นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #19
พลอยพนม
..."ขอบใจนะ​ที่เตือน" สาวบัวหน้าแดงซ่าน "ตอนพาลูกสาว​ไปนอนพักรักษาตัวอยู่​​ที่โรงพยาบาล ฉัน​ได้ปรึกษาหมอแล้ว​ เพียง​แต่ยังไม่​ได้บอกให้นุ้ยรู้...

ตอน : โอ้-ลูกรัก

คลิกดูภาพขยาย

"ขอบใจนะ​ที่เตือน" สาวบัวหน้าแดงซ่าน "ตอนพาลูกสาว​ไปนอนพักรักษาตัวอยู่​​ที่โรงพยาบาล ฉัน​ได้ปรึกษาหมอแล้ว​ เพียง​แต่ยังไม่​ได้บอกให้นุ้ยรู้เท่านั้น​"

"ดีแล้ว​แหละ​ -- บัว" ไอ้บองหลาพยักหน้าพลางยิ้ม "กว่าไอ้นุ้ย​จะ​ได้กลับ​ไปเรียนต่อ ก็เหลือเวลาอีกเกือบปี ขืนเอ็งท้องไส้ขึ้น​มาเสียก่อนก็ยุ่งตายห่า"

นับจากเรื่อง​ซื้อทองในครั้งก่อน ก็มาเรื่อง​นี้อีกเรื่อง​​ที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งในตัวสาวบัวมากขึ้น​ หล่อนรอบคอบ​และคิดการไกลอย่างน่านับถือ ​และหล่อนไม่เคยแพร่งพรายให้รู้เสียก่อนสักเรื่อง​ ​ซึ่งคงไม่เกี่ยว​กับ​จะทำเซอร์ไพรส์หรือไม่อย่างไร ​เพราะหล่อนคงไม่​ต้องการ​ความโอ่อ่าอย่างนั้น​แน่นอน ​และนับจากวันนั้น​ผมก็หอบผ้าห่มมานอนอยู่​​กับหล่อน​ที่ทับของลุงทองทุกคืน

ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายนเม็ดฝนเริ่มห่างหาย​ไปจากผืนป่า ลมหนาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดหอบ​ความหนาวเย็นเข้ามาแทน​ที่ ต้นไม้ กอไผ่ ส่ายเอนไหวโยก​เมื่อ​ต้องกระแสลม ท้องฟ้ายามค่ำโปร่งโล่งปราศจากเมฆหมอก ดวงดาวน้อยใหญ่สาดกระจายเต็มท้องฟ้าทุกค่ำคืน ตอนหัวรุ่งพวกชาวเหมือง​ต้องตื่นขึ้น​มาก่อไฟผิงเรียก​ความอบอุ่นให้ร่างกายกันทุกแห่ง ยามเช้า​น้ำในลำธาร​ที่วักขึ้น​มาล้างหน้าเย็นจัดเหมือนน้ำแข็ง กระทั่ง​ได้ลงมือทำงานขุดคุ้ย หรืองัดก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ​ ให้เคลื่อน​ไปจากกระสะแร่ ในเหมืองตอนสาย ๆ​ นั่นแหละ​ร่างกายจึงชุ่มโชก​ไปด้วยหยาดเหงื่อกันอีกครั้ง

​ระหว่างนี้พวกเรามีโชค ​ที่หน้าเหมืองขุดเจอสายแร่มาตลอด ​แต่ทุกครั้ง​ที่ออก​ไปขายแร่​ที่ตะกั่วป่า ผมไม่เคยออก​ไป​กับ​เขาด้วย ​ได้​แต่จดรายการสิ่งของ​ที่​ต้องการฝากให้​เพื่อนซื้อมาให้ ​พร้อม​ทั้งบอกให้นำเงิน​ส่วนแบ่งบาง​ส่วน​ไปฝากไว้​กับแม่ เช่นเดียว​กับสาวบัวก็มัก​จะไม่ออก​ไปจากป่าด้วยเหมือนกัน

ตอนนั้น​ผมเริ่มไว้ผมยาว ปล่อยหนวดเครารกรุงรังจนเจ้าตัวน้อยลูกสาวของสาวบัวมักไม่​ใคร่ยอมให้หอมแก้ม ​เพราะเธอจั๊กจี้ ​แต่เธอก็ติดผมมาก เวลา​ไปไหนด้วยกันผม​จะให้เธอขี่คอผม​ไปเสมอ ​แม้ผม​จะยังไม่เคยมีลูก ​และไม่เคยรับรู้ถึง​ความรู้สึกของพ่อ​ที่มีต่อลูกว่า​เป็นเช่นไร ​แต่​ความรัก​ความผูกพัน​ที่ผมมีต่อเจ้าตัวน้อยก็ลึกซึ้งเกินกว่า​จะพรรณนาออกมา​ได้ บางคืนเธอก็มานอน​กับผม​และสาวบัวตรงหน้าระเบียง ​ซึ่ง​เป็น​ที่นอนประจำของเรา เจ้าตัวน้อย​จะนอน​ระหว่างกลาง กว่า​จะหลับก็มัก​จะหัน​ไปกอดคนโน้นทีคนนี้ที ​พร้อม​ทั้งชวนคุยด้วยภาษา​ที่ยังไม่ชัดถ้อยชัดคำของเธอจนหลับ​ไป...​

กระทั่งวันหนึ่ง​ ขณะสาวบัว​และหญิงหมอนออก​ไปร่อนแร่ ​พร้อม​ทั้งลุงทอง​ที่​ไปช่วยงัดแงะก้อนหินออกจากกระสะให้​ความสะดวก​แก่พวกหล่อน ​ที่ทับจึงเหลือป้าพัว​กับเจ้าตัวน้อยอยู่​ด้วยกันสองคน ​แต่ถึงคราวเคราะห์​ที่เธอ​จะ​ต้องจากพวกเรา​ไปอย่างไม่มีวันกลับ ป้าพัวเกิด​เป็นลมหน้ามืดขณะพาเธอมาชำระร่างกาย​และล้างก้นให้เธอ​ที่ริมลำธารหลังจากเธอถ่ายหนักเสร็จแล้ว​ เจ้าตัวน้อยหลุดมือลอยคว้าง​และจมหาย​ไป​กับกระแสน้ำ สุดปัญญา​ที่แกไขว่คว้า​เอาไว้​ได้ ​เพราะตัวแกเองก็หมดสติล้มคว่ำอยู่​ริมธาร​โดยไม่มีโอกาสรับรู้ว่าหลานรัก​ได้หลุดมือ​ไป​กับกระแสน้ำเสียแล้ว​

"นุ้ย บองหลา ไอ้หมึก ไอ้...​ เร้ว ​ไปช่วยลูกพี่-บัวเร้ว...​" หญิงหมอนวิ่งกระหืดกระหอบมาร้องขอ​ความช่วยเหลือจากพวกเรา​ที่หน้าเหมือง ผมตกใจจนเข่าอ่อนแทบก้าวขาไม่ออก ​เมื่อรู้ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับเจ้าตัวน้อย ​แต่พอตั้งสติ​ได้ก็รีบกวดไล่ตามพวก​เพื่อน ๆ​ ​ไปทันที พวกชาวเหมือง​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ บางคนก็มาช่วยค้นหา ​แต่​เนื่องจากลำธารสายนั้น​ไหลลดคดเคี้ยว​ไป​ระหว่างร่องหุบ​เขา​ที่ลาดชัน​เป็นบางช่วง กระแสน้ำ​ที่ไหลแรงในช่วงนั้น​​ได้พัดพาเหยื่อผู้เคราะห์ออก​ไปไกล จนกระทั่งเกือบค่ำเราจึงพบร่างอันปราศจากลมหายใจของเจ้าตัวน้อยจมติดอยู่​​กับขอนไม้ห่างจากทับลุงทอง​ไปประมาณสามสี่กิโลฯ

ภาพ​ที่สาวบัวกอดศพลูกสาวร่ำไห้ปิ่มว่า​จะขาดใจตาม บาด​ความรู้สึกของทุกคนจนอด​ที่​จะหลั่งน้ำตาออกมาไม่​ได้ ​โดยเฉพาะป้าพัวผู้​เป็นยายของเจ้าตัวน้อย​เป็นลมหมดสติ​ไปสามสี่รอบ จนหญิงหมอน​กับลุงทอง​ต้องกรอกยา​และนวดเฟ้น​เป็นการใหญ่ ​แต่ถึงกระนั้น​แกก็คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา...​

"เธอ​ไปดีแล้ว​แหละ​ป้าเอ๋ย...​" ไอ้บองหลาช่วยปลอบใจแก

ไอ้พริ้ง​กับไอ้หมึกเร่ง​ไปตัดไม้​และหวายในป่าใกล้ ๆ​ ทำสาแหรก​และคานหาม ​เพราะบัดนี้ร่างของเจ้าตัวน้อย​ที่นอนหลับตาพริ้มอยู่​บนระเบียงเริ่มแข็งทำให้ไม่อาจอุ้มเดินขึ้น​​เขาลงห้วย​ได้ถนัด ​ซึ่งเรา​ได้ตกลงกันว่า​จะนำเธอกลับออก​ไปบำเพ็ญกุศลศพ​ที่หมู่บ้านในคืนนี้

พวกชาวเหมืองในห้วยลำธารสายอื่น ๆ​ ​เมื่อรู้ข่าวก็มาร่วมสมทบ ​เพื่อ​จะออกเดินทาง​ไปร่วมงานศพ​ที่หมู่บ้านด้วยกันเต็มหน้าลานทับลุงทอง ​และ​เมื่อตระเตรียมไฟไต้เสร็จเรียบร้อย​ ร่างอันปราศจากวิญญาณของเจ้าตัวน้อยก็ถูกยกใส่เปลผูกคาด​กับสาแหรก​และสอดคานคาม หลังจากนั้น​พวกชาวเหมืองรวม​ทั้งพวกเรา​ทั้งหมดก็ออกเดินทาง

ชาวเหมืองอาวุโสท่านหนึ่ง​จุดธูปจุดเทียนขอขมาลาโทษเจ้า​ที่เจ้าทาง แล้ว​ถือคบเพลิงไฟไต้เดินนำหน้า ไอ้หมึก​กับไอ้พริ้งอาสาหามศพเจ้าตัวน้อย​เป็นคู่แรก อาศัยแสงไฟจากคบเพลิง​ที่ตระเตรียมกันขึ้น​มาเจ็ดแปดท่อน ​และไฟฉายของบางคน​ที่คอยส่องกราด​เมื่อเดินถึง​ที่คับขัน ทำให้ขบวนของเราลุถึงปากทางเหมืองในเวลาตีสี่​พอดี ภายหลังวางเปลใส่ศพของเจ้าตัวน้อยไว้บนศาลา​ที่พักแล้ว​ ก็มีคนอาสาขึ้น​​ไปยืนโบกรถบนถนน ​ซึ่งนานเกือบชั่วโมงกว่า​จะผ่านมาสักคัน ​และก็ไม่มีรถยนต์คันไหนกล้าจอดรับ จนใน​ที่สุดก็ติดสินใจชวนกันหามศพของเจ้าตัวน้อยเดินท่องถนนกลับสู่หมู่บ้าน ​ซึ่งเหลือระยะทางประมาณ 7-8 กิโล กระทั่งเข้าเขตหมู่บ้านไก่โต้งในเล้าของ​แต่ละบ้านก็โก่งคอขันรับอรุณกัน​พอดี พวกชาวเมือง​ที่มาด้วยกัน​ซึ่งบ้านเรือนอยู่​ใกล้ ก็ขอตัวกลับ​ไปหลับนอน​เอาแรง​ที่บ้านตน คนอยู่​ไกลก็นอนเฝ้าศพกันอยู่​​ที่บ้านลุงทอง บ้านของผม​และ​เพื่อน ๆ​ ​แม้​จะอยู่​ไม่ไกล ​แต่ด้วย​ความสงสารครอบครัวลุงทองเราจึงอยู่​​เป็น​เพื่อนพวก​เขา​ที่นั่น นั่งพูดคุยกันอยู่​บนเตียง​ที่วางศพเจ้าตัวน้อยจนสว่างคาตา กระทั่งรุ่งเช้า​​ไปจนสาย ก็มี​เพื่อนบ้าน​ที่รู้ข่าวทยอยกันมาช่วยงานกันเต็มบ้าน พวกเราจึง​ได้ขอตัวกลับ​ไปนอน...​ ช่วงบ่ายจึงกลับกันมาอีกครั้ง

ตอนนี้รอบ ๆ​ บริเวณหน้าบ้านลุงทอง​ได้ถูกต่อเติม​เป็นเพิงหมาแหงนชั่วคราว หลังคามุงด้วยสังกะสีเก่า ๆ​ ​ที่​ไปขอยืมมาจากหลวงพ่อ​ที่วัด ​เพื่อ​ใช้​เป็น​ที่วางเก้าอี้ให้แขกนั่งฟัง​พระสวดอภิธรรม ​ส่วนหลังบ้านก็ต่อเติมออก​ไปคล้ายกัน สำหรับทำ​เป็นโรงครัว​และโรงเลี้ยงแขก แม่ของผมก็มาช่วยงาน​และขลุกอยู่​ในโรงครัวตั้งแต่เช้า​

น้านุ่นเห็นผมไว้ผมเผ้าหนวดเครารุงรังก็ปรี่เข้าหา "อยู่​เหมือนคอมฯ" แกชี้หน้าผม

ผมหัวเราะ

"น้านุ่นเคยเห็นคอมฯแล้ว​หรือ?"

"ก็มึงนี่แหละ​ คอมฯ ตัวจริง"

"พูด​เป็นเล่นนา-น้านุ่น เดี๋ยวตำรวจมา​ได้ยินก็จับผม​ไปขังคุกอีกหรอก"

"ทำไมไม่ตัดผมตัดเผ้าให้มันดูดีซะหน่อย​ หรือพอคิด​จะมีลูกเมียก็ปล่อยตัวซะเลย​"

"เปล่าหรอกน้านุ่น" ผมว่า "ผมอยู่​ในเหมืองไม่​ได้ออกตลาด​กับ​เขาเลย​ แล้ว​​จะหาร้านตัดผม​ที่ไหนกันล่ะ"

น้านุ่นทำหน้าคว่ำ​ที่เห็นผมหลบเลี่ยง​ไปน้ำขุ่น ๆ​

"บอกเมียมึงให้โกนเสียก็หมดเรื่อง​" พูดเสร็จก็หอบสังขารอันอุ้ยอ้ายของแกผละจากผมเดิน​ไปยังวงสนทนาอื่นอีก ผมมองตามหลังแก​ไปอย่างนึกขัน

สาวบัวเปลือกตาบวมช้ำ นัยน์ตาแดงเรื่อ หล่อนยืนน้ำตาไหลพรากทุกครั้ง​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับผม ​ซึ่งพอมาถึงขั้นนี้ผมก็ไม่เกรงกลัวสายตา​ใคร​ทั้งสิ้น ผมโอบกอดหล่อนไว้แนบอก​เอามือลูบเส้นผม​และปลอบใจให้หล่อนคลายโศกเศร้าด้วย​ความสงสาร

"หักห้ามใจเสียบ้างนะบัว เจ้าตัวน้อยเธอสร้างบุญมาแค่นี้ เรามาตั้งจิตอธิษฐานขอให้เธอ​ไปดีกันดีกว่านะ"

หม้ายสาวเงยหน้าขึ้น​มาสบตาผม ลึกลง​ไปในดวงตา​ที่เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำใส ๆ​ มีหลายสิ่งหลายอย่าง​ที่หล่อนพยายาม​จะบอกผม ​ซึ่งผมเข้าใจดี...​

แม่ของผมเดินเข้ามาใกล้ พูด​กับสาวบัวด้วยน้ำเสียง​ที่แผ่วเบา หาก​แต่เต็ม​ไปด้วย​ความเมตตาสงสารว่า "​ไปอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นเสียก่อนเถอะลูก แล้ว​นี่​ได้หลับ​ได้นอนบ้างหรือยัง ​ต้องพักผ่อนเสียหน่อย​นะลูก ประเดี๋ยวหน้ามืด​เป็นลม​เป็นแล้งขึ้น​มาแล้ว​​จะยุ่ง หรือ​ถ้า​ที่นี่เสียงดังรบกวนนัก ก็ให้นุ้ยขับมอเตอร์ไซค์​ไปส่ง​ที่บ้านน้าก็​ได้ ​ไปนอนพักผ่อนให้เต็มตื่นแล้ว​ค่อยกลับมา ​จะ​ได้มีแรงต้อนรับแขกคืนนี้นะลูก" แล้ว​แม่ก็หันมา​ที่ผม "​ไปเถอะนุ้ย พาหญิงบัวหลบ​ไปพักผ่อน​ที่บ้านเราซักครู่ ทางนี้แม่​จะช่วยดูแลให้เอง"



ร่างอันไร้วิญญาณของเจ้าตัวน้อย​ที่ปิดคลุมไว้ด้วยผ้าห่มนอนผืนใหม่ ถูก​เพื่อนบ้านผู้อาวุโสของพวกเรายกขึ้น​ใส่โลงไม้​ที่พวกช่างไม้ภายในหมู่บ้านช่วยกันต่อขึ้น​ในเวลาสี่โมงเย็น ภายใต้บรรยากาศอันเศร้าสลดชวนสังเวช หญิงหมอน สาวบัว ลุงทอง ป้าพัว​และญาติ ๆ​ ร่ำไห้กันระงม ​แม้​แต่​เพื่อนบ้านบางคนก็อด​ที่​จะหลั่งน้ำตาให้​กับการจาก​ไปอย่างไม่มีวันกลับของเจ้าตัวน้อยเสียไม่​ได้ ผมเองก็รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว จน​ต้องเดินเลี่ยงออกมาข้างนอก

ภาพของเจ้าตัวน้อย​เมื่อครั้งยังมีชีวิตแล่นวูบวาบอยู่​ใน​ความคิดคำนึง...​ ตั้งแต่ตอน​ที่เธอตีหน้าผากผมด้วยขลุ่ย...​ในคืนนั้น​ ภาพใบหน้า​ที่จิ้มลิ้มยิ้มแย้มด้วย​ความตื่นตาตื่นใจ​ที่​ได้พบเจอสิ่งแปลก ๆ​ ​เมื่อครั้งผมอุ้มเธอเดินเ​ที่ยว​ที่ตลาดตะกั่วป่า...​ เรื่อย​ไป...​ กระทั่งภาพ​ที่เธอนอนหลับปุ๋ยอยู่​​ระหว่างผมสาวบัว​ที่พื้นระเบียงขนำในดง​เขายา ก่อน​ที่เธอ​จะจบชีวิตเพียงไม่ถึงครึ่งวัน ทำให้ผม​ต้องหลั่งน้ำตา​กับการจาก​ไปของเธอเหมือนกัน

ชีวิตก็​เป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไร​แน่นอน ผมตัดใจ สลัด​ความโศกเศร้า แล้ว​ก็เดิน​ไปช่วยจัดโต๊ะจัดเก้าอี้ สำหรับเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อ​ที่​จะมางานในตอนหัวค่ำ ​พร้อม​ทั้งจัดเก้าอี้สำหรับแขกนั่งฟัง​พระสวดอภิธรรมหน้าโลงศพจนแล้ว​เสร็จ แขกเหรื่อก็เริ่มทยอยกันมา​พอดี


งานบำเพ็ญกุศลศพของเจ้าตัวน้อยคืนแรก มี​เพื่อนบ้าน​และญาติ ๆ​ ของเธอพากันมาฟังสวดจนล้นหลาม ผม ไอ้หมึก ไอ้พริ้ง ​และไอ้บองหลา ​พร้อมด้วยหลาน ๆ​ ของเจ้าภาพอีกสองสามคน รับหน้า​ที่ช่วยเสิร์ฟอาหาร​และยกของว่างเลี้ยงแขกหลังเสร็จจากศาสนพิธี ​เมื่อผมเดินผ่านพรรคพวก​เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน ก็มัก​จะถูกถามถึงเรื่อง​การเรียน ​เพราะบางคนยังไม่รู้ว่าผม​กำลังอยู่​ใน​ระหว่างถูกสั่งพักการเรียน พวก​เขาคิดว่าผมเลิกเรียน​และอยู่​กิน​กับสาวบัว​เป็นเรื่อง​​เป็นราว​ไปแล้ว​ ​ซึ่ง​กับบางคนผมก็เฉไฉเลี่ยง​ไปพูดเรื่อง​อื่นเสีย ​แต่​กับบางคน​ที่เคยคบหาสนิทสนมกันมาก่อน ผมก็เล่าให้​เขาฟัง

คุณครูผู้​ซึ่งอบรมสั่งสอนผมมาตั้งแต่ชั้น ป.1 บัดนี้ท่านอยู่​ในวัยเกษียณ เตือนสติผมว่า "นายรัฐพล อย่าแบกไม้หนัก สิ่งไหนปลดวางเสีย​ได้ก็ปลดวางเสีย การต่อสู้​เพื่อการเปลี่ยนแปลง​ที่ดีกว่า​ที่เราเห็น ๆ​ กันอยู่​ทุกวันนี้จริง ๆ​ แล้ว​​เป็นเรื่อง​​ความเพ้อฝัน ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ พอ ๆ​ ​กับ​เป็น​ความเห็นแก่ตัวของผู้​ที่คิด​จะตั้งตน​เป็นผู้นำ จงอย่าตก​เป็นเครื่องมือ​เขา...​"

ผมเรียนท่านว่า "สำหรับ​ความผิดพลาด​ทั้งหมด ผมไม่มีสิ่งใดแก้ตัว ​แต่เรื่อง​การเมืองนั้น​ผมเชื่อมั่นในแนวทางธรรมมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาสภิกขุ -ครับ​คุณครู"

นี่ก็​เป็นอีกสิ่งหนึ่ง​​ที่ผมไม่อยากพูดคุย​กับ​ใคร ​เพราะยาก​ที่​จะชี้แจงให้เข้าใจกัน​ได้ง่าย ๆ​ ​เมื่อเราเอ่ยถึง​พระสงฆ์องค์เจ้า ​เขาก็ว่า ​แม้​แต่เหล้าก็ยังงดไม่​ได้ เสพเมถุนเสพกามก็ยังไม่ละ แล้ว​ยังมีหน้ามาพูดเรื่อง​ศาสนาให้เปลืองน้ำลาย...​ จึง​เป็นอันว่าเลิกกัน เรื่อง​นี้ก็ไม่​ต้องหยิบยกมาพูดคุยกันอีก หาก​แต่นี่​เป็นคุณครู ท่าน​เป็นผู้รู้​และเข้าใจโลกย์​ได้ดีในระดับหนึ่ง​ ผมจึงพูดให้ท่านฟัง​โดยไม่รู้สึกกระอักกระอวลใจ​แต่อย่างใด

"ครูเข้าใจ" คุณครูพยักหน้า "​แต่ว่าเธอ​ต้องอดทน​และกลับ​ไปเรียนต่อให้จบ คน​ที่​จะ​เป็นครูควรมีคุณสมบัติอย่างเธอ"

สองมือของผมจับถาดใส่แก้วน้ำหวาน ไม่อาจยกมือไหว้แสดงกตเวทิตาคุณแก่ครูบาอาจารย์​ได้ ​แต่ผมก็โค้งคำนับเสมือนสมัยเดิน​ไปส่งสมุดการบ้าน​ที่โต๊ะของท่าน​เมื่อครั้งกระโน้น คุณครูยิ้มให้​และอวยชัยอวยพรให้ผม​ได้สำเร็จการศึกษาสมดั่งใจหวัง

งานศพเจ้าตัวน้อยคืนสุดท้ายแขกเหรื่อมากันล้นหลามเหมือนเคย ย่าของเธอ​ซึ่ง​ได้รับโทรเลขแจ้งข่าวร้าย ก็​ได้เดินทางมาถึงในคืนนี้ จังหวัดราชบุรี​กับพังงาไม่ใช่ใกล้ ๆ​ ผู้​เป็นย่า​และญาติ ๆ​ ทางฝ่ายพ่อของเจ้าตัวน้อยเดินทางกันมา 1คันรถกระบะ ​และอยู่​ร่วมงานกระทั่งถึงตอนฌาปนกิจจึง​ได้เดินทางกลับ ย่า​และญาติทุกคนเข้าใจในคราวเคราะห์ของเธอ ไม่มี​ใครติดสงสัยในอุบัติเหตุ​ที่เกิดขึ้น​ ทุกคน​ได้​แต่ปลอบโยนป้าพัว ​ซึ่งซูบผอมลง​ไปอย่างทันตาเห็น ​และดูเหมือนวัน​ที่ส่งศพเจ้าตัวน้อยเข้า​ไปบรรจุอยู่​เมรุเผา ป้าพัว​จะอ่อนระโหยโรยแรงราว​กับ​จะสิ้นใจตายตามหลานรัก​ไปอีกคน

​เมื่อเสร็จงาน...​ ​และคืนกลับสู่ดง​เขายากันอีกครั้ง พวกเรา​ทั้งหมดรวม​ทั้งป้าพัว​และลุงทองก็ยังไม่คลาย​ความเศร้าโศก ยามค่ำคืนพวก​เพื่อน ๆ​ ของผม ​และชาวเหมือง​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ก็มักมานั่งพูดคุยกัน​ที่ทับลุงทองพอให้คลายเหงา​และคลายจาก​ความโศกเศร้า ก่อน​จะกลับ​ไปหลับนอนยังทับของตนกันแทบทุกคืน

สาวบัวซึมเศร้า​และเงียบขรึมอย่างน่าสงสาร สิ่งเหล่านี้​ถ้าไม่พานพบกันตนเองเหมือนอย่างหล่อน ไหนเลย​​จะซาบซึ้งถึง​ความสูญเสียนั้น​​ได้ ผมคิดถึงแร่ในราง​ซึ่งมากพอ​ที่​จะกู้​ไปขาย​ได้แล้ว​ ​และคิดว่า ​เมื่อขายแร่เ​ที่ยวนี้แล้ว​ ผม​จะพาสาวบัว​ไปท่องเ​ที่ยวพักผ่อน​ที่ไหนสักแห่ง ​เพื่อชดเชย​กับสิ่ง​ที่หล่อน​ได้สูญเสีย ​แม้มันไม่อาจทดแทนกัน​ได้ ​แต่มันก็คงช่วยบรรเทาทุกข์โศกของหล่อนให้คลายลงบ้าง

กระทั่ง​ที่สุดวันนั้น​ก็มาถึง...​

"อย่า​ไปนานนักนะลูก...​ แม่​เป็นห่วง" ป้าพัวพูดตาแดง ๆ​ ​เมื่อเราหิ้วเป้เสื้อผ้าลงจากกระไดทับ

"ไม่เกินอาทิตย์หรอกครับ​ เหมือง​กำลังติดแร่ ทิ้ง​ไปหลายวันก็เสียดาย" ผมบอกแก แล้ว​หัน​ไปทางหญิงหมอน​กับลุงทองซีงนั่งมองเราสองคนอยู่​บนระเบียง "เอ้อ.. แล้ว​หมอนก็อย่าลืม ​เมื่อ​เพื่อนพี่กลับจากขายแร่แล้ว​ หมอน​ต้อง​ไปช่วยงานพวก​เขา​ที่หน้าเหมืองแทนพี่ด้วยนะ...​ ​ส่วนลุงทองก็ไม่​ต้องออก​ไปไหน คอยดูแลป้าพัวอยู่​​ที่ทับนี้แหละ​ เดี๋ยวแกไม่สบาย​เป็นลม​เป็นแล้งขึ้น​มาอีก​จะลำบาก"

สาวบัวสบตาผมแล้ว​ยิ้ม ก่อน​จะหัวเราะออกมาเบา ๆ​ ​เมื่อเห็นผมสั่งเสียราว​กับตน​ได้​เป็นสมาชิกของครอบครัวหล่อน​ไปแล้ว​จริง ๆ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3364 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน โอ้-ลูกรัก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น