นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #30
พลอยพนม
...การเรียนแบบเดินหาห้องเรียนของผมรอบนี้ ​เป็นปัญหาสำหรับผมอย่างมาก ​เพราะผมไม่​ได้เข้าเรียนอย่างปรกติเหมือนคนอื่น ​แต่​เป็นการเรียนซ่อมรายวิชา...

ตอน : ลาก่อน...ความอดทน

คลิกดูภาพขยาย

การเรียนแบบเดินหาห้องเรียนของผมรอบนี้ ​เป็นปัญหาสำหรับผมอย่างมาก ​เพราะผมไม่​ได้เข้าเรียนอย่างปรกติเหมือนคนอื่น ​แต่​เป็นการเรียนซ่อมรายวิชา ​ต้องพลอยห้องเรียนรุ่นน้องปี​ที่แล้ว​​ที่เขยิบขึ้น​มาอยู่​ปี​ที่ 2 ในปีนี้ จึง​ต้องสลับห้องสลับวิชากันวุ่นวาย ตารางเรียนวิชาต่าง ๆ​ ​ที่ผมยังไม่​ได้เรียน ไม่ระบุตรง​กับห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่ง​​โดยเฉพาะ สมมติเช้า​นี้ ผม​จะ​ต้องเรียนสังคม 1 ผมก็​ต้องไล่จัดตารางเรียน​เอาเองว่า สังคม 1 ชั่วโมงแรกมันตรง​กับชั้นไหน ​ซึ่งตอนนั้น​​เขาเรียกกัน​เป็น F...​ F1 F2 F3 ต่อกัน​ไปเรื่อย จนถึง F 21 ​ซึ่ง​เป็นชั้นสุดท้าย ผมก็​ต้องดูว่า อ้ายสังคม 1 ของผมนี้ ชั่วโมงแรกในรอบเช้า​มัน​จะ​ไปตรง​กับ F ไหน แล้ว​ผมก็เดินตาม​ไปเรียนห้องเดียว​กับ​เขา

​เขาเรียกว่าพวก "ทองพลอย"

บางวันเจ้าทองพลอย​ได้เรียน แค่ 3-4 วิชาเท่านั้น​ ​เพราะชั่วโมงเรียนมันซ้อนกัน จัดยังไงก็จัดไม่ลง แถมอุตส่าห์วิ่งเต้นขอ​ไปเรียน​กับพวกภาคค่ำด้วย ก็ไม่อาจเข้ารูปเข้ารอย

ปีนี้ผม​จะเรียนไม่จบหลักสูตรแน่นอน อย่างน้อย​ต้องบวกเพิ่มอีกเทอม ไม่นับเทอม​ที่​ต้องออกฝึกสอนอีกต่างหาก ก็เลย​ทำให้อ่อนล้า​ไปใน​ที่สุด

เดือนแรกผ่าน​ไปอย่างโหวงเหวงในอารมณ์ ​แม้ผม​จะไม่ใช่คนซีเรียสง่ายดายเหมือนผู้อื่น ​แต่​เมื่ออยู่​ในห้องเรียนก็มิอาจพูดจาเล่นหัว​กับเด็กรุ่นน้อง​ได้สนิทใจนัก ​โดยเฉพาะพวก​ที่ค่อน​ไปทางขี้มัน(เห็นแก่ตัว) เวลาทำกิจกรรมก็แอบ​ไปมุบมิบทำกัน​แต่พวก ทำให้ผมหากลุ่มยาก ​เพราะกะล่อนไม่​เป็น มีอะไร​ก็เว้ากันซื่อ ๆ​ โผงผาง บางทีก็​ไปขัดหู​เขา โต้แย้งก็สู้เหตุผลผมไม่​ได้ ยิ่งกลาย​เป็นกำแพงปิดกั้นกันมิตรภาพหนักขึ้น​ นาน ๆ​ เข้า ก็รู้สึก​จะกลาย​เป็นแกะขาว​ไปเสียแล้ว​ ​โดยเฉพาะเรื่อง​การเมือง ผมไม่สุงสิง​กับ​ใครเลย​ ไม่ใช่เข็ด! ​แต่ดู ๆ​ แล้ว​พวก​เขาค่อนข้าง​จะสุดโต่ง​ไปสักหน่อย​ อ้าย​ที่ซ้ายก็ซ้ายอย่างบ้าระห่ำ อ้าย​ที่ขวาก็ขวาตกขอบ อ้าย​ที่เฉย ๆ​ เห็นแก่ตัว ยิ่งไม่​ต้องพูดถึง...​ ผมเข้าห้องเรียนสาย​ไปซักสองสามนาที ถามมันว่าสมุดลงชื่ออยู่​​ที่ไหน? ส่งอาจารย์หรือยัง? มันก็ไม่บอก...​

สมัยนั้น​การลงชื่อในสมุดลงชื่อประจำชั่วโมงเรียน ​แต่ละชั่วโมง ​แต่ละอาจารย์ ​เป็นสิ่งสำคัญ ​เพราะอาจารย์​แต่ละท่าน​จะนำ​ไปพิจารณา​เป็น​ส่วนประกอบในการตัดเกรด

ว่ากันว่า สมัยนั้น​​ใครเรียนครูก็ขอให้เข้าเรียนทุกชั่วโมง อย่าโดดเรียน โอกาส​ที่​จะติด E หรือสอบไม่ผ่านแทบไม่มีเลย​

จริงเท็จอย่างไรผมไม่ยืนยัน ​เพราะผมไม่เข้าใจระบบตัดเกรดของอาจารย์มากนัก อีก​ทั้งไม่เคยวิ่งขอเกรด​กับ​เขาเลย​สักครั้ง

พอย่างเข้าเดือน​ที่สอง ​ความอดทนในการเดินเรียนร่วม​กับพวกน้อง ๆ​ ก็ชัก​จะหมดลง​ไปเรื่อย ​แม้​จะ​เอาทาง​พระเข้าข่มก็​เอาไม่อยู่​ ​เมื่อตอนเรียนอยู่​ปีแรก พอมีเวลาว่างก็มัก​จะแวบเข้าห้องสมุดหาหนังสืออ่านใฝ่หา​ความรู้ ​แต่ตอนนี้ไม่อย่างนั้น​...​ พอว่างก็มัก​จะแวบเข้าเมือง ​ไปดูหนัง...​ รอบเ​ที่ยง รอบบ่าย รอบดึก ดูหมด ตั้งแต่หนังไทยยันหนังฝรั่ง หนังจีน กระทั่งหนังอินเดีย...​ ดู​ไปดูมา ก็มีอีแม่สาวเดินตั๋วหน้าตาจิ้มลิ้มรายหนึ่ง​คอยยักตั๋วไว้ให้ พอหนังในโรงของหล่อนเปลี่ยนโปรแกรม เราก็เจอหน้ากัน ​เป็นเหตุให้อ้ายเสือนุ้ยชัก​จะอยู่​ วค. ไม่ติด ว่าง​เมื่อไหร่​เป็น​ต้องนั่งรถสองแถวเข้าในเมือง บางครั้งก็ขอให้หล่อนลางาน ชวนกัน​ไปดูหนังโรงอื่น...​ ​และจบลง​ที่โรงแรม

กระทั่งเดือนสุดท้ายสอบปลายภาคเรียน เสือนุ้ยติด E สี่วิชารวด!

คราวนี้อย่าว่า​แต่ปีครึ่งเลย​ ต่อให้อีก 2 ปีก็ไม่รู้​จะเรียนจบหลักสูตรหรือไม่? ​เพราะ​เขากำหนดให้เรียนหลักสูตรละไม่เกิน 4 ปี ​ถ้าไม่จบก็รีไทร์

ผมก็เลย​ตัดสินใจแบบโง่ ๆ​

ลาออกดีกว่า อย่าอยู่​รอให้​เขาไล่ตะเพิดต่อ​ไปเลย​ เสียยี่ห้อ


ยื่นใบลาออก​และ​ได้ใบสุทธิชั้นมัธยมศึกษาปี​ที่ 3 คืนจากแผนกทะเบียน​และวัดผลเสร็จ ก็​เป็นอันเสร็จพิธี นายนุ้ยก็หมดสภาพจากนักศึกษา กลาย​เป็นสุนัขสองเท้าเต็มขั้น สะพายกระเป๋าใบย่อม ๆ​ สองใบ ​กับขลุ่ยประจำกายเลาหนึ่ง​โบกรถเมล์กลับบ้าน...​ ทิ้งวิทยาลัยครูฯสถานศึกษา​ที่เคยใฝ่ฝันอยาก​จะเข้ามาศึกษามาตั้งแต่เด็ก ๆ​ กระทั่ง​เพื่อน ๆ​ ​และสาวเดินตั๋วโรงหนังอัน​เป็น​ที่รักไว้ข้างหลัง...​

ลาก่อน...​

ผมบอกลาทุกสิ่งด้วยหัวใจ​ที่เจ็บช้ำ ต่อ​ไปนี้เราคง​ต้องกลาย​เป็นอดีตต่อกันแล้ว​ ​แม้ผมยังรัก​และ​จะรำลึกถึงอดีตอันขมขื่นนี้อยู่​เสมอ ​และไม่เคยคิดโทษ​ใคร นอกจากตัวผมเอง...​​ที่เสือกเกิดมา​เป็นตัวผม...​


พ่อ​และแม่นั่งน้ำตาคลอเบ้า ​แต่ไม่​ได้กล่าวตำหนิลงโทษลูกชาย​แม้​แต่คำเดียว

"ทำสวน​กับพ่อก็​ได้" พ่อว่า "​ถ้าเราทำให้จริงจัง ​เมื่อสวน​ได้รับผล พ่อรับรอง- -​แม้​แต่เงินเดือนนายอำเภอก็สู้เราไม่​ได้"

​แต่แม่ไม่เห็นด้วย​กับพ่อ

"อายุยังน้อย ​ถ้าคิด​จะตั้งต้นเรียนใหม่​ที่ไหนสักแห่งก็ยังไม่สาย"

"ผมอยากขึ้น​กรุงเทพฯ" ผมพูด "​จะ​ไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ให้จบระดับ 5 แล้ว​ต่อรามฯ"

"​จะเข้าเรียน กศน. ทำไม​ต้อง​ไปไกลถึงกรุงเทพฯ บ้านเราก็มี ไม่​ต้องเปลืองค่า​ใช้จ่าย" แม่ออก​ความเห็น

"ผม​จะพาสาวบัว​ไปด้วย ​จะให้เธอเรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วยกัน​กับผม" ผมบอกเหตุผล "เรา​จะหางานทำ ​เพราะศึกษาผู้ใหญ่​เขาเรียนกันตอนเย็นหลังเลิกงานถึงสามทุ่ม ​ถ้าเรียน​ที่นี่ สาวบัวก็ไม่รู้​จะหางานอะไร​ทำ นอกจากร่อนแร่ในเหมือง ​ซึ่งมันอยู่​ไกล"

"เรื่อง​นั้น​แม่เข้าใจ" แม่ว่า "​แต่​ถ้าพลาดท่าพลาดทางเข้าอีก คราวนี้แหละ​​ได้​เอาปิ๊บคลุมหัว"

พ่อหัวเราะ ฮา ฮา

"แล้ว​ตอนนี้คลุมอะไร​อยู่​ล่ะ ​เขาว่ากัน​ทั้งบ้าน ว่าไอ้นุ้ยหลงอีบัวจนไม่​เป็นอันเรียน"

"ก็มันไม่จริง แล้ว​เรา​จะ​ไปฟัง​เขาทำไม"

แม่ทำตาเขียว ​โดยไม่รู้ว่าเข้าทางของพ่อ​พอดี พ่อจึงหันมาทางผมแล้ว​พูดขึ้น​ว่า

"เช่นเดียวกัน ​ไปกรุงเทพฯ​ถ้ามันเรียนไม่จบขึ้น​มาอีก ก็ไม่ใช่เรื่อง​หนักหัว​ใคร ​ไปเถอะลูก พยายามให้เต็ม​ที่ก็แล้ว​กัน ​แต่​ถ้าไม่ไหวจริง ๆ​ ก็กลับมาบ้าน เรือกสวนไร่นาของเราก็มี มาช่วยกันสร้างช่วยกันทำ ​จะ​ได้เก็บเงินส่งเสียให้น้อง ๆ​ ​ได้เรียนกันต่อ​ไปอีก ​ส่วนเรื่อง​​ที่​จะเรียน​ไปด้วยทำงาน​ไปด้วย ก็​เป็น​ความคิด​ที่ถูก​ต้อง อย่างน้อยก็​ได้ประสบการณ์ ​และทำให้ไม่มีเวลาว่างสำหรับ​จะเหลวไหล"

ต้นเดือนกันยายน 2519 ผม​และสาวบัวก็นั่งรถทัวร์ขึ้น​กรุงเทพฯด้วยกัน...​

การเดินทางคราวนี้ผม​ได้เตรียมตัวอย่างดี ​โดยเฉพาะเรื่อง​​ที่พักในกรุงเทพฯ ก็​ได้พูดคุย​กับ​เพื่อน ๆ​ ​ที่บ้านส้องไว้ก่อนแล้ว​ ​เพราะผมเรียนหนังสือจบชั้นมัธยมต้น​ที่นั่น ​เพื่อนร่วมรุ่นของผมหลายคนเรียนต่อ​ที่กรุงเทพฯ ​เมื่อเจอกัน​ที่บ้านส้องก็​ได้พูดคุยนัดแนะเรื่อง​​ที่อยู่​ไว้เสร็จสรรพ ​คือซอยวัดดงมูลเหล็ก ย่านจรัญสนิทวงศ์ ฝั่งธนบุรี

แถวนี้​ส่วนมาก​จะ​เป็น​ที่พักของพวกเด็กใต้​ที่มาเรียน​และมาทำงานอยู่​ในกรุงเทพฯ

ผม​ได้ห้องเช่า​เป็นห้องแถวชั้นเดียว พื้น​ที่ประมาณ 24 ตารางเมตร ​ที่​เพื่อนพวกนั้น​ติดต่อไว้ให้ ​เป็น​ที่พักอาศัยอยู่​​กับสาวบัว วันแรก ๆ​ ​เมื่อพวก​เขารู้ข่าวก็แห่มาเยี่ยม​เป็นแถว คนไหนเรียนอาชีวะ ก็อยู่​ชั้น ปวช. ปีสุดท้าย พวกเรียนมหาวิทยา ก็เพิ่ง​เป็นน้องใหม่ปีแรก

ตอนนั้น​ ผมนึกถึงตัวเองแล้ว​เศร้า ​เพราะ​ถ้าไม่มีเรื่อง​บ้า ๆ​ พุ่งเข้ามาขัดแข้งขัดขาทำให้เป้าหมายของชีวิตเบี่ยงเบน ป่านนี่ก็คง​ได้​แต่งชุดข้าราชการครูโก้หรูสมใจอยาก​ไปแล้ว​ ​แต่นี่กลับ​ต้องมาตั้งต้นใหม่ตามหลังพวก​เพื่อน ๆ​ ​เขาอีก

คิดแล้ว​ท้อเหมือนกัน!

​แต่สาวบัวกลับไม่คิดอย่างนั้น​ หล่อนหัวเราะคิก ๆ​ ​เมื่อพูดถึงเรื่อง​เรียนหนัง "ต่อ​ไปนี้บัวก็​เป็นสาวลงแล้ว​"

"อะไร​กัน...​ คนอื่น​เขามี​แต่สาวขึ้น​ แล้ว​นี่​จะว่า​เป็นสาวลง​ได้อย่างไร" ผมสงสัย

"อ้าว- ก็เค้า​ได้กลับ​ไป​เป็นเด็กนักเรียนอีกนี่นา ศึกษาผู้ใหญ่ระดับ 3 ก็เทียบเท่าชั้น ม.ศ. 3 ไม่ใช่หรือ ​ถ้าอย่างนั้น​อายุก็น่า​จะไม่เกินสิบหกปี เห็นไหมล่ะ บัวสาวลงตั้งห้าปีแน่ะ"

"อ๋อ- -เล่นมุข งั้นดีล่ะ- คืนนี้ผม​จะ​ได้เมียเด็ก ฮา ฮา"

สาวบัวอายหน้าแดง หันซ้ายหันขวาคล้าย​กับกลัว​ใครมา​ได้ยิน ​เพราะ​ที่นี่ผู้คนพลุกพล่าน​ทั้งวัน​ทั้งคืน เสียงรถยนต์วิ่งอยู่​บนถนนดังอื้ออึงตลอดเวลา ผิด​กับเหมืองป่า​ที่เราจากมา ​ที่นั่น​ทั้งเงียบสงบ อากาศเย็นสดชื่นหายใจโล่งจมูก ต่างจาก​ที่นี่ราวฟ้า​กับดิน

วันสองวันแรก ผม​กับสาวบัวก็ออกหาซื้อสิ่งของเครื่อง​ใช้จำพวกถ้วยจาน หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า กระติกไฟฟ้าสำหรับต้มน้ำร้อนชงกาแฟ กระทั่งมุ้งหมอนสารพัด หมดค่า​ใช้จ่าย​ไปพันกว่าบาท​ ​ที่เหลือก็​ไปเปิดบัญชีธนาคาร​โดย​ใช้ชื่อผม

สาวบัวไม่ยอม​เป็นเจ้าของบัญชี "ไม่คล่องตัวเหมือนนุ้ย" หล่อนให้เหตุผล

​และเราสองคนก็โชคดีเหลือเกิน ​ที่เผอิญ​ไปเปิดบัญชีฝากเงิน​กับธนาคาร​ที่มี​เพื่อนเก่าซี้ปึ๊กกันมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมด้วยกัน ทำงาน​เป็นพนักเดินสารอยู่​​ที่นั่น

​เขาชื่อสนธิ ผมเรียกมันว่า "ไอ้สน" ​เป็นนักมวยเก่า เริ่มชกมวยตั้งแต่สมัยเรียนอยู่​ชั้นมัธยม ตระเวนชก​ไปทั่ว บางครั้งผมก็ตาม​ไปเชียร์มันด้วย ​เมื่อชกเสร็จ ลงจากเวที​ได้ค่าตัวครั้งละห้าร้อยหกร้อย มันก็เลี้ยงข้าวปลาพวก​ที่ตาม​ไปจนพุงกาง

บางครั้ง​เมื่อชกชนะคู่ต่อสู้ นอกจาก​จะ​ได้รางวัลจากผู้จัดแล้ว​ แถม​ได้รางวัลพิเศษจากเซียนมวย​ที่ชนะพนันอีกต่างหาก กระทั่งจบ ม.ศ.3 มันจึงเข้ากรุงเทพฯ หวัง​เอาดีทางนั้น​ ​แต่พอ​เอาเข้าจริง ๆ​ ก็สู้ไม่ไหว​กับการจ้างล้มมวย มันเล่าว่า ​จะขัดขืนก็ไม่​ได้ ​เพราะเจ้าของค่ายรับเงิน​เขา​ไปแล้ว​ ใน​ที่สุด​เมื่อเจอผู้ใจบุญรับอุปการะ​และพา​ไปทำงานอยู่​ด้วยกันพักหนึ่ง​ มันก็แขวนนวม ​และหันหลังให้เวทีผืนผ้าใบอย่างเด็ดขาด

"กูก็เพิ่งสมัครเข้าเรียนศึกษาผู้ใหญ่ปีนี้เหมือนกัน มึงสองคน​ไปสมัครเรียน​ที่เดียว​กับกูก็​ได้ กู​จะขอใบสมัครมาให้--ตกลงนะ"

สนธิพูด​กับผม​และสาวบัวด้วยสีหน้าเบิกบาน ​เพราะดีใจ​ที่​จะ​ได้มี​เพื่อน​ไปเรียนด้วยกัน

หลังจากนั้น​มันก็เทียวมาเทียว​ไป​ที่ห้องพักของผม​เป็นประจำ กระทั่งวันหนึ่ง​ผมปรึกษาเรื่อง​อยาก​จะ​ได้งานทำ...​

ไอ้สนนั่งใช่สมองครุ่นคิดอยู่​พักหนึ่ง​ แล้ว​ว่า "เรื่อง​งานของน้องผู้หญิง น่า​จะหา​ได้ง่ายกว่าของมึง...​"

มันพูดแล้ว​ยิ้มกวนตีนจนผม​ต้องชี้หน้าด่ามัน

"หัวทอ...​ อย่าบอกนะเว้ย ว่า​จะพาเมียกู​ไป​เป็นเด็กเสิร์ฟ"

"ไอ้สัตว์ พูดเหี้ย ๆ​"

นักมวยเก่าเผลอพูดกรุงเทพฯออกมาชัดถ้อยชัดคำ จนผมนึกขำ

"ยัดแม่ - หวางนี้แหลงข้าหลวงชับเลย​นะมึง"

"เออ-ว่ะ กูลืม​ไป" ไอ้สนยิ้มอาย ๆ​ "ว่า​แต่งาน​ที่กูว่า ค่อนข้างไกลหน่อย​นะ ​แต่​เขามีเงินเดือน มีสวัสดิการ ประกันสังคม​พร้อม"

"แล้ว​ทำไมกูถึง​ไปสมัครกะ​เขาด้วยไม่​ได้" ผมสงสัย

"มัน​เป็นโรงงานเย็บผ้า ​ที่​เขารับเฉพาะผู้หญิงนะซี"

"อ๋อ - -เข้าใจล่ะ" ผมพยักหน้า "แล้ว​รู้​ได้อย่างไรว่า​เขา​จะรับเมียกู"

"​ที่นั่น​เป็นโรงงานของลูกพี่เก่าของกู คน​ที่กูเคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ​ แกมีหุ้นใหญ่อยู่​ในนั้น​ ​เมื่อก่อนกูก็เคยช่วยดูแลคนงาน-แล้ว​ก็ช่วยขับรถให้แกอยู่​พักหนึ่ง​ ​แต่แม่-ง วัน ๆ​ มันว่างซะจนไม่​ได้หยิบจับอะไร​เลย​ กูเลย​เบื่อ แล้ว​ขอให้แกช่วยหางานให้ใหม่...​ ก็​ได้งานเดินสารของธนาคารนี้แหละ​ สมใจกูเลย​...​ แม่-ง เดี๋ยวซิ่ง​ไปโน่น เดี๋ยวซิ่งมานี่...​ ​ทั้งวัน-ไม่​ได้อยู่​นิ่ง วันนั้น​โชคดีนะ​ที่มึง​ไปเจอ ​เพราะ​ได้จังหวะว่างนิดหนึ่ง​...​ ​ถ้าไม่อย่างนั้น​ก็อย่างหวัง​ได้เจอ นอกจากนัดแนะไว้ก่อน"

"งั้นก็วานช่วย​เป็นธุระให้เมียกูหน่อย​ละกัน-​เพื่อน"

ผมยื่นมือขวาออก​ไป

"โอเค ​เพื่อน"

เราสองคนจับมือ​และเขย่ากันอย่างแรง

******************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3378 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ลาก่อน...ความอดทน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๘๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น