นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #20
พลอยพนม
...ตีห้า,รถทัวร์ปรับอากาศคัน​ที่เรา​โดยสารมาแล่นเข้าจอด​ที่สถานี บขส.สายใต้ บริเวณสามแยกไฟฉาย ถนนจรัลสนิทวงศ์...

ตอน : คนป่าเข้ากรุง

คลิกดูภาพขยาย

ตีห้า,รถทัวร์ปรับอากาศคัน​ที่เรา​โดยสารมาแล่นเข้าจอด​ที่สถานี บขส.สายใต้ บริเวณสามแยกไฟฉาย ถนนจรัลสนิทวงศ์ ​ความจอแจของผู้คน​ที่​ได้สัมผัสด้วยสายตาขณะก้าวลงจากประตูรถตามหลังผู้​โดยสารคนอื่น ๆ​ ทำให้ผมเกิด​ความประหม่าเล็กน้อย ​เพราะตั้งแต่เกิดยังไม่เคยเหยียบย่างมากรุงเทพฯเลย​สักครั้ง ​แม้​แต่สาวบัว​ซึ่งเคยติดรถสิบล้อมา​เป็น​เพื่อนสามีของหล่อนสมัย​ที่​เขายังมีชีวิตอยู่​สักครั้งสองครั้ง ​แต่หล่อนก็สารภาพว่าไม่คุ้น​กับกรุงเทพฯ ​และนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอดีตสามีผู้ลาลับขับรถสิบล้อของ​เขา​ไปจอดรอบรรทุกของแถวไหนบ้าง รู้​แต่เพียงว่า​เป็นแถบชานเมือง ไม่​ได้เคยเข้ามาในตัวเมืองอย่างนี้เลย​

​ความแออัดของผู้คนขณะยืนเข้าคิวเบียดกันแน่นตรงช่องเก็บเงินค่าห้องน้ำหญิง-ชาย ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นอยู่​บ้าง...​ ผม​เอามือคลำกระเป๋าสตางค์​ที่ยัดอยู่​ในกระเป๋ากางเกงยีนด้านหน้าบ่อยครั้ง ​เพราะเคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ย่านคนพลุกพล่านในกรุงเทพฯมักเต็ม​ไปด้วยมิจฉาชีพ​ที่คอยจ้องหาโอกาสเล่นงานเหยื่อตอนเผลอ ว่ากันว่า เคยมีคนถูกล้วงกระเป๋าหรือไม่ก็ถูกต้มตุ๋นหมดตัว จน​ต้องกลาย​เป็นขอทาน​เพื่อหาเงินค่ารถกลับบ้านมาแล้ว​หลายราย หนำซ้ำคน​ที่หมดตัวนั้น​บางคน​เมื่อหนทางเข้าจริง ๆ​ ก็กลาย​เป็นมิจฉาชีพ​ไปเสียเองก็มี หาก​แต่ผม​เมื่อปรับสภาพจิตใจให้คลายตื่นเต้น​และเลิกสั่นประหม่า​ได้แล้ว​ ผมก็บอก​กับตนเองว่าคิดถูกแล้ว​​ที่เลือกตัดสินใจชวนกันมาเ​ที่ยว​ที่นี่ ​เพราะ​แม้​แต่ฝรั่งต่างชาติ​ที่พูดจาสื่อสาร​กับคนไทย​ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่อง​ ​ต้อง​ใช้ภาษามือประกอบ ยังอุตส่าห์หอบลูกหอบเมียมาเ​ที่ยวกัน​ได้ ผม​กับสาวบัว​เป็นเจ้าของประเทศแท้ ๆ​ ​จะ​ต้องหวั่นเกรง​ไปทำไม

ก่อนตัดสินใจจองตั๋วรถทัวร์ขึ้น​มาเ​ที่ยวกรุงเทพฯ ผมพูด​กับสาวบัวว่า "ป่าไม้ภูเขา เราก็คลุกคลีกันอยู่​จนชินชา ​ส่วนทะเลบ้านเราก็มี ​จะ​ไปเ​ที่ยวกัน​เมื่อไหร่ก็​ได้...​ ​เพราะฉะนั้น​เ​ที่ยวนี้เรา​ต้อง​ไปใน​ที่​ที่เราไม่เคย​ไปดีกว่า"

"​ถ้าอย่างนั้น​เรา​จะ​ไปไหนกันดีคะ​?" สาวบัวถาม ​และเสริมขึ้น​อย่างติดตลกว่า "อย่าบอกนะ ว่า--นุ้ย​จะพาบัว​ไปเ​ที่ยวโลก​พระจันทร์"

"อ๋อ-นั่นก็​เป็นอีกโปรแกรม​ที่เราสองคน​จะ​ต้อง​ไปเหมือนกัน" ผมหัวเราะ​และพลอยเล่นมุขตาม​ไปด้วย "ว่า​แต่​ต้องช่วยกันขุดแร่เก็บเงินเสียก่อนสักพัก ไว้พอค่าเหมายานอวกาศ​เมื่อไหร่ผมก็​จะพาบัวท่อง​ไปทันที"

สาวบัวหัวเราะร่วน ใบหน้าคลายหม่นเศร้าลง​ไปมาก ผิด​กับผม​ที่มัก​จะเผลอกังวล​กับอนาคตในรั้ววิทยาลัยจนบางครั้งถึง​กับเศร้าซึม กระทั่งถูกหม้ายสาวสอบถาม​เป็นประจำ

"ตกลงหนวดเครานี้​จะไม่โกนอีกแล้ว​ใช่ไหม?" สาวบัวหาเรื่อง​ชวนคุย ​เมื่อเห็นผมนั่งซึม

"ค่อยจัดการตอน​จะกลับ วค. ทีเดียว" ผมพูดให้หล่อนฟัง "บางที​เมื่อเรา​ได้ทำอะไร​บ้า ๆ​ บวม ๆ​ ตามใจตนเองเสียบ้าง มันก็แก้บ้า​ได้เหมือนกัน - - บัวว่าไหม?"

"ไม่รู้ซิ" หล่อนว่า "​เพราะตั้งแต่เกิดมา ก็รู้สึกว่า​ยังไม่เคยทำอะไร​บ้า ๆ​ บวม ๆ​ ​กับ​เขาสักที แล้ว​ก็ไม่เข้าใจ​ความหมายของมันด้วย อะไร​กันล่ะ- -​ที่เรียก บ้า ๆ​ บวม ๆ​ "

"อ้าว- - ไม่รู้​ความหมายแล้ว​​จะรู้​ได้อย่างไรว่าไม่เคยทำอะไร​บ้า ๆ​ บวมๆ​" ผมย้อนอย่างขบขัน

"เอ่อ- -​จะพูดอย่างไรดีล่ะ" หม้ายสาวกระพริบตาถี่ ๆ​ ​ใช้​ความคิด "​เอา​เป็นว่าไม่เคยทำอะไร​แผลง ๆ​ อย่างนั้น​​ได้ไหม?"

ผมยิ้มให้หล่อน...​

"​ความจริง​เขาเรียก บ้า ๆ​ บอ ๆ​" ผมอธิบาย "​คือมันรวม​ความบ้าไว้ในนั้น​​ทั้งหมด ​ทั้งบ้าน้ำลาย บ้าดีเดือด บ้าหอบฟาง ​แต่ไม่ถึง​กับเสียสติ ​ถ้าเสียสติ​เขาเรียกว่า วิกลจริต"

คราวนี้สาวบัวหัวเราะบ้าง

"แล้ว​ตกลงนุ้ยบ้าประเภทไหนกันแน่?"

"บ้า ห...​ มั้ง" ผมว่า สาวบัวอายหน้าแดง​และเลิกซักถาม

หลังจากแยกกันเข้าห้องน้ำหญิง-ชายกันเสร็จแล้ว​ ผมคล้องแขนสาวบัวเดินฝ่าผู้คน​ที่​กำลังสาวเท้าสวนทางกันอยู่​ขวักไขว่ภายในบริเวณท่ารถแห่งนั้น​ออกมายืนรอโบกแท็กซี่​ที่ริมถนนใหญ่ ​ซึ่งไม่ถึงห้านาทีเราสองคนก็ขึ้น​แท็กซี่ข้าม​ไปฝั่ง​พระนครทางสะพานสมเด็จ​พระปิ่นเกล้า ​ซึ่ง​เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้า​พระยาแห่งใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จ​และเปิด​ใช้​เมื่อสองสามปีมานี้เอง ​เพื่อมุ่ง​ไปยังโรงแรมแถวบางลำพูตามคำแนะนำของชายขับแท็กซี่คันนั้น​

"ท่าทางยังไม่เคยขึ้น​มากรุงเทพฯกันละซี" ขายคนขับแท็กซี่วัยกลางคนชวนคุย

"ครับ​"

"มาธุระหรือมาเ​ที่ยว"

"มาเ​ที่ยวครับ​"

"กลางวันร้อนหน่อย​นะ-กรุงเทพฯ ผิด​กับบ้านนอก อากาศเย็นสบาย​ทั้งปี"

"​แต่ก็มีคนบ้านนอกจำนวนมาก ดิ้นรนอยากเข้ามาอยู่​กรุงเทพฯกันนะครับ​"

"โธ่คุณ" ชายขับแท็กซี่ ครางออกมาเบา ๆ​ "​ถ้าคนบ้านนอกมัน​ได้รับการเหลียวแลเสียบ้าง อย่าปล่อยให้อยู่​ตามยถากรรม ผมคิดว่าคงไม่มี​ใครอยากดิ้นรนมากันหรอกครับ​ ​เพราะกรุงเทพฯนี้​จะว่า​ไปแล้ว​ก็ไม่ต่างอะไร​​กับนรกสำหรับคนจน ๆ​ อย่างเราหรอกครับ​ ​ที่​เขาว่าเมืองสวรรค์ ก็สวรรค์สำหรับคนรวยเท่านั้น​ พวกคุณพากันมาเ​ที่ยวเปิดหูเปิดตาให้​ได้รู้ว่าอะไร​​เป็นอะไร​ก็ดีแล้ว​ แล้ว​อย่าลืมสังเกตดูให้ดีว่ามันจริงอย่าง​ที่ผมพูดหรือไม่ แล้ว​นี่พวกคุณ​จะมาเ​ที่ยวกันซักกี่วันละครับ​" ​เขาถาม

"เรากะกันว่าซักอาทิตย์หนึ่ง​ละครับ​"

ชายผู้ขับรถแท็กซี่นั้น​พยักหน้า "ค่าโรงแรม​ที่พัก ค่ากิน ค่ารถ ก็คง​จะหลายอยู่​นะครับ​"

"เรา​จะพยายาม​ใช้จ่ายกันอย่างประหยัด​ที่สุด แล้ว​ก็​จะหาซื้อคู่มือเกี่ยว​กับเส้นทางรถเมล์​และแหล่งท่องเ​ที่ยวด้วยครับ​ ​เพราะ​จะ​ได้เซฟเรื่อง​ค่ารถบ้าง นั่งแท็กซี่​ไปทุกแห่งคงไมไหว"

"ใช่ครับ​"

​แม้ชายผู้นั้น​​จะมีอาชีพขับแท็กซี่ ​แต่​เขาก็เห็นด้วย​กับ​ความคิดของผม

​เมื่อ​ไปถึงหน้าโรงแรมตาม​ที่​เขา​ได้แนะนำให้ผม​กับสาวบัวเข้าพัก​และจอดรถให้เราลงกันแล้ว​ หลังรับเงินค่ารถจากผมเสร็จ​เขาก็ยังอวยพรให้เราสองคนโชคดี ​และเ​ที่ยวกันให้สนุก ​พร้อม​ทั้งเตือนให้ระวังพวกมิจฉาชีพ​ที่มีอยู่​กลาดเกลื่อนในกรุงเทพมหานครแห่งนี้

ผมยกมือไหว้ขอบคุณใน​ความหวังดีของ​เขาแล้ว​จูงมือสาวบัวเดินเข้า​ไปในโรงแรม หยุดยืนอยู่​หน้าเคาน์เตอร์

"หวัดดีคาบ" ชายจีนผมสีดอกเลาสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ สวมเสื้อคอกลมสีขาว นั่งอยู่​หลังเคาน์เตอร์ ทักทายเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สำเนียงทักทาย​แม้​จะไม่ชัดถ้อยชัดคำเท่าใดนัก ​แต่บ่งบอกถึง​ความมีน้ำใจแฝงอยู่​ "​ต้องการห้องพักใช่ไหมคาบ? จา​เอาห้องธรรมดาติดพัดลม หรือว่า...​ห้องแอร์ลีคาบ?"

"ราคามันต่างกันมากไหมครับ​เ​ถ้าแก่" ผมถาม

"ห้องธรรมดา​ใช้พัดลมคืนละร้อยห้าสิบคาบ ​ส่วนห้องแอร์คืนละสองร้อย...​ เอ่อ ว่า​แต่คุณจาพักกันซักกี่วันละคาบ เผื่อพักนาน ๆ​ ผมก็จาหยวนให้มั่ง"

"เรากะกันว่า ​จะพักอยู่​​ที่นี่ซักอาทิตย์ครับ​"

"อ้อ.. ลีคับ ๆ​ ​ถ้าอย่างนั้น​ก็น่าจาพักห้องแอร์นาคาบ ผม​จะ​ได้หยวนให้ เอ่อ-คิด​ไปคืนละร้อยแปดสิบก็แล้ว​กันคาบ"

"ว่าไงจ๊ะ​- -บัว" ผมหัน​ไปถามคู่รัก อาแป๊ะคนนั้น​ก็หันมาส่งยิ้มให้หล่อนด้วย

สาวบัวมีท่าทางลังเลไม่กล้าตัดสินใจ อาแป๊ะผู้จัดการโรงแรมจึงว่า "กุงเทพฯมันล้อนนาคาบคุณผู้หญิง กลางวันออก​ไปทำธุระเหนื่อย ๆ​ ​กับมากลางคืนก็ควรพักผ่องหลับนอนให้ซาบาย" ว่าแล้ว​ก็หันมาทางผม "จิงไหมคับคุงพ่อหนุ่ม"

"ตกลงครับ​" ผมพยักหน้า "ผมพักห้องแอร์ครับ​"


โรงแรมแห่งนั้น​​แม้​จะไม่ใช่ระดับสี่ซ้าห้าดาว ​แต่บรรยากาศภายในห้องพักก็ดูสดชื่นระรื่นตา ห้องน้ำ​ที่ติดอยู่​​กับผนังด้านประตูทางเข้าสะอาดสะอ้าน ปลอกหมอน ผ้าปู​ที่นอนขาวเหมือนใหม่ เก้าอี้ โซฟา ​และตู้ใส่เสื้อผ้าจัดวางอย่าง​เป็นระเบียบ ภายในตู้เย็นมีน้ำโพลาริส แช่ไว้ 2 ขวด ​แต่ยังไม่เย็น​เพราะกระแสไฟภายในห้องเพิ่งมีขึ้น​​เมื่อตอน​ที่บ๋อยหนุ่มกดปุ่มเปิดล็อค ภายหลังเปิดประตูห้องนำเราสองคนเข้ามา

"หิวไหม" ผมเลิกคิ้วถามสาวบัว ​ซึ่ง​กำลังเอนหลังขับไล่​ความ​เมื่อยขบอยู่​บนเตียงนอนตรงหน้าผม "​ถ้าหิวก็โทร.สั่งลง​ไป​ได้ ตอนนี้ครัวเปิดแล้ว​"

ผมวางเมนูอาหารของโรงแรม​ที่เปิดดูเสร็จแล้ว​ลงบนโต๊ะ ​และชี้​ไป​ที่โทรศัพท์ของโรงแรม​ที่วางอยู่​ใกล้ ๆ​ หม้ายสาวลุกจากเตียง เดินมานั่งลงบนโซฟาติด​กับผม ​พร้อม​กับยื่นมือข้างหนึ่ง​หยิกแก้มผมหยอกเล่นอย่างรัก​ใคร่

"อาบน้ำให้สดชื่น ​และนอนพักเสียก่อนซักตื่น แล้ว​ค่อยลง​ไปหาอะไร​กินกันข้างล่างก็​ได้"

"ตกลง" ผมพยักหน้าเห็นด้วย "เราอาบ​พร้อมกันเลย​ ประเดี๋ยวผม​จะเข้า​ไปเปิดน้ำอุ่นใส่ไว้ในอ่าง แล้ว​เราค่อยลง​ไปนอนแช่ด้วยกัน"

แน๊ะ" สาวบัว​เอาปลายนิ้วมือข้างเดียวกันนั้น​จิ้มคางผมอย่างรู้ทัน เลือดลมในกายสาวสูบฉีดแดงซ่าน​ไปทั่วใบหน้าทำให้ผมไม่อาจห้ามใจไว้​ได้ จึงรวบหล่อนเข้ามาแนบไว้​กับอก ก่อนประทับจูบลงบนริมฝีปากคู่นั้น​นิ่งนานด้วย​ความรัก​ใคร่เสน่หา

9.30 น. ผม​กับสาวบัวออกจากโรงแรม​ที่พัก​และเดินหาซื้อแผน​ที่กรุงเทพฯตามแถวนั้น​​ได้มาฉบับ​หนึ่ง​ ​ซึ่ง​เขาเย็บ​เป็นเล่มคล้ายสมุดปกอ่อนของนักเรียน ภายในนั้น​นอกจาก​จะมีแผน​ที่​ที่แสดงให้เห็นถึงพื้น​ที่ของกรุงเทพฯ​และปริมณฑล​โดยรวมแล้ว​ ก็ยัง​ได้แยกแยะลายระเอียดใน​แต่ละจุด รวม​ทั้งสายรถเมล์​ที่แล่นผ่านไว้ด้วย

​เมื่อ​ได้แผน​ที่ไว้ในมือผมก็ค่อยมี​ความมั่นใจมากขึ้น​ นึกถึงคำพูดของแม่ "คนอย่างไข่นุ้ยชอบการผจญภัย" ก็เห็น​จะจริงแล้ว​ล่ะเ​ที่ยวนี้

หลังจากกินข้าวมันไก่ในร้าน​ซึ่งอยู่​ติด​กับร้านขายเครื่องเขียน​ที่เราเลือกซื้อแผน​ที่กันคนละจาน ตามด้วยโอเลี้ยงเย็น ๆ​ กันคนละแก้วเสร็จแล้ว​ ผม​กับสาวบัวก็เดินควงแขนลัดเลี้ยวออกสู่ถนนข้าวสาร ​และเดินท่องต่อ​ไปจนลุออกถนนจักรพงษ์ ด้านขวามือ​เป็นสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ฟากตรงข้าม​เป็น​พระอารามหลวง ​คือ วัดชนะสงครามราชมหาวรวิหาร ​ซึ่ง​เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา ​เมื่อ​พระบาท​สมเด็จ​พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้น​ครองราชย์สมบัติ​เป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มี​พระราชประสงค์​ที่​จะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้น​ให้คล้ายคลึง​กับกรุงศรีอยุธยามาก​ที่สุด ตลอดจนเปลี่ยนชื่อวัดให้เหมาะสม ​เพื่อเทิดเกียรติทหารชาวรามัญในกองทัพสมเด็จ​พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ​ซึ่ง​เป็น​กำลังสำคัญในการต่อสู้​กับพม่าในสงครามเก้าทัพ ​เมื่อ พ.ศ. 2328 สงคราม​ที่ท่าดินแดง​และสามสบ ​เมื่อ พ.ศ. 2329 ​และสงคราม​ที่นครลำปางป่าซาง ​เมื่อ พ.ศ. 2330

หลังจากนั้น​สมเด็จ​พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท​ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ แล้ว​ถวาย​เป็น​พระอารามหลวง ​พระบาท​สมเด็จ​พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาล​ที่ 1 จึง​ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ​พระราชทานนามใหม่ว่า วัดชนะสงคราม ​เพื่อ​เป็นอนุสรณ์​ที่สมเด็จ​พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงมีชัยชนะต่อพม่าในการรบ​ทั้ง 3 ครั้ง-ดังกล่าว

ย้อนกลับมา​ที่ผม​กับสาวบัว​เมื่อเดินทอดน่องมาถึงทางแยกตรงนั้น​ ก็พากันหักเลี้ยว​ไปทางซ้าย ​โดย​ที่ผมตั้งใจ​จะพาหล่อนมุ่ง​ไป​ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ​เป็นแห่งแรก ​เพราะผมอยากชมโบราณวัตถุ รวม​ทั้งศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ ๆ​ ​ที่เคยอ่านเจอในหนังสือให้เห็น​กับตาตนเองสักครั้ง

สาวบัวพยักหน้าเห็นด้วยทุกสิ่ง ภาพใบหน้าของหล่อน​ที่ยิ้มออกมาอย่างชื่นชม​เมื่อผมแนะนำสิ่งต่าง ๆ​ ​ที่หล่อนไม่เคยรู้มาก่อนให้​ได้รู้​ได้เข้าใจ ยังคงประทับแน่นอยู่​ใน​ความทรงจำของผมมิลืมเลือน

************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3366 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน คนป่าเข้ากรุง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๑๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17953 ], [110.49.205.229]
เมื่อวันที่ : ๑๕ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๑๙ น.

​​เมื่อเขียนมาถึงบทกลาง ๆ​​ นี้ ทำให้นึกเสียดาย​​ที่ไม่คิด​​จะใช่เลขไทยมา​​แต่ต้น ​​เพราะ​​เมื่อเขียนว่า "รัชกาล​​ที่ 1" ก็ดูเหมือน​​จะขัดนัยน์ตาเหลือทน

มันน่า​​จะ​​เป็น "รัชกาล​​ที่ ๑ " จึง​​จะเหมาะสม

เรื่อง​​นี้คง​​เป็นอุทาหรณ์สอนใจผม​​ไปจนตาย - ไม่น่าเลย​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น