นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #18
พลอยพนม
...​ที่ตัวเมืองแห่งนี้ แม่มีญาติผู้ใหญ่อยู่​ท่านหนึ่ง​ ​เป็นข้าราชการชั้นโท(ยังไม่​ใช้ระบบ ซี)ประจำอยู่​​ที่สำนักงาน​ที่ดินจังหวัด ​ซึ่งอยู่​ไม่ไกลก...

ตอน : เหมืองแร่เหมืองรัก

คลิกดูภาพขยาย


​ที่ตัวเมืองแห่งนี้ แม่มีญาติผู้ใหญ่อยู่​ท่านหนึ่ง​ ​เป็นข้าราชการชั้นโท(ยังไม่​ใช้ระบบ ซี)ประจำอยู่​​ที่สำนักงาน​ที่ดินจังหวัด ​ซึ่งอยู่​ไม่ไกล​กับโรงพัก​ที่​เขา​เอาผม​ไปขังไว้ แม่​กับพ่อจึงเดินทางมาพบข้าราชการท่านนั้น​หลังจากผมถูกคุมขังอยู่​​ที่นี่​ได้ 2 วัน ​และท่านก็มาเยี่ยมผม​ที่โรงพัก​พร้อม​กับพ่อ​และแม่ผมด้วย ผมมองลอดซี่กรงออก​ไปเห็นพวกตำรวจยกมือไหว้ท่านประลก ๆ​ ไม่ว่าชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตร

ก้อแน่ล่ะ ข้าราชการกรม​ที่ดินสมัยนั้น​กว้างขวางน้อยเสีย​เมื่อไหร่...​

"คดีพยามฆ่า ลูกรอดตัว​ไปแล้ว​" แม่ยืนเกาะลูกกรงห้องขังพูดคุย​กับผม "อาจารย์พิเชฐอะไร​นั่นฟื้น​และให้ปากคำ​กับเจ้าหน้า​ที่ตำรวจ​ได้แล้ว​ ตอนนี้ตำรวจ​กำลังตามจับกุมมือปืนอยู่​ ​เป็นพวกติดยาติดผงไม่ใช่คอมฯอย่าง​ที่พวก อส.พวกนั้น​ให้ปากคำปรักปรำนักศึกษา"

"แล้ว​ข้อหาคอมมิวนิสต์ละครับ​" ผมถาม

"แม่​กำลังให้ลุงของลูกเจรจารับรองอยู่​" ดูท่าทางแม่ของผม​จะมั่นใจในบารมีของญาติของท่านคนนั้น​มาก "​แต่ตามระเบียน​เขา​ต้องส่ง​ไปอบรม​ที่ค่ายบ้านเอียนเสียก่อนถึง​จะปล่อยให้​เป็นอิสระ​ได้"

ผมพยักหน้ารับทราบ ​เพราะตอน​ไปเยี่ยมคุณตา​ที่อำเภอเวียงสระก็เคย​ได้ยิน​ได้ฟังเรื่อง​นี้จากพวกญาติ ๆ​ มาบ้าง พวก​ที่ขึ้น​​เขา​ไปร่วมขบวนการปฏิวัติบางคน​เมื่อกลับใจเข้ามอบตัว​กับเจ้าหน้า​ที่ ก็​จะถูกส่งตัว​ไปอบรม​ความรู้ทางด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย​ที่ค่ายทหารค่ายนี้เสียก่อน หรือไม่ก็ส่ง​ไป​ที่ค่ายทหารดอนนก​ที่สุราษฎร์ธานี กระทั่งผ่านการอบรมจนครบหลักสูตรจึง​จะปล่อยให้กลับ​ไปประกอบอาชีพการงาน​ที่บ้าน​ได้ตามเดิม

​แต่นั่นหมายถึงผม​ต้องยอมรับว่า "​เป็นคอมฯ" เหมือน​กับพวกคอมฯบนภูเขา​ที่ลงมามอบตัวเสียก่อน ​เพราะ​ถ้าไม่อย่างนั้น​ก็​ต้องสู้คดี ​ซึ่งผมเล็งเห็นแล้ว​ว่ายุ่งยาก สิ้นเปลืองเงินทอง ​และเสียเวลาทำมาหากินของพ่อแม่​โดยใช่เหตุ

จึง​เป็นอันว่าผม​ต้องยอมรับผิดในข้อหามีการกระทำอัน​เป็นคอมมิวนิสต์ คิดขบถล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ​ทั้ง​ที่ไม่​เป็น​ความจริง ​เพื่อ​ต้องการให้ทุกสิ่งอย่างจบสิ้นเร็ว ๆ​ กระทั่งใน​ที่สุดผมก็ถูกส่งตัว​ไปอบรม​ที่บ้านเอียนในฐานะ "คอมฯกลับใจ" อย่างมีเส้นสายเล็กน้อยจากญาติฝ่ายแม่ผู้นั้น​ ​เพราะมิฉะนั้น​ผม​จะ​ต้องขึ้น​ศาลทหาร ​และ​เมื่อถึงขั้นนั้น​ ผมก็มีโอกาสติดคุก​และถูกขังลืมค่อนข้างสูง


45 วัน​กับการเข้ารับการอบรมเรื่อง​การเมืองการปกครอง ผมก็​ได้​ความรู้​และประสบการณ์ใหม่ ๆ​ พอสมควร ​ทว่ามิใช่​ความรู้เรื่อง​ประชาธิปไตย ​เพราะเรื่อง​นั้น​ผมแทบ​จะสอนวิทยากรผู้อบรมเสียเองก็ว่า​ได้ หาก​แต่​ความรู้ใหม่​ที่ว่านี้ ก็​คือเรื่อง​ราวของนักปฏิวัติ​ที่เคลื่อนไหวอยู่​ตามหมู่บ้าน รวม​ทั้ง​ความ​เป็นอยู่​ของพวก​เขาในค่ายใหญ่​ที่ในป่า​และบนภูเขา ​ซึ่งผู้เข้าอบรมด้วยกันนำมาเล่าให้ฟัง

ว่างจากการอบรม พวกเรามักนั่งคุยแลกเปลี่ยน​ความคิดเห็นกันเสมอ ผมแซวพวกคอมฯกลับใจเหล่านั้น​ว่า พวก​เขา​เป็น "คอมฯแกลบ" ​ซึ่งหมายถึง คอมฯใจเสาะ หรือคอมฯเก๊ สัก​แต่ว่า​เป็นคอมฯ ​แต่ปราศจากอุดมการณ์ของคอมฯอย่างแท้จริง เปรียบเสมือนม้าพื้นเมือง ​ที่เรียกกันว่า "ม้าแกลบ" ​เพราะตัวมันเล็กผิด​กับม้าเทศ​ที่​เขาเลี้ยงไว้แข่งขันประลอง​ความเร็ว หรือเลี้ยงไว้​ใช้ในกิจการทหาร-ตำรวจ ​ซึ่งตัวของมันโตใหญ่น่าเกรงขาม ผมบอกพวก​เขาว่า ต่อ​ไป​ถ้าคิด​จะกลับขึ้น​​เขาอีก ก็​จะ​ต้องเยื้องย่างขึ้น​​ไปอย่างสง่างามแบบม้าเทศ อย่า​ได้หลบลี้ขึ้น​​ไปแบบม้าแกลบอีกเลย​ ​เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไร​

การอบรมเรื่อง​ประชาธิปไตยในค่ายบ้านเอียนก็ไม่มีอะไร​มาก​ไปกว่ากินแล้ว​นอน นอนแล้ว​ตื่น ตื่นแล้ว​กิน กินแล้ว​ก็​ไปนั่งฟังการบรรยาย ​และร่วมกิจกรรมนันทนาการสลับรายการกันบ้าง พอ​เป็น​ที่ครึกครื้น ไม่ทำให้เบื่อระอาจนเกิน​ไป ​เมื่อจบการอบรม​และล่ำลากันด้วยน้ำตาอย่างอาลัยอาวรณ์​ทั้งวิทยากร​และผู้เข้าอบรมกันเสร็จแล้ว​ ผมก็เดินทาง​ไป​ที่ วค. อีกครั้ง ​ซึ่งตอนนั้น​เปิดภาคเรียน​ที่ 2 ​ไปกว่าสองสัปดาห์แล้ว​ ​และการเดินทาง​ไป วค.ครั้งนี้ ผมไม่​ได้​ไปเรียน ​แต่​ไปเก็บข้าวของบางสิ่ง​ที่เหลืออยู่​ในตู้ไม้หัวเตียง​เอากลับบ้าน ข้าวของบางอย่างก็ยกให้​เพื่อนสนิทบางคน ​เพราะผมถูกสั่งพักการศึกษา 1 ปี เช่นเดียว​กับพี่โสภาส ​ซึ่งก็โดนเข้า​ไป 1 ปีเหมือนกัน ​แต่พี่โสภาสกำไรกว่าผมนิดหนึ่ง​ ​เพราะอย่างน้อยแกก็จบ ป.กศ. ต้น ​และ​ได้ประกาศนียบัตรรับรองวุฒิไว้ในมือฉบับ​หนึ่ง​แล้ว​ ​แม้พ้นโทษพักการเรียนแก​จะไม่กลับมาเรียนต่อในระดับ ป.กศ.สูง อีก ก็​สามารถสอบบรรจุ​เป็นครู​ได้แล้ว​

การกลับมา วค . เ​ที่ยวนี้ ผม​กับพี่โสภาสก็ไม่​ได้เจอหน้ากัน สอบถามคน​ที่เคยสนิทสนมคุ้นเคยก็ไม่​ได้ข่าวคราว​แต่อย่างใด จนผมอดคิดแบบขัน ๆ​ ไม่​ได้ว่า ป่านนี้แกน่า
​จะขึ้น​​ไป​เป็นครูอยู่​บนภูเขาแถว ๆ​ บ้านแกเสียแล้ว​แน่นอน


ผมกลับ​ไปเหมือง...​ ไอ้บองหลา ไอ้หมึก ไอ้พริ้ง สามสหายพากันดีอกดีใจแทบกระโดดขึ้น​จากพื้น ​เมื่อเห็นผมนอนอ่านหนังสืออ่านเล่นรอพวกมันอยู่​บนแคร่หน้าทับนอนหลังนั้น​

​เมื่อพบหน้ากัน พวกเราสามสี่คนยังคงพูดหยอกเล่นกันสนุกสนานเหมือนเคย ​และช่วยให้​ความสับสนเกี่ยว​กับการเรียนภายในสมองของผมค่อยผ่อนคลายลง​ไปบ้าง

"แม่มึงตังค์ให้หาบ ต่อให้ขึ้น​​ไปเรียนโรงเรียนเอกชน​ที่กรุงเทพฯก็ยัง​ได้ กลัวอะไร​?" ไอ้บองหลาปลอบใจผม คำว่า "ตังค์ให้หาบ" หมายถึง ​ความร่ำรวย มีเงินทองมากมาย​ ต่อให้ใส่สาแหรกหาบคอน​ไป​ใช้จ่ายก็ยังไม่หมด ​ซึ่งอาจ​จะ​เป็นโวหาร​ที่ออก​จะเกินเลย​​ไปสักหน่อย​ ​แต่มันก็สำแดงภาพของคนมีฐานะ​ได้อย่างแจ่มชัด ​ทว่าแม่ผมไม่​ได้มีฐานะร่ำรวยขนาดนั้น​ เพียงพอมีพอ​ใช้ไม่ขัดสนแค่นั้น​เอง

"กู​ต้องการ​เป็นครูอย่างเดียว" ผมว่า "​ถ้านอกเหนือ​ไปจากนั้น​ก็ทำเหมือง​กับพวกมึง​ที่นี่ หรือไม่ก็ทำสวนอยู่​​ที่บ้าน​กับพ่อดีกว่า"

"ถึง​จะ​เป็นข้าราชการอย่างอื่น ก็​เป็นคนมีเกียรตินะเว้ย มึงดูตัวอย่างภารโรงอำเภอบ้านเราซิ แม่-ง แค่ลูกจ้างประจำเท่านั้น​ คนแก่ ๆ​ ไหว้กันประลก ๆ​ ยังกะนายอำเภอแน่ะ"

ไอ้หมึกพูดแล้ว​หัวเราะ ฮา ฮา

"เกียรติหรือเกือกมันก็กินไม่​ได้​ทั้งนั้น​แหละ​เว้ย" ไอ้พริ้งขัดคอ "มึงดูปลัดหนอมสิ - - ​แม้​แต่ไก่สักตัวยังไม่มีปัญญาซื้อกิน ​ต้องขอชาวบ้านอยู่​เรื่อย"

"อ้ายนั่นมันนอกคอก" ไอ้หมึกตามมุขไอ้พริ้งไม่ทัน "ไม่ใช่มันไม่มีปัญญาซื้อ ​แต่สันดานมันชอบรีดไถ"

"อ้าว! - - แล้ว​ไอ้คน​ที่ชอบรีดไถ มันมีเกือกหรือมีเกียรติกันแน่วะ - -กูสงสัย"

พอเจอไอ้พริ้งย้อนเข้าอย่างนี้ ไอ้หมึกก็ถึงบางอ้อ พยักหน้าหงึก ๆ​

"อ้อ...​ ยัดแม่-ง มึงก็เล่นมุขอยู่​​ได้ไอ้ห่า" แล้ว​มันก็หันมาถามผม "อีบัวรู้เรื่อง​มึงรึยัง?"

ผมพยักหน้า

"รู้แล้ว​...​ น้านุ่นแกโพนทะนา​ไปทั่วหมดแล้ว​"

"เออ-ยายคนนั้น​ก็ไม่รู้​เมื่อไหร่​จะเข้าโลงเสียที ชอบพูด​แต่เรื่อง​ชาวบ้าน...​ เรื่อง​ของมึง​กับอีบัวด้วย--​เขารู้กัน​ทั้งบ้านแล้ว​"

ผมหัวเราะ

"ช่างแกเถอะ ขาดน้านุ่น​ไปเสียคน บ้านเราก็ขาดหอกระจายข่าว ต่อ​ไป​ใครทำอะไร​​ที่ไหนก็​จะไม่รู้กัน ข้อสำคัญเรื่อง​​ที่แกเก็บ​เอา​ไปพูดขอให้​เป็นเรื่อง​จริงก็พอ"

"แล้ว​ตกลงเ​ที่ยวนี้มึง​จะพักอยู่​​กับพวกกู​ที่นี่ หรือ​ไปอยู่​​กับเมียมึง​ที่ทับลุงทองอีก" ไอ้บองหลาถามขึ้น​อย่าง​เป็นงาน​เป็นการ

"กูขอคิดดูก่อน" ผมตอบบ่ายเบี่ยง ​เพราะตั้งแต่โดนเรื่อง​ร้าย ๆ​ รุมเล่นงานมาในระยะนี้ ผมค่อนข้าง​จะหัวหมุนอยู่​สักนิด ​และอีกอย่างก็เพิ่งรับปาก​กับแม่ว่า​จะไม่สร้างปัญหาซ้ำซ้อนขึ้น​มาอีก

‘ลูกรักชอบหญิงบัวแม่ไม่ว่า ​แต่อย่าด่วนชิงสุกก่อนห่าม อย่าทำอะไร​ตามอำเภอใจ ชีวิตไม่ใช่ของเล่น ​ต้องนึกถึงอนาคตให้มาก ๆ​ ​และอีกอย่าง ลุงทอง​กับป้าพัว-ก็​ต้องรู้จักให้เกียรติ​เขา ​ไปยุ่งเกี่ยว​กับลูกสาว​เขา-ก็​ต้องรับผิดชอบ เกิดหญิงบัวท้องไส้ขึ้น​มานุ้ย​จะแก้ปัญหาอย่างไร อายุเพิ่ง 18 กว่า ๆ​ ริ​จะมีเมียแล้ว​หรือ? รักชอบกันจริงก็​ต้องมี​ความอดทน รู้จักอดใจรอ ​ต้องหมั่นฝึกหักห้ามจิตใจตนเอง ไม่ปล่อย​ไปตามอำนาจของ​ความ​ใคร่ นั่นแหละ​จึง​จะ​ได้ชื่อว่า​เป็นคน​ที่สมบูรณ์ ...​’

ก่อนเดินทางเข้ามาในดง​เขายาเ​ที่ยวนี้ แม่เรียกผม​ไปอบรม​เป็นชั่วโมง สิ่ง​ที่แม่กล่าวมา​ทั้งหมด​เป็นสิ่งถูก​ต้อง ​ถ้าปฏิบัติ​ได้ก็​จะ​เป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างแน่นอน ​แต่​ทว่า​ความรักของผม​คืออะไร​ก็ไม่รู้ มันยังไม่แจ่มชัดพอ​ที่ผม​จะตอบตัวเอง​ได้ หาก​แต่​ส่วนหนึ่ง​ผมก็ค่อนข้าง​จะมั่นใจว่า ​ความสัมพันธ์ของเรา​ที่ต่อเยื่อเผื่อใยมากระทั่งบัดนี้ มันมิใช่​เพื่อ​ความ​ใคร่เพียงสิ่งเดียว ​เพราะตลอดเวลาผมมีสาวบัวอยู่​ในใจเสมอ ภาพวาดแห่งอนาคต​ระหว่างผม​กับหล่อนปรากฏขึ้น​​แต่ละครั้งช่างสดใสงดงาม ​แต่ครั้นเหตุการณ์ผันแปรมาเช่นนี้ ภาพนั้น​ก็ดูเหมือน​จะหายวับ​ไป ยิ่ง​เมื่อ​ได้สดับคำตักเตือนของแม่เข้าอีก จิตใจของผมก็ดูเหมือน​จะยิ่งสับสนยิ่งขึ้น​...​ ​แต่ก็อย่างว่าแหละ​-ผมมันคนใจอ่อน คืนแรก​ที่หวนกลับเข้าสู่ดง​เขายา ​แม้ผม​จะ​ใคร่ครวญอยู่​นาน...​ ​ทว่าใน​ที่สุดก็น่าขำ​เมื่อผมตัดสินใจ​ไปนอน​กับสาวบัว​ที่ทับลุงทองอีกจน​ได้ ​แต่ก็เพียงนอนกอดหล่อนไว้ในอ้อมแขนเฉย ๆ​ จนกระทั่งรุ่งสาง​โดยมิ​ได้ล่วงเกินอะไร​เลย​

"ท่าทาง​จะเหนื่อย​กับการเดินทาง" หม้ายสาวยื่นปลายนิ้วเรียวงามบีบปลายคางผมหยอกเล่น ก่อน​จะลุกขึ้น​​ไปคว้าสบู่​และยาสีฟันแล้ว​ชวนผม​ไปล้างหน้าล้างตาด้วยกัน​ที่ลำธารในตอนรุ่งสาง

​ความเปลี่ยนแปลงภายในดง​เขายาในระยะเวลาสี่-ห้าเดือน​ที่ผม​ไปอยู่​ วค. ​และ​ต้องคดี​ความมั่นคงจน​ต้อง​ไปอบรมอยู่​ในค่ายบ้านเอียนก็ไม่มีอะไร​มาก นอกจากร่องรอยการขุดคุ้ยค้นหาขี้ตะกรันของพวกนักแสวงโชค​ซึ่งปรากฏให้เห็นทั่ว​ไปหมด ​แม้​แต่ทับ​ที่พักของชาวเหมืองบางเจ้า ​ซึ่งเจ้าตัว​ไปติดธุระ​ที่อื่น ยังโดนพวกนักแสวงโชคกำมะลอขุดรื้อเข้า​ไปจนถึงใต้ถุน​เพื่อค้นหาสิ่ง​ที่มัน​ต้องการ จนทับหลังนั้น​พังทลาย ​และใน​ที่สุด​เมื่อพวกมันเห็นว่าสิ่ง​ที่​ต้องการ​ได้หมด​ไปแล้ว​จริง ๆ​ จึง​ได้พากันยกทัพปรับขบวนกลับออก​ไปจากป่าแห่งนี้จนหมดสิ้น ​ความสงบสุขจึง​ได้กลับคืนสู่ผืนป่าอันเปรียบเสมือนวิมานไพรของเราอีกครั้ง

ช่วงนี้​เป็นปลายฤดูฝน ​แต่ฝนยังคงตกชุก บางครั้งตกติดต่อกัน​ไป​ทั้งวัน​ทั้งคืน​เป็นอาทิตย์ไม่ยอมแล้ง น้ำในลำธาร​เป็นสีน้ำตาลอ่อนเอ่อล้นตลิ่ง​และไหลพุ่งแรงอย่างน่ากลัว สาวบัว​กับหญิงหมอน​ต้องรอน้ำลดจึง​จะออก​ไปร่อนแร่ในลำธารกัน​ได้ ต่างจากงานเหมืองของพวกผม​ที่​เป็นเหมืองแล่น ​ซึ่ง​ต้อง​ใช้แรงน้ำในการชะล้างกระสะ​และพัดพาหินทราย​กับผงแร่ลงสู่ราง​ที่เราขุด​แต่งหินดินดานรองรับไว้ด้านล่างอย่างมากมาย​มหาศาล ดังนั้น​ บางครั้ง​เมื่อสาวบัว​และหญิงหมอนหยุดรอฝนแล้ง ผมจึงชวนพวกหล่อน​ไปช่วยงาน​ที่หน้าเหมืองของเราด้วย ​โดยมอบหน้า​ที่ช้อนหิน​กับให้เก็บรากไม้หรือเศษไม้เล็ก ๆ​ ​ที่ไหลปะปนกันมา​เป็นเกลียว​พร้อม​กับกระสะแร่​ที่โดนกระแสน้ำชักพาลงสู่ราง ​ซึ่งพวกหล่อนสองคนก็คุ้นเคย​กับงานแบบนี้​เป็นอย่างดี ท่ามกลางสายฝน​ที่กระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย พวกเราทำงานกันอย่างเพลิดเพลิน ยิ่ง​เมื่อบุกเบิก​ไปเจอสายแร่เข้าก็ยิ่งเพลินจนแทบไม่รู้สึกหิวข้าว ​แม้บางครั้ง​จะล่วงเลย​เวลา​ไปบ้างก็ตาม

วันไหน​ได้สาวบัว​กับหญิงหมอนมาช่วยงาน วันนั้น​เรื่อง​​กับข้าว​กับน้ำสำหรับพวกเราก็หมดห่วง​ไปเรื่อง​หนึ่ง​ ​เพราะฝีมือทำ​กับข้าวของสองสาวสุดยอดอยู่​แล้ว​ บางคืน​เมื่อฝนซาเม็ดให้สักพัก ไอ้หมึก​กับไอ้พริ้ง​ซึ่งชอบออกส่องสัตว์ ก็ออก​ไปยิงกระจงบ้างไก่ป่าบ้าง​ได้มาตัวสองตัวพวกหล่อนก็แกงพริกแกงคั่วรสเด็ดให้เรากิน ​ถ้าคืนไหน​ไปส่องกบ ก็​จะ​ได้กินแกงส้มกบ​กับลูกระกำ​ซึ่ง​เป็นสุดยอดแกงส้มปักษ์ใต้ เราก็ซัดกันซะพุงกาง​ไปเลย​

"บัว - - อีกหน่อย​ไอ้นุ้ยก็คงถูกมึงขุนอ้วน​เป็นหมูตอนแน่" ไอ้บองหลาพูดหยอกเล่น​กับสาวบัว

"ไม่รู้ว่านุ้ย หรือพี่บัวกันแน่...​​ที่​จะอ้วน​เป็นหมูตอน" หญิงหมอนพลอยหัน​ไปหยอกพี่สาวของหล่อน​ที่นั่งติดกันด้วยอีกคน "​เพราะตอน​ที่นุ้ยไม่อยู่​นี่ เห็นกินข้าวคำสองคำก็อิ่มแล้ว​ ​แต่พักนี้ดูซิ...​ ฮา ฮา เกือบ​จะสองจานแล้ว​นะเนี่ย"

สาวบัวอายหน้าแดง

"พูดบ้า ๆ​ จานเดียวก็ยังไม่หมด" ว่าแล้ว​ก็หันมาสบตาผมอย่างเขินอาย

ไอ้บองหลา​ซึ่งนั่งติดอยู่​​กับผมหัน​ไปมองสาวบัวแล้ว​หันกลับมาทางผม แล้ว​ถามว่า "พวกเอ็งสองคน​ได้กินยาหรือใส่ปลอกป้องกันกันบ้างหรือเปล่าวะ"

​แม้น้ำเสียงของ​เพื่อนรัก​จะเปี่ยม​ไปด้วย​ความหวังดี ​แต่​ทว่าสะกดทุกคนให้นั่งเงียบกัน​ไปชั่วอึดใจหนึ่ง​ หญิงหมอนทอดสายตามองจานข้าวตนเองนิ่งเฉย ไอ้พริ้ง​กับไอ้หมึกเมินหน้ากัน​ไปคนละทาง คง​เพราะไม่มี​ใครคาดคิดว่าไอ้บองหลา​จะถามดื้อ ๆ​ เข้าอย่างนี้

ผมเองก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3363 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน เหมืองแร่เหมืองรัก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๕๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-17933 ], [1.46.5.226]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๖.๕๗ น.

ตกลงว่าอ้ายนุ้ยไม่​​ได้กลับ​​ไปเรียนอีกเลย​​เหรอครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17934 ], [110.49.205.242]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๑๓ น.

กลับครับ​​ ​​แต่ก็เบื่อ มีเล่าไว้ในบทต่อ ๆ​​​​ไปครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงเปี๊ยก [C-17935 ], [111.84.21.130]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๑๑.๒๘ น.

อารมณ์ของเด็กหนุ่มวัยรุ่นผมเข้าใจดีเลย​​ ตอนจบม.ศ.๓ ผมสอบเข้าช่างสำรวจวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ​​ที่ถือว่าเข้ายาก​​ได้ วันสอบสัมภาษณ์โดนไล่ให้​​ไปตัดผม ผมเ​​คือง​​และก็อายคนด้วยเลย​​พาลไม่กลับ​​ไปสัมภาษณ์ซะดื้อ ๆ​​ เหตุเพียงแค่นี้ทำให้ผมหลุดจากระบบการศึกษา​​ไปเลย​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น