นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #24
พลอยพนม
...กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เริ่มก่อตั้งภายหลัง​พระบาท​สมเด็จ​พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงครองราชย์​และปราบดาภิเษก​เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวง...

ตอน : แดนศิวิไลซ์

คลิกดูภาพขยาย

กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เริ่มก่อตั้งภายหลัง​พระบาท​สมเด็จ​พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงครองราชย์​และปราบดาภิเษก​เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ​เมื่อวันเสาร์​ที่ 6 เมษายน เดือนห้า แรม 9 ค่ำ ปีขาล พ.ศ. 2325 ​พระองค์​ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง​พระราชวัง ทางคุ้งแม่น้ำเจ้า​พระยา ฟากตะวันออก ​เนื่องจาก​เป็นชัยภูมิ​ที่ดีกว่า กรุงธนบุรี ​เพราะมีแม่น้ำเจ้า​พระยา​เป็นแนวคูเมือง ​ทั้งทางด้านตะวันตก​และด้านใต้

อาณาเขตของกรุงเทพฯ ในขั้นแรกถือ​เอาแนวคูเมืองเดิมฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี ​คือ แนวคลองหลอด ตั้งแต่ปากคลองตลาด จนออกสู่แม่น้ำเจ้า​พระยา บริเวณสะพาน​พระปิ่นเกล้า ​เป็นบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ มีพื้น​ที่ประมาณ 1.8 ตารางกิโลเมตร

บริเวณ​ที่สร้าง​พระราชวังนั้น​เดิม​เป็น​ที่อยู่​อาศัยของ​พระยาราชเศรษฐี​และชาวจีน ​ซึ่ง​ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้าย​ไปอยู่​​ที่สำเพ็ง ในการก่อสร้าง​พระราชวัง ​ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้​พระยาธรรมาธิบดี ​กับ​พระยาวิจิตรนาวี ​เป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง ​ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง ​เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น​ 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว​ 54 นาที (21 เมษายน 2325) ​พระราชวังแล้ว​เสร็จ ​เมื่อ พ.ศ. 2328 จึง​ได้จัดให้มีพิธีบรมราชาภิเษก ตามแบบแผน รวม​ทั้งงานฉลอง​พระนคร ​โดย​พระราชทานนาม​พระนครใหม่ว่า " กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ " ​ต่อมาในสมัย​พระบาท​สมเด็จ​พระจอมเกล้าเจ้าอยู่​หัว ทรงเปลี่ยน คำว่า " บวรรัตนโกสินทร์ " ​เป็น " อมรรัตนโกสินทร์ " ​และในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ​เป็นนายกรัฐมนตรี​ได้รวมจังหวัดธนบุรี เข้าไว้ด้วยกัน แล้ว​เปลี่ยนชื่อ​เป็น " กรุงเทพมหานคร " ​เมื่อวัน​ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515

บางครั้ง​เมื่ออยู่​ด้วยกันภายในห้องพักของโรงแรม ผมชอบเล่าภูมิหลังของสถาน​ที่สำคัญ ๆ​ บางแห่งในกรุงเทพฯ ​ที่ผมจดจำมาจากการอ่านให้สาวบัวฟังคร่าว ๆ​ ก่อนชวนกัน​ไปเ​ที่ยวยังสถาน​ที่นั้น​ ๆ​ ​ถ้าอยู่​ใกล้ อย่างเช่นวัดราชบพิตร หรือหมู่​พระ​ที่นั่งสวนดุสิต เราสองคนก็อาศัยเดินเท้ากัน​ไปไม่รีบร้อน ผ่านสวนสัตว์ดุสิตหรือ​เขาดินวนา เราก็แวะเข้า​ไปเดินดูพวกสัตว์ต่าง ๆ​ หิวก็หาของกินง่าย ๆ​ รองท้อง

เรา​เป็นชาวเหมืองป่า เคยเดินทางบุกบั่นขึ้น​​เขาลงห้วยในป่าดงกัน​เป็นวัน ๆ​ เสียจนชิน ​ถ้าไม่ติด​ที่อากาศในกรุงเทพฯแผดร้อนเหมือน​จะย่างเนื้อสุก เราก็​จะไม่กลัวเรื่อง​การเดินเท้าชมเมืองกันเลย​ อีก​ทั้งกลิ่นควันท่อไอเสีย​และสารพัดกลิ่นอัน​เป็นกลิ่นกรุงเทพฯ ทำให้สาวบัวสำลักบ่อย ๆ​ ​แต่หล่อนก็ยิ้มร่าอยู่​เสมอ ไม่เคยออกอาการผิดหวัง​ที่ผมพามาเ​ที่ยวกรุงเทพฯให้เห็นเลย​สักครั้ง

ครั้น​ได้นั่งพักหลบแดดบนม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใน​เขาดินฯอยู่​สักครู่ ก็ค่อยรู้สึกหายใจเต็มปอดสักหน่อย​ สาวบัวชวนผม​ไปถ่ายรูปคู่กัน​ที่หน้าคอกยีราฟ​กับพวกช่างภาพ​ที่สะพายกล้องหากินอยู่​แถวนั้น​ ผมสอบถามราคาเสร็จแล้ว​ก็ชวนกันยืนเคียงคู่ให้​เขาถ่าย

"​ความจริงน่า​ไปถ่าย​ที่ตรงโน้นมากกว่า" สาวบัวชี้​ไป​ที่คอกสิงโต ​ซึ่งคง​จะ​เป็น​เพราะหล่อนเห็นสารรูปของผม​ที่​ทั้งผมเผ้าหนวดเคราพะรุงพะรังเหมือนสิงโตนั่นเอง

ถ่ายรูปเสร็จ เรานั่งดื่มน้ำอัดลมพูดคุยกันเพลิน ๆ​ สักพัก ช่างภาพ​ที่ถ่ายภาพให้เราก็นำภาพถ่าย​ที่​เขาอัดเสร็จเรียบร้อย​แล้ว​มายื่นให้ ต่อจากนั้น​เราก็ชวนกันเดินออกจาก​เขาดิน มุ่งสู่​พระ​ที่นั่งอนันตสมาคม ​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่​ที่ผมเคยเห็นในธนบัตรฉบับ​ละหนึ่ง​บาท​มาก่อน​เมื่อสมัยเด็ก ๆ​ ​และใฝ่ฝันว่า โตขึ้น​ผม​จะ​ต้องเดินทางมาดูของจริงให้เห็น​กับตาให้จง​ได้...​

​ซึ่งบัดนี้สถาน​ที่จริง​ที่เคยจดจำจากภาพลายเส้นอันงดงามในธนบัตรดังกล่าวนั้น​ ก็​ได้ปรากฏอยู่​ต่อหน้าผมแล้ว​...​

สถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้ ​เป็นอาคารหินอ่อนแบบตะวันตก นับ​เป็น​พระบรมปรีชาญาณใน​พระบาท​สมเด็จ​พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่​ ​ที่ทรงมี​พระราชประสงค์​จะทรง​ใช้​เป็นท้อง​พระโรงหนึ่ง​ในหมู่​พระ​ที่นั่งสวนดุสิต ​และ​ได้เริ่มก่อสร้าง​เมื่อปีพุทธศักราช 2450 ​โดย​ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้นาย เอ็ม ตมานโย ชาวอิตาเลียน ​เป็นนายช่างผู้ออกแบบ นาย ซี อัลเลกรี ​เป็นวิศวกร ​และเจ้า​พระยายมราช(ปั้น สุขุม) ​เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง ​ซึ่งแล้ว​เสร็จสมบูรณ์ในปลายปีพุทธศักราช 2485 อัน​เป็นรัชสมัย​พระบาท​สมเด็จ​พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่​หัว สิ้นค่าก่อสร้างตามราคาสมัยนั้น​​ทั้งสิ้น 15 ล้านบาท​

​แต่ก็น่าเสียดาย​ที่ขณะนั้น​เราไม่อาจขออนุญาตเข้า​ไปชม​ความงามภายใน​ได้ ​เพราะ​เขา​จะอนุญาตเฉพาะนักเรียนนักศึกษาหรือประชาชาทั่ว​ไป​ที่มากัน​เป็นหมู่คณะ ​และทำหนังสือขออนุญาตเข้าชมเสียก่อนล่วงหน้า หรือเปิดให้ชมในวันสำคัญ ๆ​ อย่างเช่น วันเด็ก หรือวัน​ที่มีการจัดนิทรรศการต่าง ๆ​ ขึ้น​เท่านั้น​

ในหมู่​พระ​ที่นั่งสวนดุสิตองค์อื่น ๆ​ ก็เช่นกัน ยังไม่เปิดให้ประชนทั่ว​ไป​ได้เข้าชมภายในแทบ​ทั้งสิ้น ​แต่ถึง​แม้เรา​จะ​ได้ยล​ความงามกันเพียงภายนอก ​ทว่าคุณค่าของ​ความงดงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณเหล่านั้น​ ก็ทำให้เลือดไทยในกายเราแล่นซาบซ่านจนขนลุกซู่ขึ้น​มาทันที

​เมื่อ​ได้เวลากลับ ผมเห็นสาวบัวหน้าแดงก่ำด้วยแดดร้อน ผมจึงโบกรถตุ๊ก ๆ​ นั่งกันมา

"วันนี้​ไปเ​ที่ยวกัน​ที่ไหนละคุณ เห็นกลับเร็ว" อาแป๊ะผู้จัดการโรงแรม เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์จีน ทักทายเราสองคน​พร้อม​กับหยิบกุญแจห้องยื่นส่งให้

"​ไปเ​ที่ยวชมหมู่​พระ​ที่นั่งสวนดุสิตฯมาครับ​"

"อ้อ!" อาแป๊ะคนนั้น​มองผมลอดแว่นด้วยแววตา​ที่แสดง​ความแปลกใจ "ผมคิดว่าพวกคนหนุ่มสาวอย่างคุณ​จะชอบเ​ที่ยวตามห้างหรือตามโรงหนังเสียอีก เดี๋ยวนี้มีห้างใหม่ ๆ​ เปิดขึ้น​ตั้งสองสามแห่งนะครับ​ ​ที่บางลำพูนี้ก็มี ​แต่​เป็นห้างเล็ก ๆ​ สู้แถวประตูน้ำ​กับอนุสาวรีย์ชัยฯแถวโน้นไม่​ได้"

" ครับ​ ผมทราบครับ​" ผมพยักหน้า "​แต่อันนั้น​​จะไว้วันสุดท้ายครับ​"

"อ้อ ดี ดีครับ​...​ เอ่อ เชิญตามสบายนะครับ​"

ผู้จัดการโรงแรมยิ้มให้เรา ก่อน​จะก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ของแกต่อ​ไป



ยังเหลือพรุ่งนี้อีกวัน ​ที่ผม​กับสาวบัว​จะถึงกำหนดกลับปักษ์ใต้บ้านเรา ​และในวันพรุ่งนี้ผมก็มีโปรแกรม​จะพาสาวบัวออก​ไปผจญแดนศิวิไลซ์ในเมืองกรุงเสียสักหน่อย​ ​เพราะผมเองก็ไม่เคยเจอะเจอ​และไม่เคยสัมผัส​กับดินแดนศิวิไลซ์​ที่ว่านั้น​เลย​ เพียง​แต่เคยอ่านพบในหนังสือ​และฟังผู้อื่นเล่าเท่านั้น​

ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ​และสถานบันเทิงแหล่งต่าง ๆ​ ในกรุงเทพฯ ​เขาว่าพอ​จะเทียบ​ได้​กับประเทศตะวันตก​ที่เจริญแล้ว​หลาย ๆ​ ประเทศ ​แต่อย่าหลวมตัว ​เพราะสิ่งของเครื่อง​ใช้ตลอดจนอาหารการกินก็มีราคาแพงเทียบเทียมกัน​ได้เหมือนกัน ​แต่ใน​เมื่อตั้งใจมาแล้ว​ ก็​ต้องพิสูจน์ให้เห็น​กับตา

วัน​ต่อมาผม​กับสาวบัวจึงชวนกันออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้า​ ​และมายืนรอรถเมล์​ที่ถนนราชดำเนิน ใกล้สี่แยกคอกวัว จุดหมายแรก​คือย่านการค้าบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผม​จะพาสาวบัว​ไปเ​ที่ยวห้างฯ​และขึ้น​บันไดเลื่อน​ที่ห้างโรบินสัน ​ซึ่งหน้าตาของมัน​จะ​เป็นอย่างไร ผมก็บอกไม่ถูก เคยเห็น​แต่ในรูปตามหน้าหนังสือพิมพ์

‘เดี๋ยวก็รู้ หมู่หรือจ่า?’ ผมคิดในใจอย่างหวั่น ๆ​

ห้าหกวัน​กับการท่องเ​ที่ยวผจญภัยในเมืองกรุง ทำให้เราสองคนเรียนรู้เรื่อง​การขึ้น​รถเมล์กันพอสมควร ​เพราะครั้งหนึ่ง​เราขึ้น​รถเมล์ผิดสาย ​เนื่องจากอ่านชื่อสถาน​ที่​ที่​จะ​ไปบนป้ายแผ่นเล็ก ๆ​ ​ที่​เขาติดไว้ข้างประตูรถผิดพลาด สาวบัวเห็นผิดสังเกตก็ยื่นหน้า​ไปถามคน​ที่นั่งอยู่​เบาะหน้า ​ซึ่ง​เป็นชายวัยกลางคน หน้าตาท่าทางคล้าย​กับเพิ่งสร่างเมา แกหันมายิ้มฟันหลอ ​และตอบคำถามสาวบัวด้วยสำเนียงปักษ์ใต้ชัดถ้อยชัดคำว่า

"กูกะหลงเหมือนพวกสูนั่นแหละ​"

แปลว่า แกเองก็​กำลังหลงทางเหมือนพวกเราสองคน

ผมลืมตัวปล่อยก้ากจนคนข้าง ๆ​ หันมามอง​เป็นตาเดียวกัน สาวบัวอายจนแทบมุดออก​ไปทางหน้าต่างรถเมล์ ​และนับ​แต่นั้น​หล่อนก็ไม่สอบถาม​ใครสุ่มสี่สุ่มห้าอีกเลย​



วันนั้น​ ​เมื่อเรานั่งรถเมล์​ไปถึงห้างฯโรบินสัน ตรงบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมเห็นนิโกรตัวดำเหมือนควาย ควงแขน​กับสาวงามผิวเหลืองตัวเล็กเท่าลูกหมาขี้ผึ้ง*เดินผ่าน​ไปข้างหน้า ก็อด​ที่​จะสงสัยไม่​ได้...​ ว่าเวลาขบวนรถไฟของอ้ายนิโกรเลื้อยเข้าถ้ำ​จะมิยุ่งตายห่าดอกเหรอ ​เพราะฝ่ายนิโกรผู้ชายตัวโตยังกะยักษ์ ​แต่ฝ่ายแม่หญิง​ที่​เขาเดินควงตัวเล็กนิดเดียว

อื้อ! แค่หลับตานึกผมก็เสียว​ไปถึงกระดูกสันหลัง

ตลอดห้าหกวัน​ที่ผ่านมา ขณะผม​กับสาวบัวเดินชมสถาน​ที่สำคัญ ๆ​ ในกรุงเทพฯ น้อยนัก​ที่​จะเห็นหนุ่มสาวเดินควงคู่สวนทางกันยั้วเยี้ยเหมือนตอนเดินอยู่​บนห้างสรรพสินค้า...​ ​ทั้งห้างโรบินสัน ห้างไดมารู ห้างเซ็นทรัล หรือห้างใหญ่บนโรงแรมอินทรา-ประตูน้ำ พวกคุณเธอ​ทั้งหญิงชายเดินสวนกันขวักไขว่​ไปทั่ว ​แต่ละราย​แต่งองค์ทรงเครื่องงดงามราว​กับดาราภาพยนต์ แถวหน้าโรงหนังก็เหมือนกัน พวกหนุ่มสาว​จะ​ไปออกันอยู่​ตรงนั้น​มาก​ที่สุด พวก​เขาควงคู่เดินกันกรีดกราย หยอกล้อต่อกระซิก ​และบางครั้งถึง​กับกอดจูบกันอย่างดูดดื่มท่ามกลางฝูงชน อย่างไม่รู้จักอายเหมือนพวกฝรั่งตาน้ำข้าว

ผมรู้ดี ! ระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก​ได้ตามกฎหมาย นอกจากผิวหน้าเท่านั้น​​ที่กฎหมายมิ​ได้ระบุว่าควรหนา-บางเท่าเทียมกันเพียงใด หาก​แต่ผมก็มิ​ได้แอนตี้ ​เพราะไม่ใช่กงการอะไร​ของเรา ​และไม่​ได้หนักกะบาลเราด้วย เพียงแค่เห็นแล้ว​ทุเรศนัยน์ตาเท่านั้น​

อ้ายแค่หอมแก้มกันนิด ๆ​ หน่อย​ ๆ​ พอให้หายคิดถึง มัน​เป็นเรื่อง​ปรกติธรรมดา ​แต่นี่เล่นดูดปากดูดลิ้นกันน้ำลายยืด ผมจึงอดคิดไม่​ได้ว่า การกระทำหรือการแสดงออกของพวก​เขาออก​จะโอเวอร์โหลด​ไปสักหน่อย​เท่านั้น​

​เมื่อหัน​ไปมองสาวบัว ก็เห็นหล่อนหน้าแดงซ่าน ​เพราะไม่เคยพบเห็นการสำแดง​ความรักโชว์กันกลางแจ้งอย่างถึงพริกถึงขิงแบบนี้มาก่อน หล่อนคง​จะอายแทน


"กูนึกว่ามี​แต่ในหนัง" ไอ้บองหลาหัวเราะ ฮา ฮา

"บางแห่งฉันเจอปลอกถุงยางอนามัยในห้องน้ำด้วยนะ" สาวบัวเล่าประสบการณ์ในแดนศิวิไลซ์ให้​เพื่อน ๆ​ ของผมฟัง "เห็นแล้ว​พองขน ไม่นึกว่าภายในสถาน​ที่โก้หรู ​จะมีเรื่อง​อุบาท​ว์แบบนั้น​ด้วย"

"เออ- - ถึงอย่างไรก็คุ้มวะ บัว" ไอ้หมึกว่า "​ได้​ไปเปิดหูเปิดตาในเมืองเจริญ​กับ​เขาบ้าง เกิดมาไม่ตายเปล่า ​แต่พูดก็พูดเถอะ ไอ้กรุงเทพฯนั้น​น่ะ กูคงไม่กล้า​ไปคนเดียวหรอก ช้าง เสือ หมี ในป่ากูไม่กลัวเท่า​กับคนกรุงเทพฯ ...​​เขาว่าใจมันดำอมหิตยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน"

"หัวทอ- มึง​เอาสมอง​ส่วนไหนคิดวะ- -เรื่อง​ของจิตใจมันอยู่​​ที่ตัวเรา ไม่เฉพาะ​แต่คนกรุงเทพฯ หรอกเว้ย" ไอ้พริ้งขัดคอไอ้หมึก "เพียง​แต่คนกรุงเทพฯอาจ​จะเห็นแก่ประโยชน์​ส่วนตนมาก​ไปหน่อย​ ​เพราะ​ความจำ​เป็นบีบบังคับ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น​อยู่​​กับเงิน ​เพราะพวก​เขามิ​ได้มี​ความ​เป็นอยู่​กันแบบสบาย ๆ​ เหมือนพวกเรา พอย่างเท้าออกจากบ้านก็​ต้องควักกระเป๋าแล้ว​ พริกสดสักดอก ขมิ้นซักแง่ง ใช่​จะขอกัน​ได้ซะ​เมื่อไหร่ ทุกอย่าง​เป็นเงิน​เป็นทอง​ไปเสียหมด เฮ้อ...​มันก็น่าเห็นใจอยู่​หรอก"

"พูดยังกะมีสำมะโนครัวอยู่​ในกรุงเทพฯเชียวนะมึง" ไอ้บองหลาหัวเราะ หึ หึ

"หัวทอ - กูก้อจำขี้ปาก​เขามาอย่างนี้นี่หว่า...​" ไอ้แก้วค้อนหน้าคว่ำเหมือนผู้หญิง "หรือมึงว่าไม่จริง?"

ไอ้บองหลาหันมามองผมแล้ว​หัวเราะ หึ หึ ตามเคย

"ไม่รู้เว้ย กูนึกไม่ออก ​เพราะตั้งแต่โผล่ออกจากท้องแม่ก็ไม่เคยย่างเท้าเหยียบกรุงเทพฯ​กับ​เขาเลย​"



****************************************


*ลูกหมาขี้ผึ้ง = หุ่นปั้นรูปสุนัขขนาดปลายนิ้วก้อย​ที่วางอยู่​บนศาลเพียงตา หรือศาลเจ้า​ที่เจ้าทางตามใต้โคนไม้ ปากถ้ำ หรือจอมปลวก ​แม้บางแห่งวางไว้บนศาล​พระภูมิก็มี ​เป็น​ความเชื่อถือของผู้คนในบางท้องถิ่นบางแห่งของประเทศไทย (ผู้เขียน)

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3370 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน แดนศิวิไลซ์ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๘๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : *_* [C-17969 ], [180.180.138.136]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๐๓ น.


แสดงตัวว่าเข้ามาอ่านในทุกๆ​​ตอนไม่เคยพลาด
มารับดอกไม้​​โดยพลัน
​​และขอให้พี่นามมีสุขภาพแข็งแรง
ปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว​​..ก็ขอให้สุขสมหวังในทุกๆ​​เรื่อง​​
​​โดยเฉพาะงานเขียนขอให้รุ่งโรจน์รวมเล่ม​​และตีพิมพ์ทุกๆ​​ชิ้น

ด้วย​​ความนับถือ
สวัสดีปีใหม่ครับ​​
อิติฯ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17972 ], [110.49.193.210]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๑๔ น.

ขอน้อมรับคำอวยพร​​และขอให้พรนั้น​​ย้อนกลับสู่คุณเช่นกัน
ขอให้มี​​ความสุข​​และประสบ​​ความสำเร็จในหน้า​​ที่การงานตลอดปี 2554 นะครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น