นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #26
พลอยพนม
...ป่าดิบแห่งนั้น​กว้างไพศาล ​เป็นบ่อเกิดต้นน้ำลำธาร ​เป็น​ที่อาศัยของสัตว์ป่า ​เป็นแหล่งทำกินของผู้คน กระทั่ง​เป็น​ที่ซ่องสุมกอง​กำลังเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล...

ตอน : สหายสุภาพ

คลิกดูภาพขยาย

ป่าดิบแห่งนั้น​กว้างไพศาล ​เป็นบ่อเกิดต้นน้ำลำธาร ​เป็น​ที่อาศัยของสัตว์ป่า ​เป็นแหล่งทำกินของผู้คน กระทั่ง​เป็น​ที่ซ่องสุมกอง​กำลังเคลื่อนไหวต่อสู้รัฐบาล ​ซึ่งเรียกตนเองว่ากองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย หรือ ทปท. เหมือนอย่าง​ที่ผมเคยเจอพวก​เขามาแล้ว​ครั้งหนึ่ง​ ตอน​ไปร่วมกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่​ความรู้เรื่อง​การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ​ที่เคยเล่าให้ทราบมาหนหนึ่ง​แล้ว​

บ่ายวันหนึ่ง​ ผม​กับสาวบัวกลับจากหน้าเหมือง แล้ว​ชวนกันเลย​​ไปเก็บยอดผักป่าตรงปากคลอง​เขายา ผมแบกปืนแก๊ปของไอ้หมึกติดบ่า​ไปด้วย ​พร้อมกระสุน​และดินปืนสำรองใส่ย่ามสะพายไหล่ สาวบัวถือมีดพร้าด้ามเล็ก ๆ​ เดินนำหน้า เราสองคนเดินกัน​ไปเงียบ ๆ​ ไม่พูดคุย ชั่ว ‘ตดไม่ทันหายเหม็น’ เหมือน​ที่ไอ้บองหลาชอบพูดติดปาก ก็​ได้ยินเสียงสายน้ำไหลกระทบแก่งหินดังซู่ซ่าอยู่​เบื้องหน้า

นั่น​เป็นบริเวณ​ที่ราบชายคลอง ไม่มีทับของพวกชาวเหมือง ​เพราะฤดูน้ำหลาก น้ำป่า​จะเอ่อล้นขึ้น​มาสูงมาก ​แต่ถึงอย่างไร​ความสมดุลของระบบนิเวศก็ทำให้มันเปรียบเสมือนตลาดสดของพวกเรา ในคลองมีสัตว์น้ำ บนบกมีสัตว์ป่า มีนกหนูต่าง ๆ​ ให้เรา​ได้ล่า​เป็นอาหาร ​แม้ระยะหลังผม​จะยิงปืนไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ ​แต่ก็เคยยิงกระรอกแถวนี้​ได้มาแล้ว​สามสี่ตัว ​เพราะ​ความชุกชุมของมัน


บ่ายวันนั้น​ ​เมื่อเราสองคนล่วง​ไปถึง ป่าเงียบสงัดผิดปรกติจนผมรู้สึก​ได้ ผักป่าริมทางมีร่องรอยเพิ่งถูกเด็ด​และถูกถอน ​ไปหมาด ๆ​ กระรอกกระแตเงียบเสียงไม่ร้องทักสิ่งแปลกปลอมเหมือนก่อน ​และ​ที่สำคัญผม​ได้กลิ่นบุหรี่สามิตซองสั้น ​ซึ่ง​เป็นบุหรี่​ที่ส่งกลิ่นขจรขจาย​ไปไกลมากทีเดียว

​แม้ผม​จะไม่ติดบุหรี่ ​แต่ผมก็จำกลิ่นมัน​ได้ บุหรี่สามิตกลิ่นหอม​แต่รสจืด ชาวเหมืองแถบนี้ไม่มี​ใครสูบ ไม่ว่า​จะซองสั้นหรือซองยาว นอกจากยาใบจาก​ซึ่งครองอันดับหนึ่ง​ตลอดกาลพวก​เขาก็​จะสูบกรุงทอง​และกรองทิพย์เท่านั้น​

ผมปลดปืนแก๊ปลงจากบ่า สำรวจ​ความ​พร้อมของดินชนวน ​พร้อม​กับหยิบแก๊ปจากในย่ามครอบสวมลง​ไป ปิดทับด้วยแผ่นกระดาษบางเท่าปลายนิ้วก้อย เสร้จแล้ว​ลดนกประทับลงบนเสี้ยวกระดาษนั้น​อย่างเตรียม​พร้อม

ง้างนกสับ​เมื่อไหร่ก็เหนี่ยวไกลั่นกระสุนออก​ไป​ได้​เมื่อนั้น​ !

สาวบัวหันมามองหน้าผมด้วยแววตา​ที่มีคำถาม ผม​เอาปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่ง​แตะริมฝีปาก​เป็นเชิงบอกให้ระมัดระวัง อย่างส่งเสียงหรือทำอะไร​ให้เกิดเสียงดัง ​พร้อม​กับชี้ลง​ไปบนพื้น ​เพื่อมิให้เดินสะเปะสะปะ​ไปเหยียบกิ่งไม้ใบไม้อัน​จะทำให้เกิดสุ้มเสียงขึ้น​มา​ได้

หล่อนพยักหน้ารับรู้ ​พร้อม​ทั้งหันมอง​ไปรอบ ๆ​ อย่างสำรวจตรวจตรา ไม่มีแววตื่นตระหนกเล็ดลอดออกมาจากดวงตาของหล่อน นอกจาก​ความเชื่อมั่น​และ​พร้อม​จะเผชิญ​กับทุก ๆ​ สิ่งอยู่​ตลอดเวลา

​เมื่อดูท่าทางของสาวบัวตอนนี้แล้ว​ ก็ดูเหมือนว่า หล่อน​จะหมดอารมณ์​ที่​จะสอดส่ายสายตาเลือกหายอดผัก หรือมองหาหน่อไม้อ่อน ๆ​ ​ที่รอดพ้นสายตาหมูป่าเหมือนก่อน เช่นเดียว​กับผม​ที่หมดอารมณ์​จะค้นหาเป้าหมาย พวกนก กระรอก หรือตัวบ่างบนกิ่งไม้ ​เพื่อสอยมันด้วยลูกปืน​ไป​เป็นอาหารอีกแล้ว​

ใช่ ! เรา​กำลังค้นหาเป้าหมายแปลกปลอม ​ซึ่งผมมั่นใจว่า คงไม่ใช่นักแสวงโชค​ที่​จะมาเสาะหาขี้ตะกรันเหมือน​เมื่อก่อนอย่างแน่นอน ​เพราะขี้ตะกรันหมดป่า​ไปตั้งแต่คราวนั้น​แล้ว​

อีก 100 เมตร ข้างหน้า​ที่เราสองคน​กำลัง​จะล่วง​ไปถึง​เป็นป่าโปร่ง ข้างล่าง​เป็นพื้นทรายเตียนโล่ง บางซอกมุมมีก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่​หลายก้อน คล้าย​ใครหยิบมาวางไว้​เป็น​ที่นั่งพักเหนื่อย ​ทั้ง​ที่มีขนาดโตใหญ่​และแบนราบราว​กับเตียงนอน ผม​กับสาวบัวเคย​ไปนั่งเล่นกันอยู่​แถวนั้น​บ้างแล้ว​ ​เมื่อเรามาเสาะหาผักป่าด้วยกัน ในครั้งก่อน ๆ​

สาวบัวหันมามองผมอีกครั้ง ​เมื่อเดินเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว ​และผมก็ยังคงส่งสัญญาณให้หล่อนเดิน​ไปอย่างระมัดระวังเหมือนเคย

​เมื่อคิดถึงตอนนี้ ผมก็นึกขำ ​เพราะจินตนาการมันล่องลอย​ไปถึงเรื่อราวของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาสมัยก่อน ตอน​ที่คนพวกนั้น​ทำสงครามจรยุทธ์​กับมนุษย์ผิวขาวผู้รุกราน คิดถึงตอน​ที่พวก​เขาเล็ดลอดเข้า​ไปสอดแนมภายในค่ายพักศัตรู กระทั่งสืบสภาพ​ได้ครบถ้วนก็กลับ​ไปพาพรรคพวกบุกเข้ามาโจมตี จนทำให้พวกผิวขาว​ได้รับบทเรียน​ที่เจ็บปวดหลายครั้ง กว่า​จะ​เอาชนะ​ได้ด้วยแสนยานุภาพ​ที่เหนือกว่า เหมือนผู้ใหญ่รบ​กับเด็ก ​ซึ่งเด็กก็​ต้องแพ้วันยังค่ำ ใน​ที่สุดพวกชนพื้นเมือง ​ซึ่งก็​คือ อินเดียแดง ​ที่เสียเปรียบในด้าน​กำลังพล​และอาวุธยุทโธปกรณ์ บาดเจ็บล้มตายลดจำนวนลง​ไปเรื่อย ๆ​ กลาย​เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ​และถูกกวาดต้อน​ไปอยู่​รวมกัน​เป็นนิคม ๆ​ เรียกว่า "เขตสงวนอินเดียแดง" กันใน​ที่สุด ​ซึ่งนิคมใหม่ดังกล่าว บางแห่งก็ไม่​สามารถทำการกสิกรรม​ได้ จึง​ต้องคิดโนยบายจัดหาราย​ได้ด้วยการตั้งบ่อนคาสิโนให้พวก​เขาเก็บค่าต๋งเลี้ยงชีพ

นั่นแหละ​ รางวัลของ​ความพ่ายแพ้​ที่อเมริกันผิวขาวมอบให้ชนพื้นเมือง​ซึ่ง​เป็นเจ้าของทวีปตัวจริง

​ที่ผมคิดถึงเรื่อง​นี้ก็​เพราะขณะนั้น​ผม​กำลังคิดเพ้อเจ้อว่า ตน​คือชนเผ่าอินเดียแดงนะซี !

อินเดียแดงตัวผู้​กับอินเดียแดงตัวเมีย​ที่ไร้ม้าศึก ​แต่ชวนกันเดินเท้า ​และค่อย ๆ​ เยาะย่าง​ไปอย่างช้า ๆ​ คนหนึ่ง​ถือปืนแก๊ป คนหนึ่ง​ถือมีดพร้า...​ อย่างระแวดระวัง

ว๊าว ! อะไร​​จะขนาดนั้น​

​แต่นั่น​คือบุคลิกหรือจริตนิสัย​ที่แท้จริงของผม ​ซึ่งไม่​ใคร่กังวนต่อสิ่งใดให้​เป็นเรื่อง​ราวใหญ่โตเกิน​ไปนัก นอกจากระมัดระวัง​และไม่ประมาทแค่นั้น​เอง กระทั่งใน​ที่สุดเราสองคนก็ทะลุสู่เป้าหมาย ​เพราะพวก​เขาซุ่มมองเราอยู่​ ​และปล่อยให้ผ่านเข้า​ไป​โดยไม่​ได้ขัดขวาง

​เมื่อเราสองคนเดิน​ไปถึงลานทรายใต้ต้นหลุมพอใหญ่ ​ซึ่งมีแผ่นศิลาแบนราบเหมือนเตียงนอนวางอยู่​ ผมก็​ได้พบ​กับชายคนหนึ่ง​ ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง นุ่งยีนส์สีดำ สวมเสื้อสีขี้ม้าแขนยาว นั่งไขว่ห้างอยู่​ตรงขอบศิลาก้อนนั้น​ ปืนอาก้าวางพาดอยู่​ทางขวามือ

​แม้ชายผู้นั้น​​จะปล่อยผมเผ้าหนวดเครารกรุงรังเหมือนอย่างผม ​แต่​ทว่าผมจำ​เขา​ได้ทันที​ที่​ได้เห็น

"พี่โสภาส!"

ผมร้องทักเสียงดังด้วย​ความดีใจ

"อ้าว นุ้ยนี่" แกลุกขึ้น​​และตรงเข้ามาจับมือผมลาก​ไปนั่งตรงนั้น​ด้วยกัน

"บัว นี่ไงพี่โสภาส​ที่ผมเล่าให้ฟัง"

"สวัสดีค่ะ​" สาวบัวพิงด้ามพร้าไว้​กับเข่าของหล่อนแล้ว​ยกมือไหว้ทำ​ความรู้จัก จากนั้น​ก็เดิน​ไปนั่งบนขอนไม้​ที่ล้มพาดอยู่​ใกล้ ๆ​ ​และหันมามองเราสองคนนั่งคุยกันด้วย​ความสนใจ

"ผม​ได้กลิ่นยาสูบ พี่ยังสูบสามิตอยู่​อีกหรือ?" ผมถามสหายโสภาส ​ซึ่ง​ความจริงขณะนั้น​แกมีชื่อจัดตั้งว่า ‘สหายสุภาพ’ พรรคพวกของแก​ที่แขวนเปลนอนอยู่​ตามโคนไม้ ​ซึ่ง​เป็นค่ายพักชั่วคราว เรียกแกว่า "คุณสุภาพ" ​และคุณสุภาพก็พูดให้ผมฟังว่า เรื่อง​บุหรี่นั้น​แก​จะสูบเฉพาะช่วงปลอดภัย เหมือน​กับสหายอื่น ๆ​ การอยู่​ป่า​ต้องรอบคอบ ​และระมัดระวัง ไม่อย่างนั้น​​จะ ‘เสียลับ’​ได้ง่าย

เราสองคนนั่งพูดคุยกันอยู่​สักครู่ ก็มีคนชงกาแฟมาให้ ​เป็นชายหนุ่ม หน้าตาหล่อเหลา ผิวพรรณขาวสดใสคล้ายสตรี ท่าทาง​จะ​เป็นลูกจีนบ้าบ๋า สวมใส่เสื้อผ้าปรกติ มิ​ได้อยู่​ในชุดทหาร ​แต่สะพายปืนติดอยู่​​กับบ่า ปากกระบอกปืนชี้โด่อยู่​ตรงหัวไหล่ ในขณะ​ที่สองมือถือถ้วยกาแฟพลาสติกใบเล็ก ๆ​ เดินมาให้

ผม​กับพี่โสภาสรับถ้วยกาแฟมาถือไว้ ​และบอกขอบคุณ​เขา ​ส่วนสาวบัวปฏิเสธอย่างสุภาพว่าหล่อนไม่ดื่มกาแฟ "ใจสั่นค่ะ​—ขอบคุณมาก"

"ยังคิด​จะกลับ​ไปเรียนหนังสืออยู่​อีกไหม?" พี่โสภาสถามผม หลังจิบกาแฟคำแรก

"ก็ว่าอย่างนั้น​แหละ​" ผมว่า "พี่ล่ะ หรือคิด​จะ​เอาดีทางนี้เสียแล้ว​?"

"​เอาดีอะไร​กัน" พี่โสภาสหัวเราะ เบา ๆ​ "อุทิศตัว​เพื่อมวลชน ​ต้องรับผิดชอบหมู่สหายในสายงานผจญภยันตรายรอบด้าน ​จะเรียกว่า​เอาดี​ได้หรือ? พลาดท่าเสียทีวันไหนก็​ต้องเสียสละ หรือไม่ก็พิการทุพลภาพ"

"​ถ้าอย่างนั้น​ ผมก็อยู่​ในข่ายพวก​เอารัด​เอาเปรียบใช่ไหม?" ผมถาม​เพื่อ​จะหยั่ง​ความรู้สึกของสหาย​ที่เคยสนิทสนมกันมาก่อน

"มันขึ้น​อยู่​​กับนุ้ย​จะปฏิปักษ์ หรือปฏิกิริยาต่อกองทัพหรือไม่? ก็ว่ากัน​ไป ​แต่​ถ้าไม่ ก็ไม่เห็น​จะ​เอารัด​เอาเปรียบตรงไหน อยู่​​ที่ราบก็ช่วยเหลือมวลชน​ได้เหมือนกัน"

"​แต่​เขาว่าผม​เป็นพวกเสพสุข"

"อ๋อ- คนพวกนั้น​ในกองทัพก็มี" พี่โสภาสพยักหน้า "​เป็นพวกติดยึด สุขอยู่​หน้า ทุกข์อยู่​หลัง ​ต้องสัมมนา​และวิจารณ์กันอยู่​เรื่อย อย่างนุ้ยนี้ไม่ใช่หรอก เพียง​แต่ยังไม่ถึงเวลา เงื่อนไขต่าง ๆ​ ยังไม่อำนวย หรือ​จะว่า...​ยังไม่สุกงอมก็​ได้"

"พวก​ที่อบรบการเมืองด้วยกัน​กับผม​ที่ค่ายบ้านเอียนก็พูดอย่างนี้ พวก​เขาบอกผมว่า จริง ๆ​ แล้ว​ไม่​ได้คิดมาก่อนว่า​จะ​ต้องเข้าป่า ​แต่สถานการณ์บีบบังคับ เกิดเงื่อนไข​ที่ทำให้อยู่​ในหมู่บ้านไม่​ได้...​ แล้ว​อย่างนี้กองทัพ​จะก้าวหน้า​ได้หรือ"

"​ความก้าวหน้าของกองทัพขึ้น​อยู่​​กับประสิทธิภาพของสมาชิก​และมวลชน ​แต่คนพวกนั้น​ไม่อาจกำหนด​เป็นสมาชิกหรือมวลชนจัดตั้ง​ได้ ​เพราะ​เป็นพวกโลเลสร้างปัญหา กระทั่งสุดท้ายก็อาจตก​เป็นเครื่องมือฝ่ายศัตรูก็มี"

ผม​กับสหายสุภาพนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยน​ความคิดเห็นกันอย่างสนิทสนมเหมือนเก่า พอเห็นสมควรแก่เวลาก็ชวนสาวบัวลากลับ ​โดยไม่สอบถามเป้าหมายการเคลื่อนไหวให้แก​ต้องลำบากใจ ​ทั้ง​ที่อยากรู้ว่ากองทัพแดงส่งพวกแกมาเคลื่อนไหวอยู่​แถวนี้อย่างถาวร หรือแค่ทางผ่าน...​ ถาม​แต่เพียงว่า ​ได้พบปะ​กับพวกชาวเหมืองบ้างหรือไม่ ​ซึ่งแกก็บอกว่าไม่

"นอกจากพวกสำรวจทรัพยากรป่าไม้พวกนั้น​ ​ซึ่งเจอกัน​โดยบังเอิญ แล้ว​อีกอย่าง-พวกผมยังคงศึกษาสภาพกันอยู่​ ​แต่คิดว่าคงไม่นานก็​จะจัดประชุมขึ้น​สักครั้ง...​ แล้ว​​จะเชิญคุณด้วย"

ผมนึกขำ ​เมื่อ​ได้ยินสหายสุภาพ​ใช้สรรพนาม​กับผมว่า ‘คุณ’ ​เพราะ​แต่ไหน​แต่ไร แกไม่เคย​ใช้คำนี้​กับผมเลย​



****************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3372 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน สหายสุภาพ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๓๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เด็กกัวป่า [C-17995 ], [61.19.67.237]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๑๑.๓๑ น.

ตอนนั้น​​​​เขาว่าแถว ๆ​​ บางวัน คุรอด นางย่อน ก็มีคอมเหมือนกัน น่ากลัวมาก

พอคอมลงจาก​​เขากันหมดค่อยหายใจโล่งสักหน่อย​​

ไม่ทราบคุณพลอยพนนม(เด็กนางย่อน) เคย​​เป็นคอม​​กับ​​เขาหรือเปล่า ​​เพราะบอกว่าพื้นเพ​​เป็นคนเวียงสระถิ่นคอม​​ที่ดัง​​ที่สุดของภาคใต้

จากเด็กกัวป่าครับ​​ ติดตามอ่านอยู่​​ครับ​​ ทายไม่ถูกว่าตอนจบ​​เป็นอย่างไร สงสัย​​จะขึ้น​​​​เขา​​ไปจับปืน​​ทั้งสองคน หรือพาหญิงหมอน​​ไปด้วย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17996 ], [110.49.193.28]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๑๒.๕๓ น.

บทท้าย ๆ​​ ขออุบไว้ก่อนครับ​​ ฮา ฮา

"ฉายตอนจบเสียก่อนเดี๋ยวผู้ชมหอบเสื่อสาดกลับบ้านหมด ขนมแม่ค้า​​จะเหลือครับ​​"

สำนวนโฆษกหนังกลางแปลงสมัยก่อนครับ​​

ก่อยฉายภาพยนตร์ โฆษก​​เขา​​จะขึ้น​​​​ไปยืนโฆษณาขายยาอยู่​​บนโต๊ะสูง พอ​​เขาโฆษณาขายยาเพลิน ๆ​​ ก็​​จะโดนเด็ก ๆ​​ ​​ไปร้องถาม ​​เมื่อไหร่​​จะฉายหนังเสียที

โฆษกหนังกลางแปลง​​ส่วนมากก็​​จะออกมุขนี้แหละ​​ครับ​​!

มุขกลัวแม่ค้า​​ที่หอบข้าวของมาขายใกล้ ๆ​​ จอหนังของ​​เขา​​จะขายของไม่หมด

​​ถ้า​​เป็นแม่ค้าสาว ๆ​​ ก็เลียบ ๆ​​ เคียง ๆ​​ จีบแม่ค้าเสียเลย​​

แถวบ้านผมเคยมีแม่ค้าขายขนมจีนหอบผ้าหนีตามพวกหนังกลางแปลง​​ไปเลย​​ก็มี ​​ไปอยู่​​กินมีลูกเต้าคนสองคนถึง​​จะหอบหิ้วกันกลับบ้าน พาสามีมากราบเท้าขอสมาลาโทษพอตาแม่ยาย

เดี๋ยวนี้หนังขายยาไม่มีแล้ว​​ มี​​แต่หนังกลางแปลงปิดวิกเก็บเงิน ​​กับหนังกลางแปลง​​ที่พ่วง​​ไป​​กับคาราวานสินค้าเปิดให้ชมฟรี ​​เพราะ​​ต้องการเรียลูกค้ามาซื้อของในงาน

หนังฟรีของพวกคาราวานสินค้า หรือพวกงานเอ็กซ์โปต่าง ๆ​​ บางครั้งผมก็นึกสนุก​​ไปนังชม​​กับ​​เขาเหมือนกันครับ​​ ​​แต่ชม​​ไปเสียว​​ไป ​​เพราะพวกวัยรุ่นมักตีกันในงาน เกรง​​จะโดนลูกหลง ​​ถ้าพวก​​เขา​​ใช้อาวุธปืน

สมัยผมเด็ก ๆ​​ ​​ไปชมหนังกลางแปลงขายยาก็เคยเห็นพวกวัยรุ่นสมัยนั้น​​มีเรื่อง​​ชกต่อยกันเหมือนกัน ​​ส่วนมาก​​จะ​​เป็นเรื่อง​​หึงหวง จีบผู้หญิงคนเดียวกันบ้าง ​​ไปจีบพี่สาวน้องสาว​​เขาบ้าง พวก​​ที่หวงพี่หวงน้องมันก็ตี​​เอา ​​แต่ไม่เล่นของหนักเหมือนสมัยนี้ ​​ส่วนมาก หมัด เข่า ศอก นี่แหละ​​

มวยหมู่ก็ไม่​​ใคร่มี !

​​เพราะตีกันคนละทีสองที พวกผู้ใหญ่​​เขาก็​​จะมาห้ามปรามเสีย พวกเด็กวัยรุ่นเหล่านั้น​​ก็เชื่อฟัง ไมดื้อดึงอวดเบ่งเหมือนวันรุ่นสมัยนี้ สังคมจึงสงบสุข

โอ้ย! ,นอกเรื่อง​​มาเสียไกล ขอโทษนะครับ​​

ขอบคุณ​​ที่ติดตามอ่านครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น