นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #17
พลอยพนม
...นาฬิกาฝาผนังภายในร้านก๋วยเตี๋ยวบอกเวลาบ่ายโมงตรง ผมแยก​กับพี่โสภาสแล้ว​เดินทอดน่อง​ไปตามถนนภายใน วค. ​ซึ่งดูเงียบเหงา ตึกเรียน​ส่วนใหญ่ปิดประตูหน้าต่าง...​...

ตอน : ไข่นุ้ยไปฮ่องกง

คลิกดูภาพขยาย

นาฬิกาฝาผนังภายในร้านก๋วยเตี๋ยวบอกเวลาบ่ายโมงตรง ผมแยก​กับพี่โสภาสแล้ว​เดินทอดน่อง​ไปตามถนนภายใน วค. ​ซึ่งดูเงียบเหงา ตึกเรียน​ส่วนใหญ่ปิดประตูหน้าต่าง...​ร้างไร้นักศึกษา

เช่นเดียว​กับผม ​ซึ่ง​ถ้าไม่ติด​กับเรื่อง​บ้า ๆ​ ป่านนี้ก็คงเดินทางกลับบ้าน​ไปเกือบครึ่งทางแล้ว​กระมัง

​แต่​เมื่อหวนกลับมาคิดอีกที ก็คิดว่าดีเหมือนกัน ​จะ​ได้รู้อะไร​​เป็นอะไร​ ​และเผื่อ​จะ​ได้รู้ทิศทางลม​กับ​เขาบ้าง ​ซึ่งต่อ​ไปนี้ก็คง​จะ​ต้องระมัดระวังตัว...​ ​จะเดินเหิน​ไปไหน หรือคิดทำอะไร​แบบสบาย ๆ​ เหมือนก่อนเห็นที​จะไม่​ได้อีกแล้ว​ คราบ​ความคิดแบบเด็ก ๆ​ ควรสลัดทิ้งเสียที...​ ​ถ้า​เป็นนก-บัดนี้ผมก็ควร​จะรู้ว่าตัวเองเริ่มปีกกล้าขาแข็งขึ้น​บ้างแล้ว​ อีกไม่นานก็​จะ​ต้องโบยบินออกล่าเหยื่อตามลำพัง...​ ในไพรกว้างเต็ม​ได้ภยันตราย ​ทั้งพญาเหยี่ยว​และสัตว์ร้ายมีอยู่​ดาษดื่นให้​ต้องระมัดระวัง ​จะลอยช้อนตามเปียก หรือทำ​เป็นทองไม่รู้ร้อนต่อ​ไปอีกไม่​ได้แล้ว​


​ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์หน้าตึกสำนักทะเบียนมีนักศึกษาหญิงชาย​ที่ยังติดธุระไม่​ได้กลับบ้านเหมือนผมมุงดูแผ่นประกาศกันอยู่​สี่ห้าคน พวก​เขาคงอยากรู้วันเกรดออก หรือไม่ก็อยากรู้รายวิชา​ที่​จะ​ต้องลงทะเบียนเรียนในเทอมหน้า ​ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง​ไปจากคู่มือหลักสูตร​ที่เรา​ได้รับกัน​ไปแล้ว​​เมื่อตอนต้นเทอมก็​ได้

ผมไม่สนใจ​กับเรื่อง​เหล่านั้น​ ​เพราะถือว่ายังมีเวลา วันนี้เย็น ๆ​ หรือพรุ่งนี้เช้า​ตอนออกจากหอกลับบ้านค่อยแวะ​ไปดูก็​ได้ ผมจึงคิด​ที่​จะเดินผ่าน​ไปเสีย ​ทว่า​เมื่อ​ใครคนหนึ่ง​เหลือบมาเห็นผมเข้า ​เขาก็ร้องเรียก​พร้อมกวักมือให้เข้า​ไปหา

"ไข่นุ้ย มีจดหมายฉบับ​หนึ่ง​แน่ะ"

"เฮ้ย !" ผมร้องขึ้น​อย่างแปลกใจ ​เมื่อเห็นซองจดหมายสีขาวจ่าหน้าซองถึงผม เสียบเข็มหมุดติดอยู่​​กับพื้นบอร์ดกระดาษชานอ้อยหุ้มสักหลาดสีน้ำเงิน หลังบานกระจก "แม่-ง มาอยู่​​ที่นี่​ได้อย่างไร" ผมสบถพลางเลื่อนบานกระจกดึงมันออกมาอย่างขุ่นเ​คือง ​เพราะปรกติจดหมายทุกฉบับ​ ไม่เว้น​แม้​แต่โทรเลข หรือธนาณัติ​ที่ส่งมาถึงนักศึกษา ​จะ​ต้องถูกนำ​ไปแปะไว้​ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์อีก​ที่หนึ่ง​ ​คือ​ที่บอร์ดหน้าสำนักงานประชาสัมพันธ์ฯ ติด​กับทางเดิน​ไปยังหอพักของผม ชะรอยจดหมายฉบับ​นี้น่า​จะมีมือดีแอบนำ​ไปเซ็นเซอร์แล้ว​​เอามาแปะไว้​ที่นี่​เป็นการเตือนให้รู้กันทางอ้อม

​แต่​เขาทำอย่างนั้น​​เพื่ออะไร​? ผมรู้สึกไม่พอใจ​กับสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​​กับตัวเอง​เป็นอย่างยิ่ง



นุ้ย ​ที่รัก

ว่า​จะเขียนจดหมายมาหานุ้ยตั้งแต่ตอนลงมาขายแร่เ​ที่ยวแรก​กับพ่อ​และน้องหมอน ​แต่ไม่มีโอกาส ​เพราะพวก​เขา​จะรีบกลับเหมืองในรุ่งเช้า​ของอีกวัน เลย​ทำให้ไม่มีเวลา​ที่​จะนำ​ไปส่ง​ที่​ไปรษณีย์ ​จะไหว้วานผู้อื่นก็เห็น​เป็นเรื่อง​ไม่เหมาะ คิดว่านุ้ยคงเข้าใจ

​ส่วนจดหมายฉบับ​นี้บัวเขียน​ที่โรงพยาบาล ลูกสาวของบัว​เป็นไข้ หมอให้นอนพักรักษาตัวอยู่​​ที่โรงพยาบาล​เพื่อเฝ้าดูอาการ ​แต่ตอนนี้เธอค่อยยังชั่วขึ้น​มากแล้ว​ นุ้ยไม่​ต้อง​เป็นห่วง คิดว่าอีกสักวันสองวันก็คง​จะกลับบ้าน​ได้

บัวซื้อซองจดหมาย​กับกระดาษ​และแสตมป์​ที่ร้านค้าสวัสดิการ​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ​เมื่อเขียนเสร็จก็​จะนำ​ไปหย่อนลงในตู้ส่งจดหมาย​ที่ริมถนนหน้าโรงพยาบาล ​ซึ่งบัวสังเกตเห็นตั้งแต่วันแรก​ที่เข้ามา

ไม่นึกเลย​ว่าแค่​จะเขียนจดหมายถึง​ใครสักคน​ที่เราแสน​จะคิดถึง ​จะ​ต้องรอโอกาส​กับ​เขาเหมือนกัน


ขอให้ตั้งใจเรียนให้สำเร็จสมปรารถนา บัวขอ​เอาใจช่วย​และ​เป็น​กำลังใจให้เสมอ

รัก​และคิดถึง

บัว


​เมื่อดูจากวัน​ที่​ที่ผู้เขียนเขียนไว้บนหน้ากระดาษ ​และวัน​ที่​ที่​ไปรษณีย์ปลายทางประทับตรารับจดหมาย ห่างกันแค่หนึ่ง​สัปดาห์ ​ซึ่งเลย​เวลานั้น​มาเกือบสิบวันแล้ว​...​ แสดงว่าตอนนี้สาวบัว​กับเจ้าตัวน้อยก็คงออกจากโรงพยาบาล​และกลับเข้าสู่ผืนป่าดง​เขายากัน​ไปแล้ว​ ผมนอนครุ่นถึงหล่อน​กับเจ้าตัวน้อยจนเผลอหลับ​ไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอตื่นขึ้น​มาอีกทีก็ใกล้​จะ​ได้เวลาลง​ไปกินข้าวมื้อเย็น​ที่โรงอาหารอีกแล้ว​ เหลือพรุ่งนี้เช้า​อีกมื้อเดียว ​ซึ่ง​เป็นมื้อสุดท้ายสำหรับเทอมนี้​ที่​เขา​จะรับผิดชอบ ​เพราะพรุ่งนี้​เป็นวันประกาศปิดภาคเรียนอย่าง​เป็นทางการ ​ใคร​ที่ยังมีภาระคั่งค้าง​จะ​ต้องพักอยู่​​ที่หอพักต่อ​ไป ก็​จะ​ต้องออก​ไปหาซื้อกินข้างนอก ภาระสัญญา​ระหว่างโรงอาหาร​กับนักศึกษา​ที่ผูกขาดอาหาร​เป็นรายเทอม​ได้หมดสิ้นลงแล้ว​

บนหอพักของผมว่างผู้คนจนผมรู้สึกเหงา พวก​เขาคิดถึงบ้าน​และพากันกลับ​ไปตั้งแต่เช้า​วันแรก​ที่สอบเสร็จ ​ที่เหลืออยู่​ก็มี​แต่ผู้​ที่ติดภาระคั่งค้างกันเท่านั้น​...​ ​ซึ่งมีอยู่​ไม่กี่คน ​โดยเฉพาะบนชั้น​ที่พักของผมเหลืออยู่​สามสี่คนรวม​ทั้งผม ​และตอนนี้พวก​เขาก็ออก​ไปทำธุระข้างนอกยังไม่กลับมา

กลับจากโรงอาหารผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับ​เก่า ๆ​ รอเวลาพักผ่อนหลับนอนอยู่​บนเก้าอี้ริมเตียงของผม ​แม้​จะเลย​หัวค่ำมาพอสมควร​แต่อากาศภายในหอพักก็ยังร้อนอบอ้าว พัดลมเพดานไม่ช่วยอะไร​​ได้เลย​ ผมอยาก​จะเดิน​ไปเปิดมุ้งลวดรับลมเย็น ๆ​ ภายนอกสักบานสองบานก็เกรงฝูงยุง​จะแห่กันเข้ามา จนใน​ที่สุดทนร้อนไม่ไหวจึงเดินลงมาข้างล่าง​พร้อม​กับขลุ่ยประจำตัว คิดในใจว่า​จะลง​ไปนั่งรับลมเย็นบนม้าหินอ่อนใต้โคนไม้ข้าง ๆ​ หอพักสักครู่หนึ่ง​ พอให้อากาศภายในชั้นนอนคลายร้อนลงบ้างก็​จะกลับขึ้น​มาอาบน้ำอีกสักครั้งแล้ว​นอน

ผมรู้ตัวว่า​ความเหงา​ได้แล่นมาครอบงำตั้งแต่​เมื่อ​ได้อ่านจดหมายรักของสาวบัวฉบับ​นั้น​ ​ความคิดถึง...​​และเหนือ​ไปจากนั้น​-ขย่มจิตใจผมให้โหยหาจนอยาก​จะออก​ไปเดินเตร็ดเตร่เปลี่ยนบรรยากาศ​ที่แผงร้านค้าหน้า วค.เสียสักพัก ​ทว่า​ความเงียบวังเวงอันน่าสะพรึงกลัวราว​กับป่าช้า​ที่แผ่ปกคลุม​ไปทั่วบริเวณก็​ได้ยับยั้งผมไว้ ​และผมก็ไม่คิด​ที่​จะแวบออก​ไปหาพี่โสภาสในยามค่ำคืนอีกแล้ว​

รอบ ๆ​ อาคารสำนักงาน​และตึกเรียน รวม​ทั้งหอพักสูง ๆ​ สาม-สี่ชั้น ​ที่ตั้ง​เป็นแถว​เป็นแนว​ไปตามถนนภายใน วค. สว่างไสวด้วยแสงนีออน​ที่พวกยามรักษาการฯเปิดทิ้งไว้ รอบ ๆ​ บริเวณม้าหินอ่อนใต้โคนไม้​ที่ผมนั่งกระดิกเท้ารับลมเย็น แมลงกลางคืนกรีดปีกส่งเสียงดังเซ็งแซ่ ถัดออก​ไป​ที่สระน้ำหน้าแปลงเกษตรกบเขียดส่งเสียงร้องระงมอยู่​เหมือนกัน

สายลมยามค่ำพัดโชยมาแผ่ว ๆ​ ผมรู้สึกสดชื่นสบายกาย ขณะทอดอารมณ์ล่องลอย​ไปไกลโพ้น...​ พลางจ่อหน้าแป้นเลาขลุ่ยเข้า​กับริมฝีปาก หมาย​จะ​เอาเสียงขลุ่ยขับกล่อมตนเองให้พอเพลิดเพลินสักเพลงครึ่งเพลงแล้ว​​จะกลับขึ้น​​ไปอาบน้ำนอน

​ทว่าทันใดนั้น​ก็เกิดเหตุระทึกขวัญแทรกขึ้น​มาขัดจังหวะจนผมสะดุ้งตกใจ

ตูม ! ปัง! ปัง !

ปัง! ปัง ! ปัง!

เสียงปืนดังขึ้น​ 5-6 นัดไล่ ๆ​ กัน​ที่หน้า วค. ​ซึ่งผมพอ​จะจับเค้า​ได้ว่า อย่างน้อยเสียงปืน​ที่ดังขึ้น​นั้น​เกิดจากปากกระบอกปืนคนละกระบอก ​แต่​จะ​เป็นกี่กระบอก​และชนิดใดบ้างผมไม่มั่นใจ ​พร้อม​กับไม่มั่นใจว่า​จะมีการตาย​เพราะเสียงปืน​ที่แผดคำรามขึ้น​หรือไม่ หรือตายกัน​ไปกี่คน ผมก็ไม่รู้ ​แต่​ที่แน่ ๆ​ ผมรู้สึก​เป็นห่วงพี่โสภาสขึ้น​มาทันที

ผมลุกขึ้น​ยืน ​เอาขลุ่ยเหน็บหลัง สอดไว้​กับขอบยางยืดของกางเกงกีฬาขาสั้น​ที่นุ่งอยู่​ แล้ว​เดินอ้อมกลับ​ไป​ที่หน้าหอ เจอพวก​เพื่อนนักศึกษา​ที่พักอยู่​ชั้นล่างสามสี่คน ออกมายืนออกันอยู่​บริเวณนั้น​ด้วยสีหน้าแตกตื่น รวม​ทั้งอาจารย์ดนัย​ซึ่งเข้าเวรดูแลหอพักสำหรับคืนนี้รวมอยู่​ด้วยท่านหนึ่ง​

"เสียงปืนใช่ไหม-นายนุ้ย" อาจารย์ดนัย​ซึ่งอยู่​ในชุดนอนสีลาย ๆ​ ถามผม

"ครับ​อาจารย์" ผมเดิน​ไปหยุดยืนอยู่​ตรงหน้าพวก​เขา ​พร้อม​กับเอ่ยปากชวน "เราออก​ไปดูกันหน่อย​ไหม?"

"อย่า - อย่า! " อาจารย์ดนัยห้ามเสียงสั่น "ดีไม่ดี​จะพลอยติดร่างแห​ไป​กับ​เขาด้วย...​ ​ไป - -กลับเข้าหอพักกันเถอะ"

ทุกคนเดินตามหลังอาจารย์คุมหอเข้าหอพัก ผมเดินเลย​ขึ้น​​ไปชั้นบน พวก​เพื่อน ๆ​ ​ที่พักอยู่​บนชั้นเดียว​กับผม ​ที่ยังเหลือ ก็ยังไม่มี​ใครกลับเข้ามา ไม่รู้พวก​เขา​ไปทำธุระกัน​ที่ไหน ​และคิดว่าคง​จะไม่มี​ใครกลับเข้ามาอีกแล้ว​ ​เพราะอีกไม่กี่นาทีก็​จะ​ได้เวลาสามทุ่ม ​ซึ่ง​เป็นเวลาปิดหอ คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า

​แต่พอผมออกจากห้องน้ำ พวก​เขาก็มาถึง ​และ​ใครคนหนึ่ง​พูด​กับผมด้วยใบหน้า​ที่ยังไม่คลายจากอาการตื่นตระหนกว่า

"อาจารย์พิเชฐถูกยิง"

"​เมื่อตะกี้นะหรือ?" ผมตกใจ

"ใช่ !" ​เขาพยักหน้า "พวก อส.พา​ไปส่งโรงพยาบาลแล้ว​"

"ตั้งสี่-ห้านัด?" ผมสงสัย ​พร้อม​ทั้งปักใจว่าแกน่า​จะไม่รอด

"อาจารย์พิเชฐโดนไอ้เท่งซัดเข้า​ไปนัดเดียว" ​ใครคนนั้น​เล่าเหตุการณ์ "สามสี่นัดหลัง ​เป็นพวก อส.​ที่มา​กับแกยิงสวนคนร้ายด้วยลูกโม่ น่า​จะ​เป็น .38 ​แต่ไม่ถูก​ใคร ​เพราะ อส.สองคนนั้น​ล้มตัวลง​กับพื้นแล้ว​ยิงสุมสี่สุ่มห้าตามหลัง​ไป...​"

แถวบ้านผมเรียกปืนลูกซองสั้นเมดอินไทยแลนด์ว่า "ไอ้เท่ง" ​ซึ่ง​เป็นปืน​ที่นิยม​ใช้กันในหมู่นักเลงไร้สังกัดชอบบินเดี่ยว บ้างก็ว่า มือปืนนิรนาม ​เพราะมือปืนพวกนี้สืบหาต้นตอ​ได้ยาก ใน​ส่วนหลักฐานก็ไม่รู้​จะ​ไปเสาะหาเกลียวกระสุน​ได้จาก​ที่ไหน ​และราคามันก็ไม่กี่บาท​ ยิงเสร็จโยนทิ้ง​ไปเสียก็ไม่น่าเสียดาย ​ทว่าไอ้เท่งก็ไม่เคยสร้าง​ความผิดหวัง ​ถ้ามือปืนใจถึงเข้า​ไปจ่อระยะประชิดตัว...​

ตูมเดียวจอด!

หาก​แต่รายอาจารย์พิเชฐแกกลับไม่ตายคา​ที่ ​เพราะมี อส. คุ้มกัน ​และแกก็ถูกนำส่งโรงพยาบาลในเวลา​ต่อมา ​ซึ่ง​จะรอดหรือไม่ยังไม่มี​ใครคาดเดา​ได้ ในขณะนี้ รู้เพียง​แต่ว่าแกยังไม่ตายเท่านั้น​

หนึ่ง​บวกหนึ่ง​​เป็นสองตามหลักคณิตศาสตร์ !

​ทว่าสองบวกสอง​จะ​เป็นสี่หรือ​เป็นอย่างอื่นตามทฤษฎีของพวกหัวหมอหรือไม่ ยังคาดเดาไม่​ได้ ​แต่​ที่แน่ ๆ​ คืนนั้น​กว่า​จะหลับลง​ได้ ผมนอนกระสับกระส่ายพลิก​ไปพลิกมาหลายตลบ

‘เรา​จะ​ต้อง​เป็นไก่​ที่ถูกจับเชือดให้ลิงดูอย่างแน่นอน’

​เป็น​ความครุ่นคิดซ้ำซาก​และตัดสินใจไม่ถูกว่า​จะทำอย่างไร​กับตนเองต่อ​ไปอยู่​ตลอดเวลา...​ ​ซึ่ง​ถ้าผมมีใจเอนเอียง​ไปในแนวทาง​ใช้​กำลัง ​คือ จับอาวุธต่อสู้ ผมก็​จะไม่ทุกข์ร้อนอันใด ​เพราะภูมิลำเนาเดิมของแม่ผมอยู่​​ที่เวียงสระ-ดินแดนปฏิวัติตัวจริงเสียงจริง ญาติโกโหติกาของผมหลายคนก็ขึ้น​​ไปร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่​บนภูเขา พรุพี เหนือคลอง ช่องช้าง พรุกำ ปลายแพง ​ซึ่ง​เป็นพื้น​ที่สีแดง​ที่ฝ่ายเจ้าหน้า​ที่บ้านเมืองครั่นคร้าม​เป็น​ที่สุด ​ซึ่งผมอาจแวบตามญาติ ๆ​ ขึ้น​​ไป​เมื่อไหร่ก็​ได้

หาก​แต่นี่ไอ้ไข่นุ้ยมันก็แค่ "เด็กเรียน" ​ที่ชอบคบค้าสมาคม​กับ​เพื่อนฝูง ไม่ยอมกักขังตนเองเหมือน​ใครบางคน​ที่ภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า "พวกขี้มัน" เห็นแก่ตัว วัน ๆ​ หมกมุ่นอยู่​​กับตนเอง สุขสำราญอยู่​​กับ รูป รส กลิ่น เสียง อย่างเมามัน ​ใคร​จะ​เป็น​จะตายไม่เคยสนใจ ขอให้ตัวเองปลอดภัย​และสุขสบายก็พอ กิจกรรมต่าง ๆ​ ​ถ้าไม่มีผลต่อคะแนนเก็บ​ระหว่างเรียน ก็ไม่ยอมเข้าร่วม ​ซึ่งคนประเภทนี้ช่างมีอยู่​มากมาย​เหลือเกิน

​ทว่าผลพวงจากการคบค้าสมาคม​เพื่อนฝูงของผม ก็​กำลัง​จะกลาย​เป็นดาบสองคม ​และอีกคมก็​กำลัง​จะวกกลับมาบั่นคอผมเข้าให้แล้ว​!


รถจี๊ปตราโล่เลี้ยวเข้ามาจอด​ที่หน้าบ้าน พ่อ​กับแม่มีสีหน้าเคร่งเครียด น้องสาวสองคนนั่งกอดแขนผมร้องไห้น้ำตาเปียกชื้นทั่วใบหน้า กระทั่งถึงคราว​ที่ผม​ต้องลงชื่อในท้ายบันทึกการจับกุมข้อกระทำการอัน​เป็นคอมมิวนิสต์​และพยายามฆ่า เธอ​ทั้งสองจึงปล่อยมือผม ​แต่ยังคงร้องไห้อยู่​เหมือนเดิม

กรามสองข้างของพ่อบดเข้าหากันจน​เป็นสันนูน ​เมื่อผมก้าวลงขั้นกระได น้องสาว​ทั้งสองคนหวีดร้องเสียงแหลมจนแม่​ต้องเข้า​ไปกอด ​และปลอบว่า "​เขาไม่ทำอะไร​บ่าวหรอก อีกวันสองวันบ่าวก็กลับ"

ตำรวจสามสี่นาย​พร้อมอาวุธครบมือรวม​ทั้งพลขับของรถจี๊ปคันนั้น​พาผมมา​ที่โรงพัก สิบเวรประจำวัน​เป็นคนไขกุญแจเปิดประตูห้องขังต้อนรับการเหยียบโรงพักในฐานะผู้​ต้องหา​เป็นครั้งแรกในชีวิตผม

"เรา​ได้แจ้ง​ไปให้ทางโน้น​ได้รับทราบผลการจับกุมคุณแล้ว​ น่า​จะไม่เกินพรุ่งนี้​เขาคงมารับตัว" สิบเวรคนนั้น​พูด​กับผม

ทางโน้นของ​เขาก็หมายถึงโรงพักในท้อง​ที่เกิดเหตุ ​ซึ่ง​เป็นเจ้าของคดีฆาตกรรมยามสุชาติ คดีพยายามฆ่าอาจารย์พิเชฐ ​และคดี​ความมั่นคง ​ที่มีรายชื่อผม​ไปปรากฏอยู่​ด้วยนั่นเอง


เรื่อง​มีอยู่​ว่า...​ ​เมื่อผมกลับบ้าน​ได้ 2 วัน ​และ​กำลังเตรียมตัว​จะขึ้น​​ไปดง​เขายา ​เพื่อ​ไปทำเหมืองหาราย​ได้พิเศษ​พร้อม​ทั้งหวนคืน​ไปหาคน​ที่ผม​กำลังคิดถึงใจ​จะขาด...​ ก็มีจ่าตำรวจนอกเครื่องแบบ​ซึ่ง​เป็นญาติห่าง ๆ​ ​กับพ่อ​เอาข่าวร้ายมาบอก ​พร้อม​ทั้งสอบถามว่า ​เป็นอย่าง​ที่โรงพักทางโน้นแจ้งข่าวมาจริงหรือไม่ ​ถ้าจริง- ​จะหลบหนีขึ้น​​เขาหรือ​จะหนี​ไปไหน ก็ให้รีบหนี​ไปเสียก่อน สักครู่​เขาก็​จะส่งตำรวจในเครื่องแบบมาจับกุม หรือ​จะสู้คดีก็สุดแล้ว​​แต่...​ เพียง​แต่มาบอกไว้ก่อน​จะ​ได้เตรียมรับมือ

ผมตอบว่า "ไม่หนี​ไปไหนหรอกลุง ​เพราะผมไม่มี​ส่วนเกี่ยวข้อง​กับ​เขา"

แล้ว​ผมก็เล่ารายละเอียด​ทั้งหมดให้​เขาฟัง รวม​ทั้งพ่อ​และแม่ด้วย

"ดวงไม่ดีเลย​-ลูกเอ๋ย" พ่อพูด พลางมวนยาใบจากจุดสูบพ่นควันโขมง

"เรื่อง​คดีขึ้น​โรงขึ้น​ศาลฉันไม่กลัว" แม่พูดขึ้น​บ้าง "กลัว​แต่​เมื่อเสร็จเรื่อง​เสร็จราวแล้ว​ นุ้ย​จะหมดโอกาสกลับ​ไปเรียนต่อจนจบหลักสูตรนี่ซิสำคัญ"

"ทำไม?" นายจ่านอกเครื่องแบบผู้​เป็นญาติของพ่อถามขึ้น​ "​ถ้าเราไม่มี​ความผิดทำไม​จะกลับ​ไปเรียนไม่​ได้"

"การเมือง" แม่ตอบ "การเมืองชนิด​ที่​ต้องเข่นฆ่ากันให้ตายลง​ไปสักข้าง...​ มัน​ได้เกิดขึ้น​แล้ว​ในสถาบันการศึกษาของไข่นุ้ย"

พ่อพยักหน้าเห็นด้วย​กับคำพูดของแม่ ​เพราะรู้ว่าแม่ติดตามข่าวสาร​ทั้งทางวิทยุ​และหนังสือพิมพ์อยู่​ไม่ขาด กระทั่งจ่าตำรวจผู้อุตส่าห์นำ​ความลับสำคัญถึงขั้น​เขาเอง​จะ​ต้องติดคุก​ถ้าหากต้นสังกัดสืบทราบมาบอกแก่เรา​ได้ลากลับ​ไป ผมก็นั่งทำใจ​และเตรียมตัว​ที่​จะเผชิญชะตากรรม

**************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3362 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ไข่นุ้ยไปฮ่องกง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๑๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น