นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #23
พลอยพนม
...​เมื่อนึกถึงการสัญจร​ไปตามถนนหนทางในเมืองกรุงด้วยการเดินเท้าของเราสองคนในคราวนั้น​ ทำให้ผมอดขำไม่​ได้ ​เพราะบางครั้งเราก็ข้ามถนนกันอย่างลุงเชย...

ตอน : ภูมิใจไทย(ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองเน้อ)

คลิกดูภาพขยาย


​เมื่อนึกถึงการสัญจร​ไปตามถนนหนทางในเมืองกรุงด้วยการเดินเท้าของเราสองคนในคราวนั้น​ ทำให้ผมอดขำไม่​ได้ ​เพราะบางครั้งเราก็ข้ามถนนกันอย่างลุงเชยเข้ากรุง กล้า ๆ​ กลัว ๆ​ กระทั่งหยุดยืนละล้าละลังอยู่​บนทางม้าลายก็มี ​เป็นเหตุให้เจ้าของรถใจร้อนบางคนไขกระจกยื่นหน้าออกมาตะโกนด่าเสียงลั่น ​ทว่าไม่นานเราก็เริ่มเรียนรู้ ​คือพยายามหา​เพื่อนเกาะกลุ่ม พอเห็น​เขาก้าวเท้าเดินข้าม เราก็เร่งจูงมือกันเดินตาม​เขา​ไปติด ๆ​ เว้น​แต่ตรงไหนไม่ใช่ทางม้าลายผมก็ดึงมือสาวบัวไว้ ไม่ปล่อยให้ข้ามตาม​ไป

สถาน​ที่สำคัญแห่งแรก​ที่เราสองคน​ได้มีโอกาสเข้า​ไปเ​ที่ยวชม ​คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ​ความงดงามของศิลปวัตถุ ​และโบราณวัตถุ ​ที่มีอยู่​ตาม​ที่ต่าง ๆ​ ​ที่​เขารวบรวมนำมาจัดแสดงไว้ในนั้น​ บางอย่างผมก็เคยศึกษาประวัติ​ความ​เป็นมาของมันมาบ้างแล้ว​ ผมจึงบอกรายละเอียดให้สาวบัวฟัง​ได้ เหมือนผู้นำนักท่องเ​ที่ยวหรือไกด์บางคน​ที่สาธยายให้ลูกทัวร์ของ​เขาฟังจนน้ำไหลไฟดับ​ได้เหมือนกัน

ภายหลังเดินชม​ความงาม​และ​ความยิ่งใหญ่ในเกียรติประวัติของบรรดาศิลปวัตถุเหล่านั้น​หมดทุกอย่างแล้ว​ ผมก็พาสาวบัวเดิน​ไปดูโปรแกรมละคร​ที่โรงละครแห่งชาติ ​ซึ่งอยู่​ใกล้กัน วิญญาณนักแสดงละคร​ที่ติดอยู่​​กับตัว ฉุดให้ผมคิดถึง​ความหลัง...​ คิดถึง​เพื่อน ๆ​ ในชุมนุมดนตรีนาฏศิลป์​และการละคร​ที่ วค. ป่านนี้พวก​เขา​จะ​ได้ออกงานข้างนอกกันบ้างหรือเปล่า? หรือว่าจัดแสดงกัน​แต่ภายในเพียงอย่างเดียว? ​เพราะผมเชื่อว่า ตอนนี้สถานการณ์​โดยทั่ว​ไปของ วค. ก็คง​จะไม่ดีนัก ต่อจากนั้น​ ผมพาสาวบัวเดินเข้า​ไปชม​ความอลังการของสถาปัตยกรรมไทยภายในวัด​พระแก้ว ​ซึ่งเรา​ได้รับคู่มือการเ​ที่ยวชมจากเจ้าหน้า​ที่ผู้ดูแลคนละฉบับ​ แล้ว​เราก็เดินซอกแซก​ไปตามคู่มือนั้น​จนทั่ว ​พร้อม​กับนักท่องเ​ที่ยว​ทั้งชาวไทย​และชาวต่างชาติ ​ที่บ้างก็มากัน​เป็นหมู่คณะ ​และบ้างก็มากัน​เป็นคู่ ๆ​ เหมือนอย่างเราสองคน

ภายหลังผม​กับสาวบัวเดินชม​พระอารามหลวงชั้นพิเศษแห่งนี้ด้วย​ความปลื้มปีติใน​ความ​เป็นไทย​ไปจนทั่วแล้ว​ เราสองคนก็ชวนกันเดินย้อนกลับออกมาทางเดิม ​และข้ามถนนสู่แนวต้นมะขามรายรอบตลาดนัดสนามหลวง ​ซึ่งภายในตลาดนัดดังกล่าวมีร้านค้าแผงลอยเบียดเสียดกันอยู่​เต็มพื้น​ที่ มีผู้คนเดินเ​ที่ยว​และเลือกซื้อสินค้ากันเนืองแน่น

แน่ล่ะ! ภายในสถาน​ที่​ที่แออัดยัดเยียดเช่นนั้น​ ย่อม​เป็นบริเวณ​ที่ผมไม่อยากเข้าใกล้​เป็น​ที่สุด...​

กลัวถูกล้วงกระเป๋า!

เคยมีคนพูดกันว่า "มากรุงเทพฯ​ถ้า​ไปไหนไม่ถูกก็ให้ตั้งหลัก​ที่สนามหลวง" ​ซึ่งก่อน​จะข้ามถนนมุ่งกลับโรงแรมในวันนั้น​ สิ่งต่าง ๆ​ ​ที่ผม​ได้เห็นก็ทำให้เชื่อ​ได้ว่าคำพูดนั้น​ถูก​ต้อง ​โดยเฉพาะรถเมล์สายหลัก ​ส่วนมาก​จะผ่านมาทางนี้แทบทุกสาย

​แต่​ทว่า ใต้โคนไม้​ที่เราเดินผ่าน ไม่มี​ที่ว่างให้นั่งพักผ่อน ตรงไหนไม่ใช่แผงลอยขายสินค้าก็​จะ​เป็นทำเลของพวกหมอดู ปูเสื่อสาดนั่งทำนายทายทักโชคชะตาราศีอยู่​​กับลูกค้า หรือไม่ก็​เป็น​ที่ยึดครองของพวกขอทาน​และคนจรจัด​ซึ่งนอนซบหน้าอยู่​​กับพื้นฟุตบาท​ก็มีไม่น้อย สาระรูปของ​แต่ละคนช่างดูไม่​ได้​เอาเสียเลย​ เสื้อผ้าเนื้อตัวสกปรกมอมแมมยิ่งกว่าผ้าเช็ดเท้า

‘นรก!’ ผมนึกในใจ ​และคิดถึงคำพูดของชายขับแท็กซี่คนนั้น​ขึ้น​มาทันที...​ ‘เจ้าพวกนี้เอง- เปรตในนรก!’

แผ่นดินไทยกว้างใหญ่ไพศาล ทำไมถึง​ต้องถ่อสังขารมากระจุกตัวกันอยู่​​ที่นี่?

คิดแล้ว​ ผมก็จับแขนสาวบัวชวนกันเร่งเดินผ่าน​ไป​โดยเร็ว

​เมื่อเดินกันมา​ได้สักหน่อย​ ก่อน​จะเลี้ยวโค้ง​ไปตามถนนหน้า​พระลาน ช่วง​ที่บรรจบ​กับถนนราชดำเนินในฝั่งตรงข้าม​กับศาลหลักเมือง สาวบัวชี้ให้ผมดูตึกโบราณอันใหญ่โตระโหฐาน ​ที่อยู่​เยื้อง​ไปทางขวามือประมาณสี่ร้อยเมตร ตั้งอยู่​ฝั่งตรงข้าม​กับกำแพงวัด​พระแก้วตรงแยกสนามไชย ​พร้อม​กับพูดว่า "ตึกหลังนั้น​เก่าจัง มีปืนใหญ่หันปากกระบอกมาทางนี้ด้วย...​?"

"ตึกกระทรวงกลาโหม" ผมบอกหล่อน ขณะหยุดยืน​และหันมอง​ไปยังตึกหลังนั้น​ด้วยกัน "​แต่เดิมเคย​เป็น​ที่ตั้งวังประทับของ​พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นจิตรภักดี กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ​และกรมหมื่นอินทราพิพิธ สร้างในรัชสมัย​พระบาท​สมเด็จ​พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ​ต่อมา​ได้ร้างลง แล้ว​ถูก​ใช้​เป็นฉางเก็บข้าวหลวง ครั้นลุถึงรัชสมัย​พระบาท​สมเด็จ​พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่​หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯให้ก่อสร้าง​เป็น "โรงทหารหน้า" ​เป็น​ที่รวมทหารประจำการรักษา​พระนคร อาวุธ สัตว์ พาหนะ ​และเสบียงอาหาร ก่อน​จะเปลี่ยน​เป็น "กระทรวงกลาโหม" อย่างในปัจจุบัน"

หม้ายสาวหันหน้ามาทางผม ​พร้อม​กับส่งยิ้มมาให้

"ค่ะ​ อาจารย์"

"เราข้ามถนนกลับโรงแรมทางนี้กันดีกว่า" ผมพูด​กับสาวบัว​เมื่อเดินเลียบ​ไปตามริมขอบทางเท้ารอบสนามหลวงด้านนอก เลย​ผ่านหน้า​ที่ทำการศาลฎีกา​ซึ่งอยู่​ฝั่งตรงข้ามมาพอประมาณ "ผม​จะ​ไปดูรอยกระสุน​ที่ทหารกราดยิงประชาชน​เมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลา สักหน่อย​ ​เขาว่ายังมีร่องรอยประจานอยู่​ตามผนังตึกแถวนั้น​ด้วย"

ผมชี้​ไป​ที่ตึกสีน้ำตาล​ที่ตั้งตระหง่านอยู่​สองฟากถนนราชดำเนินกลางช่วง​ที่เลย​โรงแรมรัตนโกสินทร์ ขึ้น​​ไป แล้ว​เราก็จูงมือกันข้ามถนนตรงทางม้าลายก่อนถึงแยกราชินี ​คือ ถนนราชดำเนินใน ทะลุสู่ถนนราชินี ​และข้ามต่อ​ไปจนถึงถนนอัษฎางค์ กระทั่งใน​ที่สุดก็ข้ามมาถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ​ซึ่งมีต้นไม้แผ่กิ่งก้านทอดเงาร่มรื่น นอกจากตามผนังตึกบางแห่ง​ที่ปรากฏรอยกระสุนอยู่​หมาด ๆ​ ตามต้นไม้บางต้นก็มีรอยกระสุน​ที่ทหารยิงใส่ประชาชนให้เราสองคน​ได้แลเห็นอยู่​บ้างเหมือนกัน

14 ตุลาคม 2516 ​เป็นวันมหาวิปโยค ​เป็นวัน​ที่ชายชาติทหารฆ่าคนมือเปล่าด้วยอาวุธสงคราม​ได้ลงคอ ช่างน่าเศร้า​และน่าละอายเหลือเกิน

"หิวไหม"

ผมถามสาวบัวภายหลังข้ามถนนราชดำเนินกลางตรงสี่แยกคอกวัวมาถึงถนนตะนาว ใกล้ปากตรอกถนนข้าวสาร ​ซึ่งตรงหัวมุมติดซอยดำเนินกลางเหนือมีร้านข้าวแกง​และอาหารตามสั่งอยู่​ร้านหนึ่ง​ ผมมองเห็น​ไป​แต่ไกล

"เราหาอะไร​กินกัน​ที่นั่นก็​ได้นะ แล้ว​สักประเดี๋ยวเรา​จะเดิน​ไปเ​ที่ยววัดบวรฯกันอีก" ผมขอ​ความเห็นจากหล่อน

สาวบัวพยักหน้า

"โรงแรม​ที่เราพักก็อยู่​ไม่ไกลแล้ว​ใช่ไหม? บัวจำ​ได้"

"เก่งมาก" ผมพยักหน้า​และส่งยิ้มให้หล่อนด้วยใจจริง ​เพราะแสดงว่าหล่อนก็​เป็นคนช่างสังเกต ​ซึ่ง​เป็นคุณสมบัติ​ที่ดี​และจำ​เป็นอย่างยิ่งสำหรับคนเรา ‘ผมรักผู้หญิงไม่ผิดเลย​’ ผมคิดในใจ

สาวบัวเหลียวมองผม​และยิ้มเขินอาย ขณะเราชวนกันเดินเข้า​ไปนั่งในร้านอาหาร​ที่ว่า...​ ​พร้อมสั่งข้าวราดแกง​และแกงจืดเต้าหู้หมูสับมากินกัน

"วัด​ที่ว่านั้น​อยู่​แถวไหน" สาวบัวถามผม

"อยู่​ตรงนี้- -เห็นไหม?" ผมกางแผน​ที่ ​และชี้หล่อนดู "ใกล้วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย​ที่ผมชี้ให้ดู​เมื่อครู่นั่นแหละ​ ​แต่​ที่ผมพาบัวมาทางนี้ ​เพราะรู้สึกหิว ผมหมายตาร้านอาหารแถวนี้ไว้ตั้งแต่ตอน​ที่เดินหาซื้อแผน​ที่​เมื่อเช้า​นั่นแหละ​"

"​ที่วัดนั้น​มีอะไร​น่าสนใจบ้างค่ะ​ - อาจารย์?"

ผมหัวเราะหึ หึ ก่อนขยาย​ความให้ฟังว่า "เท่า​ที่อ่านเจอมา มีหลายอย่าง ​แต่สิ่งสำคัญ​ที่ผมอยากเข้า​ไปชม​เป็นภาพเขียนฝีมือจิตรกรไทยสมัย ร.3 ​คือ ภาพจิตกรรมฝาผนังของขรัวอินโข่ง"

ขณะ​ที่ผม​กำลังบอกกล่าวเรื่อง​ขรัวอินโข่งให้สาวบัวฟัง ก็มีชายหนุ่มหน้าตากระเดียด​ไปทางเจ๊กยกถาดแกงจืด​และข้าวราดแกงเดินมาวางให้เราบนโต๊ะ มองหน้าผมสลับ​กับสาวบัวแล้ว​ยิ้มทักทาย

"พวกคุณมาจากทางใต้หรือครับ​" ​เขาถามเราด้วยสำเนียงปักษ์ใต้ชัดแจ๋ว ​พร้อม​กับแนะนำตัวเองว่า "ผมอยู่​ภูเก็ตครับ​"

"อ้าว - -ไอ้บ่าว" ผมร้องขึ้น​ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกดีใจสักขนาดไหน ​ที่​ได้พบเจอคนถิ่นเดียวกัน จึงเผลอส่งสำเนียงท้องถิ่น​กับ​เขาเสียยืดยาว "แล้ว​มาทำพรือ​ที่นี่ หรือว่าย้ายครอบครัวมาอยู่​กรุงเทพฯ...​"

"เปล่าครับ​ ผมมาเรียนหนังสือ​ที่รามฯ ​ที่นี่​เป็นบ้านญาติครับ​"

"แหม - เหมือนมีอะไร​มาดลใจนะ" ผมว่า "ร้านอื่นมีตั้งเยอะ ​แต่ผมกลับตั้งใจแวะมาเข้าร้านนี้"

เด็กหนุ่มคนนั้น​ยิ้มตาหยี

"เชิญตามสบายนะครับ​" ​เขาพูด "มีอะไร​​จะให้ช่วยหรือแนะนำก็ขอให้บอก ไม่​ต้องเกรงใจ ผมยินดีช่วยเสมอครับ​"

"ขอบคุณ ขอบคุณ" ผมยิ้มให้​เขา


จากร้านอาหารร้านแห่งนั้น​มาถึงประตูหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร เราเดินกันพอเหงื่อซึมแผ่นหลัง ครั้น​เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้า​ไปภายใน ก็รู้สึกร่มรื่น ​และตื่นตลึง​กับ​ความงามของสถาปัตยกรรมไทยอันวิจิตรพิสดารอีกเช่นเคย ​โดยเฉพาะ​พระอุโบสถ ​ที่รูปแบบ​เป็นอาคารทรงไทยตรีมุข ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบลูกฟูกแบบจีน บานประตูหน้าต่างด้านนอกแกะสลักไว้อย่างสวยงาม

วัดบวรนิเวศวิหารมีชื่อเดิมว่า " วัดใหม่ " ​เป็นวัด​ที่สมเด็จ​พระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพกรม​พระราชวังบวรสถานมงคล ​ได้ทรงสถาปนาขึ้น​ สมัย​พระบาท​สมเด็จ​พระจอมเกล้าเจ้าอยู่​หัวทรงผนวชอยู่​ ​พระองค์​ได้เสด็จมาปกครอง​ที่วัดนี้​และ​ได้​พระราชทานนามวัดใหม่ว่า " วัดบวรนิเวศวิหาร "

ก่อน​จะเดินเข้า​ไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งภายใน​พระอุโบสถ ผม​ได้พาสาวบัวเดิน​ไปหยุดยืนอยู่​​ที่หน้า​พระตำหนักปั้นหยา ​พร้อม​ทั้งเล่าประวัติ​ความ​เป็นมาให้หล่อนรู้ว่า ​พระตำหนักองค์นี้สร้างขึ้น​ในรัชสมัยใด อีก​ทั้งบอกต่อ​ไปว่า ​พระมหากษัตริย์​ที่ทรงผนวชแล้ว​ทรงประทับ​ที่วัดบวรฯแห่งนี้ ​จะเสด็จประทับ​ที่​พระตำหนักปั้นหยาทุก​พระองค์

"นุ้ยเหมาะ​ที่​จะ​เป็นครูบาอาจารย์จริง ๆ​ "

สาวบัวเอ่ยปากชม ​แต่ผมกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ​กับคำชมนั้น​...​

"ไม่รู้​จะ​ได้เรียนต่ออีกหรือเปล่า?"

"อ้าว ก็ไหนบอกว่า ​เมื่อพ้นกำหนดสั่งพักการเรียน ก็กลับเข้า​ไปเรียนต่อ​ได้อีกไม่ใช่หรือ?"

"ระเบียบการมันก็น่า​จะ​เป็นอย่างนั้น​" ผมว่า "​แต่ระเบียบเกินไม่รู้​จะออกหัวออกก้อย"

"มีด้วยรึ ระเบียบเกิน" หม้ายสาวทำสีหน้าแปลกใจ

"ผมก็ว่า​ไปเรื่อยอย่างนั้น​แหละ​" ผมหัวเราะขัน ๆ​ "มัน​เป็นลางสังหรณ์หรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมอาจวิตก​เพราะเกรง​จะไม่​ได้กลับเข้าเรียนอีกก็​ได้...​ จริง ๆ​ นะ บัว ผมนึกสังหรณ์ใจอย่างนี้จริง ๆ​ "

"นุ้ยห่างห้องเรียน- - แล้ว​ก็ห่าง​เพื่อมานานนะซี ทำให้คิดมากจนพลอยวิตกกังวน...​เราเข้า​ไปชมภาพเขียนภายในโบสถ์ตาม​ที่นุ้ยว่ากันเถอะ"

แม่ยอดรักของผมตัดบท ​ซึ่งก็คง​เพราะหล่อนไม่​ต้องการให้ผมสับสนวุ่นวาย​กับเรื่อง​อนาคตจนเกิน​ไปนั่นเอง

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3369 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ภูมิใจไทย(ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองเน้อ) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๘๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น