย์ ลุงข้าก็​เป็นคนสะพายย่ามเดินตามท่านสมเด็จโต ตั้งแต่ตอนยัง​เป็นเด็กวัดระฆัง"

"งั้นก็​เป็นพวกต้มตุ๋นกัน​ทั้งบ้านน่ะซี พวกนุ่งขาวห่มขาวห้อยประคำ ​เขา​ต้องตั้งใจถือศีลกินมื้อเดียว มีอย่าง​ที่ไหน เลย​เพลมาขนาดนี้ ยังมาเดินเข้าเหลา พ่นน้ำลายอยู่​ฟุ้งๆ​"

เสียงของทรงธรรมไม่เบาเลย​ ทำให้คน​ทั้งร้านหันมามองกัน​เป็นตาเดียว

"​ใครสั่ง​ใครสอนให้เอ็งทำแบบนี้"

ประโยคท้ายนั่นเอง​ที่ทำให้หมอเกตุอาคมสุด​จะทนทาน​ได้อีกต่อ​ไป ​เพราะ​ที่ถามอย่างนี้​ทั้ง​ที่ครอบครัว​เขา​เป็นหมออาคม ก็หมาย​ความว่าถูกกล่าวหาว่าบิดามารดามิ​ได้สั่งสอน

"หนอยแน่ะ ข้าว่าเอ็งนั่นละ​ที่ถูกผีเข้า ไม่รู้จัก​ที่ต่ำ​ที่สูง กล้ามาลองดี​กับข้า"

ว่าแล้ว​หมอเกตุอาคมก็ล้วง​เอามีดหมอออกมาจากย่าม ท่าทางมันไม่​ได้มีคมสักเท่าไร ​แต่​ความแหลมนี่สิน่าขยาด

ไอ้อุ่นตกใจจนแทบหงายหลัง ขณะ​ที่ทรงธรรมยังพอมีสติ ตลบผ้าปูโต๊ะตวัดพันมีดแหลม​เอาไว้

​แต่หมอเกตุอาคมยังไม่ยอมแพ้ ยังไสมีดเข้าใส่​ทั้ง​ที่ยังถูกพันด้วยผ้า ทำให้ทรงธรรมถึง​กับ​ต้องกระโดดหลบ พอตั้งหลัก​ได้ก็สาดอาหารสองจานใกล้มือเข้าใส่หน้า

หมอเกตุอาคมไม่ครณา ยังตามฟาดฟัน พอทรงธรรมฉวยจานใบโตขึ้น​มาป้องกัน จานนั้น​ก็ถูกฟันแตกออก​เป็นเสี่ยง
จนไม่รู้​จะหลบ​ไป​ที่ไหน ทรงธรรมเลย​คว้าข้อมือคน​ที่ยกย่องป้อยอหมอเกตุอาคมมา​ได้คนหนึ่ง​ ​ใช้​เขา​เป็นโล่มนุษย์ คอยหลบอยู่​ข้างหลัง ทำให้คนลงมือไม่กล้าผลีผลาม

พอ​ได้จังหวะ ทรงธรรมก็เตะเข้า​ที่หว่างขา เล่น​เอาหมอผีหนุ่มถึง​กับหน้าเขียว กุมเป้าครวญครางอยู่​ด้วย​ความเจ็บปวด

​ทั้ง​ที่เจ็บอยู่​อย่างนั้น​ หมอเกตุอาคมยัง​ใช้มือข้าง​ที่ถือมีดพุ่งตรงเข้าใส่

​แต่เรี่ยวแรงคงหาย​ไปแทบหมดสิ้น ​เพราะทรงธรรมรับมีด​ที่ยังมีผ้าปูโต๊ะพันค้างอยู่​นั้น​​ได้ พอสองมือไม่ว่าง​เพราะ​ต้องยึดมีด ​เขาก็งับลงตรงมือของฝ่ายตรงข้าม รุนแรงจนหมอเกตุอาคม​ต้องกระชากมือหนี ในจังหวะเดียวกัน​กับ​ที่ไอ้อุ่นก็ฉวยข้อมือของทรงธรรมให้ผลุบออกมาทางประตูด้านข้าง

แล้ว​ก็​เป็นอีกครั้ง​ที่สองคนทิ้งให้คนข้างหลัง​ได้​แต่ด่าตามหลังอยู่​ปาวๆ​




​ที่อยู่​ของเจ้าคุณอเนกคุณากรขณะนี้ อาศัยอยู่​ในเรือนไทยหลังเก่า ​ที่สร้างตั้งแต่สมัยต้นกรุง ​และอยู่​เกือบชิด​กับ "บ้านอเนกคุณากร" ​ที่ลุงผู้ล่วงลับปลูกไว้ถัดกัน ​โดยมีถนนซอยสายเล็กคั่นกลาง

เรือนไทยหลังนี้ ​แม้​จะเก่าแก่โบร่ำโบราณ ​แต่ก็โอโถงกว้างขวางสม​กับการ​เป็นเรือนของเจ้าขุนมูลนาย ​ที่ครั้งหนึ่ง​วงศ์ตระกูลของเจ้าคุณอเนกคุณากรเคย​ได้​พระราชทานยศ​เป็นถึงเจ้า​พระยา

วันนี้ถึงกำหนดนัดว่าแก้วตาดวงใจของท่านเจ้าคุณ ​จะกลับมาพักผ่อน อ่านหนังสือทบทวนตำรับตำรา​เพื่อการสอบเลื่อนชั้น เจ้าคุณคิดไว้แล้ว​ว่า อย่างน้อย​ถ้า​ได้ภาษา ก็อาจ​จะส่ง​ไปเรียนต่อทางฝั่งประเทศตะวันตก อย่าง​ที่พวกผู้ดี​เขานิยมทำกันในเวลานี้

​แต่ปัญหา​ที่ไม่น่า​จะเกิด ก็ทำให้เกิด​เป็นเรื่อง​ขึ้น​จน​ได้ ไม่รู้ว่าหลวงเซ่งลูกชายเจ้าคุณเศรษฐีนั่น​ไปพลัดตกลงบ่อหลังเรือนตึก​ได้อย่างไร

​ที่จริง ใจของเจ้าคุณอเนกก็คิดอยู่​แล้ว​ว่า หลวงเซ่ง​ต้อง​ไปล่วงล้ำก้ำเกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็อาถรรพ์ของเรือนตึกนั้น​​เป็นแน่

หรืออาจ​จะเข้า​ไปลองดี ​แต่ก็ไม่น่า​จะใช่ ​เพราะแววหลานสาว​ที่คลุมโปงคลั่งเพ้อมาตั้งแต่หัวรุ่ง พอทำให้เจ้าคุณอเนกอ่านสถานการณ์​ได้​เป็นเลาๆ​ ว่า สองหนุ่มสาว​จะ​ต้องพากัน​ไปทำอะไร​พิเรนทร์​เมื่อคืนนี้

ปัญหา​ที่หนักใจสาหัสอยู่​ตอนนี้ก็​คือเจ้าคุณเศรษฐี หรือ​ที่เรียก​เป็นทางการว่าเจ้าคุณคหบดีศรีรัชชูปการ ​จะแจ้ง​ความ​เอาเรื่อง​​เอาราวให้ถึง​ที่สุด กล่าวหาว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตน ถูกล่อลวงมาฆาตกรรม

"​พระพุทธคุณ ​พระธรรมคุณ ​พระสังฆคุณ โปรดปกปักรักษา ตัวข้า​พระยาอเนกคุณากร ​จะไม่ยอมให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล​ต้องมามัวหมอง​เป็นเด็ดขาด"

เจ้าคุณ​เป็นชายวัยใกล้ชรา ​ที่ไม่​ได้มีผลงานโดดเด่นหรือ​ได้รับ​ใช้ใกล้ชิดเบื้อง​พระยุคลบาท​ในแผ่นดินรัชกาลนี้ ตำแหน่ง​ที่​ได้รับก็ตกทอดมาตามธรรมเนียม จึงยิ่งวิตกหนักว่า หากมีเรื่อง​ถึงตลาการศาลหลวงขึ้น​มา ​ความเสื่อมเสีย​จะยิ่งทวีขึ้น​ในผู้ร่วมสายสกุล

เจ้าคุณอเนกคุณากรพนมมืออยู่​นาน กว่า​จะกราบลง​ได้

ในใจนั้น​ไม่​เป็นสุขเลย​สักนิด

"ท่านขอรับ คุณอุ่นมาถึงแล้ว​"

เสียงของผู้รายงาน ดังขึ้น​อย่างสุภาพ ​โดยคนพูดยังหมอบอยู่​หลังธรณีประตู ​ซึ่งกั้น​ระหว่างหอ​พระ​กับชานโถงกลางเรือน

เจ้าคุณผู้มากวัยรีบลุกออกมาต้อนรับ ใจชื้นขึ้น​อีกนิดว่า​จะมี​เพื่อนคู่คิดเพิ่มขึ้น​อีกสักคน ​แต่กลับปรากฏว่ามีชายแปลกหน้าท่าทางเจ้าสำราญ ติดสอยห้อยตามมาด้วย

"เจ้าคุณพ่อ...​"

ไอ้อุ่นโผเข้าหาบิดา ​แต่เจ้าคุณกลับประคองสองไหล่ผลักให้ออกห่าง แล้ว​พิจารณาการ​แต่งเนื้อ​แต่งตัว ​ที่ไม่เคยสบอารมณ์เลย​สักครั้ง​ที่​ได้เห็น

"ให้คน​ไปรับก็ไม่ยอม อยาก​จะเดินมาเอง ตั้งครึ่งค่อนวัน รถม้ารถรางมีทำไมไม่ว่าจ้าง​เขาให้มาส่ง"

​เพราะมีเรื่อง​ร้อนตั้งแต่เช้า​ เจ้าคุณเลย​ไม่​ได้ติดใจเรื่อง​​ที่​จะส่งคน​ไปรับ​ทั้งสองคน​ที่เพิ่งมาถึง บวก​กับการ​แต่งกาย​ที่ไม่สบใจ พอเอ่ยขึ้น​​ได้ก็เลย​​เป็นคำพูดทำนองนั้น​

"พ่อจ๊ะ​ นี่ไง คน​ที่เคยเล่าให้ฟัง"

ยิ่งพอแนะนำให้รู้จัก​กับทรงธรรมอย่าง​เป็นทางการ เจ้าคุณยิ่งส่งสีหน้าบอกบุญไม่รับมาให้

​และ​แม้ชายหนุ่ม​จะนบไหว้อย่างนอบน้อมเพียงไร ​เมื่อเงยขึ้น​มา ก็ยังเห็นสีหน้ารังเกียจเดียจฉันท์นั้น​ คงอยู่​เช่นเดิม

"พ่อรู้ไหม อยู่​​ที่นั่นลำบาก​จะตาย ​แต่​ได้พี่ธรรม์นี่ละ​ที่คอยช่วยเหลือลูกทุกอย่าง"

ไอ้อุ่นก็เห็นท่าทางไม่พอใจของบิดา เลย​​ต้องใส่สรรพคุณของทรงธรรมเพิ่มเข้า​ไป

"ลูกเต้าเหล่า​ใครกันล่ะเจ้า บ้านข้าเดินทางมาลำบากลำบนซีนะ ทำไมไม่กลับเหย้ากลับเรือน​ไปดูแลพ่อแม่"

เจ้าคุณออกปากถามสามนัด ​ที่สามคำถามออก​จะผิดเพี้ยน​ไปจากปกติ ​ที่ผู้ใหญ่พึง​ใช้ไตร่ถามผู้น้อย ยามเข้ามาพบหาอย่างมีคารวะ

ไม่ทัน​ที่ทรงธรรม​จะตอบว่าอย่างไร ก็มีเสียงกรีดร้องมาจากด้านนอก

เจ้าคุณผู้ใหญ่ผละ​ไปตามเสียงนั้น​ทันที

สองคน​คือไอ้อุ่น​กับทรงธรรมก็ตามติดมาด้วย

มาถึงบนเรือนบริวาร​ที่ปลูกอยู่​ไม่ไกลจากเรือนใหญ่ ก็พากันตรงเข้า​ไปในห้องนอนทันที

"เกิดอะไร​ขึ้น​ อาการแม่แววยังไม่ดีขึ้น​อีกรึ"

เจ้าคุณตวาดถาม​เอา​กับบ่าว ​ซึ่งตอนนี้มีสีหน้า​ทั้งหวาดกลัว​ทั้งหวั่นวิตก

แววยังกรี๊ดไม่หยุด สองมือเดี๋ยวปิดหน้าตาเนื้อตัว เดี๋ยวโบกไขว่ขับไล่ เนื้อตัวสั่นระริก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก

"นิ่ง​ไปพักหนึ่ง​เจ้าค่ะ​ พออิฉันมาปลุก​จะให้รับข้าวกลางวัน ก็​เป็นอย่างนี้ขึ้น​มาอีก"

บ่าว​ที่ช่วยกันยื้ออยู่​ก็พลอยรายงานปากคอสั่น​ไปเหมือนกัน

เจ้าคุณไม่อยากให้เรื่อง​ราวเช่นนี้อยู่​ในสายตาของแขกแปลกหน้า เลย​พยักไล่ให้ไอ้อุ่นพาทรงธรรมออก​ไปก่อน

"คง​จะ​ได้รับ​ความกระทบกระเทือนอะไร​ จนขวัญหนีดีฝ่อแน่ๆ​ เลย​ขอรับ"

​แต่ชายหนุ่มกลับทำ​เป็นไม่รับรู้เจตนาของผู้มากวัย แสดง​ความคิดเห็นออกมาจริงจัง

"พา​เพื่อนของเจ้าออก​ไปก่อน นี่มันเรื่อง​ในบ้าน!"

จนเจ้าคุณ​ต้องออกปาก ​แต่สองคนก็ไม่​ได้ขยับเขยื้อน​ไปไหนอยู่​นั่นเอง

"​ที่พ่อสั่งนี่​ได้ยินหรือเปล่า!!"

ผู้มากวัยตวาดซ้ำ จนไอ้อุ่นหน้าเสีย เลิ่กลั่กอยู่​อึดใจหนึ่ง​ก็นึกอะไร​ขึ้น​มา​ได้

"พี่ธรรม์​เขาพอรู้ตำรายาอยู่​บ้าง ให้​เขาสั่งยาให้สักชุดดีไหม"

​โดยไม่รอคำตอบ ทรงธรรมก็รีบคว้ากระดาษดินสอ เขียนสูตรยาระงับอาการยื่นให้ทันที

"ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา ​ได้ยาหม้อนี้ อึกเดียวเท่านั้น​ เงียบกริบ"

สีหน้า​เขายังรื่นเริง ดูๆ​ ก็เหมือนคนทะลึ่งทะเล้นมากกว่า​จะ​ได้การ​ได้งาน

เจ้าคุณอเนกรับไว้อย่างเสียไม่​ได้ ​แต่พอมาอ่านพิจารณาดู เครื่องยา​ที่ชายหนุ่มเขียนออกมานั้น​ก็ไม่ผิดพลาด ​แม้ไม่อยาก​จะยอมรับ​ความช่วยเหลือจากคนภายนอก ​แต่ก็จำใจ​ต้องให้บ่าวผู้ชาย​ไปเจียดยาตามใบสั่ง

"พ่อจ๊ะ​ ตกลงมันเกิดอะไร​ขึ้น​​กับพี่แววกันแน่"

ไอ้อุ่น​ต้องถาม ​เพราะเห็นอาการของผู้​เป็นญาติแล้ว​ก็รู้ว่าอาการหนักเข้าขั้น

ผู้​เป็นบิดาก็คงอยาก​จะบอก ติดอยู่​​ที่มีทรงธรรม​ซึ่ง​เป็นคนนอกยืนอยู่​ด้วย เรื่อง​แบบนี้ คนยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

"อย่างนั้น​กระผมขอตัว​ไปเดินเล่นข้างล่างก่อนก็​ได้ขอรับ"

ทรงธรรมคิดแล้ว​ว่า ​ถ้า​จะตื้ออยู่​ต่อ​ไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงจำใจล่าถอย คิดว่าคง​ต้องค่อยวางแผนการใหม่ ​กับการทำให้เจ้าคุณอเนกคุณากรผู้นี้เปิดใจยอมรับตน

เดินเล่นเรื่อยมาถึงรั้วบ้านด้านหนึ่ง​ ​เขาก็นึกขัน ​เพราะมีเฉลวสาน​เป็นดาวห้าแฉก ตรงกลางปิดผ้ายันต์รูปท้าวเวสสุวรรณ ปักระไว้ทั่ว​ไปหมด

"พวกบ้านนี้ท่าทาง​จะกลัวผีกันจริงๆ​ จังๆ​ อยากรู้นัก ​ถ้าผีมาจริงๆ​ ไอ้ตอกจักสัก​แต่ว่าสานๆ​ ​เป็นดาวๆ​ กะรูปยักษ์พิการสามขาถือกระบองนี่​จะช่วยอะไร​​ได้"



**************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3411 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง เรือนมายา --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๔๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น