นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #46
ดอยสะเก็ด
...ตั้งแต่กลับจากการฝึกคอบร้าโกลด์ คริสเปลี่ยน​ไปมากใน​ความรู้สึกของทุกคน ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งลลิตา ตอนนี้​เขาไม่เศร้าหมองทำท่าครุ่นคิด สีหน้า​เป็นทุกข์ หรือดื่...

ตอน : พลิกผัน

ตั้งแต่กลับจากการฝึกคอบร้าโกลด์ คริสเปลี่ยน​ไปมากใน​ความรู้สึกของทุกคน ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งลลิตา ตอนนี้​เขาไม่เศร้าหมองทำท่าครุ่นคิด สีหน้า​เป็นทุกข์ หรือดื่มเหล้าจัดผิดปกติอีกต่อ​ไปแล้ว​ ​เขายังดื่มอยู่​บ้าง​แต่ก็นานๆ​ครั้ง ​เขา​เอาอก​เอาใจเธอมากขึ้น​​ซึ่งบางครั้งเธอคิดว่ามากเกิน​ไปเสียด้วยซ้ำ เหมือน​กับว่า​เขาพยายาม​จะชดเชยให้เธอ สำหรับ​ความผิดครั้งยิ่งใหญ่ของ​เขา

กำหนดการ​แต่งงานใกล้เข้ามาแล้ว​ หลังจากตกลงกันไม่​ได้​ระหว่างคุณลักษณา​และคุณธัญญา ว่า​จะจัดในกรุงนิวยอร์คหรือจัด​ที่กรุงเทพฯ ใน​ที่สุดลลิตาก็​เป็นคนตัดสินใจ​โดย​ใช้วิธีการของเธอ ทำให้คริส​ต้อง​เป็นฝ่าย​ไปพูด​กับคุณธัญญาเหมือน​กับว่า​เป็น​ความ​ต้องการของ​เขาเองไม่เกี่ยว​กับเธอ ว่า​ต้องการให้จัดงานในนิวยอร์ค

เหตุผล​ที่ลลิตารู้อยู่​คนเดียว​คือเธอไม่อาจรอ​ได้ต่อ​ไปอีกแล้ว​ เธอไม่ไว้ใจว่า​จะมีอะไร​เกิดขึ้น​อีกหรือไม่ ​ที่​จะทำใหการ​แต่งงาน​ต้องเลื่อนออก​ไป ตัวคริสเองก็​เป็นเหตุผลหนึ่ง​ ​ที่ทำให้ลลิตา​ต้องตัดสินใจรีบเลือกสถาน​ที่จัดงาน ​ถ้า​เป็น​ไป​ได้เธออยาก​จะเลื่อนให้เร็วขึ้น​เสียด้วยซ้ำ

ถึงคริส​จะเปลี่ยน​ไปในทางดี แสดง​ความรัก​ใคร่​เอาอก​เอาใจเธอมากขึ้น​ ไม่มีท่าทาง​ที่ทำให้เธอหวาดระแวง ​แต่สัญชาติญาณอันฉับไวของลลิตาบอกเธอว่า ​เขาเคร่งขรึมมากขึ้น​ พูดน้อยลง จิตใจของ​เขาสงบขึ้น​กว่าเดิมก็จริง ​แต่มันสงบนิ่ง​และเยือกเย็น เหมือนอาการปลงตกของผู้ทรงศีล เหมือน​เขายอมรับชะตากรรม ไม่คิด​จะต่อสู้​กับมันอีกต่อ​ไป

​เขาพาเธอ​ไปรับชุด​แต่งงาน ​ที่สั่งตัด​เอาไว้​และค้างคามา​เป็นเดือน พา​ไปเลือกอพาร์ตเมนท์​ที่​จะ​ใช้​เป็นเรือนหอ พา​ไปพูดคุย​กับผู้ให้บริการจัดงาน​แต่งงาน​และอื่นๆ​ ​เขาไม่คัดค้านหรือออก​ความเห็นใดๆ​ ในสิ่ง​ที่เธอเลือก คำพูดติดปากของ​เขาก็​คือ ‘ตามใจลิตา’ ‘แล้ว​​แต่ลิตาก็แล้ว​กัน’ หรือไม่ก็ ‘พี่น่ะยังไงก็​ได้ ​ถ้าลิตาถูกใจพี่ก็โอเค’ หญิงสาวสัมผัส​ได้ถึงสิ่ง​ที่ขาดหาย​ไปจากคริส นั่น​คือ​ความขี้เล่นกระตือร้นมีชีวิตชีวา ​ที่เคย​เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของ​เขา เธอรู้ว่า​เขายังไม่ลืมผู้หญิงคนนั้น​

ถึง​เขา​จะไม่เคยแสดงอะไร​ให้เธอจับผิด​ได้ ​แต่เธอก็เชื่อ​ความรู้สึกของตัวเอง ทุกวันนี้​แม้​จะยังเคลือบแคลง ใน​ความสัมพันธ์ของ​เขา​กับผู้หญิงคนนั้น​ ​แต่ลลิตาก็พยายาม​ที่​จะไม่ขุดคุ้ย บอกตัวเองว่า​ถ้า​เขาเคยมี​ความสัมพันธ์​ที่ลึกซึ้งต่อกัน นั่นก็​เป็นเพียง​ความสัมพันธ์ทางกาย เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น​ เธอ​จะพยายามคิดว่ามัน​เป็น​ความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย หรือแบบ​ที่​ต้อง​ใช้เงินแลกเปลี่ยน แล้ว​ก็แล้ว​กัน​ไป ไม่มี​ความผูกพันทางอารมณ์ ​ถ้าผู้หญิงคนนั้น​อยาก​ได้​เขานัก เธอก็​จะทำใจกว้างยอมแบ่งปันให้บ้าง​เป็นครั้งคราว สิ่ง​ที่เธอหวงแหน​คือหัวใจของ​เขาต่างหาก

คริสเคยสารภาพในคืนนั้น​ว่า​เขาก็รักผู้หญิงคนนั้น​เหมือนกัน ​แต่ลลิตาไม่เชื่อหรอก ​เป็น​ไป​ได้อย่างไร​ที่คนสองคน​จะรักกัน​ได้ ในระยะเวลาสั้นๆ​เพียงแค่นั้น​ มันเปรียบกันไม่​ได้เลย​​กับ​ความสัมพันธ์ของเธอ​กับคริส ​ที่​ใช้เวลาเนิ่นนานถึงสิบปีกว่า​จะถึงวันนี้ ​เขาคงเข้าใจผิด​ไปแน่ๆ​ อีกไม่นาน​เมื่อ​เขารู้ใจตัวเองดีแล้ว​ คริสก็​จะเข้าใจ​ได้ว่าสิ่ง​ที่​เขาเรียกว่า​ความรัก​ที่มีต่อผู้หญิงคนนั้น​ แท้จริงแล้ว​มัน​เป็นเพียง​ความหลงผิดชั่วคราว แล้ว​​เขาก็​จะลืมเจ้าหล่อน​ได้เอง หญิงสาวนึกขอบคุณมารดา​ที่สอนเธอว่า ให้ทำเฉยๆ​แล้ว​​แต่งงาน​กับ​เขา​ไป​โดยเร็ว​ที่สุด

ลลิตาเฝ้า​แต่ปลอบใจตัวเองให้คิดทุกอย่างในแง่ดี พยายามใจเย็น​และอดทนเข้าไว้ เป้าหมาย​ที่ตั้ง​เอาไว้เนิ่นนานถึงสิบปี ใกล้เข้ามาแค่มือเอื้อมแล้ว​ ​จะทุรนทุรายคิดมาก​ไปทำไม ​เมื่อคิดเช่นนี้​ได้หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจไร้อุปสรรค หารู้ไม่ว่ามารดาของเธอ ​กำลัง​จะทำอะไร​บางอย่าง​เพื่อหาทางช่วยเหลือเธอ ตามวิธีการ​ที่เคยทำ​และประสพ​ความสำเร็จมาแล้ว​...​​กับผู้หญิงของสามี



คุณลักษณา​ได้รับรายงาน​พร้อมรูปถ่ายจากนักสืบเอกชน ​ที่เธอจ้างให้ติดตามคริสแล้ว​ หลังจากวางแผนว่า​จะทำอย่างไรต่อ​ไปอยู่​อีกสองสามวัน เธอก็​ไปปรากฏตัว​ที่บ้านของวุฒิเลิศ ตามรายละเอียดแผนผัง​ที่ตั้งของบ้านหลังนั้น​​ที่​ได้รับมา ​เมื่อให้คนขับรถลง​ไปแจ้ง​ความประสงค์ ว่า​จะมาหาผู้หญิง​ที่เธอรู้ภายหลังจากลลิตาว่าชื่อทิพย์สุรางค์ ยาม​ที่ประตูก็แจ้งว่าเจ้าหล่อนผู้นั้น​ไม่อยู่​บ้าน เพิ่งขับรถออก​ไป​ได้ไม่นาน ไม่ทราบว่า​จะกลับ​เมื่อไหร่

​เมื่อ​ได้รับแจ้งจากคนขับรถของเธอตามนั้น​ คุณลักษณาก็กดปุ่มเลื่อนกระจกหน้าต่างรถลง กวักมือเรียกยาม​ที่ยังยืนอยู่​ใกล้ป้อมยามหลังบานประตูอัลลอยด์ ให้เข้ามาหาเธอ​ที่รถ ซักไซ้ว่านอกจากทิพย์สุรางค์แล้ว​มี​ใครอีกไหม ​ที่เธอ​จะ​สามารถพูดธุระของเธอให้ฟัง​ได้ ​เมื่อ​ได้รับคำตอบว่าตอนนี้ มี​แต่พี่สะใภ้ของทิพย์สุรางค์คนเดียว​ที่อยู่​บ้าน สมองของคุณลักษณาก็แล่นปราดทันที เธอคิดว่าผู้หญิงคนนั้น​ไม่อยู่​บ้านก็ดีแล้ว​ ถึงพูดกันอีกเจ้าหล่อนก็คงไม่รับฟังอยู่​ดี พูด​กับพี่สะใภ้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็คง​เป็นผู้ใหญ่พอ​ที่​จะรับฟัง​และห้ามปรามน้องสามี ไม่ให้​ไปวุ่นวาย​กับผู้ชายของคนอื่นอีกต่อ​ไป

หลังจากโทรศัพท์ติดต่อเข้า​ไป​ที่ตึกใหญ่​ที่อยู่​ลึกเข้า​ไปด้านใน ยามประตูผู้นั้น​ก็ออกมาเปิดประตูให้รถของคุณลักษณาแล่นเข้า​ไป หญิงวัยกลางคนเหลียวมอง​ไปรอบบริเวณบ้าน​ซึ่งใหญ่โตกว้างขวาง​และร่มรื่น นึกในใจว่า ‘ญาติพี่น้องของแม่คนนี้ฐานะไม่เลวเหมือนกัน’ สาว​ใช้คนหนึ่ง​ออกมารับ​ที่หน้าตึก พาเธอเข้า​ไปนั่งรอในห้องรับแขก ​เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้แล้ว​ก็ออก​ไป

สิริมาภรรยาของวุฒิเลิศเข้ามาในห้านาที นั่งลงตรงกันข้าม​กับคุณลักษณา มองหน้าแขก​ที่มาขอพบอย่างสงสัย แน่ใจว่าไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าผู้หญิงวัยกลางคน ​ที่​แต่งตัวดีประดับอัญมณีราคาแพงหลายชิ้นบนร่างกาย ใบหน้าก็​ได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอางค์อย่างดี จนดูสาวกว่าอายุคนนี้มาก่อนเลย​

คุณลักษณารีบแนะนำตัวเอง "ฉันชื่อลักษณา ภักดีวงค์ ​เป็นภรรยาของท่านรัฐมนตรีปราโมช คุณคงรู้จัก"
สิริมาเคย​ได้ยินชื่อ​และเห็นภาพรัฐมนตรี คน​ที่แขกของเธออ้างว่า​เป็นภรรยาของ​เขาจากหนังสือพิมพ์บ้าง โทรทัศน์บ้างมาแล้ว​ ​แต่ไม่เคยรู้จักกัน​เป็นการ​ส่วนตัว

"ค่ะ​" เธอตอบรับตามมารยาท ​ทั้งๆ​​ที่ไม่เข้าใจเลย​ว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้มีธุระปะปังอะไร​​กับเธอ
"เห็นยาม​ที่ประตูบอกว่าคุณ​เป็นพี่สะใภ้ของผู้หญิง​ที่ชื่อทิพย์สุรางค์" คุณลักษณาเข้าประเด็นทันทีตามนิสัยใจร้อนของเธอ
ภริยาของวุฒิเลิศยิ่งรู้สึกงงมากกว่าเก่า "คุณมาหาน้องทิพย์หรือคะ​? ​แต่วันนี้เธอไม่อยู่​บ้าน กว่า​จะกลับก็คงอีกนาน"

แขกของเธอยกมือ​ที่ประดับด้วยแหวนมรกตล้อมเพชรวงใหญ่ ขึ้น​โบก​เป็นทำนองปฏิเสธ "ยาม​ที่ประตูบอกฉันแล้ว​ ​เขาไม่อยู่​ก็ไม่​เป็นไร ดีเสียอีก​ที่​จะ​ได้พูดคุยอย่างเปิดอก​กับคุณ ​ซึ่งคง​จะ​เป็นผู้ปกครองของ​เขา"

คุณลักษณาเสยกแก้วน้ำส้มคั้นเย็นเฉียบ ​ที่อยู่​ตรงหน้าขึ้น​ดื่มอย่างอ้อยอิ่ง ​ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในช่วงนั้น​ ประเมินผู้หญิงสาวสวยอายุไม่เกินสามสิบห้าปี ​ที่นั่งอยู่​ตรงกันข้าม ดูเธอบอบบาง​เป็นผู้ดี ท่าทางซื่อๆ​ แล้ว​ก็สรุป​เอาเองว่าคงไม่มีพิษสงอะไร​นัก คง​จะหน้าบาง​และพูดง่ายกว่าทิพย์สุรางค์

"คุณมีธุระอะไร​​กับน้องทิพย์หรือคะ​?" ​เมื่อเห็นผู้หญิง​ที่ชื่อลักษณายังไม่พูดอะไร​ต่อ สิริมาก็ถามขึ้น​มาเองอย่างสงสัย
"เดี๋ยวก่อนค่ะ​ ฉันขอถามคุณหน่อย​นะคะ​ น้องสามีของคุณคนนี้อยู่​​ที่นี่​กับคุณตลอดหรือเปล่าคะ​?"

คำถามนั้น​ทำให้พี่สะใภ้ของทิพย์สุรางค์ เริ่มรู้สึกถึง​ความไม่ชอบมาพากลขึ้น​มาทันที เธอตอบอย่างระมัดระวังว่า "ตอนนี้น้องทิพย์พักอยู่​​กับเรา​ที่นี่"

"อ้าว! ​เขาไม่​ได้อยู่​​ที่บ้านทางเหนือโน่นหรอกหรือคะ​?" คุณลักษณาเริ่มรุก
"ก็กลับ​ไปบ้าง​เป็นครั้งคราว ไม่ทราบว่ามีเรื่อง​อะไร​เกี่ยว​กับ​เขาหรือคะ​?"

สิริมาไม่เข้าใจว่าทำไมคุณลักษณา​ต้องถามอ้อม​ไปอ้อมมา เธอ​ต้องการอะไร​กันแน่ ​แต่​ที่แน่ๆ​หญิงสาวสัมผัส​ได้ถึง​ความไม่​เป็นมิตรต่อทิพย์สุรางค์ จากคำพูดของแขกของเธอ
"ฉันไม่รู้ว่า​จะพูดดีไหม ​เพราะมัน​เป็นเรื่อง​ไม่ค่อยดีเท่าไหร่" คุณลักษณาเริ่มกระตุ้น​ความอยากรู้ของคู่สนทนา

ภรรยาของวุฒิเลิศนิ่งอึ้ง เริ่มกังวลว่าทิพย์สุรางค์มีเรื่อง​อะไร​ ​ที่ทำให้หญิงวัยกลางคนผู้นี้ พูดด้วยสุ้มเสียงมีเลศนัยอย่างนั้น​ ​แต่ยังไม่ทันถามถึงเรื่อง​​ที่คุณลักษณาบอกว่าไม่ค่อยดี แขกของเธอก็พูดต่อ​ไปว่า "ฉันเคยเจอ​เขาสองครั้ง​ที่อเมริกา ​เขา​ไปเรียนหนังสือ​ที่โน่นใช่ไหมคะ​?"

สิริมาตอบตามตรงว่า "ค่ะ​ ​ไปทำปริญญาโท​ที่โน่น" แล้ว​เธอก็รวบรัดบอก​กับคุณลักษณา ​ซึ่งไม่รู้ว่า​จะโยกโย้​ไปอีกนานเท่าไรว่า "​เอายังงี้ดีไหมคะ​? ​ถ้าคุณมีเรื่อง​อะไร​เกี่ยว​กับน้องทิพย์​ที่อยาก​จะพูด​กับฉัน ก็เชิญพูด​ได้เลย​ค่ะ​"

คุณลักษณาทำหน้ายิ้มๆ​อย่าง​เป็นต่อ เปิดกระเป๋าถือใบใหญ่ หยิบรูปขนาดโปสการ์ดสองใบ ออกมาส่งให้เจ้าของบ้าน ​ซึ่งรับมาดูอย่างมืดแปดด้าน ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่าย สิริมาพลิกดูทีละรูป รูปแรก​เป็นรูป​ที่ถ่ายบนเวที ผู้ชายหนุ่มคนหนึ่ง​​ที่สิริมารู้สึกว่า​คุ้นหน้า ​กำลังสวมแหวนให้ผู้หญิงรูปร่างหน้าตาสะสวย

​เมื่อดูแล้ว​ดูอีกก็ยังมืดแปดด้าน เธอก็เงยหน้าขึ้น​มองคุณลักษณา​เป็นเชิงถาม ​ซึ่งฝ่ายนั้น​ก็รีบอธิบายทันทีว่า "นี่​เป็นพิธีหมั้นของลูกสาวฉัน​ที่อเมริกา ​ส่วนผู้ชายคน​ที่​กำลังสวมแหวนให้ คุณคงรู้จัก​เขาดี"

สิริมารีบก้มลงมองหน้าตาของผู้ชาย คน​ที่คุณลักษณาบอกอีกครั้งทันที พิจารณาอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็นึกออก ว่า​เป็นรูปของเคนหรือคริสนั่นเอง ​แต่ก็ยังงงอยู่​ดีว่าแล้ว​มาเกี่ยวอะไร​​กับน้องสามีเธอ

"คุณจำ​เขา​ได้แล้ว​ใช่ไหม?"
"ค่ะ​ ฉันรู้จัก​เขา มีอะไร​หรือคะ​?" หญิงสาวก็ยังไม่เข้าใจอยู่​ดี
"​ถ้าคุณยังไม่เข้าใจ ก็ลองดูรูปอีกใบสิคะ​"

สิริมาหยิบรูปอีกใบขึ้น​มาดูอย่างเริ่มสนใจ เธอเห็นคริส​และทิพย์สุรางค์ ยืนมองหน้ากันอยู่​ข้างๆ​รถเก๋งคันใหญ่สีดำ มอง​ไปมองมาแล้ว​ก็แน่ใจว่ารูปนี้ถ่าย​ที่บ้านของเธอเอง ​แต่​จะถ่าย​เมื่อไร​และ​ใคร​เป็นคนถ่ายเธอไม่รู้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้น​มองคุณลักษณาอย่างไม่เข้าใจ

"นี่คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือ?"
"คุณบอกฉันมาดีกว่าค่ะ​ ว่านี่มันเรื่อง​อะไร​กัน"

"รูปใบแรกนั่น​เป็นรูปลูกสาวฉัน​กับว่า​ที่เจ้าบ่าว ​ส่วนอีกรูปนั่น​เป็นรูปน้องสามีคุณ​กับว่า​ที่ลูกเขยฉัน คุณไม่คิดว่ามันมีอะไร​ผิดปกติบ้างหรอกหรือ?" คุณลักษณาทำหน้ายิ้มแกมเยาะ

หญิงสาวพิจารณารูปสองใบนั้น​อีกครั้งหนึ่ง​ ​แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่ามีอะไร​​ที่ผิดปกติ เธอรู้อยู่​แล้ว​ว่าน้องสาวสามีเธอ​กับนายเคนหรือคริสเคยรู้จักกันมาก่อน ​เขาอาจ​จะแวะมาเยี่ยมทิพย์สุรางค์ หลังจากวัน​ที่มากินข้าว​ที่บ้านเธอ ตามประสาคนรู้จักกันก็​ได้ ไม่เห็น​จะมีอะไร​แปลกประหลาด

คุณลักษณา​กำลังนึกในใจว่า ผู้หญิงคนนี้แกล้งทำ​เป็นไม่รู้หรือว่าไม่รู้จริงๆ​ ​เพราะถูกทิพย์สุรางค์หลอกหรือปิดบัง ​ถ้าอย่างนั้น​ก็​เป็นหน้า​ที่ของเธอ​ที่​จะโพนทนาให้รู้เสียเลย​ ​จะ​ได้จัดการห้ามปรามกันเสีย ไม่ให้มาวุ่นวาย​กับว่า​ที่ลูกเขยของเธออีก

"​ถ้าคุณไม่รู้จริงๆ​ฉันก็​จะบอกให้ แม่ทิพย์สุรางค์คนนี้น่ะ รู้​ทั้งรู้ว่าคริส​เป็นคู่หมั้นของลูกสาวฉัน ยังมาตามตื้อคริสไม่ยอมเลิกรา...​"

สิริมา​ซึ่งตกใจ​กับเรื่อง​​ที่คุณลักษณา​กำลังพูด ยกมือขึ้น​​เป็นเชิงห้าม "คุณพูดอย่างนี้หมาย​ความว่ายังไงคะ​? คุณเข้าใจอะไร​ผิดหรือเปล่า?"

"เข้าใจผิด? ฉันนี่น่ะหรือ​จะเข้าใจผิด ​ถ้าคุณ​เป็นญาติ​กับ​เขาจริงก็​ต้องรู้สิ ว่าคริสน่ะเคย​ไปอาศัยอยู่​​ที่เวียงพุกามของพวกคุณตั้งเกือบปี แล้ว​ก็เลย​​ไปรู้จักสนิทสนม​กับแม่...​" พอเห็นสายตาไม่พอใจของอีกฝ่าย คุณลักษณาก็รีบเปลี่ยนสรรพนามทันที "เอ้อ...​ทิพย์สุรางค์ อยู่​บ้านเดียวกันมานาน​เป็นปี ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่า​เขาสองคนมีอะไร​กันมากน้อยแค่ไหน ​แต่ถึงเคยมีฉันก็ไม่สนใจหรอก ผู้ชายก็เหมือนกันทุกคนแหละ​ ก่อน​จะ​แต่งงาน​เป็นเรื่อง​​เป็นราว​กับคน​ที่เหมาะสมคู่ควร ก็​ต้องเคยผ่านผู้หญิงมาหลายคนด้วยกัน​ทั้งนั้น​ แล้ว​ก็แล้ว​กัน​ไป ไม่​ได้มี​ความหมายอะไร​ ผู้หญิงพวกนี้ก็ควร​จะรู้ตัว ว่า​เป็น​ได้แค่อาหารว่างชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น​ ​ต้องรู้ว่าจบก็​คือจบ ไม่ใช่คอยตามตื๊อไม่ยอมเลิกราแบบนี้"

สีหน้าของสิริมาซีดเผือด​แต่แววตากลับแข็งกร้าวขึ้น​มาทันที "คุณพูดจาน่าเกลียดแบบนี้​ได้ยังไงคะ​? นี่คุณ​กำลังสบประมาทน้องทิพย์อยู่​นะคะ​ คุณพูดยัง​กับว่าน้องทิพย์​กับคุณคริสเคยมีอะไร​กัน คุณก็​เป็นผู้ใหญ่ผมสองสีแล้ว​นะคะ​ ​จะพูดจากล่าวหา​ใครลอยๆ​ตามใจชอบไม่​ได้ ไม่ใช่ว่าสามีคุณ​เป็นคนใหญ่คนโต แล้ว​คุณ​จะมีอภิสิทธิมาด่าว่าหาเรื่อง​คนอื่น​เขาพล่อยๆ​ ให้เสียหายแบบนี้​ได้"

คุณลักษณาทำหน้ายิ้มเยาะ มองอีกฝ่าย​ที่พูดด้วยเสียงสั่นๆ​ด้วย​ความโกรธ อย่างเวทนาว่าช่างงี่เง่าเสียเหลือเกิน "ฉันเข้าใจ​และเห็นใจว่า​เป็นเรื่อง​ธรรมดา​ที่คุณ​ต้องโกรธ ​แต่ฉันพูดเรื่อง​จริง​ที่ว่า​เขาตามตื๊อคริส ​ส่วน​ที่ว่า​เขา​จะมีอะไร​กันถึงขั้นนั้น​หรือเปล่า ฉันก็บอกแล้ว​นี่ว่าฉันไม่รู้ ฉันแค่ยกตัวอย่างให้ฟังเท่านั้น​ ว่าผู้ชายน่ะมันก็เหมือนกัน​ทั้งโลกแหละ​ ​ได้ก็ดี แล้ว​ก็แล้ว​กัน​ไป ฉันไม่​ได้พูดเจาะจงถึงน้องสามีคุณนี่"

สิริมาฟังคำพูดแบบ​เอาข้างเข้าถูของคุณลักษณา ด้วย​ความไม่พอใจ ​แต่ยังไม่ทัน​ที่เธอ​จะพูดอะไร​ อีกฝ่ายก็กล่าวต่อว่า "​ความจริงฉันเคยพูดจาขอร้องน้องสามีคุณมาแล้ว​ให้ปล่อยคริสเสีย ​แต่​เขาก็ไม่ฟัง ยังตามตื๊อไม่เลิก ตั้งแต่อเมริกายันพัทยา"


​เมื่อเห็นแววตาเหมือนไม่เชื่อถืออย่างสิ้นเชิงของสิริมา คุณลักษณาก็เลย​เล่าเรื่อง​​ทั้งหมด ตั้งแต่เหตุการณ์​ที่หน้าลิฟต์ในวันหมั้น การเจรจา​ระหว่างเธอ​กับทิพย์สุรางค์ ​และการปรากฏตัวอยู่​​กับคริสสองต่อสอง​ที่พัทยา ตาม​ที่รู้จากลลิตาให้อีกฝ่ายฟังจนหมดสิ้น รวม​ทั้งไม่ลืมพรรณาถึง​ความรัก​ความผูกพันกันมาเนิ่นนาน ของคริส​กับลูกสาวเธอให้อีกฝ่ายรับรู้ด้วย


สิริมารู้สึกตกใจมาก หูของเธออื้ออึง​ไปด้วยคำพูดของคุณลักษณา ตาก็พร่าพราย สมองของเธอเฝ้า​แต่คิดว่า นี่มันอะไร​กันมีเรื่อง​ร้ายแรงขนาดนี้​ได้อย่างไร ​แต่ก็นั่นแหละ​​จะจริงเท็จแค่ไหนก็ยังไม่รู้เลย​ ตอนนี้ก็เท่า​กับฟัง​ความข้างเดียวแท้ๆ​

"​ที่คุณว่า​เขา​ไปเจอกัน ในงานหมั้นของลูกสาวคุณ​และ​แม้​แต่​ที่พัทยา ฉันฟังแล้ว​ก็ยังไม่เข้าใจอยู่​ดี ว่า​จะ​เป็นเรื่อง​น่าเกลียดอย่าง​ที่คุณคิด​ได้อย่างไร ​เขาอาจมีเรื่อง​​ต้องพบปะพูดจากันก็​ได้ไม่ใช่หรือคะ​ ในฐานะ​เพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก" สิริมาพยายามแก้ต่างให้ทิพย์สุรางค์ ​แม้​จะรู้สึกแปลกๆ​อยู่​บ้างก็ตาม "​แต่ถึงอย่างไรฉันก็คิดว่าคุณอาจ​จะตี​ความ​ไปเอง ทาง​ที่ดีเราควร​จะพูดเรื่อง​นี้ต่อหน้าเจ้าตัว​เขาด้วย ​เขา​จะ​ได้มีโอกาสเคลียร์ตัวเอง จริงไหมคะ​?"

อีกฝ่ายยักไหล่ " ฉันไม่คิด​ที่​จะพบปะพูดจาอะไร​​กับ​เขาอีกแล้ว​ ท่าทาง​เขาอวดดี ไม่ใช่คน​ที่​จะยอมเข้าใจอะไร​ง่ายๆ​ ฉัน​ต้องขอโทษด้วย​ที่มาทำให้คุณไม่สบายใจ ฉันเองก็ไม่​ได้อยาก​จะมาวุ่นวายอะไร​​กับคุณหรอก ​แต่ก็จำ​เป็น​ต้องมา ​เพื่อขอร้องให้คุณห้ามปรามเตือนสติ​เขาบ้าง ผู้ชายดีๆ​ในโลกนี้ยังมีอีกมากมาย​ ตัว​เขาเองก็​ทั้งสาว​ทั้งสวยมีสกุลรุนชาติ ฐานะเท่า​ที่เห็นก็ไม่เลว คงหาผู้ชายสักคน​ได้ไม่ยาก คุณอาจ​จะไม่รู้ว่าคริสน่ะรักลูกสาวฉันมาก อีกไม่นาน​เขาก็​จะ​แต่งงานกันแล้ว​ ทุกอย่างเตรียมเสร็จเกือบหมดแล้ว​ ไม่มีทางพลิกล้อคหรอก ถึงยังไงน้องสามีคุณ ก็ไม่มีทางแยก​เขาสองคนออกจากกัน​ได้ อย่าเสียเวลาเปล่าเลย​"


"ฉันก็ยังคิดว่าคุณเข้าใจผิดอยู่​ดีแหละ​ค่ะ​" สิริมาแย้งเสียงแข็งทันทีอย่างไม่พอใจ "น้องทิพย์ไม่ใช่ผู้หญิง​ที่​จะ​ไปต่อสู้แย่งผู้ชาย​กับ​ใคร แล้ว​เรื่อง​​ที่คุณเล่านั่นอาจ​จะ​เป็นการใส่ร้าย​เขาก็​ได้ ตอนนี้​เขาไม่อยู่​ คุณ​จะพูดยังไง เล่ายังไงก็​ได้นี่คะ​ ​ถ้าคุณสุจริตใจจริง ไม่​ได้​ต้องการกล่าวหา​เขาลับหลัง คุณก็น่า​จะรอให้น้องทิพย์กลับมาเสียก่อน แล้ว​พูดกันให้รู้เรื่อง​​ไปเลย​ว่าเรื่อง​จริง​เป็นยังไง ไม่ใช่มาพูดอยู่​ฝ่ายเดียวแบบนี้"


มารดาของลลิตามองหน้าสิริมาเขม็ง นึกในใจว่า ‘แม่คนนี้ก็ร้ายไม่ใช่เล่นเหมือนกันนี่ เห็นหน้าตาซื่อๆ​นึกว่า​จะพูดง่าย ​ที่แท้ก็ร้ายพอๆ​​กับแม่คนนั้น​’ แล้ว​เธอก็โต้กลับทันทีว่า

"ไม่รู้ว่าคุณ​จะแก้ตัวแทน​เขา​ไปทำไม ​เขาเ​ที่ยวตะลอนๆ​​ไปอยู่​​ที่โน่นบ้าง​ที่นี่บ้าง ​ส่วนคุณก็คง​จะอยู่​​ที่นี่เสีย​เป็น​ส่วนใหญ่ แล้ว​คุณ​จะรู้​ได้ยังไงว่า​เขา​ไปทำอะไร​​เอาไว้​ที่ไหนบ้าง คุณอาจ​จะคิดว่าน้องสามีคุณดีเลิศประเสริฐศรี ไม่คิด​จะแย่งผู้ชายของ​ใคร คุณเองก็อายุไม่น้อยแล้ว​ คง​จะรู้จักคำพังเพย​ที่ว่า ‘ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก’ บ้างละมัง ​ถ้ารู้จักก็คงเข้าใจว่าฉันหมาย​ความว่ายังไง ฉันไม่​ได้มากล่าวหา​เขา ​แต่พฤติกรรมต่างๆ​ของ​เขา​ที่ทำตัว​เป็นมือ​ที่สาม ทำให้ฉันจำ​เป็น​ต้องมา​ที่นี่วันนี้ คุณควร​จะเก็บ​เอาคำพูดของฉัน​ทั้งหมด​ไปไตร่ตรองให้ดี แล้ว​คุณอาจ​จะ​ได้รู้​ได้เห็นอะไร​ดีๆ​ ​ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยว​กับน้องสามีของคุณคนนี้ก็​ได้"


​เมื่อพูดจบ​และเห็นสีหน้า​ที่เคร่งเครียดมากขึ้น​ทุกทีของเจ้าของบ้าน ​ที่บ่งบอกถึง​ความไม่พอใจ​กับคำพูดของเธอ คุณลักษณาก็ขยับตัวลุกขึ้น​จากเก้าอี้ เธอ​ได้พูดหมดทุกอย่าง​ที่อยากพูดแล้ว​นี่ ถึงเวลากลับ​ได้แล้ว​ ขืนอยู่​ต่อ​ไป​ใคร​จะรู้ ว่า​จะไม่ถูกเอ่ยปากไล่อย่างผู้ดีให้ออก​ไปจากบ้าน


"ฉัน​จะกลับละ ขอบใจมาก​ที่อุตส่าห์ฟังจนจบ ฉันหวังว่า​เมื่อคุณรู้เรื่อง​ทุกอย่างแล้ว​ ก็คงรู้ว่าควร​จะทำอะไร​ต่อ​ไป อย่าทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​นะคะ​ ฉัน​จะเตือนครั้งนี้​เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น​ ต่อ​ไป​จะไม่มีการเตือนกันอีกแล้ว​ คุณคงเข้าใจว่าฉันหมาย​ความว่าอย่างไร"


แล้ว​เธอก็เดินออกจากห้องรับแขก ​โดยมีสิริมา​ซึ่ง​กำลังเครียดอย่างมาก ​กับข้อกล่าวหาของคุณลักษณา ฝืนใจเดินตาม​ไปส่งแขกตามมารยาทของเจ้าของบ้าน ก่อน​จะก้าวขึ้น​รถ​ที่คนขับรถลงมาเปิดประตูให้ คุณลักษณาหันมาทำหน้ายิ้มๆ​ให้สิริมาแล้ว​ตบท้ายว่า


"หวังว่าคุณ​จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย​ ไม่เช่นนั้น​ฉันอาจ​จะ​ต้องมาจัดการเอง ​ซึ่ง​ถ้าถึงตอนนั้น​ฉันก็รับรองไม่​ได้ว่า​จะมี​ใครอีกนอกจากน้องสามีคุณ ​ที่​จะ​ต้องพลอยเสื่อมเสียชื่อเสียง​เพราะถูกประจาน​ไปด้วย อีกอย่าง...​​ที่ฉัน​ต้องมาจัดการเรื่อง​นี้ด้วยตัวเอง ก็​เพราะไม่อยากให้รู้​ไปถึงหูสามีฉัน ​เขา​เป็นคนใจร้อน ขี้โมโห คงไม่ยอมให้น้องสามีคุณมาทำลายงาน​แต่งของลูกสาว​เขาหรอก ดีไม่ดี​เขาโกรธขึ้น​มา สามีของคุณอาจ​จะเดือดร้อนก็​ได้ ฉันรู้มาว่า​เขามีกิจการใหญ่โต​ที่​ต้องพึ่งภาครัฐอยู่​บ้างไม่ใช่หรือ ลองคิดดูให้รอบคอบนะคะ​ ฉันลาละ"


สิริมานิ่งฟังวาจาข่มขู่ของสตรีวัยกลางคนอย่างอดทน ตอนนี้เธออยากให้คุณลักษณารีบขึ้น​รถ ออก​ไปจากบ้าน​โดยเร็ว​ที่สุด ก่อน​ที่สามีของเธอ​จะกลับมา ​เพราะยังคิดไม่ออกว่า​จะทำอย่างไรต่อ​ไปดี เธอยังไม่​พร้อม​ที่​จะเล่าเรื่อง​นี้ให้วุฒิเลิศฟัง ​ต้องการ​จะพูดจา​กับทิพย์สุรางค์ให้รู้เรื่อง​เสียก่อน

​แต่โชคไม่เข้าข้างเธอ ​เพราะทันที​ที่คุณลักษณาขึ้น​รถเรียบร้อย​ คนขับ​กำลัง​จะนำรถออก รถของวุฒิเลิศก็เข้ามา​พอดี พอเห็นผู้ชายหนุ่มใหญ่หน้าตาดีในชุดสากล ก้าวออกจากรถเดิน​ไปหาสิริมา คุณลักษณา​ซึ่งเดา​ได้ว่าหนุ่มใหญ่ผู้นั้น​​เป็น​ใคร รีบสั่งคนขับให้หยุดรถ กดปุ่มกระจกให้เลื่อนลง ยื่นหน้าออก​ไปพูด​กับสิริมา​ซึ่ง​กำลังตกใจว่า

"​ถ้ายังไงก็ปรึกษาหารือ​กับสามีคุณ เรื่อง​น้องสาว​เขาด้วยนะคะ​ ช่วยกันคิดแล้ว​ทำให้เรียบร้อย​ด้วย"

ทันที​ที่พูดจบเธอก็กดปุ่มกระจกให้เลื่อนปิด แล้ว​รถของคุณลักษณาก็แล่น​ไปตามถนน ออกประตูใหญ่หายลับตา​ไป หลังจาก​ที่​ได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่​เอาไว้ให้เจ้าของบ้าน​ทั้งสองแล้ว​

วุฒิเลิศมองหน้าภรรยาอย่างสงสัย "มีเรื่อง​อะไร​กัน? ผู้หญิงคนนั้น​​เป็น​ใคร? พูดจาชอบกล"

สิริมา​ซึ่งตอนนี้มีสีหน้าซีดเผือดด้วย​ความตกใจ​และกังวล ฝืนยิ้มให้สามี เธอจำ​เป็น​ต้องบอก​เขาถึงเรื่อง​​ที่​ได้ยินจากคุณลักษณา ​เพราะวุฒิเลิศ​จะ​เอาใจใส่ในเรื่อง​อะไร​ก็ตาม​ที่เกี่ยว​กับน้องสาว เธอรู้ว่า​เขารัก​และ​เป็นห่วงทิพย์สุรางค์มาก "คุณใหญ่ขึ้น​​ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า เดี๋ยวน้อย​จะเล่าให้ฟัง"

​ระหว่าง​ที่วุฒิเลิศอยู่​ในห้องน้ำ สิริมาก็ยกถาดอาหารว่าง​ที่เตรียมไว้แล้ว​ เข้า​ไปในห้องนอนด้วยตัวเอง เธอไม่อยาก​จะพูดเรื่อง​ดังกล่าว​ที่ข้างล่าง ​เพราะเกรงว่าคนรับ​ใช้บนตึก​ซึ่งมีอยู่​หลายคน​จะบังเอิญมา​ได้ยินเข้า

หลังจากรับประทานอาหารว่างเสร็จวุฒิเลิศก็บอกภรรยาว่า "มีเรื่อง​อะไร​ก็ว่ามา อ้อ..แล้ว​ผู้หญิงคนนั้น​​เป็น​ใคร? รู้จัก​กับ​เขาตั้งแต่​เมื่อไหร่? ผมว่าไม่เคยเห็นหน้า​เขามาก่อนเลย​นะ"

"น้อยก็ไม่เคยรู้จัก​เขาหรอกค่ะ​ อยู่​ๆ​ก็มาขอพบน้อย" แล้ว​เธอก็นิ่งอึ้ง​ไปอีก ยังนึกไม่ออกว่า​จะเริ่มต้นอย่างไรดี สามีของเธอจึง​จะไม่ตกใจมากมาย​เหมือนเธอ ​แต่แล้ว​พอนึกขึ้น​​ได้ถึงรูปสองใบ​ที่คุณลักษณาทิ้งไว้ให้ ​ซึ่งตอนนี้อยู่​ในกระเป๋ากางเกงหลวมๆ​ แบบอยู่​​กับบ้าน​ที่ใส่อยู่​ สิริมาก็หยิบออกมาส่งให้​เขา


วุฒิเลิศก็เหมือนเธอ หลังจากดูรูปสองใบนั้น​ ​เขาก็ขมวดคิ้ว "แล้ว​มีเรื่อง​อะไร​กัน ไม่เห็นเข้าใจ"
"คุณใหญ่จำ​ได้ใช่ไหมคะ​ว่าผู้ชายในรูป​เป็น​ใคร?"
"จำ​ได้สิ รูปนายเคนหรือคริสไม่ใช่หรือ แล้ว​นี่ก็น้องทิพย์ ​แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จัก"
สิริมาฝืนยิ้ม​เมื่อบอกสามีว่า "ผู้หญิง​ที่มาหาน้อยชื่อคุณลักษณา ​เป็นแม่ของผู้หญิงในรูป​ซึ่ง​เป็นคู่หมั้นของคุณคริส"

​แต่วุฒิเลิศก็ยังไม่เข้าใจอยู่​ดี ​เขามองไม่เห็น​ความเกี่ยวพันกัน​ระหว่างคน​ทั้งสามในรูป ​เมื่อเห็นเช่นนั้น​สิริมาก็ตัดสินใจ ถ่ายทอดคำพูด​ทั้งหมดของคุณลักษณาให้​เขาฟัง​โดยละเอียด พอฟังจบสีหน้าของวุฒิเลิศก็เคร่งเครียดขึ้น​มาทันที แววตาของ​เขาแข็งกร้าวด้วย​ความโกรธ กรามขบกันแน่น

"บัดซบ! " ​เขาระเบิดออกมาอย่างลืมตัว "ยายนั่นแกกล่าวหาน้องหนูขนาดนั้น​​ได้ยังไง? แล้ว​ตอนนี้น้องหนูอยู่​​ที่ไหน? ​ไปเรียกมาคุยกันหน่อย​ซิ"
"น้องทิพย์ออก​ไปธุระข้างนอกยังไม่กลับเลย​ค่ะ​"


แล้ว​สิริมาก็รีรอ ​ระหว่าง​ที่สามีอาบน้ำ เธอพอมีเวลาทบทวนคำพูดของคุณลักษณา​ไปมาหลายตลบ แล้ว​ก็เริ่มคิดว่าน่า​จะมี​ความจริงบางอย่างอยู่​บ้าง ตอน​ที่วุฒิเลิศ​และเธอรู้เรื่อง​จากทิพย์สุรางค์ ว่าเธอมีลูก​ซึ่งเกิด​กับผู้ชายคนหนึ่ง​ ​ระหว่างอยู่​กินด้วยกันในอเมริกา ​แต่​ต่อมาก็เลิกรากัน​ไป ​ซึ่งตอนนั้น​ทิพย์สุรางค์ไม่กล้าบอกทางบ้าน หลังจากเด็กอายุ​ได้ประมาณสามเดือนกว่าๆ​ น้องสามีของเธอก็หอบ​เขากลับมาเมืองไทย ให้วุฒิเลิศ​และเธอช่วยดูแล ​โดยไม่​ได้บอกว่าพ่อของเด็ก​เป็น​ใคร ​แต่​เมื่อเห็นหน้าตาของเด็ก ​ทั้งเธอ​และสามีต่างก็คิดคล้ายๆ​กันว่าพ่อของ​เขาคง​เป็นฝรั่ง

​แม้​จะโกรธ​และเสียใจ​กับเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ ​แต่วุฒิเลิศก็ไม่กล้าว่ากล่าวน้องสาวมากนัก ​เขาพยายามทำใจให้ยอมรับสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ ตอนนี้สิ่ง​ที่​เขาหวังมาก​ที่สุด ​คือให้ทิพย์สุรางค์​ได้พบผู้ชายดีๆ​​ที่ไม่รังเกียจลูกของเธอ ​และ​แต่งงาน​ไป​กับ​เขาเสีย

"คุณใหญ่คะ​ เท่า​ที่น้อยฟังจากคุณลักษณา มันน่า​จะมีอะไร​บางอย่าง อย่าลืมว่ามีบางเรื่อง​ ​ที่น้องทิพย์ไม่เคยบอกเรา" สิริมาหยุดพูด​เพื่อสังเกตสีหน้าสามี ​เมื่อเห็น​เขามองเธออย่างอยากรู้ว่าเธอ​จะพูดอะไร​ต่อ​ไป หญิงสาวก็กล้ากล่าวต่อว่า "เช่นเรื่อง​ผู้ชายคน​ที่น้องทิพย์บอกว่าเคยอยู่​กิน​กับ​เขา ​แต่จนเดี๋ยวนี้เราก็ไม่เคยรู้เลย​ว่า​เขา​เป็น​ใคร"

"น้อยหมาย​ความว่ายังไง?" คราวนี้วุฒิเลิศมีท่าทางตกใจ "หรือน้อยคิดว่าผู้ชายคนนั้น​​คือไอ้เจ้าคริสนี่ ?"
​เมื่อเธอไม่ตอบ ​เขาก็รีบพูดต่อ​โดยเร็วว่า "​เป็น​ไปไม่​ได้หรอก ก็ตอนนั้น​เจ้านั่นมันยังอยู่​​ที่เวียงพุกามไม่ใช่หรือ? เอ๊ะ! หรือว่าไม่​ได้อยู่​แล้ว​?"

ตอนนี้สิริมาเริ่มสงสัยมากขึ้น​ทุกทีแล้ว​ ​เมื่อนึกถึงหน้าตาของเด็กชายสิงห์ ​ที่เหมือน​กับผู้ชาย​ที่ชื่อคริสมาก

"คุณใหญ่คะ​ น้อยก็ยังไม่แน่ใจ ​แต่พอนึกถึงหน้าตาของสิงห์​ที่เราเคยคิดว่าพ่อ​เขา​เป็นฝรั่ง แล้ว​ลองนึกถึงหน้าตาของคุณคริสดูสิคะ​ ถึง​เขา​จะไม่ใช่ฝรั่งร้อยเปอร์เซนต์ ​แต่​เขาก็​เป็นลูกครึ่งนะคะ​ ตอนนี้ยิ่งคิดน้อยก็ยิ่งสงสัยว่ามันอาจ​จะ​เป็น​ไป​ได้ ตอน​ที่น้องทิพย์​ไปเมืองนอก​เขาไม่​ได้อยู่​​ที่เวียงพุกามแล้ว​ก็จริง ​แต่..​แต่..ก่อนหน้านั้น​เล่าคะ​? คุณใหญ่ลองคิดถึงอายุของสิงห์สิคะ​ ​เขาอายุสามเดือนกว่าเกือบสี่เดือนแล้ว​ด้วยซ้ำ ตอน​ที่น้องทิพย์พา​เขากลับมา ​ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้น​น้องทิพย์อยู่​อเมริกา​ได้แค่ปีเดียวเอง ช่วงนั้น​เรามัว​แต่ตกใจ​กับเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ ไม่กล้าซักถามอะไร​น้องทิพย์มาก ​เพราะกลัวเธอ​จะเสียใจ เลย​ไม่​ได้สนใจเรื่อง​​ที่ว่านี้"


วุฒิเลิศนิ่งอึ้ง​ไปทันที เรื่อง​​ที่ภรรยา​เขาสงสัย​เป็นเรื่อง​​ที่อาจ​จะ​เป็น​ไป​ได้ ​แต่​เขาทำใจให้ยอมรับไม่​ได้ ว่าน้องสาว​ที่รักยิ่งดวงใจของ​เขา ​จะปล่อยเนื้อปล่อยตัว​กับลูกจ้างแบบเจ้าเคนคนนั้น​​ได้ เธอไม่ใช่ผู้หญิงเจ้าชู้เ​ที่ยวหว่านเสน่ห์​กับผู้ชายไม่เลือกหน้า เธอไม่ใช่คนใฝ่ต่ำ ถึงขนาด​จะลดตัวลง​ไปเกี่ยวข้อง​กับผู้ชาย​ที่ไร้อนาคต ไม่มี​ใครรู้จักหัวนอนปลายเท้าคนนั้น​ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ​ที่แค้น​ที่สุด​คือไอ้เจ้าคริสคนนั้น​ มันบังอาจเหยียบจมูก​เขา​ได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ แล้ว​วุฒิเลิศก็ลุกขึ้น​จากเก้าอี้เดินพล่าน​ไปรอบห้อง หน้าตาของ​เขา​ทั้งโกรธแค้น ​ทั้งทุกข์ตรมหม่นไหม้ขึ้น​มาทันที

"เดี๋ยวคง​จะ​ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง​ ​เขากลับมาหรือยังล่ะ?" ตอนนี้เสียงของ​เขาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น​

"คุณใหญ่คะ​ ใจเย็นๆ​ก่อน ​เอาแบบนี้ดีไหมคะ​ ให้น้อยลองคุย​กับน้องทิพย์ดูก่อน เรา​เป็นผู้หญิงด้วยกันเธออาจ​จะกล้าเล่าให้ฟัง ​แต่​ถ้า​เป็นคุณใหญ่เธออาจ​จะอายจนไม่กล้าพูดอะไร​เลย​ก็​ได้ ​ความจริงเราเองก็ยังไม่แน่ใจ เราแค่สันนิษฐานกัน​เอาเองเท่านั้น​"

เธอพยายามให้เหตุผล​กับสามี ​เพราะกลัวว่า​เขา​จะปึงปังใส่ทิพยุสุรางค์จนเสียเรื่อง​ ตามปกติวุฒิเลิศ​เป็นคนใจเย็น ​แต่เวลาโกรธ​เขาก็​จะรุนแรงราว​กับไฟไหม้ป่า

"ตอนนี้ผมชัก​จะสงสัยแล้ว​ละ จำคืนนั้น​​ที่มันมากินข้าวบ้านเรา​ได้ไหม? ​ทั้งน้องหนู​ทั้งมันทำท่าแปลกๆ​ ​แต่เราก็นึกว่าคงไม่มีอะไร​"

"ค่ะ​ คืนนั้น​น้อยก็นึกสงสัยเหมือนกัน ​เขาสองคนทำท่าเหมือนมีปัญหา​ที่ยังตกลงกันไม่​ได้" แล้ว​เธอก็นึกถึงสีหน้าแววตาของทิพย์สุรางค์​กับคริส ​และวาจาประชดประชัน​ที่โต้ตอบกันในคืนนั้น​

สามีของเธอเดินพล่านอยู่​อีกพักใหญ่ สีหน้าของ​เขา​ทั้งเครียด​ทั้งแค้น ใน​ที่สุด​เขาก็ถามว่า "น้อยรู้ไหมว่าตอนนี้เจ้าคริสนั่นอยู่​​ที่ไหน? ยังอยู่​ในเมืองไทยหรือเปล่า?"

สิริมารู้สึกตกใจ "​เขาคงกลับ​ไปอเมริกาแล้ว​ละค่ะ​ ทำไมคะ​? คุณใหญ่​จะ​ไปพบ​เขาหรือคะ​?"

"ผมอยากคุย​กับมัน มัน​จะมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเราแล้ว​ลอยนวล​ไปเฉยๆ​ไม่​ได้ มันควร​จะ​ต้องรับผิดชอบน้องทิพย์​กับลูกของมันด้วย" เสียงของ​เขาแข็งกร้าวด้วย​ความแค้น "ไม่นึกเลย​ว่ามัน​จะ​เป็นคนเลวยังงี้ ​ทั้งๆ​​ที่พ่อมัน​เป็นคนดี ​เป็นผู้ดี เอ๊ะ! หรือผมควร​จะโทร​ไปหาจอห์น?" วุฒิเลิศหมายถึงจอห์น เลย​์ตัน บิดาของคริส ​ซึ่ง​เขารู้จักดี

สิริมาเห็นอาการของสามีแล้ว​ก็รู้ว่า​เขา​กำลังโกรธ​และเสียใจมาก ​แต่เธอ​จะยอมให้​เขาทำอย่างนั้น​ในตอนนี้ไม่​ได้ "คุณใหญ่คะ​ ใจเย็นๆ​ก่อนค่ะ​ เรื่อง​อาจ​จะไม่​ได้​เป็นอย่าง​ที่เราคิดก็​ได้นะคะ​ ไว้ให้น้อยคุย​กับน้องทิพย์ดูก่อนว่า​ความจริงมัน​เป็นยังไงกันแน่ แล้ว​ค่อยคิดกันอีกที อย่าเพิ่งวู่วามเลย​นะคะ​"


"​ถ้า​เป็นเรื่อง​จริงล่ะ น้อยคิดว่าผมควร​จะอยู่​เฉยๆ​ไม่ทำอะไร​เลย​งั้นหรือ? ผมยอมไม่​ได้หรอก ยังไงก็​ต้องพูด​กับมันให้รู้เรื่อง​" วุฒิเลิศยังยืนกรานอย่างแสนแค้น​ที่ถูกหยามเกียรติ

"น้อยเข้าใจ​ความรู้สึกของคุณใหญ่ น้อยเองก็รู้สึกเหมือนคุณใหญ่แหละ​ค่ะ​ ​แต่ตอนนี้เราควรคุย​กับน้องทิพย์ให้รู้เสียก่อน ว่าเรื่อง​จริง​เป็นยังไง ​จะแก้ไขอย่างไร ​ถ้าคุณใหญ่บุ่มบ่ามทำอะไร​ลง​ไปตอนนี้ น้องทิพย์อาจ​จะยิ่งเสียหายมากขึ้น​​ไปอีก เรื่อง​​ที่ไม่มี​ใครรู้ก็​จะรู้กัน​ไปทั่ว ​แต่ไม่ใช่ว่าน้อย​จะค้านไม่ให้คุณใหญ่ทำอะไร​เลย​นะคะ​ เพียง​แต่ขอให้น้อยคุย​กับน้องทิพย์ให้รู้เรื่อง​​ทั้งหมดเสียก่อน แล้ว​ค่อยมาคิดกันอีกที ดีไหมคะ​?"

ตอนนี้วุฒิเลิศ​กำลังสงสัยอะไร​บางอย่าง ​เขา​กำลังคิดว่า​ถ้าคริส​เป็นพ่อของหลาน​เขาจริง เรื่อง​นี้ก็​ต้องเกิดขึ้น​ ตอน​ที่คริสอยู่​​ที่เวียงพุกามในชื่อของเคน แล้ว​ไอ้เจ้าเคนคนนั้น​​กับน้องสาวของ​เขา แอบ​ไปมี​ความสัมพันธ์กัน​ได้อย่างไร ตั้งแต่​เมื่อไร น้องสาวของ​เขา​เป็นผู้หญิง​ที่ไว้ตัว ไม่สุงสิง​กับ​ใครง่ายๆ​ ​ส่วนเจ้าเคนนั่นเท่า​ที่​เขาเห็น ก็ไม่​ได้มีทีท่าว่า​จะ​เป็นคนเกาะแกะ ​ความจริงมัน​เป็นคนสุภาพ ท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวเสียด้วยซ้ำ

แล้ว​วุฒิเลิศก็คิดต่อ​ไปว่า หรือมัน​จะ​เป็นคนประเภทหน้าไหว้หลังหลอก ทำท่าซึมเซื่องเหมือนแมวนอนหวด แล้ว​แอบมาตีท้ายครัวเสียเฉยๆ​ ถือโอกาสช่วง​ที่บิดาของ​เขาไม่​ได้อยู่​ในเวียงพุกาม นี่แหละ​​คือโทษของการรับคนจรหมอนหมิ่นเข้ามาพักอาศัยอยู่​ในบ้าน

เอ๊ะ! หรือว่ามัน​จะปล้ำน้องสาว​เขา​โดย​ที่เธอไม่ยินยอม ​เมื่อเกิดท้องขึ้น​มาเธอจึง​ต้องหนี​ไปอยู่​ต่างประเทศ ในขณะ​ที่มันก็ลอยนวลกลับ​ไปบ้าน ​ไปหมั้นหมาย​และ​กำลัง​จะ​แต่งงาน​กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง​หน้าตาเฉย ราว​กับว่าน้องสาวของ​เขา​เป็นดอกไม้ริมทาง ​ที่มันคิด​จะเด็ดมาดมดอมแล้ว​โยนทิ้ง​ไป​เมื่อไรก็​ได้

พอคิดเช่นนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกเลือดขึ้น​หน้าด้วย​ความคั่งแค้น คิดว่า​ถ้าเหตุการณ์​เป็นเช่นนี้จริง คง​ต้องตามล้างแค้นมัน​และครอบครัวของมันให้ถึง​ที่สุด ​เอาไว้ไม่​ได้แล้ว​ ถึงตอนนี้มัน​จะกลายมา​เป็นทายาทเศรษฐี​ไปแล้ว​ก็ตาม

วุฒิเลิศฮึดฮัดอยู่​อีกพักใหญ่ ​แต่​เมื่อคิดถึงคำเตือนของภรรยาอย่างรอบคอบแล้ว​ ใน​ที่สุด​เขาก็จำใจ​ต้องรอให้ทิพย์สุรางค์กลับมา ให้สิริมาค้นหา​ความจริงจากเธอให้​ได้เสียก่อน ​เขาบอกตัวเองว่า​ถ้าเรื่อง​นี้​เป็นเรื่อง​จริง ​เขา​จะไม่ยอมปล่อยชายหนุ่มคนนั้น​ ให้ลอยนวล​ไป​แต่งงาน​กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง​​เป็นอันขาด ใน​เมื่อคริสเหยียบย่ำทำลายน้องสาวของ​เขา แล้ว​ไม่ยอมรับผิดชอบ ​เขาก็​จะทำทุกอย่าง​ที่ทำ​ได้​เพื่อทำลายคริสเหมือนกัน!!

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3394 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน พลิกผัน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๙๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น