นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #31
พลอยพนม
...​เพื่อน ๆ​ ของผม​ที่เช่าหอพักอยู่​ในซอยวัดดงมูลเหล็ก​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นเด็กรามฯ​กับเด็กอาชีวะ, สมัยก่อนเด็กอาชีวะ​ได้ชื่อว่า​เป็นนักเรียนนักเลง​ที่คนกรุงครั่นคร้าม...

ตอน : มิตรใหม่

คลิกดูภาพขยาย

​เพื่อน ๆ​ ของผม​ที่เช่าหอพักอยู่​ในซอยวัดดงมูลเหล็ก​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นเด็กรามฯ​กับเด็กอาชีวะ, สมัยก่อนเด็กอาชีวะ​ได้ชื่อว่า​เป็นนักเรียนนักเลง​ที่คนกรุงครั่นคร้าม ​เพราะยกพวกพวกตีกันบ่อย ​ทว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พวก​เขาผ่าน​ความ​เป็น​ความตายมาด้วยกัน ​ความรัก​ใคร่ผูกพัน​ที่มีต่อกันมีเยื่อใยเหนียวแน่น การยกพวกตีกันเองจึงมัก​จะไม่เกิดขึ้น​ ยกเว้นเหตุการณ์​ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง​ระหว่างช่างกลสยาม​กับช่างกลอุตสาหกรรม ​ที่เชื่อกันว่าฝ่ายหลัง​เป็นกลุ่มกระทิงแดง​ที่มีนายทหารใหญ่หนุนหลัง

การยกพวกถล่มกันครั้งนั้น​ นักเรียนช่างกลอุตสาหกรรม​ใช้ระเบิด M 26 ​ซึ่ง​เป็นระเบิดสังหารปาใส่เด็กช่างกลสยาม เสียชีวิต​ไป 5 ศพ บาดเจ็บหลายสิบ แถมถูกจับอีก 200 คน ในขณะ​ที่อีกฝ่ายไม่​ได้ถูกจับกุม เพียง​แต่เรียก​ไปสอบสวนพอ​เป็นพิธีแล้ว​ปล่อยตัว

พวกกระทิงแดง​และนวพลพวกนี้​เป็นปฏิปักษ์​กับ สนนท. ​เมื่อคณะนักศึกษาจัดกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่​ความรู้ หรือต่อต้านฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์ในทางการเมืองขึ้น​​ที่ไหน สมุนรับ​ใช้ผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้น​ก็​จะยกพวก​ไปก่อกวนถล่ม ​และรุมทำร้ายจน​ได้รับบาด​และถึงแก่ชีวิตอยู่​เสมอ

เหตุ​ที่แก๊งอันธพาลการเมืองพวกนี้ย่ามใจ กระทำการเย้ยกฎหมาย​และหลุดรอดอยู่​​ได้อย่างลอยนวล ก็​เพราะมีลูกพี่ใหญ่ครองอำนาจอยู่​ในหน่วยงานสำคัญของรัฐ ​คือ กองอำนวยการรักษา​ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.​ที่มีอำนาจขจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างล้นฟ้าคอยคุ้มกลาหัว ฝ่ายเจ้าหน้า​ที่ตำรวจจึงไม่ค่อยกล้าขัดขวาง พวกนี้​จะพกปืนพกระเบิดติดตัว​ไปไหน ๆ​ ​ได้อย่างถืออภิสิทธิ์ ​แม้​แต่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เคยบุกเข้า​ไปทำร้ายนักศึกษา​และประชาชน​ที่ชุมนุมต่อต้านแสดงการกลับมาของ​พระถนอม ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมด้วยอาวุธต่าง ๆ​ เสียชีวิต​และบาดเจ็บมาแล้ว​หลายราย

​กำลังพลของพวก​เขา​ส่วนมาก​เป็นนักเรียนช่างกล ช่างก่อสร้าง ​ที่เกกมะเหรกเกเร โดดเรียนหนีเ​ที่ยว บางคน​เป็นพวกเรียนไม่จบเช่นเดียว​กับผม ​แต่วิถีชีวิต​ระหว่าง​เขา​กับผมต่างกัน ในขณะ​ที่ผมไม่อยากสุงสิง​กับเรื่อง​แบบนั้น​ ไม่ว่า​จะ​เป็นฝ่ายไหน ​แต่พวก​เขากลับ​เป็นนักเลงอันธพาล หากินอยู่​​กับเจ้านาย​ที่รับงานมาจากผู้เกรงกลัวการสูญเสียอำนาจ​และผลประโยชน์​ส่วนตัว

นอกนั้น​ก็พวกฉกชิงวิ่งราวไร้อาชีพ​และไร้​ที่ซุกหัวนอน ​เมื่อ​ได้พกปืนพกระเบิดก็พึงพอใจ ​เพราะ​ต้อง​กับนิสัย​ที่ไม่​เอาไหน​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​ จึงหยิ่งลำพองเ​ที่ยวระราน​เขา​ไปทั่ว

​ส่วนอีกพวกหนึ่ง​ ก็​คือพวกเจ้าหน้า​ที่ตำรวจทหารนอกแถว​ที่ร่วมผสมโรง อย่างเช่นกรณีสังหารพนักงานการไฟฟ้า​ที่จังหวัดนครปฐม 2 ราย ก็สืบทราบภายหลังว่า​เป็นฝีมือเจ้าหน้า​ที่ตำรวจในท้อง​ที่เกิดเหตุนั่นเอง

ผมหนีเสือมาจากดง​เขายาก็มาพบจระเข้​ที่กรุงเทพฯเข้าจน​ได้ พวก​เพื่อน ๆ​ ของผมหลายคนอยู่​ในหน่วยรักษา​ความปลอดภัยของ สนนท. ​เมื่อพวก​เขาชวนคุยเรื่อง​การเมือง ผมก็มัก​จะหาทางเฉไฉ​ไปทางอื่นเสีย ​แต่นาน ๆ​ เข้าพวก​เขาก็รู้ไต๋ ก็เลย​​เป็นฝ่ายชวนผม​ไปเ​ที่ยว​ที่ห้องพักของ​เขาบ้าง ​ซึ่งบางครั้งพวกเราก็ดอด​ไปถึงบ้านช่างหล่อ บางครั้งก็​ไปซอยวัดท่า​พระ ​แต่​ถ้า​ไป​ที่ซอยวัดท่า​พระนี้ สาวบัวก็มัก​จะตาม​ไปด้วย ​เพราะบ้านของไอ้สนอยู่​ในซอยนั้น​

สาวบัว​กับหมวยเกี้ย-แฟนของไอ้สนพูดคุยกันถูกคอ ​และสนิทสนมกันมาก

การอยู่​กินด้วยกัน​ระหว่างไอ้สน​กับหมวยเกี้ยก็เหมือนผม​กับสาวบัว ​คืออยู่​กันแบบผัวเมีย ​แต่ยังมิ​ได้​แต่งโงง​แต่งงานให้​เป็นเรื่อง​​เป็นราว

หมวยเกี้ยช่วยพี่สาวของเธอขายผัก​และผลไม้อยู่​​ที่ตลาดพรานนก ก่อนสาวบัว​จะ​ไป​เป็นสาวโรงงาน หล่อนก็มัก​จะตาม​ไปช่วยพี่สาวของหมวยเกี้ยบ้างเหมือนกัน


ผมขึ้น​มาอยู่​กรุงเทพฯ 2 สัปดาห์ ยังหางานทำไม่​ได้ ​ไป​ที่สำนักจัดหางาน​ทั้งของรัฐบาล​และเอกชนก็ไม่​เป็นผล ​เพราะ​ถ้า​จะทำงานตาม​ที่​เขาเปิดรับอยู่​แล้ว​ ผมก็คงขำตัวเองตายแน่

งานแรก​เขาให้​เป็นลูกจ้างคอกสุนัข ถัดมาก็ลูกจ้างรถขายน้ำปลา

​และงานสุดท้าย​ที่​เขาเสนอให้ผมก่อน​ที่ผม​จะเลิกล้ม​ความตั้งใจพึ่งพาพวก​เขาอีก ​คืองานในฟาร์มจระเข้

ผมถาม​เขาว่า ​จะให้ผมทำอะไร​? คุณผู้หญิงรูปร่างอวบอ้วน​และเตี้ยตะแมะแขะ ผิวดำเหมือนยางมะตอย ผู้ทำหน้า​ที่สัมภาษณ์ มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้ว​ตอบว่า "ไม่รู้ซิ - -​แต่​เขาคงไม่​เอา​ไป​เป็นเหยื่อไอ้เข้หรอกนะ"

ตั้งแต่นั้น​ ผมก็เข็ด​กับการ​ไปขอสมัครงาน​กับสำนักจัดหางาน ​ซึ่ง​จะว่า​ไปแล้ว​ ทุกงาน​ที่​เขาเสนอมานั้น​ ก็มิใช่​เป็นงาน​ที่น่ารังเกียจ​แต่อย่างใด เพียง​แต่ว่า​ถ้าผมทำงานแบบนั้น​ ก็คงหมดโอกาส​ได้เรียนหนังสือด้วยกัน​กับสาวบัว ​ซึ่ง​เป็นเรื่อง​​ที่​เป็น​ไปไม่​ได้

มันผิด​ความตั้งใจ ผมจึงปฏิเสธ​ไปทุกรายการ...​

​แต่พอถึงบท​จะ​ได้งาน มันก็​ได้แบบหมู ๆ​ ไม่​ต้องดิ้นรนให้ยุ่งยาก ​เพราะงานมันวิ่งมาชนหัวแม่เท้าผมเอง !

วันหนึ่ง​ ผมนั่งรถเมล์เล็ก​ไป​พระประแดง​กับสาวบัว...​ เดิน​เป็น​เพื่อนหล่อนจนถึงหน้าป้อมยามโรงงาน​ที่หล่อนทำงานอยู่​ แล้ว​ผมก็เดินกลับมารอรถเมล์​ที่ป้ายจอดรถ​เพื่อกลับพรานนก ​แต่คอยแล้ว​คอยเล่ารถเมล์​ที่​จะผ่าน​ไปทางนั้น​มันแน่นจนไม่มี​ที่​จะเบียดแทรกขึ้น​​ไป​ได้สักคัน อ้ายคน​ที่ทยอยมารอหลังเราก็ขึ้น​รถเมล์สาย​ที่พวก​เขา​ต้องการ​จะ​ไปกันหมดแล้ว​ แล้ว​ทีนี้-อ้ายคน​ที่มาถึงทีหลังบางราย มันก็เริ่มมองผมด้วยสายตา​ที่เคลือบแคลง...​

หรือผมหวาดระแวง​ไปเองก็ไม่รู้?

​แต่เริ่มรู้สึกอาย...​ เหงื่อผุดพรายขึ้น​ตามใบหน้า ​ทั้ง​ที่อากาศก็ยังไม่ร้อนเลย​สักนิด

จึงตัดสินใจว่า ​เอาละวะ แม่-ง-เ​ที่ยวนี้สายไหนโผล่มากูก็​จะโหนแม่-งขึ้น​​ไป​ทั้งนั้น​ ​จะทะลุ​ไปออกประเทศไหนก็ช่างมัน ขอให้พ้น​ไปจากสายตาไอ้พวกเหี้ยนี้ก็พอ

เรียบร้อย​ครับ​ผม !

เผลอแผล็บเดียว ไอ้นุ้ยหลงทางซะแล้ว​...​
รถเมล์คันนั้น​​จะข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้า​พระยา​เมื่อไหร่​และ​ที่ไหนผมไม่ทันรู้ตัว...​ หลังจากนั้น​ ​แม้​จะพยายามอ่านป้ายหน้าร้านค้า​ที่รถเมล์แล่นผ่าน ก็ไม่ค่อยแน่ชัด นึกใจว่า​ต้องลงจากรถแล้ว​เดินหาธนาคาร ​เพราะหน้าสำนักงานธนาคาร​จะ​ต้องบอกสาขา พอถึงป้ายรถเมล์จอด ผมก็ลงจากรถเดินทอดน่อง​ไปเรื่อย ๆ​ อากาศก็ชัก​จะร้อนขึ้น​มาแล้ว​ เหนื่อยก็เหนื่อย มองหาตำรวจซักนาย​เพื่อสอบถามก็ไม่เห็น ​จะถามผู้คน​ที่เดินสวนกันก็รู้สึกยังไง ๆ​ อยู่​ ​จะว่าโง่แล้ว​ทำหยิ่งก็ไม่น่า​จะใช่

คล้าย ๆ​ ​กับไม่ไว้ใจ- -ประมาณนั้น​ !

สมัยเด็ก ๆ​ เคยถูกฝังหัวว่า อย่าไว้ใจคนกรุงเทพฯ ​แม้​แต่คน​ที่​ไปจากบ้านเดียวกัน​ถ้าไม่สนิทชิดเชื้อกันจริง ๆ​ ​เขาก็ห้ามว่าอย่าไว้ใจเหมือนกัน

ก็คง​เพราะเหตุนี้กระมัง? ผมจึง​ต้องเดินย่ำต๊อกเสียจน​เมื่อยแล้ว​​เมื่ออีก!

เรื่อง​แท็กซี่ ไม่​ต้องพูดถึง ผมไม่นั่งอยู่​แล้ว​ ​เพราะ​ต้องการประหยัดเงิน ​แต่ก็​ได้ทดลองโบกมือเรียกถามค่า​โดยสารดูแล้ว​เหมือนกัน มันบอกว่า แปดสิบบาท​ ผมแกล้งต่อรองอย่างไร มันก็ลดให้แค่สิบบาท​ เหลือเจ็ดสิบ...​

แหม-ข้าวสารเกือบถัง ! ผมคิดในใจ...​ เลย​บอกมันว่าไม่​ไป ​โดยไม่สนใจว่ามัน​จะด่าแม่ผมตามหลังหรือไม่

กระทั่งเหลืบ​ไปเห็น​ที่ทำการธนาคารพาณิชย์สาขาหนึ่ง​จึงรู้ว่าผมหลงมาออกดินแดง จากนั้น​ก็เดินหาร้านขายหนังสือ ​เพื่อหาซื้อแผน​ที่สักฉบับ​ ​แต่แถวนั้น​ไม่มี จึงตัดสินใจเดินข้ามถนนตรง​ไป​ที่ป้ายรถเมล์ คอยมองป้ายบอกสถาน​ที่​ซึ่งติดอยู่​ข้างประตูรถเมล์ทุกคัน​ที่แล่นมาจอดรับผู้​โดยสาร ​โดยไม่หัน​ไปสนใจสายตา​ใคร​ทั้งสิ้น

เข็ดแล้ว​! ​ใคร​จะมองยังไงช่าง กูคอยจ้อง​แต่คำว่าวงเวียนใหญ่อย่างเดียว ​ถ้าผ่านมา​เมื่อไหร่ก็​จะโหนขึ้น​​ไปทันที ​เพราะผมจำอนุสาวรีย์ของ​พระเจ้าตากสิน​ที่วงเวียนใหญ่​ได้ จนใน​ที่สุด รถเมล์สาย​ที่ผ่านวงเวียนใหญ่ก็แล่นมาจอด ผมรีบวิ่ง​ไปขึ้น​ทางประตูหน้า​และโหนราวเหล็กเดินรุด​ไปข้างหน้า ยืนเกาะอยู่​หลังโชว์เฟอร์ ​เพราะ​ต้องการมองทัศนียภาพด้านหน้าไว้ก่อน ​พร้อม​กับบอกตัวเองว่า พอเห็นรูปปั้น​พระเจ้าตากสินขี่ม้าก็​จะลงจากรถทันที แล้ว​ต่อจากนั้น​ก็ค่อยต่อตุ๊กตุ๊ก​ไป

'อย่างมากก็ไม่เกิน 10 บาท​' ผมคิดในใจ

​แต่ครั้นถึงวงเวียนใหญ่เข้าจริง ๆ​ ผมก็ออก​จะงง ๆ​ อยู่​เหมือนเดิม ​เพราะมันมีหลายแยก...​ ไม่รู้แยกไหน​ไปพรานนก!?

ขืนโบกตุ๊กตุ๊กผิด​ที่ผิดทาง มันก็หัวเยาะ​เอานะซี

หิวก็หิว เลย​ตัดสินใจเดินหาอะไร​จุกกระเพาะสักหน่อย​...​

​เมื่อข้ามถนน​ไปสายหนึ่ง​ ก็เห็นร้านอาหารแผงลอยริมฟุตบาท​กางผ้าใบเขียว ๆ​ แดง ๆ​ กันแดดฝนเรียง​เป็นแถว จึงก้าวเท้ามุ่ง​ไปทางนั้น​ ผ่านแผงลอยเจ้าแรก ๆ​ ​ที่ขายข้าวราดแกง​ซึ่งผมไม่ค่อยถูกชะตา ​เพราะข้าวราดแกงกรุงเทพฯรสจืด​และไม่ใส่ขมิ้น ผมจึงเลือก​ไปนั่งร้านข้าวมันไก่​ที่อยู่​ถัด​ไป สั่งมาจานหนึ่ง​ กิน​ไปสองสามคำ ก็มีชายคนหนึ่ง​เดินข้ามถนนตรงมาดึงเก้าอี้นั่งลงข้าง ๆ​ ผมทางด้านขวามือ ​เพราะ​แต่ละแผงนั้น​มีโต๊ะเก้าอี้ด้านหน้าแถวเดียว ลูกค้าจึง​ต้องนั่งเรียงแถวหันหน้าเข้าหาแผง​เป็นแถวยาวต่อ ๆ​ กัน​ไป

ชายคน​ที่มานั่งใกล้ ๆ​ ​กับผมคนนี้ อยู่​ในวัยกลางคน หุ่นผอม ๆ​ บาง ๆ​ นุ่งกางเกงขายาวสีน้ำเงินซีด ๆ​ สวมเสื้อกล้ามสีขาว มองปั๊บก็รู้ว่าลูกคนจีน แกยิ้มให้ผม​เมื่อผมหยิบพวงเครื่องปรุง ​ซึ่งมีซีอิ้วดำ พริกน้ำส้ม​และน้ำขิงผสมเต้าเจี้ยวพริกสดเลื่อน​ไปวางให้ตรงหน้า

"ขอบคุณครับ​"

"เฮียพักอยู่​แถวนี้หรือครับ​" ผมถาม​เพื่อ​ต้องการผูกมิตร ​เพราะรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น

"ครับ​ ผม​เป็นคนกรุงเทพฯ โน่นไงครับ​บ้านผม" แกหัน​ไปชี้ตึกแถวหลังหนึ่ง​ อยู่​ติด​กับถนนใหญ่ ห่าง​ไปจาก​ที่นั่นประมาณ 300 เมตร "​ที่มีคุณผู้หญิงใส่เสื้อสีลาย ๆ​ สองคนยืนคุยกันอยู่​นั่นแหละ​ครับ​"

ผมหัน​ไปมองเห็นตึกแถวเก่าแก่สองชั้นสามชั้นเรียงติดกัน​เป็นพืด ด้านล่างเปิด​เป็นร้านค้าขายสินค้าหลากหลายชนิด ​ทว่าดู ๆ​ ​ไปแล้ว​ก็ค่อนข้างเงียบเหงา มีผู้คนเดินสวนกัน​ไปมาพอนับจำนวน​ได้ เว้น​แต่​ที่ป้ายรถเมล์​ซึ่งอยู่​เลย​​ไปหน่อย​ เห็นมีผู้คน​กำลังยืนรออยู่​พอสมควร

"ขอโทษนะครับ​ ไม่ทราบร้านเฮียขายอะไร​?"

"อ๋อ- -ม่ายละครับ​ ร้านผม​เป็นประเภทรับจ้างทำสิ่งของนะครับ​ จำพวกบล็อกพิมพ์ ตรายาง อะไร​พวกนั้น​"

"ผมยังนึกไม่ออกเลย​ว่า ของพวกนั้น​​เขามีวิธีทำกันยังไง มีโรงเรียนสอนหรือเปล่าครับ​?"

"เอ- -ผมก็ไม่มั่นใจนะ ​เพราะผมไม่​ได้เรียนมาจากโรงเรียน ​แต่ฝึก​กับเตี่ย ​เพราะเตี่ย​เขามีอาชีพ​เป็นช่างทำบล็อกมาก่อน"

"หรือครับ​" ผมชักสนใจ "ประเดี๋ยววันหลัง ​ถ้าผ่านมาทางนี้อีก ผมขออนุญาตแวะเข้า​ไปชมงานของเฮียสักหน่อย​นะครับ​"

คู่สนทนาของผมไม่ตอบ ​เขาตักข้าวมันไก่กินเข้า​ไปคำหนึ่ง​ เคี้ยวหยับ ๆ​ ก่อน​จะย้อนถามผมว่า "ตอนนี้คุณทำงานอะไร​? หรือว่ายังเรียนหนังสืออยู่​ ​เพราะดูท่าทางก็เหมือน​กับว่าคุณยัง​เป็นนักเรียน...​ หรือว่าเรียนรามใช่ไหม?"

ผมอึดอัดไม่รู้​จะตอบอย่างไร ​เพราะ​ถ้า​จะตอบ​ไปตามจริงเรื่อง​มันก็ยาว จึงตอบ​แต่เพียงว่า "ตกงานครับ​"

"แล้ว​​เมื่อก่อนเคยทำงานอะไร​?" มิตรใหม่ถือโอกาสสัมภาษณ์ผม

"เรื่อง​มันยาวครับ​ ไว้ผมค่อยเล่าวันหลัง​ได้ไหม?"

ผมพูด​พร้อม​กับยิ้มให้แก ​ซึ่งคง​เป็น​ที่เฝื่อนเต็มที แกจึงพูดขึ้น​ว่า "​ถ้าอย่างนั้น​เดี๋ยว​ไปคุยกัน​ที่ร้านผมดีกว่า"

เราสองคนเหลือข้าวในจานอยู่​ไม่กี่คำ ​ถ้า​จะรีบตักกิน ไม่ถึงนาทีก็คงหมดจาน ​ทว่าอารามดีใจ​ที่​จะ​ได้มิตรใหม่​เป็นชาวกรุงเทพฯคนแรก ทำให้ผมรู้สึกอิ่มจนกินไม่ลงขึ้น​มาทันที จึงรวบช้อน​และคว้าแก้วน้ำเย็นมาดื่ม ในขณะ​ที่ชายคนนั้น​ก็รวบช้อนด้วยเหมือนกัน

"เจ๊เก็บตังค์...​" แกยื่นแบงก์ร้อยให้แม่ค้า "ของน้องคนนี้ด้วย"

"เจ๊ ​เอา​ที่ผม" ผมลุกขึ้น​ยืน​และควักกระเป๋าสตางค์ออกมา

"เก็บไว้"

ฝ่ามือนิ่ม ๆ​ ​ที่บ่งบอกว่าไม่เคยผ่านงานหนัก เอื้อมมากดมือผมไว้ ส่งสายตามองอย่างอ่อนโยนดุจญาติมิตร​ที่เปี่ยมด้วยรัก​และหวังดี ทำให้หยาดน้ำตาของผมเอ่อซึมขอบตาด้วย​ความตื้นตันใจ

"ขอบคุณครับ​-เฮีย"

ผมยกมือไหว้ก่อน​จะก้าวเดินข้ามถนน​ไป​พร้อมกัน

**********************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3379 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน มิตรใหม่ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๐๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-18049 ], [125.24.14.182]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ม.ค. ๒๕๕๔, ๑๔.๑๐ น.

คุณผู้หญิงรูปร่างอวบอ้วน​​และเตี้ยตะแมะแขะ ผิวดำเหมือนยางมะตอย

"เข้าใจว่าเจ้าหล่อนคงมีอายุพอสมควร หาก​​เป็นสาวๆ​​ คงสวยน่าดู"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-18050 ], [110.49.193.1]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๔, ๑๐.๒๙ น.

ขอบคุณคุณอิติ​​และท่านผู้อ่าน​​ที่กรุณามอบ​​กำลังใจ
​​โดยเฉพาะท่าน​​ที่มอบช่อดอกไม้ ​​ถ้า​​เป็น​​ไป​​ได้ก็อยาก​​ได้​​ความคิดเห็นด้วยครับ​​
ควรแก้ไขเพิ่มเติม​​ส่วนไหนบ้าง...​​ กรุณาอย่า​​ได้ออมมือนะครับ​​ ฟาดลงมาหนัก ๆ​​ ​​เพื่อวรยุทธของ "พลอยพนม" ​​จะ​​ได้แก่กล้าขึ้น​​ในยุทธภพ ก็​​จะถือ​​เป็น​​พระคุณยิ่ง

​​แม้นแผ่นดินไม่กลบหน้าเสียก่อน บุญคุณของท่านข้าน้อยคงมีโอกาสทดแทน (ด้วยการเขียนนิยายดีดีให้อ่านกันอีก)

ว่าเข้านั่น ฮา ฮา

ขอบคุณอีกครั้งครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-18051 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๔, ๑๗.๔๗ น.

สวัสดีค่ะ​​ คุณนามฯ
แบบว่า ไม่​​ได้ออมมือหรอกค่ะ​​ ​​แต่ฝีมืออาจ​​จะไม่ถึงขั้น​​ที่​​จะ "คอมเม้นท์" เจ้าวิทยายุทธมากกว่า
เรื่อง​​​​ที่คุณนามฯ​​กำลังเล่าอยู่​​นี้ ดูเหมือน​​เป็นเรื่อง​​ชีวิตจริง หรือล้อชีวิตจริง จึงลำบาก​​ที่​​จะหาช่องโหว่ของ​​ความเหมาะสม กลมกลืน
ขออ่าน​​ไปเรื่อย ๆ​​ นะคะ​​ หากเห็นว่าตอนไหนพอ​​จะ "แหล่ม" ​​ได้ก็​​จะแจมเข้ามาค่ะ​​
สวัสดีปีใหม่อีกครั้งนึงค่ะ​​
ด้วยมิตรไมตรี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-18052 ], [110.49.205.64]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ม.ค. ๒๕๕๔, ๐๘.๑๘ น.

เหมืองป่า ภาค 2 ​​ซึ่งเวลานี้ผม​​กำลังคิด​​จะเปลี่ยนชื่อให้มันเสียใหม่ว่า "รักของชาวเหมือง" ​​ได้เดินทางใกล้​​จะถึงบทอวสานแล้ว​​ครับ​​

​​และ​​เมื่อถึงบทอวสานแล้ว​​ ก็ขอไหว้วาน คุณรจนา ​​และท่านผู้อ่าน โปรดช่วยแสดง​​ความคิดเห็นด้วยนะครับว่า​​ "รักของชาวเหมือง" เหมาะ​​ที่​​จะ​​เป็นชื่อนิยายเรื่อง​​นี้หรือไม่

​​และ​​ที่สำคัญ​​จะ​​ต้องรอให้ถึงตอนนั้น​​เสียก่อนครับ​​

ผมไม่อยากแบไต๋ออกมาตอนนี้ ​​แต่อยาก​​จะให้ทุกท่าน​​ได้ติดตามอ่านชีวิตรักของเด็กหนุ่ม​​กับม่ายสาวคู่นี้ต่อ​​ไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย ​​เพราะ​​เมื่อถึงตอนนั้น​​ทุกท่านก็​​จะ​​ได้ทราบ...​​

พลอยพนมเขียนนิยายเรื่อง​​นี้​​เพื่ออะไร​​?

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น