นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #6
พลอยพนม
...เช้า​วัน​ต่อมา พวกเราตื่นมาหุงข้าว​และคดห่อ​ไปกินมื้อเ​ที่ยง​ที่หน้าเหมือง​แต่เช้า​มืดเหมือนเช่นเคย...​ ​เมื่อวานตอนเ​ที่ยง ภายหลังผม​กับสาวบัว...

ตอน : รักหรือลวง

คลิกดูภาพขยาย


เช้า​วัน​ต่อมา พวกเราตื่นมาหุงข้าว​และคดห่อ​ไปกินมื้อเ​ที่ยง​ที่หน้าเหมือง​แต่เช้า​มืดเหมือนเช่นเคย...​

​เมื่อวานตอนเ​ที่ยง ภายหลังผม​กับสาวบัวนั่งพลอดรักกันจนอิ่มแอ้ล้นอก ณ ริมสายธารตรง​ที่สาวบัวออก​ไปร่อนแร่...​​โดยมิ​ได้มีอะไร​เกินเลย​​ไปกว่านั้น​ กระทั่งดวงตะวันทอดเอียงจวน​จะลับทิวไม้เบื้องทิศตะวันตก เราก็ชวนกันกลับมายังทับของหล่อน สาวบัว​เอายาเหลืองใส่แผลสด​ที่หล่อนซื้อมาเผื่อไว้สำหรับเจ้าตัวเล็กลูกสาวของหล่อน​ที่ซุกซนอย่างกะอะไร​ดี ชโลมทาตรงรอยแผลแตกน้ำข้าว​ที่ฝ่ามือ​และข้อนิ้วบางข้อให้ผมจนทั่วทุกแห่ง กระทั่งเช้า​นี้ ​เมื่อตื่นขึ้น​มาผมก็พบว่า​ความเจ็บปวดตรงบาดแผลเหล่านั้น​​ได้อันตรธาน​ไปหมดสิ้น แผลแห้งสนิท คงเหลือเฉพาะคราบยาเหลืองใต้ผิวหนัง​ที่มีรอยถลอก​เป็นรูปวงกลม​ไปทั่วฝ่ามือ​ทั้งสองข้าง

ไอ้บองหลาถามผมว่า "วันนี้มึง​จะกำด้ามพร้าไหวไหม? กูเห็นฝ่ามือของมึงยังบวม ๆ​ อยู่​เลย​"

ผมล้อมันว่าถึงไม่ไหวก็​ต้องฝืน ​เพราะประเดี๋ยวพวกมัน​จะแอบมุบมิบขี้ตะกรันกันตามลำพัง

"ไหวไม่ไหวก็​ต้องแค่น เดี๋ยวพวกมึงหยงขี้กาง" ผมพูดภาษาถิ่น

ไอ้บองหลาทำตาเขียว มองผมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อน​จะเทศนาเสียงขรึมว่า

"มึงมันคนหัวใหม่ ไม่เชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เชื่อว่าเจ้า​ที่เจ้าทาง​จะคอยพิทักษ์ปกป้องพวกเราชาวเหมือง​ที่เข้ามาอาศัยทำกินอยู่​ในป่าแห่งนี้ให้อยู่​รอดปลอดภัย​ได้จริง ๆ​ มึงไม่สังเกตทับนอนของเราบ้างหรือ?-มีฝากั้นแค่ด้านหัวนอน​และด้านซ้ายด้านขวาเพียงสามด้านเท่านั้น​ ​ส่วน​ที่ปลายตีนปล่อยโล่ง ​แต่เรากลับรู้สึกอบอุ่น​และปลอดภัย เราล้มตัวหลับนอนสุขสบายกันทุกคืน ไม่กังวลถึงภยันตราย ไม่กลัวสัตว์ป่า​จะย่องมาทำร้าย ​เพราะไม่เคยปรากฏเรื่อง​เลวร้ายแบบนั้น​​จะเกิดขึ้น​​ที่นี่เลย​สักครั้ง...​"

"สรุปว่าหากมี​ใครคิดทำเรื่อง​ชั่ว ๆ​ ละก้อไม่แน่- -ว่างั้นเหอะ" ผมย้อนให้

"จริง ๆ​ นา" ไอ้พริ้งถือหางไอ้บองหลา-ลูกพี่มัน "ขนาดผัวออก​ไปตีผึ้ง อยู่​ข้างหลังเมียคบชู้ ผลกรรมยังตามตก​ไปถึงผัว! มึงเชื่อไหม? เคยมีคนตีผึ้งพลัดลูกทอยตกลงมาตายห่า​เพราะเรื่อง​แบบนี้มาหลายรายแล้ว​นะ-​จะบอกให้"

"ส้นตีนแน่ะ! ไอ้หัวกะทอ มึง​เอาอะไร​มาพูด มันคนละเรื่อง​กันเว้ย"

ผมขัดคอไอ้พริ้ง

"ก็นี่ไง- ​ที่มึงไม่เชื่อ"

ไอ้บองหลาทำหน้าบึ้งจนผม​ต้องเหล่ตามองฝ่าตีนมู่ทู่ของมัน​เป็นระยะ ๆ​

"แล้ว​ตาเวก- -คนบ้านเรา​ที่โดนช้างถีบนั่นอีกล่ะ!" ไอ้พริ้งอ้างถึงชายชรา​ที่แอบขับมอเตอร์ไซค์​ไปหาอีหนูแล้ว​โดนช้างถีบตาม​ที่ผมเล่าไว้ตอนต้นเรื่อง​

"นั่นแกเงี่ยนซะจนเบ๋อไบ๋ต่างหากเล่า!" ผมส่ายหน้าขัดคอมันอีก "ซุ่มซ่ามไม่ดูตาม้าตาเรือ ปัดโธ่...​ช้างแม่-ง-ตัวเบ้อเร่อ แถมยกขบวนมา​เป็นโขลง แกยังมองไม่เห็น ก้อ-ควรแล้ว​แหละ​​ที่​จะโดนเข้ายังงั้น"

ไอ้บองหลาเกาหัวแกรก ๆ​

"พูดยากโว้ย - พูด​กับคนหัวหมออย่างมึงมัน​ต้องพกลูกขวานมาด้วย"

ผมหัวเราะแหะ ๆ​ ก่อนเดินเลี่ยง​ไปฉีกเศษผ้าข้าวม้าเก่า ๆ​ ข้างในทับ​เอามาพันมือแทนผ้าก๊อต ​เพราะคร้าน​จะต่อล้อต่อเถียง​กับมัน ทุกสิ่งอย่าง​ที่มันเอ่ยกันขึ้น​มานั้น​ก็ใช่ว่าผม​จะไม่เชื่อเสียทีเดียว ​เพราะ​ความลี้ลับของป่า ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง​ที่​เป็นเรื่อง​ดำมืดสำหรับเรา ​แต่ใน​ส่วนของเจ้า​ที่เจ้าทาง​ที่พวกมันพูดถึง ผมคิดว่าน่า​จะ​เป็นกุศโลบายของคนโบราณ​ที่ประสงค์​จะให้ทุกคนมีหลักยึดมั่นในการประกอบคุณ​ความดี​เพื่อการอยู่​ร่วมกันด้วย​ความสงบสุขเสียมากกว่า ​เพราะ​ถ้าทุกคนหวั่นเกรงเจ้าป่าเจ้า​เขา​จะให้ร้ายก็​จะไม่กล้าไม่ประกอบกรรมชั่ว ไม่ผิดลูกเมียผู้อื่น ไม่ลักขโมย ไม่พูดจา​โดยไม่ระมัดระวังหรือ​ใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน ตัวอย่างง่าย ๆ​ ดังกล่าวนี้ ​ถ้ามีอยู่​ในสังคมไหนอย่างจริง ๆ​ จัง ๆ​ สังคมนั้น​ก็​จะจัด​เป็นสังคม​ที่มีระเบียบวินัย มีขนบธรรมเนียม​ที่ประเสริฐ สมาชิก​ที่อาศัยอยู่​ร่วมกันก็น่า​จะชีวิต​ความ​เป็นอยู่​​ที่สุขสงบพอสมควร



​ส่วนขี้ตะกรันก้อนเล็ก ๆ​ ​ที่ผมลอกคูน้ำ​ไปเจอเข้าอย่างบังเอิญ​เมื่อวานนั้น​ จริง ๆ​ แล้ว​มันก็กองโด่อยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับโขดหิน​ที่ผมกระโดดหนีน้ำขึ้น​​ไปยืนเท้าสะเอวอยู่​ข้างบนนั่นเอง เพียง​แต่ก่อนหน้านี้มันถูกพรางด้วยกอหญ้า ผักกูด เฟิร์น ​และหญ้ารังไก่​ที่รกรื้อ ​ส่วน​ที่ก้อนตะกรัน​ที่อยู่​รอบนอกก็โดนตะไคร่น้ำเขียวปี๋จับเกาะเสียหนาทึบจนสังเกต​ได้ยาก มองผิวเผินก็เหมือนก้อนหินก้อนกรวด​ที่ไร้ค่าทั่ว ๆ​ ​ไป ​แต่สำหรับเม็ด​ที่ร่วงกระเด็ดพลัดตก​ไปอยู่​ในคูร้าง​ที่ไอ้หมึกก้มลง​ไปเห็น ผมสันนิษฐานว่า น่า​จะเกิดจากสัตว์เลื้อยคลานจำพวกเหี้ย ตะกวด หรือไม่ก็เต่ายางตัวโต ๆ​ ​ที่ตะเกียกตะกายฝ่าขึ้น​​ไปแล้ว​กรงเล็บอันงองุ้มราว​กับตะขอเหล็กของมันกวาดร่วงลงมา

เช้า​วันนี้พวกผมเริ่มงานด้วยการชวนกันเข้า​ไปในป่า ​เพื่อตัดเส้นหวายมาสานกระชุสำหรับใส่ขี้ตะกรันกองนั้น​ขนออก​ไปขาย...​ เรา​ใช้เวลาครึ่งวันก็​ได้หวายมาจำนวนหนึ่ง​ หลังจากกินข้าวห่อมื้อเ​ที่ยงกันเสร็จแล้ว​​เพื่อนผม​ทั้งสามคนก็ลงมือสานกระชุ ผมนั่ง​เป็นกองเชียร์อยู่​ใกล้ ๆ​ คอยสรรหาเรื่อง​ราวสัปดี้สัปดนมาเล่าให้พวกมันฟัง ​เพราะตั้งแต่เกิดผมยังไม่เคยสานกระชุ​เป็น​กับ​เขาสักใบ ​ซึ่งพวกมันก็รู้ดี ​และคงไม่มี​ใครคิดว่าผม​เอาเปรียบ ​เพราะสังเกตว่าขณะ​ที่พวกมันนั่งล้อมวงสานกระชุกันอยู่​นั้น​ ทุกคนตะแคงหูฟังผมเล่าเรื่อง​โกหกพกลมเสียจนเพลินไม่รู้จักเหนื่อย ไอ้หมึกเส้นตื้นกว่า​ใคร ๆ​ มันหัวร่อก้าก ๆ​ ทุกคราว​ที่ผมเล่าเรื่อง​แผลง ๆ​ ออกมา ติดอยู่​​ที่ไอ้บองหลาไม่ยอมให้เล่านิทานเรตเอ็กซ์ ไม่อย่างนั้น​วงสานกระชุของพวกมันของพวกมันก็คง​จะครึกครื้นยิ่งกว่านี้

ไอ้บองหลาแถลงเหตุผลของมันว่า "​เขาถือ--ในป่าในดง​เขาไม่ให้พูดเรื่อง​ลามก...​"

"ถุย" ผมหมั่นไส้ "​ถ้างั้นเวลา​เอาผัว​เอาเมียกันกลางค่ำกลางคืน ก็​ต้องคราง แบะ แบะ ๆ​ เหมือนคนใบ้นะซี? ​จะโอย ๆ​ พี่จ๊ะ​ พี่จ๋า หรือเมียจ๊ะ​ เมียจ๋า ให้ชื่นใจกันสักหน่อย​ก็ไม่​ได้ ประเดี๋ยวเจ้าพ่อของมึง​จะดอดมาหักคอ...​ "

"ไอ้อัปรีย์" ไอ้บองหลาหันมาชี้หน้าผม "มึง​จะ​ไปไหนก็​ไป-- ​ไปให้ห่างตีนกูเลย​--ไอ้ชิบหาย"

ผม ไอ้พริ้ง ไอ้หมึก หัวร่อเอิ๊กอ๊ากลงลูกคอ ​และร่วมกันยั่วเย้าจนไอ้บองหลาพลอยหัวเราะตาม​ไปด้วย




ล่วงสู่ยามบ่าย ดวงตะวันพาดยอดไม้เบื้องทิศตะวันตก ส่องแสงทะลุลอดลงมา​เป็นลำยาว สายน้ำในลำธาร​ที่ลูกสาวของลุงทอง​ทั้งสองคน​กำลังถือเรียงร่อนแร่หมุนส่าย​ไปมาอยู่​ใกล้ ๆ​ กันนั้น​สะท้อนลำแสง​ที่กระทบพื้นน้ำวับวาวระยิบระยับตา

ผมเดิน​ไปหย่อนก้นนั่งบนขอนไม้​ที่ล้มพาดริมฝั่งน้ำใกล้ ๆ​ ​กับพวกหล่อน หลังจากพูดจาทักทาย​กับหญิงหมอนพอให้หายเคอะเขินกันแล้ว​ ผมก็หัน​ไปบอก​กับสาวบัวว่า คิดถึง​และอยากมาอยู่​ใกล้ ๆ​ หล่อนยิ้ม ​แต่หญิงหมอน​ที่ทำท่าว่าไม่ใส่ใจฟังมาตั้งแต่ต้น กลับหันมามองผมแล้ว​ค้อนให้จนหน้าคว่ำ จากนั้น​ก็ถือเรียงร่อนแร่เดินเชิดหน้าลุยน้ำเลี่ยง​ไปยังฟากลำธารฝั่งตรงข้าม...​​และเร้นหาย​ไปเสีย ​ซึ่งผมไม่ทันสังเกตว่าหล่อนหาย​ไปทางทิศไหน ​เพราะผมมัว​แต่นั่งมองสาวบัวร่อนแร่อยู่​ตรงหน้าเสียจนเพลิน


กระทั่งเห็นสาวบัวปาดเม็ดทรายละเอียดสีขาวขุ่นออก​ไปจากเรียงจนหมด เหลือเม็ดแร่ดีบุกสีดำ ๆ​ ตกอยู่​​ที่ก้นเรียงอย่างเดียวแล้ว​ ผมก็ลุกจากขอนไม้เดิน​ไปหยิบกระป๋องนมข้น​ที่นำมาดัดแปลงทำ​เป็นกระป๋องใส่แร่ ​ซึ่งวางอยู่​ริมน้ำใกล้ ๆ​ ​กับสาวบัวมาตะแคงดู ภายในกระป๋องใบนั้น​มีแร่อยู่​ค่อนกระป๋อง​และมีน้ำใส ๆ​ ขังท่วมเม็ดแร่อยู่​เกือบเต็ม ผมคาดคะ​เนว่า แร่​ทั้งหมดนี้หนักไม่ต่ำกว่า7 หรือ 8 ขีด ​เมื่อเปรียบเทียบ​กับระยะเวลา​ที่หม้ายสาวออกมาร่อนหาเกือบค่อนวัน ก็แสดงว่ากระสะแถวนี้มีแร่เยอะพอสมควร

​ส่วนสาวบัว ​เมื่อร่อนทรายขาวออกจากเรียงหมดแล้ว​ ก็ก้าวเดินมา​ที่ผม ​พร้อม​กับโน้มตัวต่ำลงมา แล้ว​​เอาขอบเรียงไม้กลม ๆ​ ด้านล่างพักไว้บนหน้าขาของหล่อน นิ้วมือเรียวงามข้างขวาจับกุมขอบเรียงด้านบนยกตะแคงสูงขึ้น​ ผมยื่นกระป๋องใบนั้น​สอดเข้า​ไปรองรับตรงขอบเรียงด้านล่าง หม้ายสาว​ใช้มือซ้ายวักน้ำในลำธารขึ้น​มารดราดลง​ไป​ที่ก้นเรียง ​เพื่อให้มันชะล้าง​และชักพาเม็ดแร่เหล่านั้น​ไหลลงสู้ปากกระป๋องอย่างช้า ๆ​ ด้วย​ความระมัดระวัง...​

เม็ดแร่ดีบุกสีดำเม็ดเล็ก ๆ​ ขนาดเม็ดงาประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ ถูกสายน้ำ​ที่หม้ายสาววักขึ้น​มาราดก็ไหลกลิ้งลงปากกระป๋องจนหมดเกลี้ยง น้ำเย็น ๆ​ ​ที่ไหลลงมาจากขอบเรียงเอ่อล้นปากกระป๋องแล้ว​หยดผ่านง่ามมือผมย้อยลงสู่ผิวน้ำเบื้องล่างแล​เป็นสาย

"ท่าทางน้องหมอนคง​จะคิดอะไร​​กับนุ้ยอยู่​นะ...​?."

สาวบัวพูดขึ้น​หลังจากราดน้ำไล่เม็ดแร่ลงในกระป๋องใส่แร่ของหล่อนเสร็จแล้ว​

ผมทำหูทวนลม

หม้ายสาวยืนถือเรียงส่งสายตาแปลก ๆ​ จ้องมองผมแวบหนึ่ง​...​ แล้ว​หันกลับ​ไปนั่งยอง ๆ​ ลงในน้ำ โผล่เฉพาะ​ส่วนหน้าอกขึ้น​มา...​ หาก​แต่น้ำในลำธารแห่งนั้น​ก็ใสนิ่งเหมือนน้ำในอ่างกระจก ผมเห็นหล่อน​เอาเรียงช้อนกระสะ​ที่มี​ทั้งเม็ดแร่ ทรายละเอียด ทรายหยาบ ​และก้อนหินก้อนเล็ก ๆ​ คละเคล้ากันปาดเข้ามาใส่ไว้จนล้น แล้ว​ค่อย ๆ​ จับขอบเรียงสองด้านยกขึ้น​ร่อนส่าย​ไปมาในสายน้ำลักษณะเดียว​กับหญิงชาวนาจับขอบกระด้งร่อนเมล็ดข้าวเปลือก​ที่หลงเหลือมากจากโรงสีให้หลุดออก​ไปจากรังข้าวสารยังไงยังงั้น

ผมเห็นท่าทาง​ที่แคล่วคล่องนิชำนาญในการร่อนแร่ของหม้ายสาวแล้ว​อดทึ่งไม่​ได้

"นุ้ยเชื่อ​ที่บัวพูดไหม?" หม้ายสาวหันมาย้ำ​เมื่อเห็นว่าผม​กำลังทำไขสือ

"​แต่ผมว่า เธออาจระแวงว่าผม​จะมาหลอกพี่สาวของเธอมากกว่า"

"แล้ว​นุ้ย​จะหลอกบัวหรือเปล่าล่ะ?"

หมายสาวย้อนถาม ​พร้อม​กับวาดสายตาหันมาจ้องมองผมอย่าง​เอาจริง​เอาจัง...​ ​และยังไม่ทัน​ที่ผม​จะสรรหาถ้อยคำ​ที่ไม่โอ่อ่าเหมือนคำพูด​พระเอกลิเกมาปลอบประโลมหล่อนให้หายขุ่นข้องหมองใจลง​ได้ สาวบัวก็จมเรียงใบนั้น​ไว้ในท้องธาร แล้ว​หล่อนก็ลุกขึ้น​ยืน​พร้อม​กับหันมาป้องฝ่ามือสองข้างวิดน้ำในลำธารสาดใส่ผม จนผมสะดุ้งตกใจ ​เพราะคิดไม่ถึงว่าหล่อน​จะเล่นแบบนี้


"ว่ายังไง--​จะหลอกหรือไม่หลอก...​ ตอบมาเดี๋ยวนี้ ตอบมา...​หลอกหรือไม่หลอก...​นี่แน่ะ นี่แน่ะ อาบน้ำให้เสียเลย​ นี่แน่ะ บอกมา-หลอกหรือไม่หลอก บอกมาเสียดี ๆ​ ...​"

ยิ่งเห็นผมลุกขึ้น​ยืน​และส่ายตัวโยกหลบหลีกสายน้ำ​ที่เธอวักสาดอยู่​​ไปมา หม้ายสาวก็ยิ่งสนุกใหญ่ หล่อนวิดน้ำสาดใส่ผมเสียจนเหนื่อยหอบ หน้าอกหน้าใจ​ที่เปียกน้ำโยกโยนขึ้น​ลงตามจังหวะหายใจถี่กระชั้น...​ กระทั่งหนำใจก็หยุดยืน​และจ้องมองผมด้วยสายตายั่วยวนจนผมรู้สึกวูบวาบเหมือนโดนไฟช๊อต​ไปหมด​ทั้งกาย

เสื้อผ้าอาภรณ์​ที่เปียกชุ่มแนบกระชับกายเราสองคนให้ตกอยู่​ในสภาพเดียวกัน...​

สาวบัวนุ่งผ้าถุงดำ สวมเสื้อคอบัวแขนยาวสีดำ กลัดกระดุมถึงคอ ​ทั้งหมดเปียกปอนแนบตรึงผิวกาย มองเห็นชีวิตเลือดเนื้อทุกอณูของหล่อนไหวระริกอยู่​ในนั้น​

ผมนุ่งกางเกงขาก๊วยขาสาม​ส่วนสีดำ สวมเสื้อกุยเฮงสีดำ คาดผ้าขาวม้าสีแดงไว้​ที่สะเอว...​​ซึ่งบัดนี้ก็​ได้เปียกชุ่ม​ไปหมด​ทั้งตัวแล้ว​เช่นกัน หากปลดผ้าขาวม้าออก​เมื่อใด ​ความ​เป็นชาย​ที่ถูกปิดซ่อนอยู่​ตรงนั้น​ก็คงโชว์หรา ​แม้มัน​จะถูกบังคับให้หลบซ่อนอยู่​ใต้ผ้านุ่มนิ่มอักชั้นหนึ่ง​ก็ตาม หาก​แต่เสน่หาเย้ายวนรัญจวนจิต​ที่หม้ายสาวส่งสายตาเชิญชวน ทำให้ผมสุด​ที่​จะเหนี่ยวรั้งห้ามปราบมิให้มันคึกคะนอง​ได้

แล้ว​ใน​ที่สุดผมก็สวมวิญญาณ​พระยานาคาทอดกายเลื้อยล่องลง​ไปในสายน้ำอีกวาระหนึ่ง​

หม้ายสาวเบี่ยงหน้าหลบ ​เอาปลายมือข้างหนึ่ง​ยันคางผมไว้ ​เมื่อผมโอบรัดกายหล่อน​และยื่นหน้าเข้า​ไปหมายประทับจูบลงบนริมฝีปากรูปกระจับบาง ๆ​ คู่นั้น​ ให้หนำใจ

"ยังไม้​ได้ตอบ ว่าคิด​จะหลอกกันจริงหรือไม่?"

"ทูนหัว...​"

"ไม่​เอา-ตอบมาก่อน"

*******************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3343 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน รักหรือลวง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๙๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นกหัวขวาน [C-17846 ], [125.24.19.117]
เมื่อวันที่ : ๐๒ พ.ย. ๒๕๕๓, ๑๗.๓๘ น.

อืม.ม.ม...​​
อยาก​​เป็น
พญานาค.ค.ค.ค.ค..อ่ะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17871 ], [110.49.205.115]
เมื่อวันที่ : ๐๙ พ.ย. ๒๕๕๓, ๐๖.๓๘ น.

อย่าเลย​​ครับ​​ ในบั้นปลายของพญานาคตัวนี้นั้น​​มี​​แต่​​ความระทมขมขื่น

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น