นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #13
พลอยพนม
...ผมใจเต้นไม่​เป็นส่ำ​เมื่อเห็นอาเจ๊เจ้าของร้านทองวางหนังสือพิมพ์ฉบับ​นั้น​ลงบนเก้าอี้ ​และลุกเดินอ้อม​ไปยืนหลังตู้ทองของแก...

ตอน : เสียลับ

คลิกดูภาพขยาย


เดิน​ไปคิด​ไป ยังไม่เห็นทางออก ก็ถึงร้านทองร้านแรก ​ซึ่ง​เป็นร้านเล็ก ๆ​ มีตู้โชว์บุผ้ากำหยี่สีแดงขนาดปานกลางอยู่​สองใบ ตั้งชิดขอบผนังซ้ายมือใบหนึ่ง​ ตั้งขวางหันหน้าออกมาหน้าร้านใบหนึ่ง​ มีทองคำรูปพรรณนานาชนิด​ทั้งสร้อยคอ สร้อยมือ แหวน กำไล วางเรียงยั่วนัยน์ตาอยู่​เต็มตู้ มอง​ไปจากหน้าร้านเห็นชัดเจน ขณะนั้น​ภายในร้านมีคนเข้า​ไปยืนเลือกซื้อทอง​และเจรจาต่อรอง​กับเจ้าของร้านอยู่​คนสองคน ผมพยักหน้า​เป็นเชิงบอกให้สาวบัว​และน้องสาว​ทั้งสอง​ที่พากันหันมาผมมองเดินผ่าน​ไปก่อน ​เพราะยังคิดไม่ออกว่า​จะทำอย่างไร​กับเงินในกระเป๋า​ที่มีอยู่​จำกัด ​แต่พอถึงร้าน​ที่สอง ​ซึ่ง​เป็นร้านเล็ก ๆ​ เหมือนกัน ภายในร้านก็ตบ​แต่งเรียบง่ายแบบเดียวกัน มีอาเจ๊เจ้าของร้านนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนเก้าอี้ไม้มะเกลือลงชะแลกแวววับอยู่​เพียงผู้เดียว สาวบัวหัน​ไปมอง แล้ว​จูงมือจูงแขนน้องสาวของผมสองคนชวนกันแวะเข้า​ไป

ผมใจเต้นไม่​เป็นส่ำ​เมื่อเห็นอาเจ๊เจ้าของร้านทองวางหนังสือพิมพ์ฉบับ​นั้น​ลงบนเก้าอี้ ​และลุกเดินอ้อม​ไปยืนหลังตู้ทองของแก อาเจ๊ทักทายสาวบัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สายตา​ที่จ้องมองอยู่​ภายใต้กรอบแว่นส่งประกายแวววาวเหมือนประกายเพชรทองในตู้โชว์

"อาจี้ - -เลือกดูก่อนนะ ​จะซื้อให้ลูกหรือใส่เอง-จ๊ะ​?"

"ค่ะ​" หม้ายสาวพยักหน้า หันมองมา​ที่เจ้าตัวน้อย​ที่ผมอุ้มอยู่​ "หนู​จะหาสร้อยข้อมือให้ลูกสาวสักเส้นค่ะ​ แล้ว​...​อื่อ- -แล้ว​ก็แหวนวงเล็ก ๆ​ ให้น้องสาวคนละวงด้วยค่ะ​"

พูดจบหล่อนก็บอกสาวเล็ก​กับสาวหมา ​ที่ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่​ใกล้ ๆ​ ให้ชี้นิ้วเลือกแหวนในตู้กระจกกันคนละวง ​เพื่อให้เจ๊เจ้าของร้านหยิบขึ้น​มาให้ลองสวมดู

ผมใจเต้นตุบตับ ขนาดคิด​จะซื้อให้เฉพาะสองคน เงินในกระเป๋าก็แทบไม่พอ แล้ว​นี่แม่เจ้าประคุณทูนหัวยัง​จะซื้อสร้อยมือให้ลูกสาวตัวเองอีกด้วย ตายห่า-ละซี...​กู กลับบ้านไม่มีเสื้อผ้า​และข้าวของของน้องสาวตาม​ที่รับปากก็คงไม่แคล้ว​ความแตก แล้ว​ไอ้ไข่นุ้ยก็​ต้องตายแน่ ๆ​

"หมา​กับเล็ก อยาก​ได้แหวนจริง ๆ​ หรือน้อง" ผมถามน้องสาวสองคนเสียงอ่อย ๆ​ ทำท่า​จะ​เป็นลม

สาวหมายืนกระพริบตาปริบ ๆ​ มองหน้าผมอย่างลังเล ไม่พูดอะไร​ หาก​แต่สาวเล็กพูดเสียงดัง ๆ​ ว่า "พี่บัวให้น้องเล็กเลือกเอง​ได้ไหม?"

"จ้า ก้อพี่บัวชวนน้องเข้ามาเลือกกันเองยังไงเล่าจ๊ะ​" แล้ว​หล่อนก็หันมาทางสาวหมา "น้องหมามาเลือกดูซิ ถูกใจอยาก​ได้วงไหนก็ชี้บอกอาซิ้ม​เขา​ไปเลย​ ​แต่​ต้อง​เป็นวงเล็ก ๆ​ นะ พี่บัวไม่รวยเหมือนพี่นุ้ย"

"บัว"

ผมอุทานออกมาอย่างลืมตัว อาเจ๊เจ้าของร้านหันมามองลอดแว่น ​แต่แกก็ส่งยิ้มให้ผมอย่าง​เอาใจ


กลับมาบ้านวันนั้น​พวกน้อง ๆ​ โชว์ของ​ที่ผมซื้อให้​กับพ่อ​และแม่กันยกใหญ่ ​แต่แหวนทอง​ที่สาวบัวซื้อให้เธอคนละครึ่งสลึง เธอแอบซ่อนกันมิดชิด ​เพราะเธอรู้ว่าแม่เห็นเข้าก็​ต้องมาก​ความ ดีไม่ดีแม่ก็​จะยึด​ไปเก็บไว้ทันที

ผมนึกยิ้ม ๆ​ เราสามคนพี่น้องมี​ส่วนละม้ายคล้ายกันก็ตรงนี้แหละ​ ตรง​ที่มีอะไร​ค่อน ๆ​ กลาง ๆ​ ก็มัก​จะปกปิดไว้ก่อน ​แม้ภายหลัง​จะเผลอเปิดเผยออกมาจนถูกสำเร็จโทษ นั่น​คือถูกแม่บังคับให้นั่งฟังการอบรม​ที่บางครั้งองค์ปาฐกผู้ให้การอบรม ว่ากล่าวอบรม​ไปพลาง​เอามือปาดหยดน้ำตาตนเอง​ไปพลาง กระทั่งผู้นั่งฟังก็​ต้องพลอยหลั่งน้ำตาตาม​ไปด้วย หลังจากนั้น​ก็เกิดสำนึก​และกราบขอโทษ​เพื่อให้แม่สบายใจ


สาวเล็ก​กับสาวหมาถูกจับ​ได้ว่ามีคนซื้อทองให้หลังจากผมกลับ​ไป ว ค. ​ได้สองวัน

แม่เร่งเขียนจดหมายตามหลังผม​ไปว่า



รัฐพล ลูกรัก

หมา​กับเล็ก ทะเลาะกันเรื่อง​แหวนจนลั่นบ้าน ​ทั้ง​ที่แหวนสองวงนั้น​ น้ำหนัก​และรูปพรรณก็เหมือนกันราว​กับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ​แต่เด็กก็​คือเด็ก คิดอะไร​แบบเด็ก ๆ​ เห็นของของตัวด้อยค่าอยู่​ร่ำ​ไป จึงมี​ความริษยาอยาก​ได้ของผู้อื่นจนเกิดการทะเลาะวิวาท หรือไม่ก็ตรงข้าม เห็นของตนเองมีค่าเหนือกว่าของ​ใคร ๆ​ ก็ชอบ​ที่​จะโอ้อวดจนผู้อื่นเกิด​ความอิจฉาริษยา ​และสุดท้ายก็ไม่แคล้วทะเลาะวิวาท

แม่ไม่​ได้ลงโทษน้องด้วยไม้เรียว​กับให้สม​กับ​ความผิดของเธอ​ที่ร่วมกันปกปิดไม่ให้แม่รับรู้เสีย​แต่วันแรก ​แต่แม่ก็พูดให้ฟังถึงสาเหตุ​ที่เธอทะเลาะกัน ว่า​เป็น​เพราะเหตุใด ​พร้อมกันนั้น​แม่ก็ถามว่า พวกเธอสองคนมี​ความรู้สึกอย่างไร​กับหญิงบัว ​ซึ่งเธอสองคนก็ตอบแม่ไม่​ได้

หมา​กับเล็กน้องสาวของลูก ยังเด็กเกินกว่า​ที่​จะคิด​ได้ว่า ทำไมหญิงบัวจึงซื้อของสิ่งนั้น​ให้เธอ ​ทั้ง​ที่หญิงบัวก็ไม่​ได้ร่ำรวยจนกระทั่งเ​ที่ยวซื้อทองผูกมัดใจ​ใคร​ได้

รัฐพล อาจคิดว่าแม่ล่วงเกิน​ความ​เป็นตัวตนของลูก ​แต่แม่ก็รัก​และปรารถนาดีต่อลูกจึง​ได้เขียนจดหมายฉบับ​นี้ย้ำเตือนมา อย่าให้​ความ​ใคร่กำหนัดในกามารมณ์ มาทำลายอนาคตของตนเสีย ​ต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รู้จักยับยั้งชั่งใจ ​ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองทำจิตใจให้เข้มแข็ง

เกิด​เป็นชาย​ถ้าปราศจาก​ความอดทนเข้มแข็ง ก็น่าเสียดายชีวิต​ที่เกิดมา หรืออย่าเกิดมาเสียเลย​​จะดีกว่า ​เพราะต่อ​ไปภายหน้า​จะยืดอกทระนงองอาจ​เป็นลูกผู้ชาย​และ​เป็นผู้นำ​ได้อย่างไร

รัก​และคิดถึงลูกเสมอ

แม่


ผมอ่านจดหมายของแม่ฉบับ​นั้น​จบลง ก็รู้จุดประสงค์ของแม่ทันที

​โดยไม่รอช้า ผมจึงเขียนจดหมายโต้ตอบกลับ​ไปทาง​ไปรษณีย์

เนื้อ​ความในจดหมายมีว่า


กราบเท้า คุณแม่​ที่เคารพ

จดหมาย​ที่คุณแม่ส่ง​ไปนั้น​ลูก​ได้รับแล้ว​ครับ​ ในโลกนี้​จะหา​ใครรักลูกเท่า​กับคุณแม่​และคุณพ่อไม่มีแล้ว​ ตั้งแต่เล็กจนโตถึงบัดนี้ ลูกไม่เคยเลย​สักครั้ง​ที่​จะลืมระลึกถึง​ความสำคัญในสิ่งนี้ อีก​ทั้ง​ความกตัญญูรู้คุณก็ยังยึดมั่นอยู่​ในจิตใจของลูกเสมอ

​ที่ผ่านมาลูกอกตัญญู​กับแม่​และพ่อหลายสิ่งหลายอย่าง ลูกรู้ดี หาก​แต่ยังไม่มีเวลา หรือโอกาส​ที่​จะเรียนให้ทราบถึง​ความรู้สึก​ที่แท้จริงของลูกว่า ​ที่​ได้กระทำ​ไปเช่นนั้น​​เพราะเหตุใด

คุณแม่ป้อนข้าวป้อนน้ำลูกมาตั้งแต่ฝ่าตีนลูกเท่าฝาหอยกระทั่งเติบใหญ่จนบัดนี้ คุณแม่ย่อมทราบดีว่าธาตุแท้ของลูก​เป็นเช่นไร ลูกผิดพลาดต่อหญิงบัวก็ด้วย​ความคึกคะนองของวัยหนุ่ม ​ซึ่งบางครั้งก็หาเหตุผลมาอธิบายให้​ใคร ๆ​ เข้าใจไม่​ได้ ​แต่ลูกคิดว่า ทุกคน​ที่ผ่านวัยนี้มา ย่อมรำลึกถึงวันก่อนเก่าเหล่านั้น​​ได้ดี ​ความเปลี่ยวเหงา​และ​ความเอ็นดูสงสาร ก็อาจ​เป็นปัจจัยสำคัญ​ที่ส่งเสริมให้มันเกิดขึ้น​ก็​ได้ ​แต่สิ่งหนึ่ง​​ซึ่งลูกขอให้แม่เชื่อมั่น ก็​คือ ​จะดีชั่วอย่างไร ลูกของแม่คนนี้​จะไม่​เป็นคนอ่อนแอกระทั่งทำลายชีวิต​และอนาคตของตนด้วยสิ่งนั้น​​เป็นอันขาด

หญิงบัวก็ใช่ว่าเธอ​จะ​เป็นคนเห็นแก่​ได้ ​เพราะเท่า​ที่ลูกมองเธอด้วยสายตา​ที่​เป็นธรรม เธอก็​เป็นคนรู้จักประมาณตนพอสมควร อีก​ทั้งวันนั้น​เธอก็ยังล่วงรู้ใจลูกว่า ลูกนั้น​ว้าวุ่นอยู่​​กับจำนวนเงินในกระเป๋า​ที่มีอยู่​อย่างจำกัดจำเขี่ย จึง​ได้ช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการซื้อแหวนทองวงเล็ก ๆ​ สองวง สนนราคาก็ไม่กี่บาท​ให้​กับน้องหมา​และน้องเล็กเสียเอง ​เพื่อให้น้อง​ทั้งสอง​จะ​ได้ไม่คิดน้อยใจ อีก​ทั้งคง​ต้องการผูกสัมพันธ์ไมตรี ​ซึ่งลูกคิดว่ามิใช่เรื่อง​เสียหาย

สุดท้ายนี้ลูกขอสัญญา​กับคุณแม่​และฝากคำสัจ​จะ​ไปถึงคุณพ่อด้วยว่า ลูก​จะ​ต้องหมั่นเพียร​และเล่าเรียน ให้จบ ​เพื่อ​ที่​จะออก​ไปสอบบรรจุ​เป็นครูสอนนักเรียนให้จง​ได้ พันธะ​ที่ลูกมีต่อหญิงบัวไม่ใช่อุปสรรคอะไร​เลย​

เคารพรักแม่​และพ่อเสมอ

ไข่นุ้ย


นานนับสัปดาห์ แม่ก็ไม่ตอบจดหมาย ผมก็กระวนกระวายใจ...​ คิด​เป็นห่วงหญิงคนรัก ​แต่ครั้น​จะเขียนจดหมาย​ไปสอบถามเนื้อ​ความ​กับหล่อน​เพื่อให้หล่อนตอบกลับมา ก็ทำไม่​ได้ ​เพราะผมรู้ว่า​ระหว่างนั้น​สุด​ที่รักของผมคงกลับเข้าป่า​ไปร่อนแร่ในดง​เขายาเสียแล้ว​ ​แต่ถึงอย่างไรผมยังมั่นใจว่า ​ถ้ามีสิ่งร้าย ๆ​ เกิดขึ้น​ หล่อนก็คง​จะแจ้งข่าวมาเอง ​เพราะผมจด​ที่อยู่​ของผม​ที่ ว.ค.ให้หล่อนแล้ว​

คิดเพียงแค่นั้น​ผมก็ตัด​ความกังวลทิ้ง​ไป



ก่อนหน้านั้น​ 2 ปี ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ​โดยการชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย​และขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร ​ที่นำ​โดยขบวนการนิศิตนักศึกษา จนเกิดการจรจลนองเลือดทั่วกรุงเทพมหานคร ​ซึ่ง​ต่อมาภายหลังเรียกกันติดปากว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ​และต่อจากนั้น​​ความตื่นตัวเรื่อง​ประชาธิปไตยของประชาชนก็คุโชนเหมือนเปลว​ไป​ที่ไหม้ลาม​ไปตามทุ่งนา ​ซึ่งเรียกกันตามภาษาปากชาวบ้านว่า "ไฟลามทุ่ง" เฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิศิตนักศึกษา​ซึ่งถือ​เป็นผู้มีบทบาท​สำคัญมาก​ที่สุดในขณะนั้น​

วค.ของเรา​แม้​จะอยู่​ไกลปืนเ​ที่ยง ​แต่​เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์สำคัญนั้น​ ผู้นำนักศึกษาก็​ได้เชิญชวนคณะนักศึกษา​ทั้งหมด เดินทัพออก​ไปสำแดงพลังกัน​ที่สนามหน้าเมืองใกล้ ๆ​ ศาลากลางจังหวัด ​พร้อม​กับสถาบันศึกษาอื่น ๆ​ ​ที่ยกขบวนเดินทางมาร่วมด้วยทุกวัน จนกระทั่งขบวนการนักศึกษา​และประชาชนในกรุงเทพฯ​ได้รับชัยชนะใน​ที่สุด

ผมเปลี่ยนสภาพจากนักเรียนมา​เป็นนักศึกษา​ที่ วค.แห่งนี้หลังเหตุการณ์นั้น​ 1 ปี จึงไม่ทัน​ได้ร่วมกิจกรรมนั้น​ ​แต่หลังจากนั้น​มาอีกปี ​ซึ่ง​เป็นปี​ที่ผมสมัครสอบเข้า​เป็นนักศึกษา​ที่นี่​ได้แล้ว​ ​เมื่อองค์กรการนักศึกษา​จะจัดกิจกรรมใด ๆ​ ​โดยเฉพาะกิจกรรมสาธารณกุศล ในหมู่พวกผม​ซึ่งสังกัดอยู่​ในชมรมดนตรี-นาฏศิลป์ ก็มัก​จะถูกเชิญให้เข้าร่วม​เป็นประจำ กระทั่งผม​ได้รู้จักมักคุ้น​กับพวกรุ่นพี่ ๆ​ ​ที่​เป็นแกนนำนักศึกษารุ่นนั้น​​เป็นอย่างดี อีก​ทั้ง​กับพวกชมรมวรรณศิลป์ ​ซึ่งมีบทบาท​ในฐานะ​เป็นผู้เขียนบทละครให้เราฝึกซ้อมกันอยู่​บ่อย ๆ​ ผมก็สนิทสนม​กับพวก​เขาหลายคน

ครั้งหนึ่ง​พวกเราถูกเชิญให้​ไปร่วมรณรงค์เผยแพร่​ความรู้ด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภาคประชาชนในท้องถิ่นชนบทแห่งหนึ่ง​ ไกลจากตัวเมือง​ไปเกือบ 100 กิโลเมตร ​โดยมีคณะนักศึกษาจากสถาบันอื่น​ไปร่วมด้วยสองสามสถาบัน ​และต่างก็นั่งรถมินิบัสของ​แต่ละสถาบันตามหลังกัน​ไปเหมือนขบวนคอนวอย

งานดังกล่าวจัดขึ้น​ในสนามหญ้าหน้าโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแห่งหนึ่ง​ มีพื้นเวที​ที่ชาวบ้านร่วมกันจัดทำขึ้น​ตามมีตามเกิดให้พวกเรา​ได้แสดง ภายในงานเรา​ใช้เครื่องปั่นไฟสำหรับติดตั้งอุปกรณ์เครื่องเสียงชุดเล็ก​ที่เรานำ​ไปเอง ลำโพง​ที่​ใช้ก็​เป็นลำโพงฮอร์นปรับเสียง​ได้แค่ เสียงหนัก เสียงเบา ไม่มีการปรับแอคโค่ช่วยให้เสียงเจรจาของตัวละครไพเราะเสนาะหูเหมือน​ที่เราแสดงตามเวทีใหญ่ ๆ​ ใน​ที่ในตัวเมือง หรือ​ที่หอประชุมของ ว.ค. ของเราเอง ​เพราะหนทางแสนไกล​และทุรกันดารขนย้ายลำบาก ถนนบางแห่ง​เป็นหลุมบ่อราว​กับหนองบึง จนบางครั้งรถบรรทุกในขบวนคอนวอยของเราบางคันพลัดตกหลุมลง​ไปติดหล่ม ​ต้องลง​ไปช่วยเข็นกันอย่างทุลักทุเล ​แต่ก็รู้สึกสนุก ​และ​เมื่อถึงเวลางานแสดงหน้าเวที เราก็แสดงกัน​ได้อย่างไม่เคอะเขิน ​เพราะ​เป็นละคร​ที่พวกนักศึกษาชมรมวรรณศิลป์​แต่งขึ้น​เอง สั้น ๆ​ ง่าย ๆ​ ​แต่เนื้อหานั้น​ปลุกระดม​ความคิดของผู้ชมอย่างรุนแรง

การแสดงละคร​และการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ประเภท หนังตะลุง มโนราห์ เพลงกระบอก จากคณะนักศึกษา​ที่มาร่วมจากสถาบันต่าง ๆ​ สลับ​กับการอภิปราย​ความรู้เรื่อง​การเมืองการปกครอง ชี้ให้ประชน​ที่มาร่วมงาน​ทั้งยืน​และนั่งท่ามกลางแสงแดนร้อนเต็มสนามหญ้าแห่งนั้น​​ได้รู้จักบทบาท​​และหน้า​ที่ของตนในฐานะพลเมืองของประเทศ​เป็น​ไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน ​เพราะมี​ทั้ง​ความบันเทิงจากการแสดง​และขับร้องร่ายรำ สลับ​กับลีลาการอภิปรายของนักอภิปราย​ที่เต็ม​ไปด้วยวาทศิลป์กระทั่งสำนวนโวหารถึงลูกถึงคน จนผมเองก็อด​ที่​จะพลอยเพลิดเพลิน​ไปด้วยไม่​ได้

กระทั่งบ่ายเย็นย่ำใกล้เวลาเลิกรา ​ซึ่งถึงคิวของพวกผม​ที่​จะ​ต้องขึ้น​​ไปแสดงละครล้อเลียนพฤติกรรมของนายทุนขูดรีด​กับข้าราชการกังฉิน ​ซึ่งก็​คือ พวกเสมียน ปลัด ตลอดจนหัวหน้า​ส่วนราชการต่าง ๆ​ บน​ที่ว่าการอำเภอ กระทั่งเจ้าหน้า​ที่ตำรวจ​ที่รีดไถประชาชน ​และนายทุนน้อย​ที่ขูดรีดกดขี่ชาวบ้านตาดำ ๆ​ เช่น พวกนายทุนเงินกู้ พวกเ​ถ้าแก่รับซื้อยาง พวกพ่อค้าโรงสี ​ซึ่งมีพฤติกรรมหน้าเลือด​เอารัด​เอาเปรียบ​เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ผมจำ​ได้ว่า วันนั้น​ผมแสดง​เป็นปลัดอำเภอ​ที่ชอบเกาะเกะ​กับเมียชาวบ้านตอนออกตรวจเยี่ยมท้อง​ที่ ​ซึ่งก็เรียกเสียงฮาจากผู้​ที่ยืนชมนั่งชมจนลั่นสนาม หาก​แต่แวบหนึ่ง​ผมเหลือบเห็นคน​แต่งชุดเชียวสะพายปืนยาวเดินรี่มาหยุดยืนอยู่​ข้างเวทีการแสดงสองสามคน ผมคิดในใจว่าตำรวจคงมาจับ ​เพราะคำสนทนาโต้ตอบ​ที่ผู้เขียนบทเขียนให้มานั้น​ ค่อนข้างปลุกระดม​ความคิดรุนแรงมากทีเดียว...​

ผมใจไม่ดี เสียสมาธิ​และชัก​จะออกนอกบทด้วยฤทธิ์ประหม่า กระทั่งเผลอชี้​ไป​ที่พวก​แต่งชุดเขียวสองสามคนนั้น​ แล้ว​ว่า

"นี่แหละ​พี่น้องประชาชน​ที่รัก อ้ายพวกรับจ้างแบกปืน​ไปรีดไถชาวบ้าน"

ผมกล่าวจบก็มีเสียงโห่กันเกรียว...​ ตามด้วยเสียงผู้กำ​กับบทร้องบอกมาเบา ๆ​ จากหลังฉากเวทีว่า "ท่านปลัด คุณ​เป็นท่านปลัด ไม่ใช่กรรมกรสวนยาง...​" นั่นแหละ​ ผมจึง​ได้สติ ​แต่ก็จำ​เป็น​ต้อง​ใช้ไหวพริบกลบเกลื่อนข้อผิดพลาดด้วยการเล่นนอกบทต่อ​ไป ​เพื่อให้ผู้ชมคิดว่าผมออกมุข

ผมจึงกระทืบเท้าลงบนพื้นเวทีอย่างแรง เสียงดังปัง แล้ว​หัน​ไปทางพวกชุดเขียวสองสามคนนั้น​อีกครั้ง ​พร้อม​กับชี้นิ้วตวาด

"เอ็งรู้ไหมข้า​เป็น​ใคร ข้า​เป็นปลัดป้องกันฯของ​ที่นี่นะเว้ย ต่อ​ไปห้ามพวกเอ็งเ​ที่ยวเดินแบกปืนข่มขู่ชาวบ้านอีก- -​ได้ยินไหม"

"ขอรับท่าน"

หนึ่ง​ในพวก​แต่งชุดเขียวข้างเวทีค้อมศีรษะยกมือไหว้รับมุข พลอยมีอารมณ์ร่วม​ไป​กับผมด้วย

​แต่ให้ตายเถอะ​พระเดช​พระคุณท่านเจ้าข้าเอ๋ย อ้าย​ที่​แต่งชุดเขียว​และสะพายอาก้ามาด้วยสองสามคนนั้น​มันไม่ใช่ทหารหรือตำรวจ ​เพราะดาวแดง​ที่หน้าหมวกแก๊ป​ที่พวก​เขาเพิ่งงัดมาสวม ​และผมเองก็เพิ่งเพ่งสายตามองเห็นชัด ๆ​ บอกผมว่า พวก​เขา​คือ ทปท. หรือนักรบทหารปลดแอกแห่งประเทศไทยนั่นต่างหาก...​อ๋อย!

****************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3355 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน เสียลับ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น