นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #15
พลอยพนม
...ยังอีกไม่กี่วันเทอมแรกของการศึกษาปี​ที่ 2 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา หรือ ป.กศ. ของผมก็​จะสิ้นสุดลง...

ตอน : หอมกลิ่นดินปืน

คลิกดูภาพขยาย

ยังอีกไม่กี่วันเทอมแรกของการศึกษาปี​ที่ 2 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา หรือ ป.กศ. ของผมก็​จะสิ้นสุดลง

ผมคิดถึงบ้าน!

แน่นอนว่า เหนือสิ่งใดผม​ต้องคิดถึง พ่อ แม่ ​และน้องสาวสองคนอย่างไม่​ต้องสงสัย ​ส่วนสาวบัว-ผมจับหล่อนขังไว้ในใจตลอดเวลา...​ ‘ปากแก้มคิ้วคางนวลปรางนางหอม คิด​ใคร่ดมดอมก็หอมชื่นนาสา’ ​แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ​ ​ที่หล่อนไม่เคยเขียนจดหมายมาถึงผมบ้างเลย​

หรือแม่ของผม​ไปพูดอะไร​ให้หล่อนไม่สบายใจ ...​?

​แต่ไม่หรอก...​ ผมเชื่อมั่น แม่ของผม​เป็นผู้หญิง​ที่ฉลาดหนักแน่น คงไม่คิดหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า ยิ่ง​เป็นสิ่ง​ที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจลูก แม่ก็ยิ่งไม่คิด​จะไม่ทำ​เป็นอันขาด

ผมรู้สึกกระวนกระวาย ​แม้​จะไม่ถึงขั้นนั่งนอนไม่​เป็นสุข ​แต่ก็อยากให้การสอบปลายภาครีบเสร็จสิ้น อยาก​จะให้วันปิดภาคเรียนเดินทางมาถึงเร็ว ๆ​ ​เพราะ​จะ​ได้รู้เสียทีว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับสาวบัว ​ส่วนข้อสอบ​ที่​จะลงมือสอบกันในวันสองวันนี้ ผมกลับไม่นึกหวั่น​แม้​แต่น้อย อีก​ทั้งคะแนนเก็บในการทดสอบ​ระหว่างภาค​ที่ผ่านมา ผลคะแนนของผมอยู่​ในระดับ A บวกแทบทุกวิชา ​ทั้งนี้ก็​เพราะผมมี​ความมุ่งมั่น​ที่​จะเรียนให้จบ​และออก​ไปสอบบรรจุ​เป็นครูอยู่​ในชนบทให้​ได้ ยิ่งมาช่วงหลัง ๆ​ ​ที่​ได้สัมผัส​กับสื่อก้าวหน้า​ซึ่งปลุกระดม​ความคิดให้เกิดพลังศรัทธาต่อพี่น้องประชาชนผู้ทุกข์ยาก ผมก็ยิ่งอยาก​จะจบออก​ไป​เป็นครู​เพื่อ​ไปสอน​และอบรมลูกหลานของพวก​เขา​เป็นร้อยเท่าพันเท่า ผมจึงมุ่งมานะศึกษา​และท่องตำรับตำราจนจำ​ได้ขึ้น​ใจแทบทุกบททุกตอน ​และทุกวิชา

กระทั่งสอบเสร็จวันสุดท้ายผมก็รู้สึกโปร่งโล่ง เหมือนหยิบ​เอาของหนัก ๆ​ ​ที่แบกไว้บนบ่าโยนทิ้ง คืนนั้น​ผมไม่​ได้นอน​ที่หอพัก ​เพราะพี่โสภาสชวน​ไปเลี้ยงฉลองอำลาปากกาดินสอเทอมแรก​ที่หอพักของแก

หลังจากถอดชุดนักศึกษา​และอาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อย​ ผมก็ฝากฝังหัวหน้าหอให้ช่วยเรียนอาจารย์ผู้ดูแลพวกเราว่า ผมขออนุญาตออก​ไปค้าง​กับ​เพื่อนข้างนอกหนึ่ง​คืน ​แต่ไม่​ได้บอกรายละเอียดว่า​เพื่อนคนนั้น​​เป็น​ใคร ​และอยู่​​ที่ไหน แล้ว​ผมก็เดินออกมาหน้า วค. สวนทาง​กับพวกนักศึกษาภาค่ำ​ที่เดินตามหลังกันเข้า​ไปสอบปลายภาควันสุดท้ายกัน​เป็นแถว บ้างก็เดินมาคนเดียว บ้างก็มา​เป็นกลุ่ม ​ที่ควงคู่หญิง-ชาย ​เป็นคู่ ๆ​ ก็มี พวก​เขาหยอกล้อต่อกระซิกตามประสาคนรัก ทำให้ผมอดคิดถึงสาวบัวไม่​ได้ ป่านนี้หล่อนก็คง​จะซุกกายหนาวใจอยู่​ในป่าแห่งนั้น​แน่

หล่อน​จะคิดถึงผมบ้างไหมหนอ..?

อีก 3-4 วันเราคง​ได้พบกัน ผมปลอบใจตนเอง

งานเลี้ยงฉลองก่อนปิดเทอม​ที่หอพักพี่โสภาส​เป็น​ไปอย่างง่าย ๆ​ ไม่หรูหรา ​เพราะทุกคน​เป็นนักศึกษา ยัง​ต้องขอเงินพ่อแม่​ใช้ ​แม้​แต่ผม​ซึ่งมีเงิน​ส่วนตัวอยู่​พอสมควร ก็ไม่​ได้มี​ความคิดเห่อเหิม​ที่​จะ​ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย​แต่อย่างใด

การเลี้ยงฉลองของเราจัดขึ้น​​เป็นกลุ่ม ๆ​ ตามระเบียงหน้าห้องบ้าง ในห้องพักของตัวเองบ้าง ​เพราะหอพักหลังนี้จัด​เป็นห้อง​ส่วนตัวก็มี พักรวมกันแบบหอพักใน วิทยาลัยฯก็มี ​แต่ปกติทางหอมีกฎระเบียบห้ามนำสุรายาเมาเข้ามาดื่มกินกันในหอ หาก​แต่วันนี้คง​ต้องการยกประโยชน์ให้จำเลย​​เป็นกรณีพิเศษ...​ ตามธรรมเนียมของหอเอกชนหลาย ๆ​ เจ้า ​ที่​ต้องการ​เอาใจผู้มาเช่า คิดเสียว่า นานทีปีหน ไม่พร่ำเพรื่อ ก็คงไม่เสียหายอะไร​ ​และอีกอย่างนักศึกษาชายสามสิบกว่าคน​ที่พักอยู่​​ที่หอพักนี้​ซึ่ง​เป็นหอพักชายล้วน ก็​เป็น "เด็กเรียน" กันทุกคน ไม่มี​ใครเกเร ผม​ไปมาหาสู่​กับพี่โสภาสอยู่​บ่อย ๆ​ ผมสนิท​กับพวก​เขา​เป็นอย่างดี

วงฉลองของพี่โสภาสจัดขึ้น​​ที่ระเบียงด้านหน้าติด​กับห้องพักของแก ก่อน​ที่ผม​จะ​ไปถึง ก็มีสมาชิกร่วมฉลองกันอยู่​แล้ว​ 5 คนรวม​ทั้งพี่โอภาส มีเหล้าโรง 1 ขวด ​กับไก่ทอด​ที่รู้แน่ว่าซื้อมาจากหน้าวิทยาลัยฯจานย่อม ๆ​ จานหนึ่ง​ แล้ว​ก็ถั่วเค็มสามสี่ถุง วางอยู่​บนพื้นกระดานกลางวง จอกรินเหล้าใบเล็ก ๆ​ เท่าจอกป้านน้ำชาก็มีอยู่​ใบเดียว หมุนเวียนกันรินดื่ม​และพูดคุยสนุกสนานเฮฮากัน​ไปอัตภาพ บางครั้งก็มีเรื่อง​การโมงการเมืองสอดแทรกเข้ามาบ้าง ​แต่พี่โสภาส​ซึ่งนั่งคุมเกมก็มักพาเลี้ยว​ไปในทางบันเทิงขบขันเสียมากกว่า

‘เวลากินเหล้า ไม่ควรหยิบยกเรื่อง​ศาสนา​และการเมืองมาถกกัน’

ผมเคย​ได้ยินมาอย่างนี้ ​และพี่โสภาสก็คงคิดเช่นนี้ แกจึงพยายามเขวหัวเรือ​ไปทางอื่นเสีย

ครั้น​เมื่อเหล้าขวดแรกหมดลง ก็มีคนอาสาเดินลงกระได​ไปซื้อเพิ่มจากร้านค้าใกล้ ๆ​ แล้ว​ก็นั่งดื่มพูดคุยสนุกสนานกันต่อ จน​ได้เวลาสองทุ่มกว่า ๆ​ ​เพื่อนสามสี่คน​ที่มาก่อนก็ชักเมา ​และขอตัวกลับ ตรงนั้น​จึงเหลือผม​กับพี่โสภาสนั่งดวลกันต่อ ​พร้อม​กับเหล้าขวดใหม่ เรานั่งพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยร้อยแปดพันเก้า กระทั่งถึงรายการบันเทิง พี่โสภาสลุกเดินเข้า​ไปในห้องนอนของแก แล้ว​กลับออกมา​พร้อมกีต้าร์​และขลุ่ย

"เพลงอะไร​ก่อน" แกถาม ภายหลังส่งขลุ่ยเลานั้น​ให้ผม

"ลาวดวงเดือน" ผมว่า "พี่อินโทรขึ้น​มาแล้ว​ผม​จะคลอ"

"คิดถึง​ใครอยู่​หนอ?" พี่โสภาสสัพยอกราว​กับเดาใจคนนั่งใกล้​ได้ถูก​ต้อง จากนั้น​กีต้าร์โปร่งในมือของแกก็ส่งเสียงกังวานขึ้น​

ผมเคลิบเคลิ้ม​ไป​กับเสียงอินโทร​ที่กระชั้นไพเราะจากสายกีต้าร์ตัวนั้น​ พลางนึกถึงแสงดาวเดือนในป่าดง​เขายา นึกถึงใบหน้ายิ้มละมุนของสาวบัว​และหญิงหมอน ป่านนี้เธอสองคน​จะหลับกัน​ไปแล้ว​.. เพลงขลุ่ยลาวดวงเดือนของผมจึงพลิ้วแผ่วแว่วสำเนียงโหยหาอาลัยอาวรณ์ราว​กับทิพย์ดนตรีลอยล่องลงมาจากสรวงสวรรค์

​เมื่อเราเล่นเพลงลาวดวงเดือนจบ พี่โสภาสก็หันมายิ้ม​และสัพยอกซ้ำอีกว่า "ท่า​จะมีคนคอยอยู่​ทางโน้น?"

ผมไม่ตอบ ​แต่รู้สึกเลือดลมแล่นซู่ซ่าอยู่​ตามใบหน้า ​แม้​จะโดนพิษเหล้าขับให้มันแล่นซู่ซ่าอยู่​ก่อนแล้ว​ก็ตาม

หลังจากนั้น​สักประมาณ 2-3 นาที ขณะเรา​กำลังขึ้น​ดนตรีเพลงใหม่ ก็​ได้มีเสียงปืนแผดดังขึ้น​สองนัดซ้อน ฟัง​ได้ว่า มันดังมาจากหน้า วค. เยื้อง ๆ​ กันนี้เอง ผม​กับพี่โสภาสละมือจากเครื่องดนตรี ...​สบตากันอย่างสงสัย ​และไม่ถึงเสี้ยวนาที ก็​ได้ยินเสียงมอเตอร์แล่นผ่านมาทางหน้าหอ​ที่เรานั่งอยู่​อย่างรวดเร็ว เราสองคนก้มหน้ามองลง​ไป​พร้อมกัน จากแสงไฟริมถนน​ที่ส่องสว่างราวกลางวัน ทำให้เห็นมอเตอร์ไซค์คันนั้น​​กับผู้​ที่นั่งซ้อนกันมาสองคน​ได้ถนัดชัดเจน ​ซึ่งดูเหมือน​จะ​เป็นเด็กหนุ่มด้วยกัน​ทั้งคู่ พวก​เขาขับเลย​ผ่านหน้าหอของเรา​ไปทางในเมือง ต่อจากนั้น​ก็​เป็นเสียงตะโกนโหวกเหวก​และเสียงหวีดร้องเจี๊ยวจ๊าวอย่างตกอกตกใจดังขึ้น​ ​เป็นเหตุให้ผู้คนต่างทยอย​ไปยัง​ที่เกิดเหตุกัน​เป็นพรวน มอง​ไปจากระเบียง​ที่เรานั่ง ก็เห็นพวก​เขากลุ้มรุมกันอยู่​​ที่ตู้ยาม 1 ​ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่ผมคาดว่าเสียงปืนน่า​จะเกิดขึ้น​ตรงนั้น​เต็ม​ไปหมด นักศึกษาภาคค่ำ​ที่เพิ่งเลิกจากห้องสอบบางพวกยังเดินหาของกินอยู่​แถวนั้น​ ยังไม่กลับหอพัก ก็เข้า​ไปมุงดูผู้​ที่โดนยิง แล้ว​สักพักพวกนักศึกษา​ที่เช่าอยู่​​ที่หอพักเดียวกันนี้ก็กลับมาถึง ​ซึ่งตอนนั้น​วงเลี้ยงฉลองของพวกเรา​ได้เลิกรากันหมดแล้ว​ ​เพราะตื่นตกใจ​กับเหตุฆาตกรรม​ที่เพิ่งเกิดขึ้น​สด ๆ​ ร้อน ๆ​ จนไม่มีอารมณ์​ที่​จะนั่งกินกันต่อ

พวกนักศึกษาภาคค่ำ​ที่เพิ่งมาถึงเล่าให้เราฟังว่าไอ้ชาติถูกยิงตายแล้ว​ โดนเข้า​ที่กกหู​กับ​ที่ปากตายคา​ที่ พวกเราทุกคนใน​ที่นั้น​ต่างก็พากันสมน้ำหน้า...​ ผมชวนพี่โสภาสว่า ​จะ​ไปดูหน้าชุ่มของมันเลือดให้หายแค้นสักหน่อย​ ​แต่พี่โสภาสยั้งไว้

"เราอยู่​เฉย ๆ​ อย่าออก​ไป" แกว่า

"มี​ใครเห็นมือปืนบ้างไหม?" ผมถามพวก​ที่​เอาข่าวมาเล่า พวกมันบอกว่าไม่มี​ใครทัน​ได้สนใจ ​เพราะแค่​ได้ยินเสียงปืน ปัง ปัง ก็แตกกระเจิงคนละทิศละทาง...​

"​แต่มีคนพูดว่าน่า​จะ​เป็นเด็กมาจากข้างนอก" ​ใครคนหนึ่ง​พูดขึ้น​ "​เพราะ​ได้ยินกัน​ต่อมาว่า ก่อนลั่นไกมือปืน​ได้ตะโกนอะไร​ออกมาก็ไม่รู้ฟังไม่ชัด ​แต่จับหางเสียง​ได้เลา ๆ​ ว่า ...​พรรคคอมมิวนิสต์จงเจริญ ศัตรูของประชาชน​จะ​ต้องถูกกำจัด"

"​ได้ยินมาอย่างนั้น​จริงหรือ?" พี่โสภาสถาม​เขา

"ผมไม่​ได้ยิน​กับหู ​แต่ฟัง​เขาพูดกันอย่างนั้น​"

แน่ล่ะ! ผม​กับพี่โสภาสไม่โง่พอ​ที่​จะไม่รู้ว่า ​ถ้ามือปืนพูดออกมาอย่างนั้น​จริง พวก​เขา​คือ​ใคร?



​แม้​จะตื่นตระหนก​กับเหตุการณ์ชวนสยดสยองมาสด ๆ​ร้อน ๆ​ ​แต่​เพราะพิษเหล้าก็ทำให้ผมอ้าปากหาว กระทั่งหลับ​เป็นตายตลอดคืน แถมตื่นสายอีกต่างหาก พี่โสภาสตื่นก่อนผม แกอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว​ลงมานั่งกินกาแฟ​และอ่านหนังสือพิมพ์รอผมอยู่​​ที่ร้านค้าหน้าหอพักของแกตั้งแต่เช้า​มืด

"เห็นไข่นุ้ย​กำลังหลับเลย​ไม่อยากขัด​ความสุข" พี่แกพูดอย่างผู้มีเมตตา ​และเข้าใจโลก "​จะ​เอาข้าวต้มหรือกาแฟ?"

"ไม่ครับ​พี่-ขอบคุณครับ​ ผม​จะ​ไปกินข้าว​ที่โรงอาหาร" ผมบอกพี่โสภาสแล้ว​ขอตัวเดินกลับ วค. ผ่านหน้าร้านขายของชำ ร้านกาแฟ ร้านข้าวต้ม กระทั่งผ่านแผงรถเข็นขายขนม ขายไก่ทอด-ไก่ย่าง ผู้คนจับกลุ่มพูดคุยซุบซิบ​เป็นกลุ่ม ๆ​

​ซึ่งไม่​ต้องสงสัย! พวก​เขาซุบซิบพูดคุยกันเรื่อง​อะไร​? นอกจากเหตุการณ์สังหารยามเฝ้าประตูทางเข้า วค. ประตูแรก ​เมื่อคืนนี้

ผมเดินผ่านพวก​เขา ​และผ่านซุ้มยามตรงประตูทางเข้าแห่งนั้น​ กลิ่นคาวเลือด ​ซึ่งเกิดจากอุปาทานหรืออย่างไรก็สุดเดา ลอยมาเข้าจมูกจนทำให้​ต้องเหลียว​ไปมอง...​ ​และใน​ที่สุดก็ปลงใจอโหสิกรรมให้ผู้ตาย ​และ​โดยไม่​ได้คิดล่วงหน้าสักนิดว่า การตายของมัน​จะ​เป็นชนวนนำผม​ไปสู่​ความยุ่งยากผันผวน ​และเดือดร้อนจนเลือดตาแทบกระเด็นในเวลา​ต่อมา

​เพราะนั่น​คือจุดหักเหของชีวิต​ที่แสน​จะบัดซบทีเดียว

กลับถึงหอพักยังไม่ทัน​ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ ก็มี​เพื่อนชาย​ที่พักอยู่​ชั้นล่างคนหนึ่ง​วิ่งขึ้น​กระไดกระหือกระหอบมาตาม บอกว่า มีคนรอพบอยู่​ข้าง ให้ผมลง​ไปพบด่วน

"รู้ไหม​เขา​เป็น​ใคร?" ผมถาม​เพื่อนนักศึกษาคนนั้น​

"ท่าทางเหมือนเด็กอาจารย์พิเชฐ" ​เขาตอบ

"ขอบใจมากนะ บอกให้​เขารอก่อน ผม​จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า"

สั่ง​ความ​ไป​กับ​เพื่อนคนนั้น​เสร็จ ก็จัดแจงไขกุญแจเปิดตู้สัมภาระ​ที่หัวเตียง ดึงผ้าเช็ดตัว สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ​และถอดเสื้อผ้าชุด​ที่นุ่งอยู่​​โดย​เอาผ้าเช็ดตัวนุ่งแทน มอง​ไปยังเตียง​เพื่อน ๆ​ ​ที่เรียงราย​เป็นแถว​ทั้งซ้าย-ขวา พบว่าเตียงเหล่านั้น​ว่างลง​เป็นจำนวนมาก ​เพราะเจ้าของเตียงคง​จะเดินทางกลับภูมิลำเนากัน​ไปตั้งแต่เช้า​มืดแล้ว​ ​ส่วนพวก​ที่เหลือ...​ บางคนก็นอนอ่านหนังสืออ่านเล่น บางคนก็​เอากีตาร์ขึ้น​มาดีดสายรอเวลาลง​ไปกินข้าว​ที่โรงอาหาร

สำหรับพวก​เขาดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนิน​ไปอย่างปกติ ​แต่ครั้นย้อนคิดถึงตัวเอง...​ ทำไม​ความยุ่งยากวุ่นวายถึง​ได้พุ่งเข้าหาอยู่​เรื่อยก็ไม่รู้?

อาจารย์พิเชฐ​จะ​เอายังไง​กับกูอีกวะ ? ผมถามตัวเองพลางเดินเอื่อย ๆ​ ​ไปเข้าห้องอาบน้ำ ​ซึ่ง​เป็นห้องน้ำรวม อยู่​ติด​กับกระไดขึ้น​ลงอาคาร​ทั้งสองด้าน

**************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3357 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน หอมกลิ่นดินปืน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๓๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น