นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #8
พลอยพนม
..."พรุ่งนี้นุ้ยก็​จะกลับ ว.ค. แล้ว​มิใช่หรือ?" หญิงหมอนยกท่อนแขน​ที่สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าเข้มปาดซับหยาดน้ำตา​ที่​กำลังไหลริน...

ตอน : ไข่นุ้ยบ่งหนาม

คลิกดูภาพขยาย


"พรุ่งนี้นุ้ยก็​จะกลับ ว.ค. แล้ว​มิใช่หรือ?"

หญิงหมอนยกท่อนแขน​ที่สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าเข้มปาดซับหยาดน้ำตา​ที่​กำลังไหลริน ภาพแม่หญิงงามก๋ากั่นราว​กับนางเอกนิยายเหมือนอย่างคืนนั้น​หาย​ไปสิ้น บัดนี้เบื้องหน้าผม​ซึ่งนั่งอยู่​บนโขดหินริมลำธาร มีเพียงแม่สาวนุ่งผ้าปาเต๊ะถกชายสูงถึงกลางแข้ง สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว​และสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าเข้มคลุมทับอีกชั้น ​กำลังยืนทอดกายระริกไหว

"​ถ้าไม่ติดว่า​จะ​ต้องกลับ​ไปเรียนหนังสือ ผมก็คงไม่​ไปจาก​ที่นี่

"พี่บัวโชคดี" หล่อนว่า

"สักวันหมอนก็คงมีโชค​กับ​เขาบ้างหรอก...​"

"คนหาเช้า​กินค่ำอยู่​กลางป่าดง ​จะมีวันพบโชคบ่อยนักหรือ?"

กังวานเสียงของหล่อนฟังแล้ว​ชวนหดหู่ ผมตวัดสายตาหนีการมองจ้องของหล่อน​ไปเสียอีกทาง รู้สึกเหมือนมีของบางอย่างแล่นมาจุก​ที่คอจนพูดไม่ออก

ไกลออก​ไปเบื้องหน้าโน้น ​เป็นป่าสูงชัฏ หมู่ไม้น้อยใหญ่เบียดเสียดกิ่งก้านแลดูเลื่อมสลับ​เป็นเชิงชั้น​เมื่อ​ต้องแสงอาทิตย์ยามเช้า​สาดส่องลงมาสว่างไสว แมกไม้บางต้นออกดอกเหลืองแซมขาว สลับ​กับ​ที่เพิ่งแตกใบอ่อนสีเม็ดมะปริงดูหม่นเศร้า ชะนีป่า​ซึ่งเงียบหาย​ไปนานก็กลับมากู่ร้องโหยหวนชวนเศร้าซ้ำทวี

"แถวในเมือง​ที่นุ้ย​ไปเรียนหนังสือ พอ​จะมีงานให้ทำบ้างไหม?" หญิงหมอนถามออกมาเบา ๆ​ หาก​แต่กังวานเสียงนั้น​เต็ม​ไปด้วย​ความวาดหวัง

"ก้อน่า​จะมีบ้าง" ผมว่า"หมอนอยาก​ไปอยู่​ในเมืองหรือ?"

หญิงสาวหันมาสบตาผม ร่องรอยหม่นเศร้ายังคงซุกซ่อนอยู่​ในแววตา

"อยู่​ป่าก็​ต้องตายติดป่า ไม่มีวัน​ได้ผุด​ได้เกิด โลกภายนอก​จะ​เป็นเช่นไรก็คงไม่มีโอกาส​ได้พบพาน"

ผมพยักหน้าคล้อยตาม...​

จริงของเธอ ผมคิด ​ทั้งสาวบัว​และหญิงหมอนต่างก็ยังอ่อนวัยอยู่​ด้วยกัน​ทั้งคู่ หาก​จะคิดขยับขยาย​ไปสู่โลกภายนอกก็นับว่ายังไม่สาย หาก​แต่ผม​จะทำฉันใด​ได้เล่า ​เพราะทุกวันนี้ตนเองก็ยัง​ต้องอาศัยพ่อแม่ส่งเสียเล่าเรียน ​แม้เงินทอง​ส่วนแบ่ง​ที่​เพื่อน ๆ​ แบ่งให้จากการขายแร่​จะเหลืออยู่​มากโข ​แต่ผมก็มอบให้แม่นำ​ไปฝากธนาคารจนหมดสิ้น ​ถ้าคิด​จะเบิกจ่ายสิ่งใด แม่ก็​ต้องรับรู้​ทั้งหมด ​เพราะสมุดบัญชีเงินฝากเล่มนั้น​​เป็นชื่อแม่ ดังนั้น​การ​ที่​จะคิดช่วยเหลือเจือจานพวกเธอในขณะนี้ก็​เป็นอันปิดประตู​ได้เลย​

คิดแล้ว​ผมก็ทอดสายตาเหม่อมองสายน้ำ​ที่ไหลเอื่อยเฉื่อยผ่านชายผ้าถุงลายดอกไม้ของหญิงหมอน​ไปทางทิศใต้ด้วย​ความเหนื่อยล้าในใจ

"​เอาอย่างนี้นะหมอน" ผมพูดขึ้น​--หลังจากคิดว่าตนเอง​ได้ไตร่ตรองดีแล้ว​ "รอผมอีกหน่อย​...​รอให้ผมเรียนจบ​และ​ได้ทำงานพึ่งลำแข้งลำขาของตนเองให้​ได้เสียก่อน การช่วยเหลือพวกเธอสองคนก็​จะไม่ใช่เรื่อง​ยากเย็นอีกต่อ​ไป"

พอผมพูดจบหญิงหมอนก็ขยับกายเข้ามาใกล้ ​และ​โดยไม่คาดฝัน หล่อนก็ตรงเข้ารวบตัวผมดึงเข้า​ไปสวมกอดแนบกระชับ ​เอามือข้างหนึ่ง​ลูบ​และขยี้เส้นผมของผมอยู่​​ไปมา กระทั่งผมสุด​จะหักห้ามใจไหว จึงอ้านแขนสวมสอดกอดรัดสะเอวของหล่อนโอบกระชับเข้ามาบ้าง ปลายจมูกของผมฝังแนบอยู่​​กับหน้าท้องอันเนียนนุ่มของเธอ​พอดี ​แม้​จะถูกขวางกั้นไว้ด้วยเส้นใยเสื้อผ้าเปียกน้ำถึงสองชั้น หาก​แต่ผมกลับรู้สึกเหมือน​ได้แนบเนื้อนางใน กรุ่นกลิ่นสาปสาวหอมยวนยั่ว​ความหนุ่มของผมให้ผุดผงาดขึ้น​​โดยมิอาจหักใจห้าม​ได้เลย​

จมูกของผมซุกฝังจมลง​ไปตรงนั้น​นิ่งนาน...​ ภายใต้สภาวะจิตใจ​ที่ระส่ำระสาย สติสัมปชัญญะก็หลุด​ไปจากการควบคุมของตนจนหมดสิ้น

เจ้าป่าเจ้า​เขา ผีห่าซาตานเจ้าข้าเอย ช่วยไอ้นุ้ยด้วยเถอะ!

​แม้ผม​จะพยายามฝืนห้ามใจก็ดูเหมือน​จะไร้ผล ฤทธิ์มนต์ดำฤษณากลับมีอำนาจเหนือกว่า จนใน​ที่สุดผมก็คลายวงแขน​ที่กอดรัดหญิงหมอน​พร้อม​กับแกะมือหล่อนให้หลุดออกจากศีรษะผมชั่วคราว ก่อน​จะขยับลุกขึ้น​จากโขดหิน​ที่นั่งอยู่​ ยืนประจันหน้า แล้ว​รวบกระชับเนื้อกายบอบบางของหญิงสาวแนบชิดเข้ามาอีกครั้งอย่างรุนแรง ​พร้อมประกบริมฝีปากบดขยี้เพลงจูบอย่างเมามัน

ลมเย็นจากป่าพัดเอื่อยเฉื่อย​ต้องผิวกายให้เย็นชื่น ขณะ​ที่แนวป่ารอบด้านก็แซ่ซ้องด้วยสรรพเสียงนกไพร ผีเสื้อสีสวยกระพริบปีกบินเคล้าเกสรดอกไม้ริมลำธารวับวาบ

​ทว่าในขณะ​ที่หญิงมอน​กำลังอ่อนเรี่ยวเรือนกายระทดระทวยอยู่​ในอ้อมแขน​เพราะรสจูบอันแสนหนักหน่วงของผมนั้น​ ผมก็เหมือนมีบุญเก่าไล่ตามทัน...​

‘มึงริ​จะ​เป็นอ้นรึไงวะ!'

เสียงเตือนของไอ้บองหลาก็พลันดังแว่วขึ้น​ข้างหู ​ความรู้สึก​ที่​จะชักพาตัวตนให้กระโจนลงสู่​ความต่ำช้าในบัดดล ก็พลันเหือดหายมลาย​ไป หาก​แต่หญิงหมอนนี่สิกลับกอดรัดมิยอมคลาย...​ จนผม​ต้องสอดมือสองข้างประคองจับบั้นเอวของหล่อน แล้ว​ค่อย ๆ​ ยันร่างอันบอบบางชวนทะนุถนอมนั้น​ให้ถอยห่างออก​ไปทีละน้อย...​ ​พร้อม​กับเพ่งพิศประสานสายตาด้วย​ความอาลัยอาวรณ์

สักชั่วอึดใจหญิงสาวก็คืนสติ ถอยออก​ไปราวครึ่งก้าว หยุดยืน...​​และจ้องผมด้วยสายตา​ที่เปี่ยมล้นเสน่หา หาก​แต่กลับเอ่ยว่า

"หมอนขอโทษ...​"

ผมถอนใจหายโล่งอก หนามรัก​ที่คอยมุดทิ่มตำทรวงจน​ต้องสะดุ้งผวาอยู่​บ่อยครั้ง บัดนี้​ได้ถูกศีลธรรมอันดีงาม​ที่มนุษย์พึงมีถอดถอนมันออก​ไปแล้ว​ หาก​แต่ภาพ​ที่​กำลังนั่งมองก็ทำให้อด​ที่​จะรู้สึกประหลาดใจเสียมิ​ได้

แม่เทพธิดาแห่งพงไพร บัดนี้สลัด​ความรู้สึก​ที่เกิดขึ้น​​กับหล่อน​เมื่อครู่ออก​ไป​ได้จนสิ้นเชิงจริงละหรือ?

ผมนั่งครุ่นคิดอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ขณะทอดสายตามองหญิงหมอนเดิน​ไปทรุดนั่งลงในลำธาร​และคว้าเรียงร่อนแร่ขึ้น​มาร่อนหินทรายทิ้ง​ไปอีกครั้ง ราว​กับ​เมื่อสองสามอึดใจ​ที่ผ่านมามิ​ได้มีสิ่งใดแผ้วพานเข้าสู่ในจิตใจของหล่อนเลย​

ผิด​กับผม​ที่ส่งสายตาเหม่อมองแม่หญิงอย่างสุดเศร้า ขณะย้อนรำลึกถึงรสรักอันแสนหวาน​ที่เพิ่งผ่านพ้น​ไปนั้น​ ​เพื่อจารึกไว้ใน​ความทรงจำตลอดกาล


"เหลืออีกปีนี้ปีเดียว นุ้ยก็​จะจบออกมาสอบบรรจุ​เป็นครู​ได้แล้ว​ไม่ใช่หรือ?" ลุงทองถามผม "ไม่คิด​จะเรียนต่ออีกรึ? ​ได้ยินว่า​เขามีให้เรียน​ไปจนถึงปะรินโยงปริญญา ลุงก็ไม่ค่อยเข้าใจนะ"

"ครับ​ ​ถ้าคิด​จะเรียนต่อ ก็เรียน​ได้จนถึงระดับปริญญาเหมือนอย่าง​ที่ลุงว่านั้น​แหละ​...​" ผมหยิบ​ความรู้เรื่อง​หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับต่าง ๆ​ มาพูดให้ชายชราฟังอย่างคร่าว ๆ​ พอให้แกเข้าใจ ​พร้อม​กับบอกแกว่า "​แต่ผมคงเรียนอีกแค่ปีนี้ปีเดียว แล้ว​​จะออกมาสอบบรรจุ​เป็นครูให้​ได้เสียก่อน จากนั้น​ก็ค่อยสอบวิชาครูชุด ป.ม. ​เมื่อสอบ​ได้แล้ว​ ​ถ้ายังไม่เบื่อเรียนก็​จะลาพักราชการ​ไปศึกษาต่ออีกที...​"

ลุงทองพยักหน้าคล้อยตาม

"ดีแล้ว​ลูกเอ๋ย สอบบรรจุเข้าทำงานทำการเสียก่อนสักคราวก็ดีเหมือนกัน ​เอา​ความแน่นอนไว้ก่อน ...​"

ขณะนั้น​​เป็นเวลาพลบค่ำ เรานั่งคุยกัน​ที่ระเบียงทับ ลุงทอง​กับป้าพัวนั่งข้างเชี่ยนหมาก หญิงหมอน​กับสาวบัวหยอกเล่นอยู่​​กับเจ้าตัวน้อยด้านใน ภายหลังผมกลับจากเยี่ยมเยียน​และถือโอกาสบอกลา​เพื่อนรัก​ทั้งสามคน​ที่ทับเก่า​ซึ่งผมเคยพักอาศัยอยู่​ก่อนเสร็จแล้ว​ ผม​กับลุงทองป้า​และพัว สามคน ก็นั่งคุยกันอยู่​ตรงนั้น​สารพัดเรื่อง​ กระทั่ง​พระจันทร์ขึ้น​ 4 ค่ำ พลัดตกทิวไม้หลังทับแห่งนั้น​ลับหาย​ไป ​ความืดก็โรยตัวลงมาห่มคลุมผืนป่าเหมือนละครสลับฉากอย่างรวดเร็ว หาก​แต่เวลานั้น​สุดฟากฟ้าก็ยังคงแลโล่งเหมือนเช่นทุกคืน บนฟ้าสูงดาวดวงน้อยใหญ่นับล้านดวงยังคงกระพริบแสงระยิบระยับมองจากใต้ริ้วชายคาทับเห็นชัดเจน

​แต่​ทว่า นับตั้งแต่พวกนักแสวงโชคกรีฑาทัพขึ้น​มาเสี่ยงชะตาขุดหาขี้ตะกรันอยู่​ในป่าแห่งนี้ บรรยากาศภายในป่าดงพงไพรในยามค่ำคืนก็เปลี่ยน​ไปอย่างน่าสะพรึงกลัว เสียงปืน​ที่ปะทุขึ้น​แทนเสียงปีบร้องของสัตว์ป่ามีให้​ได้ยินแทบทุกคืน จนผมอด​ที่​จะรู้สึก​เป็นห่วงครอบครัวของลุงทองเสียมิ​ได้ ก่อน​ที่ลุงทอง​กับป้าพัว​จะขอตัวเข้า​ไปดับตะเกียงนอนกันข้างใน ผมจึงพูด​กับลุงทองว่า

"พวกต่างถิ่น​ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ บางคนดูท่าทางน่าเกลียดน่ากลัว ลุง​ต้องคอยดูแลสาวบัว​กับหญิงหมอนให้ดีนะลุง"

ชายชราหัวเราะ

"ลุงเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย มีรึ​ที่ลุง​จะไม่รักไม่หวงมัน...​" ลุงทองหยุดถอนหายใจ ก่อน​ที่​จะพูดต่อ​ไปอย่างเนิบนาบว่า "​แม้​แต่วันสองวันนี้...​ พวกมันสองคนก็ไม่เคยแคล้วคลาด​ไปจากสายตาของลุงเลย​"

ฟังแกพูดยังไม่ทันจบ ผมก็ชิงสะดุ้งเหมือนวัวสันหลังหวะขึ้น​มาเสียก่อน-อย่างลืมตัว

ตายห่าละกู!

ผมเผลอสติเลิกคิ้วขึ้น​สบตา​กับว่า​ที่พ่อตาเข้า​โดยบังเอิญ ก็เห็นดวงตาคู่นั้น​เปี่ยมล้น​ไปด้วยแววปราณี...​ จาก​ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงเหมือนเด็กริขโมยของเล่นแล้ว​ถูกผู้ใหญ่ใจดีจับ​ได้ ก็กลับกลาย​เป็น​ความขวยเขินกระดากอายจนเก็บอาการไม่อยู่​ ผิด​กับชายชรา​ที่ยังคงเก็บ​ความรู้สึก​ได้ดียิ่ง นอกเหนือจากแววตา​ที่ผมพอ​จะสัมผัส​ได้แล้ว​ ลึกลง​ไปภายในจิตใจของแกผมมิอาจหยั่งรู้​ได้เลย​ ถึง​จะคาดเดาก็คงห่างไกล​ความจริง ​เพราะแววตาของชายชรานั้น​อ่อนโยน​และสุกใสยิ่งกว่าดวงดาว ลึกล้ำเกินกว่า​ที่ผม​จะชี้ชัด​ได้ว่า ขณะนี้ว่า​ที่พ่อตาของผม​กำลังคิดอะไร​อยู่​

ชะรอยชาติก่อนผมคงเคยสร้างกุศล​กับ​เขามาบ้าง ​เมื่อเช้า​นี้จึง​ได้หักห้ามจิตมิให้ล่วงเกินหญิงหมอนมาก​ไปกว่านั้น​ ​เพราะมิฉะนั้น​แล้ว​ ผมอาจ​จะมิ​ได้เห็นแววตาอันเปี่ยมล้น​ไปด้วย​ความเอ็นดูรัก​ใคร่ประดุจลูกเต้าจากชายชราผู้นี้ก็​ได้ ​และต่อจากนั้น​​ความเสียใจก็​จะ​ต้องกระโจนเข้ายึดครองชีวิตผม​ไปจนตาย...​

​เมื่อลุงทอง​กับป้าพัวหายเข้า​ไปข้างในกันแล้ว​ ผมก็ดับตะเกียง​และล้มตัวนอน​ที่หน้าระเบียงทับตรงนั้น​ ​ซึ่ง​เป็น​ที่นอนประจำของผมตั้งแต่ย้ายมาอาสา​เป็นผู้คุ้มครองสองหญิงอยู่​​ที่นี่ ​พร้อม​กับทอดสายตามองลอดชายคาทับออก​ไปนับดาว​ที่​กำลังกระพริบพร่างพราวอยู่​บนฟ้าสูงด้วยจิตใจ​ที่ล่องลอยไร้จุดหมาย...​ ลมป่ายามค่ำพัดห่มใบไม้พลิกพลิ้วสั่นเสียงเกรียวกราวอยู่​ใกล้ ๆ​ ผมนอนฟังเสียงนั้น​จนกระทั่งหลับผล็อย​ไปใน​ที่สุด

"นุ้ย ! ช่วยบัวด้วย...​ ช่วยบัวด้วย.. นุ้ย " เสียงหวีดร้องอย่างตื่นตระหนกตกใจดังก้องสนั่นอยู่​ในหุบเหวลึกชัน ​เมื่อผมก้มหน้ามองลง​ไปจากยอดผาสูง ก็พบว่า ณ เบื้องล่างอันลึกลิ่วสุดคะ​เนนั้น​มี​แต่​ความว่างเปล่า ปราศจากเรือนร่างอันน่าสงสารของหล่อน คงมี​แต่เสียงหวีดร้องของผู้​ซึ่ง​กำลังตกอยู่​ใน​ความหวาดหวั่นจนสุดขีดเท่านั้น​​ที่ดังเล็ดลอดขึ้น​มา

"บัว ! บัวอยู่​ไหน? บัว บัว - - โธ่" ผมสะอื้นรันทด "บัว บัวอยู่​ไหน ทำไมผมจึงมองไม่เห็น...​บัว! โธ่...​แล้ว​นี่ผม​จะลง​ไปช่วยบัว​ได้อย่างไร.."

ภาพของสาวบัวขณะวิ่งหนีอะไร​มาสักอย่าง แล้ว​พลาดพลั้งพลัดตกหน้าผาลง​ไปต่อหน้าต่อตา ​โดย​ที่ผมไม่อาจไขว่คว้าช่วยหล่อนไว้​ได้ ทำให้ผมรู้สึกคลุ้มคลั่งจนแทบกระโดดตามลง​ไป

อนิจจา...​

ใน​ที่สุดผมก็ป้องปากตะโกนเรียกหล่อนขึ้น​สุดเสียง...​

"บัว! - -อื้ออมม!!"

หาก​แต่เสียงนั้น​ก็มิอาจเล็ดลอดออกมาจากปากผม​ได้​แม้​แต่น้อย ​เพราะมีฝ่ามือนุ่มนิ่มของแม่หญิงนางหนึ่ง​ปิดทับไว้​โดยแรง ​พร้อมแนบเสียงกระซิบ​ที่ข้างหู ​ซึ่งฟังดูคล้าย​กำลังขบขันเสียเต็มประดา

"โถ-น่าสงสาร" เสียงนั้น​ว่า "ทูนหัวของบัว บัวนอนแนบข้างอยู่​นี่แล้ว​"

ในเศษเสี้ยววินาที​ที่กลิ่นแป้งของเจ้าตัวน้อย​ที่ติดกายหล่อนมา-ลอยเข้าจมูก ​ซึ่ง​เป็นสิ่งแรก​ที่ผมสัมผัส​ได้ หลังคืนสติตื่นจากฝัน ท่ามกลางหมู่ดาวน้อยใหญ่บนท้องฟ้า​ที่สาดแสงสว่างมารำไร ผมก็พลันลืมตา​และเห็นสาวบัวนอนซบอยู่​​กับอกของผม แล้ว​หม้ายสาวก็ค่อย ๆ​ ถอนฝ่ามืออ่อนนุ่ม​ที่ปิดปากผมอยู่​เคลื่อนออก​ไปอย่างแช่มช้า ​เมื่อหล่อนรู้ว่าผมตื่นจากฝันร้ายนั้น​แล้ว​

"บัว...​! " ผมกระซิบถาม "...​มานอนอยู่​ตรงนี้ตั้งแต่​เมื่อไหร่?"

"ตั้งแต่เริ่ม​ได้ยินเสียงนุ้ยละเมอ" หล่อนกระซิบตอบ

ผมเผยอจูบแก้มหล่อนอย่างสุดแสนดีใจ

"นอนกอดผัวอยู่​ตรงนี้อย่า​ไปไหนอีกนะ"

หม้ายสาวผงกหัวแทนคำตอบ

ผมจูบหล่อนซ้ำเบา ๆ​ อีกครั้ง แล้ว​สองหูก็แว่วเสียงไก่ป่าละเมอขัน ราว​กับห้วงเวลารุ่งราง​กำลัง​จะมาพรากเราสอง ​แต่​เมื่อสอดสายตามองออก​ไปข้างนอก ก็เห็นดาวจระเข้ยังคงทำมุมเฉียงอย่างอ้อยอิ่งอยู่​ใต้ชายคาทิศตะวันออก...​ อีกนานกว่า​จะรุ่งสาง ผมบอกตัวเองก่อน​จะกอดรัดหม้ายสาวเสียแนบแน่น ราว​กับหวั่นว่าหล่อน​จะร่วงหล่นลงสู่หุบเหวเหมือนอย่างฝันร้าย​เมื่อครู่นั้น​อีก



********************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3347 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ไข่นุ้ยบ่งหนาม --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๒๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17857 ], [110.49.205.85]
เมื่อวันที่ : ๐๕ พ.ย. ๒๕๕๓, ๐๘.๑๐ น.

ขนาดลายเส้นภาพประกอบค่อนข้างเล็ก​​ไปหน่อย​​ ​​ถ้าหากคุณ ๆ​​ ​​ต้องการพิศดู​​ความคมชัด กรุณาคลิกภาพขยายดูนะครับ​​

ขอบคุณครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น