นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #14
พลอยพนม
...ผม​เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ​เมื่อพักอยู่​ในหอพักของ วค. พอมีเวลาว่างก็มัก​จะแวบเข้าห้องสมุด ​เพราะหอพักของผม​กับห้องสมุด​ซึ่งอยู่​ชั้นล่างสุดของอาคาร 6 อยู่​ใกล้กัน...

ตอน : เงาการเมือง

คลิกดูภาพขยาย

ผม​เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ​เมื่อพักอยู่​ในหอพักของ วค. พอมีเวลาว่างก็มัก​จะแวบเข้าห้องสมุด ​เพราะหอพักของผม​กับห้องสมุด​ซึ่งอยู่​ชั้นล่างสุดของอาคาร 6 อยู่​ใกล้กันนิดเดียว เสาร์-อาทิตย์ หรือ ตอนหัวค่ำ​ที่นักศึกษาภาคค่ำหรือภาคทไวไลท์ ยังคงเข้าห้องฟังเลกเชอร์กันอยู่​ ผมก็มัก​จะลง​ไปหมกตัวอยู่​ในห้องสมุดด้วยเสมอ

ห้องสมุดของ วค.มีหนังสือครบทุกหมวดหมู่ สนใจเรื่อง​ใดก็ค้นหามาอ่าน​ได้ตาม​ต้องการ เว้น​แต่นิยายดัง ๆ​ ​ซึ่งมักมีผู้ยืมจนไม่ค่อยอยู่​ติดชั้นวางหนังสือเลย​ ​โดยเฉพาะกระบวนหนังสือ​ที่​เป็นผลงานของ 4 นักเขียนมือทองใน​ระหว่างนั้น​ ​คือ อาจินต์ ปัญจพรรค์ รงค์ วงษ์สวรรค์ รัตนะ ยาวะประภาษ ​และ นพพร บุญญฤทธิ์ มักหาย​ไปจากชั้นวางหนังสือจน​ต้องเฝ้ารอกันอยู่​เสมอ

นอกจากหนังสือเล่มใหม่ ๆ​ ของนักเขียน​ที่โด่งดังแล้ว​ ผมก็ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์หรือไม่ก็หนังสือ​ที่บอกเล่าเรื่อง​ราวเก่า ๆ​ ในอดีต ประเภทจดหมายเหตุ​และบันทึกการเดินทางของบุคคลสำคัญ เช่น "จดหมายราชทูต" "คอนสแตนติน ฟอนคอล" ​ซึ่งแปล​และเรียบเรียง ​โดย. เสฐียรโกเศศ นิยายไทยก็อ่าน ​แต่​ส่วนน้อย เว้น​แต่หนังสือบังคับให้อ่านตามโครงสร้างหลักสูตร เช่น ไผ่แดง ของ คึกฤทธิ์ ปราโมช ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา ผู้ดี ของ ดอกไม้สด ​และ ละครแห่งชีวิต ของ ม.จ.อากาศดำเกิง ​ส่วนนิยายแปล​ซึ่งไม่มีบังคับ ​แต่ผมก็ชอบอ่าน มีหลายเล่ม ​ที่โปรดปราน​ที่สุดในสมัยนั้น​ก็​คือ กระท่อมน้อยของลุงทอม ​(Ucle Tom’s Cabin)​ แปล​โดย อ.สนิทวงศ์ ​เพราะอ่าน​ไป ๆ​ ก็นึกสงสารชะตากรรมของทาสผิวดำจนน้ำตาไหล

นอกจากนั้น​ผมยังชอบศึกษาเกี่ยว​กับศาสนา​และปรัชญาอีกด้วย ผมอ่าน "ปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะ" ​ซึ่งประพันธ์​โดย อ.สมัคร บูราวาศ จนจบเล่มตั้งแต่สัปดาห์แรก​ที่เข้ามอบตัว​เป็นนักศึกษาของ​ที่นี่ ​และ​ต่อมาก็พัฒนา​ไปสู่งานของท่านพุทธทาส ภิกขุ ​ซึ่ง​เป็นยอดปราชญ์ในทาง​พระพุทธศาสนาแห่งยุค

ผมเริ่มทำ​ความรู้จักผลงานของท่านอาจารย์พุทธทาสเล่มแรก ๆ​ ก็​คือ "คู่มือมนุษย์" "​ความว่าง" "ตัวกู-ของกู" "ตถตา" ​และติดใจในหัวข้อธรรมะชุด "ธัมมิกสังนิยมคม"ของท่าน​เป็นอย่างมาก ​เพราะเข้า​กับยุคสมัย​ซึ่งท่านถูกกล่าวหาว่า​เป็นคอมมิวนิสต์ ​ส่วนพวกคอมมิวนิสต์ก็ว่าท่าน​เป็นปฏิกิริยา หาก​แต่ใน​ที่สุดกาลเวลาก็พิสูจน์ให้​ทั้งสองฝ่าย​ได้ประจักษ์ว่า จริง ๆ​ แล้ว​ท่านไม่​ได้​เป็นอะไร​เลย​ นอกจากข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ขององค์สมเด็จ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้​ซึ่งสร้างประโยชน์แก่โลกมนุษย์ในปัจจุบันอย่างหา​ที่สุดมิ​ได้

นอกจากนั้น​ ก็ยังมีหนังสืออีกมากมาย​​ที่ผมเพิ่ง​จะ​ได้สัมผัส​กับรสชาติแปลกใหม่ของมัน เฉพาะอย่างยิ่งหนังสือ​ต้องห้าม​ที่ผมไม่เคยพบเจอมาก่อน ก็มีพวกรุ่นพี่​และ​เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนเสาะหามาให้ ​เพราะหนังสือพวกนั้น​ไม่มีอยู่​ในห้องสมุด ​แม้ขณะนั้น​รัฐบาล​จะยังไม่ประกาศห้าม หาก​แต่ห้องสมุด วค. ถือ​เป็นหนังสือ​ต้องห้าม ​เพราะ​ส่วนใหญ่มีเนื้อหาปลุกระดม​ความคิดให้เกิด​ความกระด้างกระเดื่องต่อระบบการปกครองของรัฐบาล เช่น "หนทางการปฏิวัติไทย" ​ซึ่ง​เป็นหนังสือ​ที่ ไม่ปรากฏนามผู้​แต่ง ​และไม่ปรากฏสถาน​ที่พิมพ์ หรือ "สตรี​กับภารกิจแห่งการปฏิวัติ" เขียน​โดย จินดา ไชยโยทยาน ​และอีกหลาย ๆ​ เล่ม​ที่ชี้นำ​และปลุกระดมล้มล้างอำนาจรัฐ​ทั้งสิ้น ​ซึ่ง​ต่อมาสมัยรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ​โดย รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น​ ​คือ นายสมัคร สุนทรเวช ​ได้ลงนามในคำสั่งห้ามบุคคลทั่ว​ไปมีหนังสือเหล่านั้น​ไว้ในครอบครอง รวม​ทั้งสิ้น 100 รายการ ​ซึ่งผมก็จำไม่​ได้แล้ว​ว่ามีอะไร​บ้าง ​แต่ผมก็​ได้อ่านมาก่อนหน้านั้น​แล้ว​​เป็น​ส่วนมาก จนเคยถูกอาจารย์​ที่เข้าเวรดูแลหอพักนักศึกษาเรียก​ไปตักเตือนหลายหน กระทั่งไม่กล้าพก​ไปขึ้น​อ่าน​ที่หอ ​แต่​จะ​ไปแอบนั่งอ่านอยู่​บนพื้นซีเมนต์ใต้ชายคาหน้าโรงยิมฯ หรืออาคาร ช. ​ซึ่งไม่มีฝากั้น หรือบนม้าหินอ่อนใต้โคนไม้ อ่านเสร็จก็แอบซ่อนไว้ แล้ว​บอกต่อ​ไปยังผู้อื่น​ที่อยาก​จะอ่านให้รู้ว่าซ่อนไว้ตรงไหน

กลางเทอมแรกปีนั้น​เกิดอุทกภัยร้ายแรงขึ้น​ทางภาคใต้ สร้าง​ความเสียหาย​ทั้งชีวิต​และทรัพย์สินให้​กับพี่น้องประชาชนแถบนั้น​อย่างใหญ่หลวง ​โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องในจังหวัด​ที่ วค. ของเราตั้งอยู่​ ​แต่​เป็น​ที่น่าเสียใจ​และน่าโกรธแค้นยิ่งนัก ​ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น​ไม่สนใจดูแลทุกข์สุขของราษฎร หนำซ้ำกลับขัดขวางการช่วยเหลือขององค์กรต่าง ๆ​ เสียอีก ไม่ว่า​จะ​เป็นองค์กรภาคเอกชน​ที่รวมตัวกันรับบริจาคสิ่งของ​เพื่อนำ​ไปช่วยเหลือผู้​ที่ประสบภัย หรือองค์กรภาครัฐ กระทั่งองค์กรนิสิตนักศึกษาท่านก็ไม่เคยให้​ความร่มมือ ​แม้​แต่​จะขอยืมรถกุดังของทางจังหวัดบรรทุกสัมภาระจำพวก ข้าวสาร อาหารแห้ง ​ไปช่วยเหลือแจกจ่ายให้​กับ​เพื่อนมนุษย์ผู้ประสบเคราะห์กรรมในถิ่นทุรกันดารในหลาย ๆ​ พื้น​ที่ ท่านก็ไม่ยอม จนเกิดการประท้วงกันขึ้น​ ​และใน​ที่สุดเหตุการณ์ก็บานปลายนำ​ไปสู่การเผาจวนผู้ว่าฯในเวลา​ต่อมา

ตอน​ที่มีการชุมนุมประท้วงกันอยู่​นั้น​ ผมก็​ไปร่วมขบวน​กับ​เขาทุกวัน บางวันก็​ไป​กับรถบัสของ วค. บางวันก็​ไปกันเอง ​และ​ส่วนมาก​จะ​ไป​กับพี่โสภาส​ซึ่ง​เป็นอาจารย์ขลุ่ยของผม พี่โสภาสผู้นี้มี​ความ​สามารถเฉพาะตัวรอบด้าน ​แม้แก​จะสังกัดอยู่​ในชมรมวรรณศิลป์ ​เพราะถนัดในทางขีด ๆ​ เขียน ๆ​ ​แต่ในทางศิลปะดนตรีก็ไม่​เป็นสองรอง​ใคร ​โดยเฉพาะฝีมือการเป่าขลุ่ยไทย ลีลาปล่อยลมกรีดนิ้วพลิ้วแผ่วแว่วหวานอย่างหาตัวจับยาก

ผม​กับพี่โสภาสสนิทสนมกัน​เพราะชมรมกิจกรรมนักศึกษาของเรา​ทั้งสองมัก​จะ​ต้องจอยกันอยู่​เสมอ ​และอีกอย่างหนึ่ง​ก็​คือ เราสองคนต่างชอบอ่านหนังสือ ชอบค้นคว้าหา​ความรู้ใส่ตัวเหมือน ๆ​ กัน ​แม้รสนิยมของผม​จะเน้น​ไปในแนวประวัติศาสตร์​และปรัชญา ​ส่วนพี่โสภาส​จะหนัก​ไปในทางทฤษฎีการเมืองการปกครอง ​แต่เราก็นำมาคุยแลกเปลี่ยน​ความคิดเห็นกันอย่างออกรส​และ​ได้สาระเสมอ นอกจากนี้พี่โสภาสก็มี​ส่วนสำคัญในการปลุกปั่นให้เกิดกระแสวรรณกรรม​เพื่อชีวิตขึ้น​ใน วค . ในสมัยนั้น​ มีการรวมตัวกันผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ออกมาเผยแพร่ใน วค. หลายเล่ม เช่น "สารประชาสัมพันธ์" "มหาชัยสาร" กระทั่งหนังสือ​ที่ระลึก ​ซึ่ง​แม้​แต่สำนักนิตยสาร​ทั้งใน​ส่วนกลาง​และ​ส่วนภูมิภาค ต่างก็รู้จักกลุ่มนักคิดนักเขียนในชมรมของพี่โสภาส​เป็นอย่างดี

การ​ที่ผม​ได้มีโอกาส​ไปไหนมาไหน​กับคนดังอย่างพี่โสภาส ก็ทำให้ผมพลอยดัง​ไปด้วย ​แต่ในขณะเดียวกันก็พลอยถูกเหล่ตาแลจากคนบางกลุ่ม​ไปด้วย...​

วัน​ที่เกิดเหตุการณ์เผาจวนผู้ว่าฯ ผมไม่​ได้​ไป​พร้อม​กับพี่โสภาส​แต่ภายหลังเกิดเหตุชลมุลวุ่นวาย มีมือดีแอบจุดเพลิงเผาอาคารหลังนั้น​แล้ว​ ผมก็​ได้เดินเลี่ยงออกมาข้างนอก เราสองคนจึง​ได้พบกัน พี่โสภาสส่งย่ามสีขาว​ซึ่ง​เป็นย่ามประจำตัวของแกให้ผม บอกว่า "ไอ้ไข่นุ้ย รีบ
​ไปจาก​ที่นี่ให้เร็ว...​"

"พี่ไม่​ไป​กับผมหรือ?" ผมแปลกใจ

พี่โสภาสส่ายหน้า

"ยังมีธุระ​ที่​ต้องทำ...​ ไม่​ต้องห่วงพี่ รีบ​ไปเร็ว ๆ​ "

ใน​ระหว่างนั้น​มีตำรวจตระเวรชายแดนเจ็ดแปดคนถืออาวุธครบมือก้าวลงจากรถกระบะตราโล่ของ​เขา ​และหันมองมาทางเรา ผม​กับพี่โสภาสจึง​ต้องรีบแยกจากกัน ผมเดินเลี่ยงออกมาหยุดยืนอยู่​​ที่บริเวณ​ที่กำหนด​จะสร้างศาลหลักเมือง หันมอง​ไปทางจวนผู้ว่า​ซึ่งอยู่​ไม่ไกลเห็นควันไฟลอยฟุ้ง...​ ​ซึ่งจนบัดนี้ผมตอบตัวเองไม่​ได้ เหตุการณ์ครั้งนั้น​​ใคร​เป็นคนลงมือกันแน่ หรือว่ามีการสร้างสถานการณ์ ​เพราะโฆษกบนเวที​ซึ่งยืนเกาะไม้ค้ำยันพยุงกายอยู่​หลังไมค์​เนื่องจากเพิ่งประสบอุบัติเหตุขาหักมาใหม่ ๆ​ ประกาศย้ำเสมอว่าการเดินขบวนในครั้งนี้​เป็นการเดินขบวนเรียกร้องให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแสดง​ความรับผิดชอบต่อการเพิกเฉยใน​ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน​ที่ประสบเคราะห์กรรมจากภัยน้ำท่วม ​พร้อมให้ท่านผู้ว่าฯออกมาชี้แจงเหตุผลเท่านั้น​ ​แต่ใน​ที่สุดเหตุการณ์ก็บานปลายจนควบคุมไม่อยู่​ ก็จำ​เป็น​ที่ผม​จะ​ต้องปลีกตัวออกมาเสีย

​เมื่อผมเดินทางกลับมาถึงหอพัก​ที่ วค. ผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ​และเก็บตัวเงียบไม่ออก​ไปไหน ห้องสมุดก็ไม่​ได้​ไป​เพราะ วค.ประกาศงดการเรียนการสอนชั่วคราว ทำให้ห้องสมุด​ต้องพลอยปิดให้บริการ​ไป​กับ​เขาด้วย

หอพักของผม​เป็นตึก 4 ชั้น ​แต่ละชั้นแบ่งออก​เป็นห้องใหญ่ ๆ​ สี่ห้อง ​แต่ละห้องมีเตียงนอน​และตู้สัมภาระ​ที่หัวเตียงแบบเตียง​ใครเตียงมันตั้ง​เป็นแถวเหมือนเตียงโรงพยาบาล มีอาจารย์รับผิดชอบดูแลท่านหนึ่ง​ ​ซึ่งบางครั้งอาจารย์​ที่ควบคุมดูแลพวกเราก็สลับชั้นกันบ้าง หรือบางครั้งก็มีอาจารย์อื่นมาแทน​เมื่ออาจารย์​ที่อยู่​ประจำติดธุระ

วันนั้น​หลังจากเอนตัวพักผ่อนพอหายเหนื่อยเพลีย​กับการผจญแดดร้อนมาจากสนามไฮปาร์ค ผมก็ตื่นล้างหน้าล้างตา​และเดินลง​ไปจากหอพักชั้น 3 ​ซึ่ง​เป็นชั้น​ที่ผมพักอยู่​ ​เพื่อ​ไปกินข้าวมื้อเย็น​ที่โรงอาหาร ​ซึ่งพวกนักศึกษา​ที่พักอยู่​ในหอพักภายใน วค. ผูกขาด​เป็นรายเทอม ​และชำระเงิน​พร้อม​กับค่าลงทะเบียนเรียนในวันเปิดเทอม

ภายในโรงอาหารวันนี้มีนักศึกษาบางตา ​ส่วนหนึ่ง​อาจ​จะยังไม่กลับมาจากสนามไฮปาร์ค​ซึ่งกลาย​เป็นสนามจลาจล​เมื่อมีการเผาทำลายทรัพย์สินของทางราชการ หรือบางคนอาจ​จะยังกลับมาไม่ถึงก็คงมีอยู่​บ้าง หาก​แต่​ส่วนหนึ่ง​​ที่ยังไม่กลับ​เพราะเหตุผล​ที่น่าละอายก็มี นั่น​คือ พวกเห็นแก่ตัวฉวยโอกาสปลีกตัวกลับภูมิลำเนา ไม่​ไปร่วมกิจกรรม ​ซึ่งมีอยู่​มาก ​และ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​เพราะ วค. ของเราในขณะนั้น​มีบุคลากรเฉียดหมื่น ​ทั้งนักศึกษาคณาจารย์ พนักงานธุรการ​และเจ้าหน้า​ที่ทุกแผนก กระทั่งนักการภารโรง​และยาม ​ซึ่งคนหมู่มากเหล่านี้ย่อมมี​ทั้งเห็นแก่ตัว​และเห็นแก่ประโยชน์​ส่วนรวมคละเคล้ากัน​ไป อย่าว่า​แต่คณะนักศึกษา​และพวกเจ้าหน้า​ที่ชั้นต่ำ ๆ​ เลย​ ​แม้​แต่คณาจารย์​ที่​ความรู้สูงชั้นด็อกเตอร์ก็มี​ความไม่ลงรอยกันอยู่​มาก อาจารย์หลายท่านไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้อง​ความ​เป็นธรรมให้​กับสังคมเลย​ก็มี หนำซ้ำยัง​เป็นปฏิปักษ์อีกต่างหาก

​เมื่อผมกินข้าวกินน้ำ​ที่โรงอาหารเสร็จแล้ว​ก็กลับขึ้น​หอพัก พอผ่านขั้นบันไดเวียนชั้น​ที่ 2 ผมก็สวนทาง​กับบุคคลคณะหนึ่ง​​ซึ่งผมรู้จักดี ประกอบด้วยอาจารย์พิเชฐ ​ซึ่ง​เป็นอาจารย์ผู้ช่วยฝ่ายปกครองฯ นายกี้ พนักงานขับรถตู้ของ วค. ​และนายชาติ หรือไอ้ชาติชั่ว ยามประตู 1 หน้า วค.

สาเหตุ​ที่นายชาติถูกตั้งฉายาว่า "ไอ้ชาติชั่ว" ก็​เพราะมันปากหมาคอยคาบข่าวต่าง ๆ​ ของนักศึกษา​ไปรายงานอาจารย์ฝ่ายปกครอง​เป็นประจำ

"อ้อ เจอตัว​พอดี"

ไอ้ชาติชั่วยืนขวางผมตอนสวนกันบนขั้นกระได

อาจารย์พิเชษ​ที่เดินตามหลังไอ้ชาติหยุดฉับ ผมเห็นย่ามสีขาวของพี่โสภาสติดอยู่​ในมือนายกี้ผู้​ซึ่งเดินตามหลังอาจารย์พิเชฐมาติด ๆ​ ก็รู้สึกแปลกใจ

"เธอชื่อรัฐพลใช่ไหม?" อาจารย์พิเชฐถามผม

ผมยืนตัวตรง ยืดอกขึ้น​

"ครับ​อาจารย์"

อาจารย์ฝ่ายปกครองหัน​ไปคว้าย่ามสีขาวในมือนายกี้ชูขึ้น​ ​พร้อมถาม

"ของเธอใช่ไหม?"

"ไม่ใช่ครับ​" ผมตอบ

"เราเจอมันบนหลังตู้-​ที่หัวเตียงนอนของสู" ไอ้ชาติชั่วพูดสอดขึ้น​

"ไม่ใช่ของกู" ผมถลึงตาใส่มันอย่างโกรธแค้น ​เพราะจำ​ได้ว่าตอนผมกลับจากเหตุการณ์จลาจลเผาจวนผู้ว่าฯ​ที่ในเมือง ​และลงรถสองแถว​ที่หน้า วค. เจ้ายามชั่วตัวนี้มันนั่งมองผมอยู่​

"ต่อหน้าครูเธอควรพูดจาให้สุภาพ" อาจารย์พิเชฐมองผมตาเขียว

ผมยกมือไหว้าท่าน

"ขอประทานโทษครับ​อาจารย์"

"เออ" อาจารย์พิเชฐแค่นเสียงออกมา ​พร้อมชูย่ามใบนั้น​ขึ้น​มาเฉียดเฉี่ยวใบหน้าผมอีกครั้ง "​ถ้าไม่ใช่ของเธอ แล้ว​มัน​ไปตั้งอยู่​บนหลังตู้สัมภาระ​ที่หัวเตียงเธอ​ได้อย่างไร หรือว่ามี​ใครกลั่นแกล้ง ​แต่คงไม่หรอก ​เพราะมีคนเห็นเธอสะพายมันมาเองตอนลงจากรถเมล์หน้า วค."

ไอ้ห่ ! นึกแล้ว​เชียว...​ ผมสบถอยู่​ในใจ ​แต่ก็ไม่อาจ​จะตอบอาจารย์พิเชฐ​ไปตามตรง​ได้ ​ทั้ง​ที่ผมยังไม่รู้ว่ามีอะไร​อยู่​ในนั้น​บ้างนอกจากขลุ่ย​กับหนังสือเล่มหนา ๆ​ สองเล่ม ​และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า​เป็นหนังสืออะไร​ ​เพราะผมรู้สึกเครียด​และสับสน​กับเหตุการณ์​ที่บานปลายมาจากในม็อบจนไม่คิด​ที่​จะล้วงลง​ไปในย่ามของพี่โสภาส​เพื่อหยิบหนังสือสองเล่มนั้น​ขึ้น​มาเปิดดู จนใน​ที่สุดวันนั้น​ผมก็ถูกอาจารย์พิเชฐนำตัว​ไปสอบสวนภายในสำนักงานของท่านสองต่อสองจนเกือบดึก จึงปล่อยให้ผมกลับมา​ที่หอตามเดิม

รุ่งเช้า​หลังจากเข้าโรงอาหารกินข้าวกินน้ำเสร็จแล้ว​ ผมก็ออก​ไปหาพี่โสภาส​ซึ่งพักอยู่​​ที่หอพักเอกชนหน้า วค. ​ทว่าคราวนี้ผมสัญจร​ไปด้วย​ความระมัดระวัง ​เพราะผมรู้ตัวแล้ว​ว่า​ระหว่างนี้ผม​และพรรคพวกบางคน​กำลังถูกจับตามองจากบุคคลกลุ่มหนึ่ง​อยู่​

"พี่ขอโทษ" พี่โสภาสกล่าวคำขอโทษ ภายหลังผม​ได้เล่าเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​​กับผม​เมื่อวานตอนค่ำให้แกฟังจนจบ "นี่​ถ้าไข่นุ้ยไม่มีไหวพริบพี่คงโดนจับแน่ ​เพราะ​ได้​ทั้งหลักฐาน​และพยานบุคคลยืนยัน"

"ตอนแรกผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า​จะ​เอาตัวรอดอย่างไร ​เมื่อ​ได้เห็นหนังสือมาร์คเลนินสองเล่ม​ที่อาจารย์พิเชฐล้วงออกมาจากย่ามวางให้ดู"

"มัน​เป็นหนังสือ​ที่พรรคพวกยืม​ไปอ่าน ​และตั้งใจ​เอามาคืน​พอดี ​แต่เผอิญเจอกันในม็อบเสียก่อน ​เขาก็เลย​คืนให้ตรงนั้น​ แล้ว​เราก็ไม่คิดว่ามัน​จะเกิดเหตุเผาจวนเสียด้วย จึงไม่กลัวถูกค้นตัว...​ ​แต่พอเกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายนั้น​เข้า พี่ก็ชิ่งออกมา ก็​พอดีเจอไข่นุ้ยยังไงล่ะ...​ หนังสือมันหายาก​จะทิ้งก็เสียดาย พี่ขอโทษจริง ๆ​ ไม่นึกว่า​จะกลาย​เป็นหนีเสือปะจระเข้อย่างนี้"

ผมหัวเราะ​กับพี่โสภาส​และพูดให้ฟังว่า "ผมแกล้งทำ​เป็นอ้อนวอน​กับอาจารย์พิเชฐ ​โดยทำ​เป็นว่าขอหนังสือสองเล่มนั้น​กลับ​ไปศึกษาประดับ​ความรู้ ​แต่แกก็ไม่ยอมท่าเดียว"

"แกเชื่อสนิทเลย​หรือว่าไข่นุ้ยเจอมาจากม็อบ" พี่โสภาสสงสัย

ผมหัวร่อก้าก

"ผมมันดาราเจ้าบทบาท​นะครับ​พี่ ตั้งแต่เล่นละครมามีบทไหนบ้าง​ที่พี่มองว่าผมตีบทไม่แตก"

"พี่เชื่อ ๆ​"

พี่โสภาสพยักหน้า​และยิ้ม หาก​แต่แววตาของแกยังคงปรากฏร่องรอยกังวนเห็น​ได้ชัด

****************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3356 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน เงาการเมือง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๓๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น