นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #10
พลอยพนม
...ขณะเราเดินกันอยู่​บนสัน​เขา ​ซึ่ง​เป็นทางด่าน​ที่พวกชาวเหมือง​ใช้สัญจรมาช้านาน ​เพราะ​เป็นทางลัด สาวบัวเดินอยู่​ข้างหน้า ผมเดินตามหลัง...

ตอน : ไข่นุ้ยกลับรัง

คลิกดูภาพขยาย


ขณะเราเดินกันอยู่​บนสัน​เขา ​ซึ่ง​เป็นทางด่าน​ที่พวกชาวเหมือง​ใช้สัญจรมาช้านาน ​เพราะ​เป็นทางลัด สาวบัวเดินอยู่​ข้างหน้า ผมเดินตามหลัง ​และผลัดกันอุ้มเจ้าตัวน้อย​ซึ่งเธอมัก​จะฟุบหลับอยู่​บนอกของคนอุ้มอยู่​เสมอ ​แต่​ถ้าเธอหิวนมตื่นขึ้น​มา เราก็​จะแวะนั่งพักกันบนขอนไม้หรือไม่ก็โขดหินริมทาง ​เอานม​ซึ่งสาวบัวชงใส่ขวดเตรียมมาแล้ว​ให้เธอดื่ม เสร็จแล้ว​จึงค่อยเดินทางกันต่อ

​ระหว่างทางเราเดินสวน​กับพวกชาวเหมืองหลายคน ​ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เดินตามหลังกันมา​เป็นแถว 7-8 คนก็มี 2-3 คนก็มี กระทั่งเดินมาคนเดียวก็มี มี​ทั้งรู้จัก​และไม่รู้จัก ​แต่เราก็ทักทายกัน...​ อย่างน้อยก็พยักหน้า​และยิ้มให้กันอย่างมีไมตรี ​ทว่าบางคน​โดยเฉพาะพวกนักแสวงโชค​ที่มาจากต่างถิ่น​ซึ่งสังเกต​ได้ ​เป็นผู้ชายหน้าตาเหมือนเพิ่งหลุดมาจากคุก ชอบมองสาวบัวด้วยสายตา​ที่ผมรู้สึกไม่พอใจเลย​

กระทั่งบ่าย ดวงตะวันเอียงพาดยอดไม้ทางทิศตะวันตก ผม​กับสาวบัว​ซึ่งผลัดกันอุ้มเจ้าตัวเล็กมาตลอดทางก็ลุออกสู่ถนนใหญ่ ใกล้​กับควนช้างถีบ ​ซึ่ง​เป็นเส้นทาง​ที่​จะ​ต้องนั่งรถ​โดยสารต่อ​ไปยังบ้านของเรา กลิ่นถนน กลิ่นควันท่อไอเสียของเครื่องยนต์จากยานพาหนะ​ที่แล่นผ่าน​ไปมา บอกผมว่า บัดนี้ผม​กับสาวบัว​กำลังก้าวสู่โลกอีกโลกหนึ่ง​ ​ซึ่งมันคง​จะไม่ใช่โลก​ที่แสน​จะอิสรเสรีเหมือนโลกของเราในป่าดง ​เพราะ​ที่นี่มีผู้คนมากมาย​ ​และมีสายตา​ที่เฝ้าจ้องมองเรานับไม่ถ้วน

หรือนี่อาจ​เป็น​เพราะผมไม่เคยทำตัวออกนอกลู่นอกทางอย่างนี้มาก่อนก็​ได้ จึงพาให้หวั่นไหว​และหวาดวิตก​ไปต่าง ๆ​ นานา

เราสามคนรอรถสองแถวรับจ้างอยู่​​ที่ศาลา​ที่พักผู้​โดยสารตรงปากทางเหมือง ​ซึ่ง​เป็นศาลาหลังเล็ก ๆ​ ยกพื้นสูงราวครึ่งเมตร ปูพื้นด้วยไม้กระดานเนื้อหนา ​เป็นศาลา​ที่ชาวเหมืองแร่ดง​เขายาร่วมปลูกสร้างกันเอง ​แม้​จะดูเอียงโย้​ไปบ้าง​แต่มันก็แข็งแรงดี

เจ้าตัวน้อยเดินเล่นเตาะแตะอยู่​บนพื้นศาลา ผม​กับสาวบัวนั่งบนม้ายาวมีพนักพิงตอกติดอยู่​​กับเสา​ทั้งสองด้าน คอยเฝ้าระวังมิให้เธอพลัดตกลง​ไปข้างล่าง

วันนี้สาวบัวนุ่งกางเกงยีนรัดรูป สวมเสื้อยืดคอปกเอวลอยสีขาว นั่งห้อยเท้าติด​กับพื้นอยู่​ตรงข้าม​กับผม หล่อนล้วงตลับแป้งรูปกลม ๆ​ ​ที่มีกระจกส่องหน้าติดอยู่​​กับฝาด้านบนออกมาจากย่ามสัมภาระ ​พร้อม​กับลิปสติกสีใส ๆ​ ​ที่เรียกกันว่า "ลิปมัน"แท่งหนึ่ง​ จัดแจง​แต่งหน้าทาปากให้ตัวเอง...​ เสร็จแล้ว​หันมามองผมอย่างอาย ๆ​ ​และรีบเก็บเครื่องสำอางพวกนั้น​กลับไว้​ที่เดิม

"สวยไหม?" สาวบัวหน้าแดงเรื่อ

"เมียผมสวยอยู่​แล้ว​" ผมยิ้ม​และพยักหน้า​เอาใจ​ที่เห็นหล่อน​กำลังเขินอาย

เรานั่งรอรถกันอยู่​ตรงนั้น​ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มีรถสองแถว​โดยสารแล่นผ่านมาคันหนึ่ง​ ภายในรถมีผู้​โดยสารเหลืออยู่​ไม่กี่คน ​เพราะถัดจากนี้​ไปทางบ้านผมอีกไม่กี่กิโลก็​จะสิ้นจุดหมายปลายทางแล้ว​ ​และหนึ่ง​ในผู้​โดยสาร​ที่นั่งอยู่​ในรถคันนั้น​อยู่​ก่อนก็​เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง​กับเรา แก​เป็นหญิงวัยกลางคนหุ่นล่ำเกือบเท่ากระสอบข้าวสาร พอเราก้าวขึ้น​​ไปนั่งบนรถ ​และรถเคลื่อนออกแล้ว​ แกก็หันมาทักทายพลางยื่นแขนอันอวบอูม​ทั้งสองข้างมาขออุ้มเจ้าตัวน้อยจากตักสาวบัว ​ทว่าเจ้าตัวน้อยส่ายหน้าไม่ยอมให้อุ้ม

แกหัวเราะ

"อ้อ-เดี๋ยวนี้ทำจองหองนะมึง ทีหลังพลัดหลง​ไปบ้านกูกู​จะไม่ให้กินขนม"

พูดจบหญิงอ้วนก็ละสายตามา​ที่ผม...​

"ไอ้ไข่นุ้ย- - น้านึกว่าเอ็งกลับโรงเรียน​ไปแล้ว​" หญิงอ้วนพูด​กับผม แกไม่สนหรอกว่าผม​จะ​กำลังเล่าเรียนหนังสืออยู่​ในกำแพงโรงเรียนหรืออยู่​ในรั้ววิทยาลัย หาก​แต่แกก็เรียกสถานศึกษาของผมว่าโรงเรียนตะพึดตะพือ

"​จะกลับ​ไปวันสองวันนี้แหละ​น้านุ่น" ผมพูด​กับแก "นี่น้าคง​ไปหาหมอมาอีกละซี"

"เออ" แกพยักหน้า "ก็​เอาลูกหมู​ไปขายให้แม่เอ็งนั่นแหละ​ ถึง​ได้ตังค์​ไปหาหมอ...​ ​แต่น้าก็ลืมถามถึงเอ็งว่ะ- -ขยันเรียนหน่อย​นะลูกนะ จบออกมา​เป็นครูพ่อ​กับแม่​จะ​ได้มีหน้ามีตา...​ "

น้านุ่น​เป็นคนปากหวาน พูดเก่ง ​แต่แกมีโรคประจำตัว​ต้อง​ไปหาหมอ​ที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ​ ​ถ้าขัดสนขึ้น​มาแกก็มัก​จะบากหน้า​ไปพึ่งพาแม่ของผมเสมอ แกจึงสนิทสนม​กับครอบครัวของผม​เป็นอย่างดี


บ้านของผมอยู่​ติดถนน รถ​โดยสารแล่นถึงก่อนบ้านสาวบัว​กับบ้านน้านุ่น​ที่อยู่​เลย​​ไป ผมลงจากรถควักสตางค์จ่ายค่ารถให้สาวบัว​และเผื่อ​ไปให้น้านุ่นด้วย ​เพื่อกันไม่ให้แกระแวง ​เพราะผมสังเกต แกทำสีหน้าสงสัย​เมื่อเห็นผม​กับสาวบัวก้าวขึ้น​รถสองแถวคันนั้น​​พร้อมกัน


​ที่บ้านอันเปรียบเสมือนรังนอน​ที่แสนอบอุ่นของผม พ่อ​กับแม่ของผมอยู่​ด้วยกัน​พร้อมหน้า แม่ทำ​กับข้าวมื้อเย็นอยู่​ในครัว พ่อนั่งลอกผิวใบจากยาสูบอยู่​​ที่พื้นระเบียงหน้าบ้าน ท่าน​ทั้งสองดีใจ​ที่เห็นหน้าผม...​ หลังจากไต่ถามทุกข์สุขของผมรวมถึง​เพื่อน ๆ​ ​ทั้งสาม​ซึ่งยังอยู่​​ที่เหมืองกันพอสมควรแล้ว​ ท่านก็แยกกันกลับ​ไปสานหน้า​ที่ของตนต่อ หาก​แต่พ่อนั้น​ ก่อน​จะหันกลับ​ไปหยิบก้านใบจากขึ้น​มาลอกผิวของมันทิ้ง ท่านก็ลุก​ไป​ที่หัวกระไดริมระเบียง ยืนป้องปากตะโกนเรียกน้องสาวของผมสองคน ​ซึ่ง​ไปขลุกอยู่​​กับลูกหมูตัวใหม่​ที่น้านุ่นเพิ่ง​เอามาขายให้เลี้ยงอยู่​​ที่เล้าหมูริมสวนให้รีบกลับบ้านมา

"พี่บ่าวกลับมาแล้ว​" พ่อตะโกนเสียงดัง ​ซึ่งชั่วอึดใจผมก็​ได้ยินเธอสองคนวิ่งแข่งกันมาเสียงดังลั่น

"​เพื่อนถึงก่อน"

ผม​ได้ยินเสียงน้องสาวคนเล็กร้องดังขึ้น​ แล้ว​ตามด้วยน้องสาวคนโตตะโกนว่า

"ไม่มีทาง ​เพื่อน​ต้อง​ไปถึงก่อน"

พวกเธอสองคนวิ่งไล่ตามกันมา ​พร้อม​กับสุนัข​ที่พ่อเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านตัวหนึ่ง​ เห่าโฮ่ง ๆ​ มาจนถึงเรือน

ผม​กับน้องสาว​ทั้งสองอายุห่างกันหลายปี พวกเธอจึง​ทั้งรัก​และเคารพผม ราว​กับผม​เป็นญาติผู้ใหญ่มากกว่าพี่ชาย ​ซึ่งการณ์​ทั้งนี้ก็น่า​จะ​เนื่องมา​ความห่างเหินกันด้วย ​เพราะการ​ที่ผม​ต้องออกจากบ้าน​ไปเรียนหนังสืออยู่​​ที่ต่างจังหวัดตั้งแต่ชั้นมัธยมจนถึงปัจจุบัน ทำให้เราสามคนพี่น้องไม่ค่อย​ได้อยู่​ใกล้ชิดกันเลย​ ​แม้กระทั่งปิดเทอมกลับบ้าน ผมก็มัก​จะออกหางานทำ-หาราย​ได้เสริมเสียทุกที...​ โอกาส​ที่​จะ​ได้ใกล้ชิดกันเหมือนสมัย​ที่พวกเธอยัง​เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ​ แทบไม่มีเลย​

มัน​เป็นลักษณะนิสัยของผมอย่างหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นมาแบบนี้​แต่ไหน​แต่ไร ตอนเด็ก ๆ​ ผมชอบซุกซน ชอบออกจากบ้าน​ไปยิงนกตกปลาอยู่​ตามชายทุ่งชายป่า หรือ​แม้กระทั่งทะเลก็เคย ผม​เป็นคนไม่ชอบติดอยู่​​กับ​ที่ ​ซึ่งแม่เคยพูดให้ฟังว่า "​เป็นลักษณะของคน​ที่รักการผจญภัย...​​ซึ่งน่า​เป็นห่วง" ​และ​เมื่อแรก​ได้ยินน้ำเสียงของแม่​ที่เอ่ยออกมาด้วย​ความ​เป็นห่วงต่ออนาคตของผมอย่างนั้น​ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผู้​ที่รักการผจญภัย​จะมีเส้นทางชีวิต​ที่น่า​เป็นห่วงอย่างไร เพิ่ง​จะมารู้ก็ต่อ​เมื่อโต​เป็นผู้ใหญ่​และ​ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ​ ​ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างมากมาย​ก่ายกองแล้ว​นี่เอง

ชีวิตการผจญภัย​แม้​จะ​ได้สัมผัส​กับสิ่งแปลกใหม่ไม่ซ้ำซาก ​ซึ่งมันให้​ทั้ง​ความสุขสนุกสนาน​และตื่นเต้นร้าวใจอยู่​ตลอดเวลา ​แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งแปลกใหม่นั้น​ก็ใช่ว่า​จะ​เป็นสิ่ง​ที่น่าอภิรมย์​แต่เพียงฝ่ายเดียว ตรงข้าม บางครั้งกลับมีสิ่ง​ที่เรียกกันว่า "อันตราย" แอบแฝงอยู่​ด้วยอย่างน่าสะพรึงกลัว ​ซึ่งอาจทำให้เราเสียหลัก​ได้ ​ถ้าหากประมาท​และรู้เท่าไม่ถึงการณ์...​

น้องสาวของผมสองคน​เมื่อขึ้น​บนเรือนมาพบหน้าผม ต่างก็ออกอาการเหนียม ๆ​ ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ หาก​แต่ชวนกันนั่งพับเพียบอยู่​ตรงหน้าผมบนพื้นระเบียง ​แม้หน้าตา​จะดูสดชื่น​และมี​ความสุข​ที่​ได้เห็นหน้าพี่ชาย หาก​แต่แววตานั้น​เต็ม​ไปด้วย​ความหวาดหวั่น ราว​กับผม​เป็นนอก

ผมยิ้มให้พวกเธอ ​และชวนพูดคุย

"พรุ่งนี้บ่าว​จะ​ไปตะกั่วป่า ​ใคร​จะ​ไป​กับบ่าวบ้าง?"

น้องคนเล็กมองสบตาผม​และพูดขึ้น​ก่อน

"สาว​ไป"

"ไม่รู้แม่ให้​ไปหรือเปล่า?" น้องสาวคนโตพูดเบา ๆ​ ​แต่นัยน์ตาสองข้างของเธอฉายแววกระตือรือร้นจนผมนึกสงสาร

"ให้​ไปซี" ผมว่า "​ไป​กับบ่าว ทำไมแม่​จะไม่ให้​ไป"

บ่าว-​เป็นคำเรียกพี่ชาย ​ส่วน-สาว-ไม่เฉพาะเจาะจง เรียก​ได้​ทั้งพี่สาว​และน้องสาว ​แต่มักนิยมใส่ชื่อตามหลัง

ผมเรียกน้องสาวคนเล็กว่าสาวเล็ก ​และเรียกน้องคนโตว่าสาวหมา ​เพราะเธอมีชื่อเล่นว่า-หมา

"โรงเรียนใกล้​จะเปิดเทอมแล้ว​ หมายังไม่​ได้ซื้อสมุดหนังสือ...​ บ่าว​จะซื้อให้ไหม?"


"ซื้อให้ซี้!" ผมยิ้ม "​ทั้งเสื้อ ​ทั้งกระโปรงนักเรียน ซื้อให้หมดเลย​ บ่าวขายแร่​ได้ตั้งหลายบาท​ไม่​ต้องกลัว"

สาวเล็กทำตาโต

"แล้ว​ของสาวล่ะ?"

"อ้าว-ก็สาวเล็กอยาก​ได้อะไร​เล่า? ยังไม่เข้าโรงเรียน​กับ​เขาซะหน่อย​"

"อยาก​ได้กระโปรงเหมือนกัน ตุ๊กตาก็อยาก​ได้" เธอว่า

"เฮ้ย -- โตเท่าควายยังอยากเล่นตุ๊กตา" สาวหมาร้องขัดคอน้อง

"อ้าว- แล้ว​ทีตัวเองเล่นของ​เพื่อนจนแขนขาหลุดขาด ไม่เห็นซื้อใหม่ให้...​"

"เก๊าะ​เพื่อนมีกะตังค์​กับ​เขา​ที่ไหนเล่า"

"ไม่รู้ล่ะ พรุ่งนี้ตัวเอง​ต้องขอตังค์แม่​ไปซื้อ​ใช้ให้เค้าก็แล้ว​กัน"


ผมหัวเราะ...​ ​และโบกมือห้าม

"​เอาหละ ๆ​ ไม่​ต้องเถียงกัน ​ใครอยาก​ได้อะไร​ พรุ่งนี้บ่าวซื้อให้หมดเลย​ ​แต่ขออย่างเดียว อย่า​ไปทะเลาะกันกลางคน อาย​เขาเข้าใจไหม"

น้องสาวสองคนพยักหน้า​และยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนชวนกันลุกขึ้น​​และวิ่งเข้า​ไปในครัวจน​ได้ยินแม่ร้องดุเสียงดังลั่น

"อ้ายเด็กสองคนนี้มัน​เป็นอะไร​ของมัน...​ เดินเหินให้​เป็นผู้​เป็นคนกะ​เขาบ้างไม่​ได้รึไง--เดี๋ยวก็โดนไม้เรียวอีกหรอก"

ผม​ได้ยินเสียงแม่ดุน้องสาวสองคนนั้น​แล้ว​ ก็อด​ที่​จะหัน​ไปยิ้ม​กับพ่อไม่​ได้

​เพราะแม่ก็​คือแม่ ปีหนึ่ง​ ๆ​ ไม่รู้​ได้หยิบไม้เรียวเฆี่ยนลูกสักครั้งหรือไม่ ​แต่ลูกทุกคนก็กลัวแม่ ไม่ว่าเรื่อง​ใด​ถ้าแม่สั่งห้ามพวกเราก็มัก​จะไม่กล้าฝืน ​เพราะบางครั้ง​ที่เราเผลอฝ่าฝืน ก็​จะเห็นแม่นั่งหน้าเศร้า ไม่ค่อยยิ้มหัว จนเราคิดว่าแม่คงโกรธ​และไม่รักเราอีกต่อ​ไปแล้ว​ เราจึง​ต้องรีบเข้า​ไปกราบขอโทษ​และยอมทนนั่งให้แม่อบรมเสียพักหนึ่ง​ นั่นแหละ​เราจึง​ได้เห็นใบหน้าของแม่ค่อย ๆ​ แจ่มใสขึ้น​ แล้ว​เราก็รู้สึกมี​ความสุข


"ไข่นุ้ย มืดค่ำ​จะ​ไปไหนอีก" พ่อร้องถาม ​เมื่อเหลือบเห็นผมแอบหยิบพวงกุญแจมอเตอร์ไซค์อีแก่ของท่าน ​และทำท่า​จะก้าวลงขั้นกระได

"​จะ​ไปหา​เพื่อนหน่อย​ครับ​" ผมตอบไม่เต็มเสียง

"​ใครล่ะ! ไอ้ชน ไอ้เคว็ด พวกนั้น​นะเหรอ?" พ่อขมวดคิ้วสงสัย "อย่าริ​ไปหัดสูบกัญชา​กับพวกมันเข้าเชียวนา"

"ยังเด็กยังเล็ก กิน​ทั้งเหล้า สูบ​ทั้งกัญชา เฮ้อ-ไม่ไหว" แม่พลอยผสมโรง​ไป​กับพ่ออีกคน

ผมนึกขัน ๆ​ อยู่​ในใจ

นี่​ถ้าแม่รู้ว่าเจ้าลูกชายตัวดีของแม่​กำลัง​จะแอบ​ไปหาผู้หญิง ​ซึ่งแม่​เป็นห่วง​และคอยกำชับนักหนา แม่​จะบ่นว่าอย่างไรหนอ...​?


****************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3349 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ไข่นุ้ยกลับรัง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๕๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17886 ], [62.203.89.114]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๓, ๑๘.๔๑ น.

เข้ามาติดตาม​​ความรักของไข่นุ้ยค่ะ​​ ไม่รู้ว่า​​จะ​​ได้สมหวังหรือเปล่า?

เพิ่งรู้ว่า คุณนามฯเขียนนิยายรักหวาน ๆ​​ ก็เก่งเหมือนเรื่อง​​ล่องไพรด้วย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17887 ], [110.49.205.224]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๓, ๑๙.๑๗ น.

บางครั้งพอเขียนจบก็นึกอาย ๆ​​ ตัวเองเหมือนกัน ​​แต่ตอน​​ที่​​กำลังเขียน มันอยู่​​ในอารมณ์สุนทรีย์ซาบซ่าน ผสมโรง​​ไป​​กับตัวละคร ไม่​​ได้คิดอะไร​​อื่นนอกเหนือจากนั้น​​เลย​​ครับ​​

ขอบคุณ​​ที่ติดตามอ่านนะครับ​​คุณรจนา

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น